วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552

เลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายกฯปล่อยม็อบเคลื่อนไหวเต็มที่

หมวดข่าว : การเมือง
โดยทีมข่าว : รัฐสภา
นายกรัฐมนตรี ประกาศเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน กลางสภา ลั่นปล่อยทุกกลุ่มเคลื่อนไหวเต็มที่ แต่ขอ 2 ข้อ ปกป้องสถาบันฯ -หยุดการใช้ความรุนแรง ให้เวลา 2 สัปดาห์ให้ 3 ฝ่าย "รบ.-ค้าน-ส.ว." ระดมแก้รธน.หวังสร้างกติกาใหม่ เผยพร้อมยุบสภาทันที
ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 01.00 น. วันนี้ 24 เม.ย.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวปิดการอภิปรายในการประชุมร่วมรัฐสภา ว่า ตลอด 2 วันที่ผ่านมาข้อมูลจากสมาชิกมีข้อมูลอาจจะทำให้ขัดเเย้ง เเต่ถือว่าเป็นการสะท้อนปัญหาเเละความรู้สึกส่วนหนึ่งของสังคม หากไม่ฟังจะเเก้ไขปัญหาได้ยาก เขาพร้อมจะรวบรวมความเห็นเเละเสียงสะท้อน เเละขอใช้เวลาอธิบายจุดยืน เเละการตัดสินใจของรัฐบาลในการทำงานว่าปัญหาที่เกิดขึ้นหากย้อนไปในการเลือกตั้งวันที่ 23 ธ.ค. 2550 พรรคประชาธิปัตย์ได้ส.ส.อันดับที่สอง หากพรรคอันดับหนึ่งจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ก็ต้องใช้หลักสากลทั่วไป ประชาชนลงคะเเนน 30 ล้านคะเเนน ให้พรรคพลังประชาชน กับพรรคประชาธิปัตย์ 1 เเสนกว่าคะเเนน เเต่พรรคการเมืองที่เคยประกาศทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ เเต่ไปร่วมงานกับพรรคพลังประชาชน นั้น ซึ่งเขาไม่ติดใจเเละก็ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน
เเต่ความขัดเเย้งเกิดจากการเสนอเเก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทำเพื่อตัวเองจนเกิดการชุมนุมประท้วง หากชุมนุมโดยสงบ อยู่ในกรอบกฎหมายก็เป็นสิทธิ เเต่สิ่งที่ผิดกฎหมายการล้อมสนามบินภาคใต้ หรือล้อมครม.ในการลงพื้นที่นั้น เขาเเสดงความไม่เห็นด้วยมาโดยตลอด รวมทั้งเมื่อมีการบุกทำเนียบฯ เขาก็เเสดงความไม่เห็นด้วยไปเเล้ว
"การทำงานของรัฐบาลนำไปสู่ความขัดเเย้งเมื่อมีการประกาศ ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพราะคน 2 กลุ่มปะทะกันก่อนถึงทำเนียบฯ เเละหลายจังหวัดก็ปะทะกัน ผมบอกว่าหากจุดหนึ่งที่รัฐบาลบริหารราชการไม่ได้ เเละมีคนต่อต้าน การยุบสภาเป็นทางที่ดี เเละพรรคประชาธิปัตย์ น่าจะเสียเปรียบ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินคดีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ ในเรื่องขัดเเย้งของผลประโยชน์ไม่ใช่การทำกับข้าว สภาก็เลือกนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯ เเต่ยังมีความวุ่นวายเกิดขึ้นเเละชุมนุมที่สนามบินจนมีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อมาประธานรัฐสภา เชิญหัวหน้าพรรคการเมืองมาเจรจา เขาก็พร้อมเป็นคนกลาง นายสมชาย ขอบคุณผม เเต่รัฐบาลจะขอเเก้ปัญหาเอง...
...ช่วงนั้นผมหลีกเลี่ยงการเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก เพราะจะโดนกล่าวหาว่าเรียกร้องเพื่อตัวเอง เมื่อนายสมชาย พ้นตำเเหน่ง จากการยุบพรรคการเมืองมีการเปลี่ยนเเปลง สภาจะพิจารณาเลือกนายกฯ คนใหม่ ในต่างประเทศนั้น เมื่อพรรคอันดับหนึ่งทำงานไม่ได้ก็ต้องให้สมาชิกในสภาเลือกนายกฯ คนใหม่ ถามว่าผมมีความสุขในสภาวะเเบบนั้นหรือไม่ ผมไม่อยากให้มันเกิด เเต่มีมติสภาออกมาเเล้ว ผมก็ตั้งใจพิสูจน์ว่าจะทำงานให้ทุกคน ข้อกล่าวหารัฐบาลที่ว่าจะรักษาประโยชน์ให้บางกลุ่ม เเต่ 3 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลเลือกปฎิบัติอย่างไรบ้าง ก็ไม่มี มีการสร้างกระเเสต่างๆ มากมาย เร่งเเก้ปัญหาให้คนจน เเละด้อยโอกาส ก่อนรับมือวิกฤติเศรษฐกิจ กล่าวหาว่ารัฐบาลเกรงใจกองทัพ เเต่มันก็ไม่มี มันก็ช่วยให้การไม่ยอมรับลดลงไปบ้าง"
นายกฯ กล่าวอีกว่า เขาไม่ปฎิเสธว่าคนจำนวนมากรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมในการจากรัฐประหาร เเละคนในสังคมจำนวนมากคลางเเคลงใจการทำงาน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เเละจะตัดตอนจุดใดจุดหนึ่งไม่ได้ เว้นเเต่จะยอมรับตรงกัน การชุมนุมต้านเขาภายใต้กฎหมาย เขาเปิดโอกาสเต็มที่ เเละหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า เขาเคารพการใช้สิทธิ ก่อนการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มันมีการเปลี่ยนเเปลง การลุกลามบานปลายที่พัทยา นั้น เชื่อว่าประชาชนจำนวนมากที่ทำเนียบฯ ไม่เห็นด้วย เเต่เเเกนนำบางคนบอกจะไปล้อม เเละขัดขวางการประชุม และอาสาไปจับตนด้วย เเละต้องการให้เกิดเหตุเช่นนั้น เมื่อรัฐบาลเลื่อนประชุมเเต่ผู้ชุมนุมบุกโรงเเรมไปค้นหาเขา ก่อนหน้านั้นปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เเละอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
"ผมบอกไปหลายครั้งว่าพยายามไม่ประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เเต่ปีที่เเล้วมีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินไป 2 ครั้ง เเละนายกฯ มีสิทธิประกาศเเละให้ครม.เห็นชอบภายใน 3 วัน ฉะนั้น มันจึงมีความชอบในการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉบับนี้เเต่บทบาทฝ่ายต่างๆ ไม่เหมือนกัน เเละใช้ไม่ได้ผลหลังการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉบับนี้นั้น นายสมัครเเต่งตั้งผบ.ทบ.เป็นผู้ดูเเล ผบ.ทบ.บอกว่าป้องกันไม่ให้ประชาชนปะทะกันได้เเล้ว เเละไม่มีหน้าที่ตัดสินใจ เเละเมื่อนายสมชาย ประกาศใช้ โดยมอบรมว.มหาดไทย ตำรวจบอกว่าการเข้าไปทำหน้าที่ในสนามบินนั้นมีความเสี่ยง เเละหลัง 7 ต.ค.2551 ตำรวจไม่เเน่ใจตัวบทกฎหมาย...
...เมื่อผมประกาศใช้พ.ร.ก.ฉบับนี้ก็มอบให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ดูเเล เมื่อมีทหารมาดูเเลก็มีความเสี่ยง ผมประชุมหลายครั้ง เเละกำชับความเข้าใจว่า ผมมีหน้าที่รักษากฎหมายเจ้าหน้าที่รัฐต้องหยุดสภาวะจลาจล เเละผู้ที่ทำผิดกฎหมายเท่านั้น เเละผมจะไม่ใช้กฎหมายนี้ เเละความเสี่ยงในการเสียชีวิต เเละไม่เหมาะสมจะย้อนมาที่ผม โดยผมย้ำไปหลายครั้งเเล้ว ทุกคืนผมจะได้รับรายงานการชุมนุมว่ามีประชาชนมาเท่าใด เเละตัดสินใจว่าไม่สลายการชุมนุม เพื่อประโยชน์ทางการเมืองในการไล่ล่า ทหารบอกว่ามีการยิงกันเเล้วจะยิงตอบโต้ได้ไหม ผมบอกว่า ไม่ได้ เเละขอให้อดทน ฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่ ผมจะสั่งฆ่าประชาชน การปฎิบัติการก็ต้องมีสื่ออยู่ด้วยทุกครั้ง เกิดอะไรขึ้นต้องตรวจสอบเเละสอบสวนทุกคดี เเม้กระทั่งผู้ทำผิดกฎหมาย ผมย้ำว่าทุกกรณีต้องทำตามกฎหมายเท่านั้น"
นายกฯ กล่าวต่อว่า เขาขอเสนอว่า 1. รัฐสภาตั้งกรรมการขึ้นมาโดยนำข้อมูลที่เเคลงใจมาพิสูจน์ให้ความจริงออกมา มันจะพิสูจน์ความจริง เเละเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ขอรบกวนวิปสามฝ่ายนำไปหารือด้วย โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุน เขาเสียใจเล็กน้อยกับบางอย่างที่เกิดขึ้นเช่นกระทรวงมหาดไทย นั้น เสียงปืนดังหลังเขาโดนล้อม 20 - 30 นาที ขับรถชนรั้วจึงรอดออกมาได้ เขาไม่เคยคิดทำร้ายใคร เเต่ภาพที่เกิดขึ้นนั้นเขาไม่สบายใจ
2.ข้อกล่าวหาต่างๆ อาทิเช่น สองมาตรฐานนั้น มันมีหลายเรื่องเเต่ไม่เกิดในรัฐบาลเขา เเต่กลับมารวมเข้าในรัฐบาลของเขา ตัวเขาจึงหนักใจเรื่องความพอดี คือ คดีความของการชุมนุมที่ต่างๆ หลายคนที่คิดว่าคดีช้าคือทำเนียบและสนามบิน เเต่มันก็เร็วกว่าที่หลายฝ่ายมองไว้ ยืนยันว่ารัฐบาลเดินหน้าเร่งรัดเพื่อให้เกิดความยุติธรรมในสังคมต่อไป แต่จะแก้ด้วยการยุบสภาหรือลาออกโดยยังมีปัญหาทางกฎหมายเเบบนี้ มันก็ไม่จบ เเละความอยุติธรรมหลายเรื่องไม่ได้เกิดสมัยเขา ส่วนจะลาออกหรือยุบสภาเพื่อรับผิดชอบ เขาก็พร้อมให้สภาตรวจสอบเมื่อมีข้อสรุปที่ชัดเจนก็รู้ว่าจะต้องตัดสินใจอย่างไร
ส่วนที่อ้างว่าการเลือกตั้งแล้วจะแก้ไขได้ ก็ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะถ้ายุบสภาวันนี้เราจะใช้กติกาอะไร ก็ใช้กติกาซึ่งหลายคนบอกไม่ยอมรับ หากยุบพรรคกันอีก ก็ยิ่งซ้ำเติมวงจรที่เป็นปัญหาขณะนี้ ทั้งนี้การเลือกตั้งจะเป็นทางออกได้ก็เมื่อบรรยากาศเอื้อที่จะหาเสียงได้โดยปราศจากความรุนแรง และการข่มขู่ การดูว่าประเทศประชาธิปไตย หรือไม่ก็ดูจากการเลือกตั้ง ถ้ามีเลือดมีตีกันไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
"พวกเรามีภาระปรับสภาพการเมืองให้หลุดจากสภาพการเมืองตรงนี้ก่อนไปเลือกตั้ง ผมได้ขอให้ทุกพรรคการเมือง รวมทั้งส.ว.ร่วมกันสรุปประเด็นในรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่นที่คิดว่าไม่เป็นประชาธิปไตย เอามาวางตรงหน้าให้เห็นได้หรือไม่ ภายใน 2 สัปดาห์ แล้วให้ประธานสภาและวิป 3 ฝ่าย เอาข้อเสนอมาดูว่าจะให้ใครเป็นเจ้าภาพ จะเป็นกรรมการกลาง หรือการทำประชาพิจารณ์ ผมรับได้ทั้งสิ้น แล้วให้กลไกนี้ทำงานไป เมื่อแก้ไขกติกาเพื่อลดคามรุนแรง ถ้ามีกติกาใหมี่แล้วยุบสภา ผมก็ยินดี ไม่มีปัญหา เป็นทางออกเพื่อที่จะทำให้เราเดินไปข้างหน้า"
นายกฯ กล่าวต่อว่า ขอประกาศยกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน วันนี้ ขอยืนยันว่าผู้ที่ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ไม่มีการดำเนินการว่าฝ่าฝืน พ.ร.ก.แต่ถ้ามีผู้ใดยุยงให้ไปเผา ไปฆ่า ใช้ความรุนแรง ต้องว่าไปตามความผิดอาญา และเมื่อยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน สภาพการควบคุมตัวตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต้องสิ้นสุดลงด้วย ยืนยันว่าเขาตั้งใจว่าไม่เอาเรื่องนี้เอาชนะคะคานกวาดล้างหรือไล่ล่าทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น
"ผมอยากขอร้องใน 2 เรื่อง คือ 1. การปกป้องสถาบันฯ ไม่ว่าจะเป็นการจาบจ้วง หรือแอบอ้างต้องยุติด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย และต้องไม่สนับสนุน ล่าสุดอดีตนายกฯ ก็ยังให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ พาดพิงสถาบันฯ ซึ่งผมได้ตรวจสอบแล้วกับผู้ที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าสิ่งที่อดีตนายกฯ พูดไม่เป็นความจริง รวมทั้งผมได้กำชับกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องว่าการปกป้องสถาบันฯ ต้องไม่ใช้เสื้อน้ำเงิน เพราะทุกสีต้องปกป้องสถาบันฯ ด้วยกันทั้งสิ้น นอกจากนี้ในเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ต้องทำให้ชัดเจนในขอบเขตและแนวทางปฎิบัติเพื่อมิให้มีการดึงสถาบันฯ นำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง"
เรื่องที่ 2. คือความรุนแรง ล่าสุดนายจักรภพ เพ็ญแข ได้ให้สัมภาษณ์บีบีซี ว่าต่อไปการเคลื่อนไหวอาจใช้อาวุธ ขอความกรุณาว่าถ้าหันหน้าเข้าหากันทุกคนทุกพรรคต้องไม่ยอมรับแนวทางนี้ ซึ่งถ้าตกลงได้ในเงื่อนไขนี้การชุมนุมแสดงออกได้อย่างเต็มที่เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย
"ผมติดตามการเตลื่อนไหวมาตลอด ไม่อยากให้คนจำนวนมากด้วยใจบริสุทธิ์มาต่อต้านความเป็นธรรม ถูกชี้นำไปโดยคนจำนวนเล็กๆ ที่พร้อมใช้ความรุนแรง มีการประกาศเป็นแผนคือทำให้เกิดความไร้ระเบียบ เพื่อให้รัฐบาลอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถจัดการได้ หรือยั่วยุให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงตอบโต้เพื่อให้รัฐบาลเกิดปัญหา ผมเห็นแผนชัดเจน เพราะขนาดหมอดูยังฟันธงว่าผมวาสนาหมดแล้ว ถ้าเราออกจากกรอบไปได้ผมว่าเราเดินหน้าต่อไปได้ และขอโอกาสให้กับประเทศแก้ตัวจัดอาเซียนให้สำเร็จในเดือนมิ.ย. เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงประเทศแล้ว"
นายกฯ ได้เรียกร้องให้เวลากอบกู้เศรษฐกิจถ้าเราทำได้ สิ่งที่นายจตุพร พรหมพันธ์ บอกว่าอยากให้นักการเมืองได้ทำหน้าที่จริงๆ ก็จะเป็นไปได้ ถ้าทำได้เขาจะถือว่าเราได้ใช้ก้าวสำคัญผ่านกระบวนการสภานำความสงบสุขกลับคืนมา เขาเข้ามาทำงานการเมือง มีเป้าหมายเพื่อรับใช้ประชาชน แต่สุขไม่ได้ ไม่เคยให้ความสำคัญจะอยู่ในตำแหน่งนานแค่ไหนอย่างไร เพราะยึดถือตลอดว่าเมืองไทยมีคนเก่ง คนดีเยอะ เราต้องไม่สำคัญตนว่าต้องเราเท่านั้นจึงจะทำได้ เมื่อเขามีความรับผิดชอบใดจะทำสิ่งเหล่านั้นให้ดีที่สุด

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552

เย้ยพ.ร.ก.ฉุกเฉินยิงถล่ม"สนธิ"เจ็บ

หมวดข่าว : อาชญากรรม

โดย ทีมข่าว : อาชญากรรม

เย้ยกฏหมายพ.ร.ก.ฉุก มือปืนขับวีโก้ขนอาวุธสงคราม ทั้งอาก้า-เอ็ม 16 ยิงถล่ม "สนธิ ลิ้มทองกุล"แยกบางขุมพรหม กว่า 100 นัด เจ็บ 3 "สนธิ" รอดปาฏิหารย์ คมกระสุนพุ่งเข้าไหล่-เฉียดคิ้ว ตำรวจฟันธงมุ่งเอาชีวิต
บางขุนพรหม วันนี้ 17 เมษายน เวลา 05.30 น.ร.ต.อ.ประกอบ เย็นหลักร้อย พนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม รับแจ้งเกิดเหตุคนร้ายยิงรถนายสนธิ ลิ้มทอง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ บริเวณหน้าวัดเอี่ยมวรนุช แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กทม.รุดไปตรวจสอบ โดยมีพล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 พ.ต.อ.ขิง แขวงวิเศษชัยชาญ ผกก.สน.ชนะสงคราม ที่เกิดเหตุ พบรถยนต์โตโยต้าอัลพาต สีดำ ทะเบียน วร 89 กทม.จอดนิ่งอยู่หน้าวัดเอี่ยมวรนุช สภาพด้านหน้ารถถูกยิงเป็นรูพรุน ฝากระโปรงหน้ารถมีรอยกระสุนกว่า 60 นัด กระจกด้านซ้ายและหลังแตกละเอียดทั้งบาน ยางทั้ง 4 ล้อแตกแฟบ พื้นถนนมีคราบน้ำมันไหลเจิ่งนอง ภายในรถพบคราบเลือดจำนวนมาก ส่วนผู้บาดเจ็บทราบชื่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกนำส่ง รพ.วชิรพยาบาล และนายอดุลย์ แดงประดับ อายุ 28 ปี คนขับรถ และนายวายุภักดิ์ มัสธสินธุ์ อายุ 40 ปี ทั้งสองถูกนำส่ง รพ.มิชชั่น ตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนสงครามทั้งอาก้าและเอ็ม 16 กว่า 100 นัด
สอบสวนพยานผู้เห็นเหตุการณ์ให้การว่า ขณะรถของนายสนธิขับมาตามถนนสามเสนมุ่งมาทางบางลำภู ได้มีรถของคนร้ายขับตามประกบ เป็นรถปิกอัพ โตโยต้าวีโก้ 2 ประตู สีบรอนซ์ทอง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เมื่อมาถึงบริเวณใกล้กับปั๊มคาลเท็กซ์ สี่แยกบางขุนพรหม แล้ววิ่งแซงซ้ายไปจอดห่างจากรถของนายสนธิประมาณ 15 เมตร จากนั้นคนร้าย 2 คนที่หลบอยู่ด้านหลังรถกระบะได้นั่งประทับยิงใส่ล้อรถนายสนธิจำนวน 7 นัดเพื่อให้ยางแตกก่อนที่จะระดมยิงเข้าใส่รถของนายสนธิกว่า 100 นัด จากนั้นก็ขับรถหลบหนี โดยใช้เส้นทางมุ่งหน้าบางลำภู และพยานยังระบุว่าคนร้ายสวมเสื้อสีขาว กางเกงลายพราง อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุการณ์นายสนธิซึ่งนั่งอยู่เบาะกลางของรถคันเกิดเหตุลงมายืนดูก่อนที่จะมีรถเก๋งที่วิ่งตามมานำ ส่ง รพ.เบื้องต้นสันนิษฐานว่ามือปืนน่าจะเป็นมืออาชีพ และมุ่งหวังจะเอาชีวิตเป้าหมาย
รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนเกิดเหตุนายสนธิเดินทางออกจากบ้านพักย่านสุโขทัยเพื่อไปบันทึกรายการ"มอนิ่งทอล์ก"เอเอสทีวี

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้เดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 08.45 น. ด้วยสีหน้าอิดโรยเล็กน้อย และตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงเหตุการณ์ลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า ได้รับรายงานแล้ว และได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยที่โรงพยาบาลแล้ว

ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวเพียงสั้น ๆ ในเรื่องเดียวกันว่า ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องจะแถลงเอง

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นเหตุทำให้รัฐบาลยังต้องคงประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวเลี่ยงว่า เดี๋ยวจะมีผู้ที่เกี่ยวข้องเขาออกมาแถลงข่าวเอง ถ้าพูดกันหลายคนจะสับสน

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า เหตุลอบยิงนายสนธิ จะมีผลกระทบต่อการพิจารณายกเลิกประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่แต่เดิมจะมีการพิจารณาในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษที่จะมีขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 09.00 น.วันนี้ แน่นอน

ด้านเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐาน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุคนร้ายขับรถกระบะ โตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์ทอง ไม่ทราบทะเบียน ลอบยิงนายสนธิ ขณะนั่งอยู่ในรถตู้โตโยต้า แอลพาร์ด สีดำ ทะเบียน วล 89 กรุงเทพมหานคร ระหว่างเดินทางไปจัดรายการ Good Morning Thailand เมื่อช่วงเวลา 05.30 น. จนได้รับบาดเจ็บ พร้อมคนติดตามและคนขับรถที่มีอาการสาหัส โดยนายสนธิ ได้รับการส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาลแล้ว เจ้าหน้าที่ได้เก็บหลักฐานเป็นปลอกกระสุนปืน ชนิดอาก้า และเอ็ม-16 ซึ่งตกอยู่ในที่เกิดเหตุจำนวนมาก ขณะที่ตำรวจเชื่อว่าเหตุลอบยิงในครั้งนี้คนร้ายมีเป้าหมายต่อชีวิตของนายสนธิ

ทั้งนี้ จากการสอบถามพยานที่เห็นเหตุการณ์ เป็นคนขับรถประจำทาง สาย 53 ระบุว่า เห็นคนร้ายยิงเข้าที่บริเวณกระจกหน้ารถจำนวน 2 นัด ก่อนหลบหนีไป ล่าสุด พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลวชิรพยาบาลแล้ว

นอกจากนี้พยานผู้เห็นเหตุการณ์ให้การว่า ขณะรถของนายสนธิ ขับมาตามถนนสามเสน มุ่งมาทางบางลำภู ได้มีรถของคนร้ายขับตามประกบ เป็นรถปิกอัพ โตโยต้าวีโก้ 2 ประตู สีบรอนซ์ทอง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เมื่อมาถึงบริเวณใกล้กับปั๊มคาลเท็กซ์ สี่แยกบางขุนพรหม แล้ววิ่งแซงซ้ายไปจอดห่างจากรถของนายสนธิประมาณ 15 เมตร จากนั้นคนร้าย 2 คนที่หลบอยู่ด้านหลังรถกระบะได้นั่งประทับยิงใส่ล้อรถนายสนธิจำนวน 7 นัดเพื่อให้ยางแตกก่อนที่จะระดมยิงเข้าใส่รถของนายสนธิกว่า 100 นัด จากนั้นก็ขับรถหลบหนี โดยใช้เส้นทางมุ่งหน้าบางลำภู และพยานยังระบุว่าคนร้ายสวมเสื้อสีขาว กางเกงลายพราง

"บรรณวิทย์" แนะรัฐสรุปบทเรียนป้องกันจลาจลซ้ำ

พลเรือเอก บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เปิดเผยว่าขณะนี้แม้ว่าเหตุการณ์จลาจลจะได้ยุติลงแล้ว แต่อย่าเพิ่งคลายใจ เพราะยังมีการชุมนุมอยู่ที่สนามหลวง และพร้อมจะกลายเป็นการจลาจลได้อีก รัฐควรสรุปบทเรียนป้องกันเหตุร้ายก่อน ดีกว่าที่จะตามไปแก้ไขทีหลัง
พลเรือเอก บรรณวิทย์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีประกาศกฎหมายบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ แต่ม็อบทักษิณก็ยังคงฝ่าฝืนและยังคงชุมนุมกลุ่มย่อยอยู่ที่สนามหลวง มีการใช้วิทยุชุมชนปลุกระดมอยู่ตลอดเวลา โดยที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และรัฐบาลไม่จัดการใด ๆ จึงอาจกลายเป็นการชุมนุมใหญ่เมื่อใดก็ได้ และเหตุร้ายแรงก็จะเกิดขึ้นซ้ำรอยอีก เชื่อว่าจะเกิดขึ้นในทันทีที่เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งประชาชนมีความวิตกกังวลมาก เพราะห่วงว่ารัฐบาลไม่ยอมสรุปบทเรียนก่อนหน้านี้ ที่ปล่อยให้มีการชุมนุมและปลุกระดม ซึ่งแสดงเจตนาชัดเจนว่าต้องการล้มล้างการปกครอง มีการยัดเยียดข้อมูลที่ผิด ๆ ทำให้ประชาชนหลงเชื่อเข้าร่วมจำนวนมาก
ขณะนี้ประเทศก็พังพินาศมากพอแล้ว หากรัฐบาลไม่สรุปบทเรียนและไม่คิดอ่านป้องกันแก้ไข คนไทยคงต้องเตรียมกองกำลังติดอาวุธไว้ป้องกันตัว เพราะบทเรียนที่ผ่านมาพิสูจน์ว่าตำรวจดูแลความปลอดภัยประชาชนไม่ได้ บ้านเรือนประชาชนมีความเสี่ยงที่จะถูกเผาทุกเมื่อ และประชาชนเสี่ยงที่จะถูกทำร้ายได้ทุกเมื่อ ร้านค้าต่าง ๆ ก็พากันเดือดร้อน ที่ผ่านมาเกิดเหตุร้ายแรงขนาดใหญ่จนชาติย่อยยับเพราะรัฐบาลประเมินสถานการณ์ผิด คราวหน้าอาจจะรุนแรงกว่านี้อีก จะรอให้เกิดเหตุอย่างนั้นขึ้นมาหรือจะป้องกันแก้ไขก่อนเป็นเรื่องที่ต้องสังวรให้มาก
พลเรือเอก บรรณวิทย์ เตือนประชาชนคนไทยทั่วประเทศว่าเหตุร้ายที่เกิดขึ้นเพราะระบอบทักษิณที่เปิดศึกหลายด้าน ในสภาก็ใช้พรรคการเมือง ในวงราชการก็ใช้ข้าราชการที่มีผลประโยชน์ร่วม ใช้กลไกแท็กซี่และมอเตอร์ไซต์รับจ้าง โดยผ่านตำรวจบางคนจัดการให้ และยังมีเครือข่ายสื่อรับจ้างทั้งในประเทศและนอกประเทศช่วยกันให้ข้อมูลผิด ๆ ทำให้คนไทยแตกความคิด แตกสามัคคีแล้วฆ่ากันเอง ทราบว่ามีการตั้งกองกำลังติดอาวุธไว้แล้ว และยังมีกองกำลังสมทบจากนักรบรับจ้างต่างชาติที่พร้อมจะแทรกตัวเข้ามาทันทีที่มีเหตุการณ์ไม่สงบ
สถานการณ์น่าห่วงมาก แต่รัฐบาลกลับแสดงความเป็นประชาธิปไตยจ๋า โดยใช้ประเทศไปเสี่ยงและใช้ชีวิต ทรัพย์สินของประชาชนเป็นเดิมพัน อยากวิงวอนให้รัฐบาลเร่งรีบจัดการป้องกันแก้ไขโดยด่วน ก่อนที่จะมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ฟ้องมุสลิมโลก"แม้ว"ศัตรูอิสลาม

คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานครทำหนังสือถึงเอกอัครราชทูตประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพื่อรายงานต่อเจ้าผู้ครองนครดูไบว่า ทักษิณคือศัตรูของเอกองค์
หนังสือของคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานครระบุว่า "คนเสื้อแดงได้ก่อวินาศกรรมทำลายทรัพย์สินของประชาชน และเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2009 ลูกน้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ คนเสื้อแดงได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่มัสยิดดารุ้ลอะมาน ถนนเพชรบุรี ซอย 7 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ในเวลาอัศรี โดยใช้กำลังประมาณ 100 กว่าคนเข้าทำลายทรัพย์สินของพี่น้องมุสลิม ทั้งบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย รถยนต์ สุดท้ายได้ประกาศจะเผามัสยิด แต่พี่น้องมุสลิมได้รวมพลังกันต่อสู้คณะลูกน้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างสุดความสามารถ ในที่สุดคนดังกล่าวได้ล่าถอย
จากพฤติกรรมทั้งหมดของ พ.ต.ท.ทักษิณ พวกเราชาวมุสลิมในประเทศไทยขอเรียกร้องด้วยพระนามของอัลเลาะห์ผู้ทรงเมตตากรุณายิ่งมาถึงเจ้าผู้ครองนครรัฐแห่งดูไบได้โปรดพิจารณายุติการให้ความช่วยเหลือหรือการให้ที่พักพิงหรือการอนุญาตให้บุคคลผู้ก่อกรรมทำเข็ญกับพี่น้องมุสลิมและเป็นผู้ทำลายมัสยิดของอัลเลาะห์เข้าประเทศของท่านตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ..." และยังมีข้อความที่กล่าวหาอย่างรุนแรง โดยได้ลำดับเหตุการณ์ที่เข่นฆ่าสังหารชาวมุสลิมหลายวาระ และการระดมยิงใส่มัสยิดถึง 2 ครั้ง ซึ่งไม่อาจนำรายละเอียดลงในที่นี้ได้ ท่านผู้สนใจสามารถดูได้จากเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ไทย
จากกรณีการยกขบวนเข้าไปยิงมัสยิดที่ถนนเพชรบุรี ซอย 7 ตลอดจนการทำลายทรัพย์สินของชาวมุสลิมเป็นจำนวนมาก ได้ทำให้ชาวมุสลิมทั่วทั้งกรุงเทพฯ และทั่วประเทศตื่นตัวลุกฮือประณามและต่อต้านคนเสื้อแดงอย่างกว้างขวาง แม้กระทั่งคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งซึ่งอยู่ตามชุมชนต่าง ๆ ครั้นทราบเหตุการณ์แล้วก็พากันถอนตัวออกจากขบวนเสื้อแดงเป็นจำนวนมาก
ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พำนักอยู่ในกรุงดูไบ และถูกถอนพาสปอร์ตไทยเรียบร้อยแล้ว แต่อาจใช้พาสปอร์ตของชาติอื่นแทน การเคลื่อนไหวของชาวไทยมุสลิมครั้งนี้อาจเป็นแรงกดดันครั้งใหญ่ที่สุดที่ทำให้ไม่สามารถพำนักอยู่ในตะวันออกกลางได้ต่อไปอีก เพราะสำหรับชาวมุสลิมนั้นการยิงมัสยิดถือเป็นเรื่องใหญ่มากเพราะมัสยิดถือว่าเป็นบ้านของพระเจ้า ซึ่งมุสลิมทั่วโลกให้ความเคารพและละเมิดมิได้
แหล่งข่าวด้านความมั่นคงได้เปิดเผยว่า ให้จับตาดูให้ดี ในไม่กี่วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อาจถูกจับตัวโดยตำรวจสากลเพื่อนำตัวส่งกลับมาลงโทษในประเทศไทยก็ได้

เลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินชาวบ้านจะอยู่อย่างไร

ข่าวรัฐบาลเตรียมจะยกเลิกกฎหมายฉุกเฉิน ทหารก็ต้องกลับกรม กอง ไม่อาจมาดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนได้อีก จึงมีความเป็นห่วงในความปลอดภัย เพราะขนาดมีประกาศฉุกเฉิน นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ยังถูกลอบยิง แล้วประชาชนจะอยู่กันอย่างไร?

บ้านเมืองมีพระสยามเทวาธิราชคอยปกป้องดูแล คนไทยทั้งประเทศล้วนตั้งความหวังว่าบ้านเมืองของเราจะกลับสู่ความสงบสุขได้

แต่ความหวังจะเป็นจริงได้ก็ต้องอาศัยความพร้อมใจของทุก ๆ ฝ่าย มิฉะนั้นแล้วเหตุรุนแรงก็จะเกิดขึ้นอีก การลอบยิงนายสนธิ เป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญของประชาชนอย่างกว้างขวาง ซ้ำเติมความรู้สึกว่าไม่มีความปลอดภัยในบ้านเมือง ซึ่งเป็นอันตรายมาก เพราะเมื่อความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นแล้วคงไม่เกิดเฉพาะในประเทศ คงเกิดกับนักลงทุนต่างประเทศ และนักท่องเที่ยวต่างประเทศด้วย จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ

การใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้น เมื่อสถานการณ์ปกติแล้วก็ต้องเลิกอยู่ดี โดยเป็นอำนาจของรัฐบาลที่จะต้องพิจารณาว่าสถานการณ์ปกติแล้วหรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาจากความเป็นจริงเป็นหลัก ไม่ใช่พิจารณาจากแรงกดดันของนักธุรกิจหรือนักวิชาการ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเฉพาะหน้า โดยไม่คำนึงถึงระยะยาวว่าถ้าความไม่สงบยังดำรงอยู่ ยิ่งทำการค้าขายก็ยิ่งเสียหายหมด จึงต้องตระหนักให้เพียงพอ ถ้ารัฐบาลมีความเข้าใจในการบริหารอำนาจและคำนึงถึงความปลอดภัยอย่างถ่องแท้ ก็ต้องเตรียมการรองรับการเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินนี้ อาทิเช่น อาจตั้งหน่วยงานในรูปคณะกรรมการเฝ้าระวังหรือติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อจะได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ไม่ใช่รอจนเหตุการณ์บานปลายแล้วค่อยเข้าแก้ไขเหมือนเหตุการณ์ที่ผ่านมา ก็จะเกิดความเสียหายมาก

แต่จะคิดอ่านทำกันอย่างไรเป็นเรื่องในหน้าที่รับผิดชอบของรัฐบาล เราเป็นชาวบ้านก็ได้แต่ออกความคิดความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ไปตามประสา ท่านจะฟังหรือไม่ก็ไม่รู้ ซึ่งต้องดูกันต่อไปว่าถ้าจะเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วรัฐบาลจะเตรียมการอย่างไรเพื่อป้องกันเหตุร้ายและทำให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพ มีความสงบสุข

สำหรับประชาชน ยังคงอยู่ในอาการอกสั่นขวัญหาย ก็ต้องระมัดระวังตัวกันเอง และไม่มีทางไหนดีเท่ากับรวมตัวกันช่วยกันดูแลชุมชนหรือท้องถิ่นของตน ช่วยกันทำให้ทุกชุมชนทุกท้องถิ่นมีความสงบ มีความสุข มีความปลอดภัย หากทำกันได้ทั่วทั้งประเทศก็จะช่วยให้บ้านเมืองสงบสุขได้

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552

ทนายเตรียมหลักทรัพย์ ยื่นประกัน 3แกนนำนปช.

หมวดข่าว : การเมือง

โดยทีมข่าว : ศาลยุติธรรม

พนักงานสอบสวนคุม 3 แกนนำนปช.ฝากขังผลัดแรก ท่ามกลางกำลังตำรวจ-ทหาร คุมเข้มรอบศาล ขณะที่ ชาวบ้านบางส่วนไม่กล้าใส่เสื้อแดง ทยอยมาให้กำลังใจเป็นระยะ ด้าน"การุณ-มานิตย์-ทนุศักดิ์"เตรียมใช้ตำแหน่งส.ส.ประกันตัว "กอบแก้ว" ย้ำสู้บนดินไม่ได้เดินใต้ดินอาจแรงขึ้น โบ้ยสื่อ ถูกรัฐสั่งบิดเบือนข้อมูล
ศาลอาญารัชดา --- เมื่อเวลา 07.00 น. วันนี้ 16 เมษายน พนักงานสอบสวน ได้ควบคุมตัว นายวีระ มุสิกพงษ์,นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ และน.พ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. มาขออำนาจฝากขังที่ศาลอาญารัชดา เป็นผลัดแรก ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.พหลโยธิน กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 (บก.น.2) และ ตำรวจปราบปรามจราจร พร้อมโล่ จำนวน 3 กองร้อย กระจายกำลังดูแลความปลอดภัยทั้งภายในและโดยรอบศาลอาญารัชดา นอกจากนี้ยังมีกำลังของเจ้าหน้าที่ทหารประมาณ 3 กองร้อย พร้อมโล่ และกระบอง ตรึงกำลังดูแลความปลอดภัยอยู่ด้านหลังศาลอาญา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อแกนนำทั้ง 3 คน มาถึงศาลอาญารัชดา พนักงานสอบสวนได้นำทั้งหมดขึ้นไปในห้องพิจารณาทันที เพื่อรอคณะผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังค์ พิจารณาว่าจะมีการให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คน หรือไม่ ในส่วนของกลุ่มเสื้อแดง ที่เดินทางมาให้กำลังใจผู้ต้องหานั้น ได้มีการทยอยเดินทางมาเป็นระยะๆแต่ไม่ค่อยมีบุคคลใดสวมใส่เสื้อแดง ซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลได้มีการอนุญาต ให้เข้าไปภายในอาคารของศาล เป็นบางส่วน พร้อมทั้งกำชับว่าห้ามส่งเสียงดังหรือโห่ร้องแต่อย่างใด
สำหรับการยื่นประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คนนั้น ได้มีทนายความเตรียมหลักทรัพย์ทั้งเงินสด และสมุดบัญชีเงินฝาก จำนวน 500,000 บาท มาเพื่อใช้ในการประกันตัว นอกจากนี้ยังมี นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย และ นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย เดินทางมาศาลอาญา เพื่อที่จะใช้ตำแหน่งส.ส. ประกันตัวทั้ง 3 คนเช่นกัน
นายกอบแก้ว พิกุลทอง หนึ่งในแกนนำ นปช. ที่เดินทางให้กำลังใจพร้อมทั้งกล่าวว่า ตนทราบว่าขณะนี้ตำรวจพิจารณาหมายจับแกนนำนปช. อีกประมาณ 40 กว่าคน แต่แกนนำหลายคนไม่ได้หายไหนเพียงรู้สึกว่าไม่มีความมั่นใจแต่ก็ยังแสดงตัวว่ายังอยู่ไม่หายไปไหน ส่วนนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ถูกออกหมายจับ ตอนนี้ไม่ได้มีการติดต่อกันเลย แต่คิดว่าคนที่ถูกออกหมายจับเขาคงไม่แน่ใจเรื่องความปลอดภัย แต่ไมได้กลัวถูกดำเนินคดี ซึ่งคิดว่าส่วนใหญี่อยู่ในไทย แต่อยู่ตรงไหนตนไม่ทราบ หรืออาจจะอยู่ใกล้บ้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ได้
นายกอบแก้ว กล่าวอีกว่า ตอนนี้ที่เป็นห่วงคือกลัวว่าแกนนำที่ถูกจับไม่ได้รับการประกันตัว แต่ก็ขึ้นอยู่ที่ดุลพินิจของศาล ตนอยากจะบอกว่าคนเสื้อแดง เป็นเพียงพลเมืองชั้นสอง ส่วนกลุ่มเสื้อเหลืองปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เวลาผ่านมา 4 เดือนแล้วยังไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินคดีเลย
"ส่วนการเคลื่อนไหวต่อไปนั้นตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไรอีก เพราะตอนนี้บ้านเมืองเสียหายมาก อยากให้กลับเข้าสู่ความสงบก่อน แล้วมาคิดหาทางออก รัฐบาลต้องตระหนักและแก้ปัญหาที่สาเหตุไม่เช่นนั้นก็จะแก้ปัญหาใดไม่ได้ ที่ผ่านมาเสื้อแดงต่อสู้อย่างเปิดเผย เมื่อสู้ไม่ได้ก็ต้องสู้ใต้ดินแล้วจะควบคุมได้ลำบาก ถึงแม้แกนนำจะถูกจับ คนอื่นก็พร้อมลุกขึ้นสู้จึงอยากเรียกร้องว่าให้ทุกฝ่ายออกมาพูดความจริง โดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นไม่กี่วันที่ผ่านมา ส่วนที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระบุว่าการเคลื่อนไหวรุนแรงขึ้น นั้นเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก ผมไม่อยากให้เกิดเหตุร้ายใด เพราะสุดท้ายชาติเสียหายถึงจุดนี้อยากให้ทุกฝ่ายทั้งนอก และในสภา มาร่วมกันหาทางออกให้กับปัญหา"นายกอบแก้ว กล่าว
นายกอบแก้ว กล่าวอีกว่า ต่อจากนี้ไปจะมีการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นออกมาตีแผ่ อย่างที่มีข่าวลือว่ามีการเก็บศพผู้เสียชีวิตไว้ที่จ.สระบุรี และมีการนำไปเผาที่วัดในกทม. แต่ยังไม่มีหลักฐาน หากใครมีภาพถ่ายหรือหลักฐานก็นำออกมาเผยแพร่ หรือดำเนินการในสภาเป็เรื่องดีเช่นกัน สังคมอยากรู้ ส่วนสื่อมวลชนยอมรับว่า 3-4 วันที่ผ่านสื่อถูกสั่งให้บิดเบือนข่าวสารใครพูดอะไรก็ได้ ไม่สามารถปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ ที่ตนไม่ถูกดำเนินคดีนั้นเพราะช่วงวันที่ 9-15 เมษายน ตนเดินทางไปญี่ปุ่น
"ทางออกของความสงบคือต้องกลับมาร่วมกันทุกฝ่ายหันหน้าคุยกันเพื่อกำหนดเป็นกติกาในการอยู่ร่วมกันตรงนี้ขึ้นอยู่กับข้อเรียกร้องของแต่ละฝ่ายต้องดูสังคมส่วนใหญ่ของประเทศด้วยบอกไม่ได้ว่าข้อเรียกร้องจุดสุดท้ายมีการคุยจริงเป็นอย่างไร ตอนนี้คนจำนวนมากรู้สึกไม่มีความสุข ทนไม่ไหว พร้อมที่จะก่อเหตุอะไรก็ได้แม้ไม่แกนนำ

ท้าหัวขวดแน่จริงอย่าใช้อำสิทธิ์ส.ส.

หมวดข่าว : การเมือง

โดย : ทีมข่าวรัฐสภา

ปชป เย้ย จตุพร หัวขวด แน่จริงอย่าใช้เอกสิทธิ์ส.ส. เชื่อในที่สุดก็ต้องถูกตร.ลากตัวมาดำเนินคดีแน่
นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย หนึ่งในแกนนำนปช. จะขอให้เอกสิทธิ์ความเป็นส.ส. ว่า แสดงให้เห็นถึงความหน้าด้านของนายจตุพร อย่างเห็นได้ชัด เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญให้เอกสิทธิ์ส.ส. เพื่อใช้ในการรับใช้ประชาชน ไม่ใช่ออกไปรับใช้ผู้ต้องหาหลบหนีคดีอาญา แล้วยังคิดจะทำลายประเทศชาติบ้านเมือง เข้าข่ายกบฏแผ่นดิน เหมือนที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำอยู่

"พอโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมก็อ้างเอกสิทธิ์เพื่อหวังเอาตัวรอด"

ส.ส.ตรัง กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้นายจตุพร เคยกล่าวหานายสมเกียรติ์ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ว่า เก่งจริงอย่าใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง แต่พอถึงคราวตัวเองก็วิ่งหลบอยู่หลังเอกสิทธิ์ ทั้งที่พฤติกรรมที่นายจตุพร ที่กระทำนั้นคนละอย่างกับนายสมเกียรติ์ อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าที่สุดแล้ว สภาก็คงจะให้นายจตุพร ได้ใช้เอกสิทธิ์ตามประเพณีปฏิบัติ แต่ก็คงหนีได้ไม่ได้นานเพราะใกล้จะปิดสมัยประชุมแล้ว ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็ต้องนำตัวนายจตุพร ไปดำเนินคดีตามกระบวนการของกฎหมายต่อ

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2552

แฉแผน ทักษิณ ใช้คนเสื้อแดง บังคับในหลวง นิรโทษกรรม


หมวดข่าว วิเคราะห์
โดย กองบรรณาธิการ
มีคำถามมากมายบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่า ทักษิณ ชินวัตร สู้กับใคร? และ สู้เพื่อใคร?ใครได้ประโยชน์บนการต่อสู้ของทักษิณ ?ประชาชน ได้อะไร และ ประเทศชาติ ได้อะไร ?
การด่ากราด กล่าวหาองคมนตรี เป็นคณะเผด็จการ ทำลายประเทศ ทำร้ายประชาชน โค่นล้มประชาธิปไตย เป็นการตีวัวกระทบคราด ใช่หรือไม่ ?หาก องคมนตรี คือ วัว แล้ว ใคร คือ คราด ?พระเจ้าอยู่หัว คือ คราด ที่ ทักษิณ ต้องการให้ได้รับผลกระทบใช่หรือไม่ ?ทักษิณ ยังจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จริงหรือ ?เรื่องราวที่ทักษิณ เปิดเผยกับประชาชน บนเวทีคนเสื้อแดง เป็นเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นมานาน 3 ปี แล้ว และ ทักษิณ รู้เหตุการณ์เหล่านี้ทั้งหมดมาแต่ต้น แต่ไม่เคยนำมาพูด ไม่เคยบอกให้ประชาชนฟังเพราะอะไร ทำไมทักษิณ จึงเก็บเงียบมานานถึง 3 ปี ทำไมจึงเพิ่งจะมาแฉความเลวร้ายขององคมนตรี ในสายตาทักษิณ และคนเสื้อแดง ในวันนี้เพราะ การเจรจาต่อรองกับ ป๋าเปรม ไม่สำเร็จ นั่นเองทักษิณ ส่ง พจมาน ชินวัตร มาขอโทษป๋าเปรม และ ขอให้ป๋าเปรม ช่วยเจรจาคมช. ให้ได้กลับเมืองไทย

ทักษิณ ยกมือไหว้ขอโทษป๋าเปรม ในงานศพแม่ อนุพงษ์ เผ่าจินดาทักษิณ ไปพบ ปีย์ มาลากุล 1 ครั้ง และส่ง พจมาน ไปพบอีก 2 ครั้ง ที่บ้านสุขุมวิท ซึ่งเป็นบ้านหลังเดียวกันกับที่ทักษิณ อ้างว่าเป็นสถานที่วางแผนก่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549ทักษิณ โทรศัพท์เคลียร์กับ สนธิ บุญยรัตกลิน ปรับความเข้าใจ เป็นพี่น้องกัน หลังยึดอำนาจคนทั้งหมดที่ ทักษิณ ไปพบและเจรจา เพื่อยุติปัญหา และความผิด เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่ทักษิณ อ้างว่าเป็นผู้ก่อการยึดอำนาจ ทำลายประชาธิปไตย นี่หรือคือพฤติกรรมของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยการแอบเจรจา คบหาสมาคมกับผู้ก่อการรัฐประหาร ย่อมไม่ใช่วิสัยของผู้รักประชาธิปไตย อย่างแน่นอน จริงหรือไม่?ที่ผ่านมา ทักษิณ ไม่พูดเรื่องเหล่านี้ เพราะเจรจากันอยู่ แต่ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืนกฎหมาย ช่วยแก้ไขความผิด ให้ถูกต้องได้ทักษิณ จึงโกรธแค้น และ ออกมา ฉะ แฉ ฉาว ทุกคน ที่ไม่ทำตามในสิ่งที่เขาร้องขอ และ ข่มขู่เหมือนกับจะรู้ชะตากรรมล่วงหน้า แต่แท้จริงแล้ว เป็นเพราะทักษิณ รู้ดีว่าบทลงโทษของการกระทำในอดีตที่ผ่านมา คืออะไรทักษิณ จึงอาศัยจังหวะที่ศาลอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศ ไปร่วมชมพิธีเปิดโอลิมปิกส์ ที่ประเทศจีน แล้วก็ไม่เดินทางกลับมาประเทศไทยอีกเลย จึงกลายเป็นผู้ต้องหาหนีหมายศาลเมื่อศาลตัดสินว่ามีความผิด ทักษิณ จึงมีสภาพเป็นนักโทษหนีคุกทันทีหลังจากถูกศาลตัดสินจำคุก 2 ปี ทักษิณ กลับบอกว่าศาลไม่เป็นธรรม ไม่ให้โอกาสสู้คดี ทั้งๆ ที่หนีไปเองเมื่อตกอยู่ในสถานะนักโทศหนีคุก ทักษิณ บอกว่าเขาจะกลับประเทศไทย เพื่อมาต่อสู้ และเรียกร้องความเป็นธรรม ร่วมกับประชาชนการโฟนอิน เมื่อครั้งคนเสื้อแดงชุมนุมที่สนามกีฬารัชมังคลาภิเษก ทักษิณ บอกว่าเขาจะกลับประเทศไทยได้ ด้วย 2 วิธี คือ 1.ได้รับพระราชทานอภัยโทษ และ 2. คนเสื้อแดงพากลับทักษิณ บอกว่าต้องการได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่เขาไม่เคยขออภัยโทษ และประกาศว่าไม่มีวันที่จะขออภัยโทษด้วยชัดไหมว่า ทักษิณ ไม่ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยู่ในสายตา และ ไม่ได้เคารพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทักษิณ เชื่อว่าเขาจะปลุกระดมมวลชน ให้มีจำนวนมากพอที่จะมายืนล้อมตัว และเป็นโล่ห์มนุษย์ ป้องกันเขาจากการถูกจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐได้ทักษิณ แสดงให้เห็นว่าสุดท้ายแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็จะต้องพระราชทานอภัยโทษ ให้เขา ตามแรงกดดันของมวลชนคนเสื้อแดง ที่เขาปลุกระดมขึ้นมาทักษิณ กำลังใช้กฎหมู่มาทำลายกฎหมายทักษิณ กำลังเอามวลชนมาบีบพระเจ้าอยู่หัว ให้อภัยโทษ โดยที่เขาไม่ต้องร้องขอ เหมือนผู้ต้องคำพิพากษาของศาลรายอื่นๆ และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหากทำสำเร็จ ก็เท่ากับว่าทักษิณ มีอำนาจเหนือพระมหากษัตริย์หาก ทักษิณ สามารถบังคับให้พระมหากษัตริย์ ทำตามที่ตนต้องการได้ทุกอย่าง แล้วประชาชน จะอยู่ได้อย่างไร ?คนไทยจะยอมได้หรือ หากว่าพระมหากษัตริย์ที่เราเคารพรักและเทิดทูนอยู่เหนือสิ่งอื่นใด จะต้องทำตามคำสั่งของทักษิณเมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ท่านจะตกเป็นเหยื่อ เป็นเครื่องมือของทักษิณ เพื่อลบล้างความผิดของตนเอง ล้มล้าง และทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ อีกหรือไม่
ถอยออกมาให้ห่างจากคนเสื้อแดง หลีกเลี่ยงการตกเป็นเครื่องมือของทักษิณเพื่อปกป้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ของคนไทยทุกคน

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2552

นายกฯสั่งดำเนินคดีเฉียบขาดม็อบแดงป่วนเมือง

หมวดข่าว : การเมือง

โดย : กองบรรณาธิการ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงผ่านทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ว่า รัฐบาลได้ประเมินสถานการณ์และเตรียมการในเรื่องของการชุมนุมใหญ่ ซึ่งมีการประกาศว่าจะมีการดำเนินการตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย. วันนี้ผมอยากจะขอใช้เวลากับพี่น้องประชาชนเพื่อให้ทราบสถานการณ์ เหตุผล จุดยืนของรัฐบาล และการดำเนินการของรัฐบาลต่อไป เพื่อพี่น้องประชาชนจะได้มีความเข้าใจและมีความมั่นใจในแนวทางต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่
ผมอยากจะเรียนกับพี่น้องประชาชนว่า เมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่ได้มีการจัดให้มีการชุมนุมใหญ่ทางการเมืองก็ปรากฏว่ามีพี่น้องประชาชนเข้ามาร่วมชุมนุมทางการเมืองเป็นจำนวนค่อนข้างมาก แม้ว่าตัวเลขที่ชัดเจนอาจจะมีการประเมินแตกต่างกันไป แต่ก็อาจจะกล่าวได้ว่า ค่อนข้างจะมองตรงกันว่ามีประชาชนที่เข้ามาร่วมชุมนุมประมาณ 1 แสนคน ซึ่งผมได้ย้ำมาตลอดว่า ผู้ที่มาชุมนุมสามารถใช้สิทธิเสรีภาพภายใต้ขอบเขตของรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ได้ และผมก็ถือว่าประชาชนที่มาจำนวนมากก็มีข้อเรียกร้อง หรือมีเหตุผลที่จะมาแสดงออก ซึ่งผมได้พูดตลอดเวลาว่าในเรื่องของหลักการประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งที่ผมสนับสนุน แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ชุมนุมไปแล้วก็ปรากฏว่ามีการเสนอข้อเรียกร้องออกมาเบื้องต้น 3 ข้อ และมีการกำหนดเส้นตายว่าต้องได้รับการตอบสนองภายใน 4 โมงเย็นของวันนี้ (9 เม.ย.)
อยากจะเรียนว่า ข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ มีความสับสนอย่างมาก และไม่ได้นำไปสู่เรื่องของการได้มาประชาธิปไตย หรือปฏิรูประบบการเมือง การปกครอง อย่างที่ควรจะเป็นอย่างที่ได้ประกาศไว้ เช่น การไปตั้งข้อเรียกร้องที่เกี่ยวข้องกับท่านประธานองคมนตรีก็ดี หรือท่านองคมนตรีก็ดี เป็นอีกครั้งหนึ่งครับที่ผมย้ำว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ที่มีความพยายามที่จะขยายวงความขัดแย้งทางการเมืองไปสู่สถาบันที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ไปสู่เรื่องของตัวบุคคลที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมือง และก็มีความพยายามที่จะขยายผลต่อไปด้วย ซึ่งจะกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของประเทศ
ส่วนข้อเรียกร้องในเรื่องที่เกี่ยวกับตัวผมเองนั้น ผมย้ำกับพี่น้องประชาชนอีกครั้งว่า การตัดสินใจของผมในเรื่องเหล่านี้จะอยู่บนพื้นฐานของประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ ที่จริงก่อนหน้านี้นั้นก็มีข้อเรียกร้องให้ผมยุบสภา และผมก็ได้มีโอกาสชี้แจง รวมทั้งชี้แจงต่อสื่อต่างประเทศด้วยว่า การยุบสภาก็ถือเป็นการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีที่สามารถจะทำได้ในระบบรัฐสภา แต่การยุบสภาในภาวะเช่นนี้ ที่ผมย้ำว่าคงไม่เหมาะอย่างยิ่งกับสถานการณ์ก็คือ คงไม่นำไปสู่การเลือกตั้งที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ของประชาธิปไตย เพราะเห็นได้ชัดว่ายังมีกลุ่มบุคคลจำนวนมาก มีการดำเนินการเคลื่อนไหวในลักษณะของการขัดขวางไม่ให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ข่มขู่ คุกคามในเรื่องของการใช้ความรุนแรงต่อพรรคการเมืองซึ่งมีความคิด ความอ่านที่ไม่ตรงกับตัวเอง
ผมอยากให้พี่น้องประชาชนนึกภาพครับว่า ถ้าเรายุบสภาภายใต้บรรยากาศและการประกาศการเคลื่อนไหวเช่นนี้ สิ่งที่ปรากฏต่อไป ต่อสายตาของชาวโลกไม่ใช่เรื่องของกระบวนการของประชาธิปไตย แต่จะนำไปสู่ภาพลักษณ์ของความวุ่นวายของความไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะการข่มขู่ คุกคาม จำกัดสิทธิของการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเองที่จะเคลื่อนไหวทางการเมืองขัดกับหลักประชาธิปไตยอย่างชัดแจ้ง ดีไม่ดีถ้าหากเกิดความรุนแรงขึ้นในช่วงของเลือกตั้งจะเป็นการซ้ำเติมภาพลักษณ์ในเรื่องของประชาธิปไตยของประเทศอย่างรุนแรง เพราะที่ผ่านมาเรายังไม่เคยมีกรณีของการเลือกตั้งที่ผสมผสานกับความรุนแรง และผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนนึกออกนะครับว่า เวลาที่มีการเลือกตั้งในประเทศใดและมีเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น เราก็มีความรู้สึกว่าประชาธิปไตยในประเทศนั้นมีปัญหา
ดังนั้น ผมจึงได้ย้ำมาโดยตลอดว่า ในแง่การเมือง ในแง่การพัฒนาประชาธิปไตย การยุบสภาคงไม่เหมาะสมในช่วงนี้ ผมต้องการเห็นเสถียรภาพ ความยอมรับในการใช้สิทธิเสรีภาพของทุกฝ่ายที่ไม่มีความรุนแรงใดๆ เข้าไปปะปนเสียก่อน จึงจะพิจารณาได้ว่าการยุบสภามีความเหมาะสมหรือไม่ ที่สำคัญขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงของการแก้ไขปัญหาที่มีความสำคัญกับพี่น้องประชาชน และการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเป็นหน้าที่ของประเทศในฐานะประธานของอาเซียน งานในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก็ดี ซึ่งกำลังเดินหน้าไปอย่างชัดแจ้ง การจัดการประชุมสุดยอดผู้นำของอาเซียนบวกกับประเทศคู่เจรจาที่กำลังจะมีขึ้นในช่วง 3 วันข้างหน้านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นการเสริมความเชื่อมั่น ล้วนแล้วแต่เป็นมาตรการสำคัญที่จะทำให้ประเทศชาติเดินต่อไปได้ หากมีการยุบสภาขึ้นในขณะนี้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ต้องหยุดชะงักลง
ประการถัดมา เมื่อมีการยืนยันอย่างชัดเจนอย่างนี้ ก็สังเกตได้ว่าข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมก็หมุนเปลี่ยนไป ผมก็อยากเรียนกับพี่น้องประชาชนว่า ข้อเรียกร้องมีความสับสนมาก เพราะถ้าหากผมตัดสินใจลาออกจริง สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือสภาผู้แทนราษฎรก็จะต้องมีการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ วันนี้พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลทุกพรรคยังยืนยันทำงานร่วมกันเหมือนเดิม ถ้ามีการลาออกแล้วเลือกนายกรัฐมนตรีเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง แล้วพรรคการเมืองต่างๆ เขาก็ตัดสินใจที่จะทำงานร่วมกันต่อเลือกผมกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็กลับเข้าสู่สถานการณ์เหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น ผมจึงอยากจะเรียนว่าข้อเรียกร้องไม่ว่าจะเกี่ยวกับองคมนตรีก็ดี หรือตัวผมเองก็ดี ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจะได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
ผมฟังเสียงของพี่น้องที่มาชุมนุมกันเป็นแสน ในข้อเรียกร้องข้อที่สามเท่านั้น ก็คือความปรารถนาที่จะเห็นประชาธิปไตยมีการพัฒนาต่อไป ซึ่งขณะนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่าการเปิดโอกาสให้รัฐสภาเปิดกว้างให้ฝ่ายต่างๆ ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการของการปฏิรูปทางการเมืองเพื่อปรับปรุงกติกา รัฐธรรมนูญ กฎหมายต่างๆ ให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ซึ่งถ้าตัดสินใจในทางการเทิองของผม เชื่อว่าพี่น้องจะเข้าใจการผสมผสานข้อเรียกร้องข้อที่สาม เป็นความพยายามสร้างความสับสน และไม่เข้าใจว่าทำไมต้องขีดเส้นตายวันนี้ วันนี้จะพบความจริงว่าผู้ชุสนุมร้อยละ 70 ได้เดินทามงกลับไแล้ว เพราะคนเหล่านั้นมีเจตนา และผุ้ชุมนุมเหลือร้อยละ 30 ได้เปลี่ยนแนวทางชัดเจน วันนี้สิ่งที่ประกาศบนเวทีกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย การปฏิเสธการมีอยู่ของรัฐบาลก็แปลก เพราะรัฐบาลนี้ก็มาโดย กลับมีการชักชวนพี่น้องประชรชนขณะนี้เข้าร่ยมกระบวนการในการผิดกฎหมาย
ผมเรียนกับพี่น้องประชาชนว่า มีพี่น้องประชาชนจำนวนมากไม่ได้เห็นด้วย เพราะนั่นเท่ากับบอกว่าบ้านเมืองของเราไม่ต้องมีกฎหมายก็ได้ ที่สำคัญได้บริหารราชการแผ่นดินด้วยจิตวิญญาณปชต.ไม่เคยใช้ความรุนแรงกับพี่น้องประชาชน การชุมนุมในช่วงบ่ายจึงสร้างความเดือดร้อน พี่น้องประชาชนประสบความเดือดร้อน ไม่มีนักปชต.สนับสนุน เป็นพฤติกรรมที่ไม่เชื่อในระบอบปชต.ที่ต้องอิงอยูกับหลักกฎหมาย รัฐบาลตอ้งขออภัยที่เกิดความไม่สะดวก หงุดหงิด โกรธเคืองกับเหตุการณ์ทีเกิดขึ้น แต่ก็ทรราบว่าจุดมุ่งหมายของผุ้ชุมนุมทีเหลืออยู่หวังให้เกิดเหตุรุนแรง เป้าหมายสำคัญต้องการหยุดยั้งการประชุมอาเซียน จะเห็นได้ว่าแกนนำผุ้ชุานุมได้พยายามมาแล้วให้ผู้นำประเทศต่างๆ ไม่มาประชุมอาเซียน เพราะประเทศอาเซียน และคู่เจรจา พร้อมที่จะมาร่วมแก้ปัญหาต่อไป
ดังนั้นแนวทางที่ 1 เราจะไม่ใช้ความรุนแรง และใช้กฎหมย เพียงแต่เราไม่ผลีผลาม ด้วยเหตุนี้ผมขอยืนยันว่าการบังคับใช้กฎหมายเกิดขึ้นแน่นนอน จึงอยากเรียนพี่น้องประชาชนว่าขอให้ไตร่ตรองให้ดี และดำเนินการตัดสินใจยืนอยู่กับความถูกต้อง ละเว้นจากการกระทำเหล่านี้เสีย และกำลังดำเนินการในบางจุด และไม่นำไปสู่การเป็นเงื่อนไข ข้ออ้าง
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา บอกว่าเป้าหมายของรัฐบาลชัดเจนไม่ให้มีการบุกรุกสาถนที่ราชการ ต้องดูแลการจราจร ซึง่ก็ได้มีการเตรียมแผนการรองรับไว้ การดำเนินการของรัฐบาลจะทำให้เรื่องนี้มีประสิทธิภาพและได้ผลอย่างไร
1.เราแยกแยะคนที่มาชุมนุมเรื่องปชต. คนที่อาจชักจูบงและหลงผิดให้เข้ามาโดยคิดว่าไม่ผิด เราจะแยกออกมา ลดละเลิก เราจะถือว่าคนเหล่านี้จงใจ กระทำผิดชัดเจน ซึง่จะต้องดำเนินการ ภาพเหล่านี้ได้บันทึกไว้หมดแล้ว แต่เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่สะดวกยิ่งขึน เพื่อให้พี่นองใช้ชีวิตสะดวกสบาย ผมนได้ประกาศให้วันพรุ่งนี้เป็นวันหยุดราชการ และจะทำให้ง่ายต่อการปฏฺบัติของเจ้าหน้าที่ในการแยกแยะกลุ่มคนต่างๆ ที่อยู่ในจุดที่ทำผิดกฎหมาย
2.เพื่ออำนวยความสะดวก ผมได้ขอให้สถานีโทรทัศน์ชอ่ง 11 เป้ฯาถนีที่รายงานขาวสารเพ่อประชาชนตลอดเวลา เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์จะมีการรายกงานอย่างตครงไปตรงมา ว่ากลุ่มบุคคลได้ดำเนินกการอย่างไบ้าง และเปิดโอกาาสให้ประชาชนเห็นว่าการปฏิบัติของเจ้าหน้รที่รักษากฎหมมายอย่างไร ขณะเดดียวักน การจราจร ข่าวสารพื้นที่ไหนที่หลีกเลี่ยงก็สามารถดำเนินการได้อย่างตอ่เนือง และขอคความร่วมมือสถานีโทรทัศน์ทมุก่องรายกงานข่าวสารที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ในส่วนของการประเมินสถานการณ์และติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประเมินว่าผุ้ชุมนุมบางส่วสนต้องการยกระดับความรุนแรง โดยผมได้ประชุมกับหน่วยความมั่นคงจะดูแลพื้นที่สาธารณะตางๆ ป้องกันไม่ไให้เกิดเหตุราย ส่วนราชการถือเป็นหน้าที่ของส่วนราชการที่จะป้องกัน
ภาคเอกชน ก็ต้องช่วยรัฐบาลในการสอดส่องดูแล และเข้มงวดความปลอดภัยยิ่งขึน และขอให้พี่น้องช่วยเป็นหูเป็นตา มาตรการเหล่านี้จะดำเนินตั้งแต่วินาทีนี้ เพราะเชื่อมั่นว่าเมื่อแยกแยะออกมาแล้ว รัฐบาลจะสามารถบังคุบใช้กฎหมายและให้เหตุการณ์กลับเข้าสู่ปกติได้ และรัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดิน จักกรประชุมอาเซียนที่พัทยาให้สำเร็จลุล่วงไป ในส่วนพัทยาก็ได้มีการเสริมมาตรการตางๆ ขอเชิญชวนพี่น้องร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดี ส่งทีรัฐบาบตัดสินใจไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์ส่วนตัวของผม มีแต่ประโยชน์สุขของประชาชนระยะยาว การตัดสินใจครั้งนี้จะนำไปสู่การแก้ปัญหาอยางยั่งยืน รัฐบาลนี้ไม่นิ่งเฉย ขอให้พี่น้องประชาชนใช้ความอดทน อดกลั้น มีสติ สำหรับสถาบันหลักของชาติ จะเป็นการนำไปสู่ความสงบโดยไม่มีการสูญเสีย และผมตลอดจนครม. และความมั่นคง

วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2552

"อภิสิทธิ์"ปิดประตูตายเงื่อนไขเสื้อแดง

หมวดข่าว : การเมือง
โดย : กองบรรณาธิการ
นายกฯ อภิสิทธิ์ ปิดประตูเงื่อนไข "เสื้อแดง" งง ! ไม่รู้จะเอายังไงแน่ ท้าตอบคำถามนักประชาธิปไตยที่จะเอามาแทนคือใคร ย้อน ถ้าประชาธิปไตยจริงให้มาทำร่วมกันในสภา ยันประชุมอาเซียนพัทยาเดินหน้า ปัดผู้นำต่างประเทศอิดออด
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังประชุมร่วมกับทีมวอร์รูมพรรคประชาธิปัตย์ถึงการประเมินสถานการณ์การชุมนุม ว่า ยังไม่มีอะไร เราก็ทำงานปกติ ส่วนแถลงการณ์กลุ่มเสื้อแดง ที่ระบุให้นายกฯ ลาออกแล้วให้นักประชาธิปไตยเข้ามาเพื่อปฏิรูปการเมือง ก็เป็นการยืนยันสิ่งที่เขาพูดก่อนหน้านี้ถึงความสับสน เพราะเดิมก็บอกให้ยุบสภา ตอนนี้ก็เปลี่ยนเป็นเรื่องให้ลาออก และไม่มีความขัดเจนว่ากระบวนการปฏิรูปจะเดินอย่างไร ฉะนั้น เรื่องการปฏิรูป ถ้าเป็นหัวใจหลักในข้อเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตย รัฐบาล และกระบวนการรัฐสภา มีทางทำอยู่แล้ว ก็เข้ามาทำเท่านั้นเอง จึงมองไม่เห็นว่าตกลงจะเอาอย่างไรกันแน่
ส่วนข้อเรียกร้องที่เป็นไปไม่ได้ จะนำไปสู่เงื่อนไขที่รุนแรงมากขึ้นหรือไม่ นั้น คงไม่ เพียงแต่ทำความเข้าใจกับประชาชนว่า เป็นข้อเรียกร้องที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะนำไปสู่เป้าหมายที่อ้างอยู่ในเรื่องประชาธิปไตยได้อย่างไร เขาก็ยืนยันว่าถ้าสนใจที่จะพัฒนาประชาธิปไตย ก็มาทำด้วยกัน เพราะเขาไม่ได้ปิดกั้นอยู่แล้ว รวมถึงกรณีรองผบช.น. ระบุมีมือที่ 3 จะเข้ามาสร้างสถานการณ์โดยการใช้ระเบิดเพลิง นั้น เราก็พยายามติดตามเบาะแสข่าวสารทั้งหมด เพื่อความไม่ประมาท และเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ไว้เท่านั้นเอง
ขณะที่เงื่อนไขการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มันยังไม่มีเงื่อนไข จะออกก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นจริงๆ ซึ่งเบื้องต้นที่เคยซักซ้อมกันยังมั่นใจว่าสามารถแก้ไขสถานการณ์ต่างๆได้ ไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษ แต่เราไม่ประมาท จะมีการจับตาติดตามตลอดเวลา และต้องเตรียมพร้อม
ที่กลุ่มเสื้อแดงขีดเส้นตาย 24 ชั่วโมงให้ตัดสินใจตามข้อเรียกร้องในแถลงการณ์ นายกฯ อภิสิทธิ์ ย้อนถามว่า "ใครตอบ แล้ว 24 ชั่วโมงเขาตอบผมได้หรือไม่ว่า นักประชาธิปไตยของเขาคือใคร"
ต่อกระแสข่าวคนในตระกูลชินวัตร เดินทางออกนอกประเทศ เข้าใจว่าคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และลูกๆ ออกไปแล้ว รวมทั้งนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ด้วย ส่วนจะเป็นการส่งสัญญานอะไรนั้นไม่ทราบ ต้องถามคนที่ตัดสินใจ ส่วนการที่ครอบครัวชินวัตรเดินทางออกนอกประเทศ ไม่ทราบว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ แต่เคยตั้งข้อสังสัยอยู่เหมือนกันว่า ทำไมต้องทำอย่างนั้น
ส่วนผู้นำประเทศต่างๆ ที่จะเดินทางมาร่วมประชุมอาเซียนที่จะถึงนี้ได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์อย่างไรบ้าง นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ตอนนี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ด้านความั่นคง กำลังซักซ้อมเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและมั่นใจมากยิ่งขึ้น ได้หารือกันช่วงบ่ายวันเดียวกัน ว่า ให้ไปดูให้เป็นที่รัดกุม และมั่นใจ ส่วนจำเป็นต้องใช้กำลังทหารช่วยตำรวจในการดูแลความปลอดภัยการประชุมหรือไม่นั้น ก็ตามปกติ เพราะในการประชุมที่หัวหิน ที่ผ่านมา ก็มีการดำเนินการตามปกติ เป็นเรื่องปกติมาก เพราะมาตรฐานรักษาความปลอดภัยผู้นำในการประชุมระดับนี้ กับที่ดูแลเขาอย่างกรณีที่เกิดขึ้นวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา มันคนละเรื่องกันอยู่แล้ว เพราะการปฏิบัติหน้าที่ภายในของเขา เขาก็ไปแบบง่ายๆ แต่เวลามีการประชุม มาตรฐานจะคนละเรื่องกัน ยืนยันว่าจะไม่มีลักษณะที่เกิดขึ้นกับตนกับผู้นำประเทศอื่นเด็ดขาด และจะมีไม่ได้ ยืนยันว่าไม่มีผู้นำประเทศไหนเป็นห่วง และได้พูดคุยกันแล้ว

เสียงปืนแตกแล้วแต่ไร้คนเจ็บ

หมวดข่าว : การเมือง
โดย : กองบรรณาธิการ
การชุมนุมแตกหักของคนเสื้อแดง วันนี้ (8 เม.ย.) มีผู้ที่พยายามจะจุดชบวนให้เกิดความรุนแรง หรือเรียกว่า "วันเสียงปืนแตก" และเมื่อเวลา 18.00 น.พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.1 ได้รับรายงานว่า เกิดเหตุยิงกันบริเวณใกล้แยกยมราช จึงรุดไปตรวจสอบ
โดยที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนปืนขนาด .32 ตกอยู่จำนวน 1 ปลอก ไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
จากการสอบสวน ส.ต.อ.หญิงสุพัตรา จุลษร ผบ.หมู่ ป. สภ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ให้การว่า ขณะเธอเดินทางกลับจากการชุมนุมคนเสื้อแดง มาตามถนนสวรรคโลก ระหว่างนั้นมีรถเก๋งยี่ห้อ นิสสัน เทียน่า วิ่งผ่านมาถึงแยกบริเวณยมราช คนขับรถได้ไขกระจกลงมา สังเกตเห็นเป็นชายอายุประมาณ 30 ปี แต่งกายภูมิฐาน พร้อมกับตะโกนให้ของลับ และก็ได้โต้เถียงกัน ชายคนดังกล่าวได้หยิบอาวุธปืนจากเบาะหลังรถ และยิงใส่จำนวน 1 นัด แต่กระสุนไม่ถูกผู้ใด หลังจากนั้นคนขับก็ได้เร่งเครื่องหลบไปทางถนนหลานหลวง
พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า จากการตรวจสอบในเบื้องต้นทราบหมายเลขทะเบียนรถ จะได้ทำการตรวจสอบว่าเป็นรถของใคร ส่วนปลอกกระสุนปืนได้มอบให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานทำการตรวจสอบอีกครั้งเพื่อที่จะได้นำมาเป็นพยานหลักฐานต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2552

ใครทำไม่ดีต่อสถาบัน มักมีอันเป็นไป

หมวดข่าว : สัมภาษณ์
โดย : กองบรรณาธิการ
นายอำพน เสนาณรงค์ องคมนตรี ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อชาติและประชาชนชน” เนื่องในโอกาสวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี 2552 ที่สำนักงานข้าราชการพลเรือน จ.นนทบุรี ความตอนหนึ่งว่า รู้สึกเป็นห่วงต่อสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ โดยเฉพาะที่มีการโฟนอินอะไรต่ออะไรมา
ดังนั้นในฐานะองคมนตรีจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ การมาพูดอะไรในที่ชุมนุมชนจึงต้องมีความระมัดระวัง ทั้งการใส่เสื้อสีต่างๆ หรือการพูดในเนื้อหาอะไร ดังนั้นอะไรที่ได้ยินมาจึงไม่กล้าที่จะนำข้อมูลใหม่ๆ มาเล่าได้ เพราะไม่สมควรที่จะมาเล่าในที่ชุมนุมชน
ปัจจุบันความขัดแย้งของข้าราชการการเมืองต่อข้าราชการการเมือง ความขัดแย้งของข้าราชการประจำต่อข้าราชการประจำ และความขัดแย้งของข้าราชการการเมืองต่อข้าราชการประจำมีจำนวนมาก และความขัดแย้งส่วนใหญ่ สาเหตุที่วิเคราะห์กันเกิดขึ้นจากปัญหาการคอร์รัปชันที่เกิดมาช้านานจนกลายเป็นประเพณีไทย จะมากจะน้อยแล้วแต่ฝ่ายบริหารที่เข้ามาบริหารบ้านเมือง และมักเกิดขึ้นในกระทรวงหรือกรมที่มีอำนาจสูง มีความสำคัญทางการเมือง มีงบประมาณ มีเงินเพื่อจัดซื้อจัดจ้างจัดทำโครงการขนาดใหญ่ เมื่อมีเงินก็ต้องมีตำแหน่งสำคัญๆ โดยเฉพาะการติดต่อนายที่ส่วนมากจะเป็นนักการเมือง จนนำมาสู่การกล่าวหาทางการเมือง และเป็นการกล่าวหาที่เสื่อมเสีย
รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 259-280 และพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ในหมวด 5-11 มาตรา 28-129 ถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นแนวทางให้ข้าราชการสามารถนำมาปฏิบัติ ทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจ การกระทำที่ขัดต่อประโยชน์ของชาติ รวมถึงการดำเนินคดีอาญาและจริยธรรมทั้งข้าราชการและนักการเมือง ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ข้าราชการสามารถนำมาอุทธรณ์หากพบว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนักการเมือง และสมาคมข้าราชการพลเรือนต้องช่วยกันสร้างข้าราชการให้มีคุณธรรม ให้มีวินัย เพื่อไม่ให้ข้าราชการบางคนอยู่ในสภาพพายเรือให้โจรนั่ง
"เป็นที่โชคดีที่เรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันที่เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับข้าราชการและประชาชน ในใจผมเชื่อเสมอว่าหากใครทำไม่ดีต่อสถาบัน คนเหล่านั้นมักจะมีอันเป็นไป เช่น เหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน เป็นต้น เพราะผมเคารพบูชาพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงเป็นพระประมุข เป็นจอมทัพไทย ทรงใช้พระราชอำนาจเพื่อปวงชนชาวไทย และพระองค์ก็ไม่เคยล่วงละเมิดรัฐธรรมนูญเลย”
จากนั้น นายอำพล ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือม็อบเสื้อแดง ที่มีการปราศรัยโจมตีองคมนตรี ว่า ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิด แต่ละคนคิดได้แตกต่างกัน และก็มีสิทธิ์ที่จะพูดโดยเสรี ไม่มีใครไปห้ามได้ แต่ต้องเอาข้อเท็จจริงไปศึกษาดูแล้วทุกคนจะเข้าใจ อย่างไรก็ตาม ขอให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบของกฎหมาย

นิยามคำว่า"นักโทษชาย"

หมวดข่าว : บทความ
โดย : วิวัฒน์ ธนวัฒน์

ข่าวที่ปรากฎตามสื่อต่างๆ ทั้งวิทยุ สิ่งพิมพ์ และโทรทัศน์ ได้เรียกคำนำหน้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า เป็น "นักโทษชาย" หรือ น.ช. นั้น หากได้ศึกษาเนื้อหา พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ ปี พ.ศ. 2479 ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน จะพบว่ามีข้อพิจารณา ที่ควรได้ใช้ให้ถูกต้อง ดังนี้
1. มาตรา 4 (2) ของพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ วิเคราะห์ศัพท์คำว่า "ผู้ต้องขัง" หมายรวมตลอดถึง นักโทษเด็ดขาด คนต้องขัง และคนฝาก
เพราะฉะนั้น คำว่า "ผู้ต้องขัง" จึงแยกใช้สำหรับบุคคล 3 ประเภท คือ (1) นักโทษเด็ดขาด (2) คนต้องขัง (3) คนฝาก
ส่วนคำว่า "นักโทษเด็ดขาด" หมายความว่า บุคคลซึ่งขังไว้ตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้ลงโทษด้วย
เมื่อพิจารณานิยามคำศัพท์แล้วมาพิจารณาถึงสิ่งที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นอยู่ในขณะนี้แล้วนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ แม้จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้จำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ 2 ปี แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เดินทางไปรับฟังคำพิพากษา และยังไม่สามารถตามจับกุมพ.ต.ท.ทักษิณ มาลงโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงถือว่า ยังไม่เป็น "นักโทษเด็ดขาด" ตามความหมายแห่งอนุมาตรานี้ เพราะยังไม่โดน "ขังไว้ตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้ลงโทษด้วย" แต่ประการใด และก็มิใช่บุคคลที่โดนฝากขังไว้ตามหมายขัง หรือเป็นคนฝาก ที่ถูกให้ควบคุมไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือกฎหมายอื่น
ดังนั้น การที่เรียก พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าเป็น "นักโทษชาย" จึงเป็นเหมือนกับจะหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ไปในตัว
2. ขั้นตอนการรับตัวเป็นผู้ต้องขัง นั้น มาตรา 8 พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 กำหนดให้เจ้าพนักงานเรือนจำต้องรับตัวไว้เป็นผู้ต้องขัง จากนั้นให้เจ้าพนักงานเรือนจำรับหมายอาญา หรือเอกสารอันเป็นคำสั่งของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ ซึ่งจะเห็นว่ากรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังมิได้ดำเนินการดังกล่าว แต่อย่างใด
ขณะที่ มาตรา 10 พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 กำหนดให้ดำเนินการส่งตัวไปให้แพทย์ตรวจอนามัยของผู้ถูกรับตัวไว้ใหม่ และบันทึกเกี่ยวกับลักษณะความผิด รวมทั้งการรายงาน แสดงประวัติผู้ต้องขังแก่เจ้าพนักงานเรือนจำ ซึ่งในรายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ได้ดำเนินการดังที่บัญญัติในมาตรานี้
สิ่งเหล่านี้เป็นขั้นตอนสำคัญของการเป็น "นักโทษเด็ดขาด" ผู้ที่เข้ากระบวนการดังกล่าวครบถ้วน จึงจะกล่าวได้ว่าเป็น "นักโทษชาย" หรือน.ช.
แล้วสถานะของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในขณะนี้เป็นอะไร จะเรียกว่าอะไร
พ.ต.ท.ทักษิณ ตอนนี้นั้นถือว่าเป็น "คนร้ายที่หลบหนีคดี" หรือ "ผู้ต้องสงสัย ที่กำลังหลบหนีที่ทางราชการไทย ต้องการตัว เพื่อมาลงโทษตามคำพิพากษา" เท่านั้น มิใช่ "นักโทษชาย" ในความหมายแห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479
3. ตามที่องค์การสหประชาชาติ ได้มี "สนธิสัญญาเกี่ยวกับการขจัดการลงโทษ อันเข้าลักษณะเป็นการทรมานโหดร้าย และการกระทำผิดมนุษย์หรือวิธีการทำให้คนลดค่าของความเป็นคนลง หรือการลงโทษ" ซึ่งสนธิสัญญาดังกล่าวนี้เกิดจากข้อบัญญัติของสมัชชาใหญ่ของสหประชาชาติที่ 36/46 ลงวันที่ 10 ธันวาคม 1984 และมีผลบังคับในวันที่ 26 มิถุนายน 1987 ตามบทบัญญัติที่ 27 ของสัญธิสัญญาดังกล่าว
ทั้งนี้ บทบัญญัติที่ 1 ของสนธิสัญญานี้ได้นิยามการกระทำที่เป็นการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย การกระทำที่ผิดมนุษย์ การปฏิบัติที่เป็นการลดค่าของความเป็นคนลงหรือการลงโทษ
บทบัญญัติที่ 2 บังคับแก่ฝ่ายนิติบัญญัติ แก่ฝ่ายบริหาร รวมทั้งฝ่ายตุลาการ ที่จะกระทำการใดๆ อันเป็นการที่บัญญัติระบุไว้ในบทบัญญัติที่ 1 ความในวรรค 2 ของบทบัญญัติที่ 2 นี้ให้ใช้บังคับแก่รัฐทั้งหลายโดยไม่มีข้อยกเว้น (ห้ามยกข้อต่อสู้) วรรคที่ 3 ของบทบัญญัตินี้ ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับการตามคำสั่งใดๆ จนอาจเป็นที่เสียหายแก่ความตามสนธิสัญญาฉบับนี้ไม่ได้
บทบัญญัติที่3 ห้ามไม่ให้รัฐกระทำการใดๆ อันเป็นการเนรเทศบุคคลไปยังรัฐอื่น เพื่อให้เขาตกอยู่ภัยอันตราย หรือเป็นการกระทำที่กระทำแล้วทำให้เชื่อได้ว่าจะทำให้เขาได้รับความทุกข์ทรมาน นี่คือความตามวรรคแรก ของบทบัญญัติที่ 3 ส่วนวรรคที่ 2 การพิจารณาว่า การกระทำเช่นว่านั้นจะเป็นการกระทำที่คุกคามอยู่ในขั้นร้ายแรง แพร่หลายหรือเป็นการละเมิดสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์โดยรวม
ดังนั้น การใช้คำนำหน้า "นักโทษชาย" กับพ.ต.ท.ทักษิณ หากนำมาพิจารณาตามสนธิสัญญาเกี่ยวกับการขจัดการลงโทษฯ ประเทศไทยในฐานะรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ อาจโดนฟ้องร้องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยตรงหรือรัฐคู่ภาคีแห่งสนธิสัญญานี้ (รัฐที่ 3 ที่ได้ลงนามและให้สัตยาบรรณแก่สนธิสัญญานี้) ในฐานะรัฐคู่ภาคีของสนธิสัญญานี้ ที่มีสิทธิบังคับใช้สนธิสัญญานี้แก่รัฐใดๆ ก็ได้ทั่วโลกโดยการกล่าวอ้างว่ากระทบกระเทือนสิทธิแก่รัฐของตน ตามสนธิสัญญานี้
แม้ประเทศไทย จะได้รับสนธิสัญญานี้ในที่ประชุมใหญ่ สมัชชาใหญ่ องค์การสหประชาติ ในวันที่ 10 ธันวาคม 1984 ปรากฎว่าในเวลาต่อมา ประเทศไทย ยังมิได้ประกาศเข้าเป็นภาคีของสนธิสัญญาเกี่ยวกับการขจัดการลงโทษฯ นี้ก็ตาม แต่เมื่อใดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือรัฐคู่ภาคีแห่งสนธิสัญญานี้ (รัฐที่สาม) ประสงค์จะบังคับใช้สนธิสัญญานี้ประเทศไทย ในฐานะรัฐคู่ภาคีสมาชิกของสหประชาชาติ ย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ทั้งนี้ ตามความในบทบัญญัติที่ 27 ของสนธิสัญญานี้

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2552

แม้วดิ้นสู้ยึดทรัพย์ขอศาลเปิดคดีผ่านวีดีโอฯ

หมวดข่าว : การเมือง
โดย : ทีมข่าวกระบวนการยุติธรรม

"ทักษิณ" ดิ้นสู้ ยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน ร้องศาลฎีกานักการเมืองขอแถลงเปิดคดีผ่านวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ ศาลนัดฟังคำสั่งวันนี้อนุญาตหรือไม่ พร้อมกำหนดวันไต่สวน ส่วน "บรรณพจน์" ร้องศาลคืนทรัพย์ตัวเอง-ภรรยา ด้านคุณหญิงอ้อร้องศาล อสส.ไม่มีอำนาจร้องยึดทรัพย์ ศาลนัดฟังคำสั่ง 20 เม.ย.
ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วานนี้ (26 มี.ค.) นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีพร้อมองค์คณะรวม 9 คน ออกนั่งบัลลังก์นัดตรวจพยานหลักฐาน คดีหมายเลขดำที่ 14/2551 ที่อัยการสูงสุด (อสส.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ และได้มาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 76,621,603,061.05 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน
ศาลอธิบายว่า กระบวนการพิจารณานั้น ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ม.35 วรรค 1 กำหนดไว้ว่า ผู้ใดกล่าวอ้างโต้แย้งว่าทรัพย์สินที่ร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน มิได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติก็ดี มิได้เป็นทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติก็ดี ผู้นั้นมีภาระพิสูจน์ต่อศาล และข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2543 ข้อ 26 กำหนดว่า ให้องค์คณะผู้พิพากษาไต่สวนพยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหาและคำคัดค้านของบุคคลภายนอกถ้าหากมีก่อน แล้วจึงไต่สวนพยานหลักฐานของผู้ร้อง เว้นแต่จะเห็นสมควรเป็นประการอื่น
ดังนั้นผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านจึงมีหน้าที่พิสูจน์ที่มาของทรัพย์สิน และจะพิจารณาพยานหลักฐานผู้ร้องและผู้คัดค้านก่อน ซึ่งฝ่าย อสส.ผู้ร้อง ได้ยื่นเอกสารหลักฐานจำนวน 46 แฟ้ม ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้ง 22 คน ยื่นหลักฐานจำนวน 52 แฟ้ม
คดีนี้นอกจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาแล้ว มีผู้มีรายชื่อถือครองทรัพย์สินที่ อสส. ร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินยื่นคำร้องในฐานะผู้คัดค้านอีก 22 คน โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20, 25 และ 26 มี.ค.2552 ผู้คัดค้านที่ 2 (คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์) และผู้คัดค้านที่ 3, 7, 8, 19 และ 17 ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายในประเด็นอัยการสูงสุดผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากผู้คัดค้านดังกล่าวไม่ได้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
นอกจากนี้ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ผู้คัดค้านที่ 5 ยังได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 23 มี.ค.2552 ขอให้ศาลส่งคืนทรัพย์สินเฉพาะในส่วนของ ผู้คัดค้านที่ 5 และนางบุษบา ดามาพงศ์ ผู้คัดค้านที่ 6 คืน ศาลจึงมีคำสั่งให้สำเนาคำร้องทั้ง 2 ฉบับให้ อสส. ผู้ร้อง ยื่นคำร้องคัดค้านภายใน 7 วัน หากไม่ยื่นถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน โดยศาลนัดฟังคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องทั้ง 2 ฉบับในวันที่ 20 เม.ย. นี้ เวลา 14.00 น.
สำหรับคำร้องที่ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้แถลงเปิดคดีโดยระบบการประชุมทางจอภาพ (VIDEO CONFERENCE) นั้นและคำร้องอื่นๆ ของผู้คัดค้านนั้น ศาลจะมีคำสั่งในวันที่ 27 มี.ค.เวลา 16.00 น.
นายธนา เบญจาธิกุล ทนายความผู้คัดค้าน เปิดเผยว่า เป็นความประสงค์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องการแถลงเปิดคดีด้วยตัวเอง ซึ่งสามารถทำได้ตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาข้อ 20 โดยให้ผู้ขอเป็นผู้ดำเนินการเพื่อจัดให้มีการไต่สวน โดยระบบดังกล่าวและเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด และให้ถือว่าพยานเบิกความในห้องพิจารณาของศาล หากศาลอนุญาตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ แถลงเปิดคดีผ่านทาง VIDEO CONFERENCE ได้ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็พร้อมที่จะแถลงเปิดคดีตามวันที่ศาลกำหนดทันที ส่วนจะแถลงมาจากที่ใดนั้นตนยังไม่ทราบ

ตระกูล"อมาตยกุล"ฟ้องปูนใหญ่ 222 ล้าน

หมวดข่าว : เศรษฐกิจ
โดย:กองบรรณาธิการTheCityJournal
ตระกูล "อมาตยกุล" มอบทนายความฟ้องเรียกค่าเสียหาย จาก "ปูนซิเมนต์ไทย" และพวกอีก 8 ราย รวม 222 ล้านบาท ข้อหาไม่รับผิดชอบกรณีใบหุ้นปลอม ด้านบริษัทแจงไม่สามารถชดเชยความเสียหายได้ เพราะต้องรอขั้นตอนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
นายพิบูลศักดิ์ สุขพงษ์ ทนายความได้รับมอบอำนาจจากนายวรรณพงษ์ รุ่งโรจน์วุฒิกุล ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวรรโณทัย อมาตยกุล ที่ 1 นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค 6 ที่ 2 และ น.ส.วรรณโสภิน อมาตยกุล ที่ 3 เป็นโจทก์ที่ 1-3 ยื่นฟ้อง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 1 นายกานต์ ตระกูลฮุน รอง กก.ผจก.ใหญ่ ที่ 2 นายชุมพล ณ ลำเลียง กก.ผจก.ใหญ่ ที่ 3 นายวรพล เจนนภา ผู้อำนวยการสำนักงาน บ.ปูนซิเมนต์ ที่ 4 นายประพันธิ์ ชูเมือง เจ้าหน้าที่จัดเก็บรักษาใบทะเบียนหุ้น หรือโอนหุ้น ที่ 5 นางดวงกมล เกตุสุวรรณ ที่ 6 นายสบสันต์ เกตุสุวรรณ ที่ปรึกษาฝ่ายจัดการที่ 7 บริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ 8 และ บริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนในการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ที่ 9 เป็นจำเลยที่ 1-9 เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหายจำนวน 222,597,234 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5%
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2551 นายวรรโณทัย อมาตยกุล ผู้ถือหุ้นบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา เบาหวาน และศาลแพ่งได้มีคำสั่ง ตั้งนายวรรณพงษ์ เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาวันที่ 11 ธ.ค. 2551 นายวรรณพงษ์ได้นำใบหุ้นที่อยู่ในความครอบครองของทายาท และโจทก์ที่ 2-3 ซึ่งเป็นบุตร-ธิดา ไปติดต่อกับจำเลยที่ 8 เพื่อตรวจสอบและโอนมรดก ให้แก่ทายาท แต่เมื่อจำเลยที่ 8 ตรวจสอบใบหุ้น แล้วยึดไว้ โดยอ้างว่าเป็นใบหุ้นปลอมและเป็นใบหุ้นที่ถูกเพิกถอนไปแล้ว กระทั่งวันที่ 7 ม.ค. 2552 จำเลยที่ 8 ได้มีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบใบหุ้นดังกล่าวว่า จำเลยที่ 5 , 6 และ 9 เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย จนวันที่ 30 ม.ค. 2552 โจทก์ทั้งสามทราบเหตุละเมิดว่ามีการลักและปลอมใบหุ้น ทำให้โจทก์ที่ 2-3 ต้องสูญเสียกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน คือ ใบหุ้น ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก เมื่อพยายามใช้สิทธิตามเอากรรมสิทธิ์กับผู้เกี่ยวข้อง และจำเลยในคดีนี้คืนแก่โจทก์ แต่ได้รับการปฏิเสธ
คำฟ้องระบุว่า การกระทำของจำเลยนับว่าปราศจากความรับผิดชอบ ขาดจรรยาบรรณทางวิชาชีพ และขาดหลักการโปร่งใสภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี เฉพาะจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และ 3 เป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย ต่างเพิกเฉย ไม่ดำเนินการให้มีมาตรการอย่างใด ที่จะชดใช้เยียวยาให้แก่โจทก์ทั้งสาม โดยเฉพาะจำเลยที่ 5 ได้ถูกโจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 1 , 8 แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินการสอบสวนเอาตัวจำเลยที่ 5 กับพวกมาลงโทษ
ต่อมาศาลอาญาได้ออกหมายจับ จำเลยที่ 5 ไว้เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2552 ซึ่งขณะนี้จำเลยที่ 5 ได้หลบหนีไป และมีพฤติการณ์ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไป เพื่อไม่ให้โจทก์ทั้งสาม บังคับคดีได้โดยง่าย
โจทก์จำเป็นต้องฟ้องเป็นคดีนี้ เพื่อให้จำเลยร่วมกันรับผิดชอบต่อโจทก์ ที่ได้รับความเสียหาย คือ หุ้นปูนใหญ่ มูลค่าที่ตราไว้ 1 บาท จำนวน 672,000 หุ้น ที่ถูกลักไป พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี นับตั้งแต่วันได้สูญเสียทรัพย์สินจนถึงวันฟ้อง โดยโจทก์ของคิดมูลค่าหุ้นปูนใหญ่ในวันที่ถูกกระทำละเมิด เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2547 และวันที่ 17 ต.ค. 2549 ทั้งสองครั้ง รวมเป็นมูลค่าหุ้น 164,633,800 บาท และคิดดอกเบี้ยอัตรา 7.5% ต่อปี นับตั้งแต่วันที่สูญเสียทรัพย์สินไปจนถึงวันฟ้องอีก 46,629,434 บาท รวมเป็นมูลค่าทรัพย์หุ้นปูนใหญ่ทั้งสิ้น 211,263,234 บาท รวมทั้งดอกผลที่โจทก์ทั้งสามจะได้รับจากหุ้นจำนวน 672,000 หุ้น เป็นเงินจำนวน 1,344,000 บาท รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถาม ค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล เป็นเงินจำนวน 10,000,000 บาท รวมทุนทรัพย์ทั้งสิ้น 222,597,234 บาท โจทก์จึงขอให้ศาลมีคำสั่งบังคับให้จำเลยทั้ง 9 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ด้วย
ศาลรับคำฟ้องไว้เป็นคดีดำที่ 1165/2552 และนัดพิจารณาในวันที่ 8 มิ.ย. นี้ เวลา 09.00 น.
ด้านฝ่ายกฎหมายของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ได้ชี้แจงเหตุผลที่ไม่สามารถจ่ายค่าเสียหายดังกล่าวว่า จากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทในวันที่ 25 มี.ค. 2552 ทั้งนี้ สำหรับประเด็นเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายนั้น คณะกรรมการบริษัทมีความเห็นว่า การรับผิดชอบของบริษัทต้องเป็นไปตามกฎหมาย ขณะนี้ อยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บริษัทจึงยังไม่สามารถสรุปเรื่องนี้ได้ ควรต้องรอผลการสอบสวนและการดำเนินงานตามขั้นตอนของกฎหมาย การพิจารณาดำเนินการใดๆ จะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส เป็นธรรมกับเจ้าของหุ้นและผู้ถือหุ้นทุกคนตามหลักบรรษัทภิบาล ซึ่งที่ประชุมก็รับทราบ
"การปลอมใบหุ้น เป็นเรื่องการทุจริตของพนักงานที่ทำการโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ เพราะบริษัทเองก็ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการออกใบหุ้น หน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนหุ้น ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ทราบกันดีว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทุกบริษัทต้องมอบหมายหน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนหุ้นให้ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) ทำหน้าที่เป็นนายทะเบียน ซึ่งบริษัทได้มอบหมายให้ TSD ทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนตั้งแต่ปี 2520

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552

จับตา"สายวิ่ง"แซง"สายชำนาญการ"คั่วกกต.ใหม่สัญญาณเพิ่มรอยปริร้าว5เสือ


หมวดข่าว : การเมือง
โดย : กองบรรณาธิการ TheCityJournal

หลังการปิดรับสมัครบุคคลที่สนใจเข้ารับการสรรหา เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทน นายสุเมธ อุปนิสากร ซึ่งพ้นจากตำแหน่งไปเนื่องจากอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ โดยคณะกรรมสรรหาที่มี นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน ได้เปิดรับผู้ที่มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามเข้ารับการสรรหาเป็นกกต. ปรากฎว่ามีผู้สมัครทั้งสิ้น 14 คน
ทั้งนี้ ในจำนวน 14 คน สามารถแยกเป็น 2 สายหลัก คือ "สายวิ่ง" และ "สายชำนาญเฉพาะ"
เมื่อแยกแยะลงไปในรายละเอียด พบว่า "สายชำนาญเฉพาะ" ส่วนใหญ่เป็นระดับกกต.จังหวัด ซึ่งมีจุดบกพร่องเพราะขาดประสบการณ์ในส่วนกลาง ยกเว้นนายวิสุทธิ์ โพธิแท่น อดีตข้าราชการบำนาญ และอดีตกรรมการป.ป.ช. รวมทั้งยังเคยเป็นอดีตกกต. แต่มีคำถามว่า เมื่อครั้งที่นายวิสุทธิ์ เป็น กกต. เหตุใดต้องลาออก แต่ก็พอจะสืบสาวได้ความว่า นายวิสุทธิ์ ลาออกเพราะเกิดความขัดแย้งอย่างหนักในกกต.ชุดนั้น และข้อเท็จจริงในปัจจุบันนี้กกต. 4 คน ก็แตกเป็น 2 / 2 ดังนั้น ถ้านายวิสุทธิ์ ลาออกเพราะหนีปัญหาความขัดแย้งในองค์กร ถามว่า ตอนนี้มีความขัดแย้งในกกต. อยู่แล้วนายวิสุทธิ์ จะเข้ามาก็เจอความขัดแย้งอีกทำไม
นอกจากนี้ "สายชำนาญเฉพาะ" ส่วนใหญ่เรียนรู้เฉพาะงานการเลือกตั้งระดับภูมิภาค แต่ขาดประสบการณ์ในส่วนกลางในระดับผู้อำนวยการกองในกกต.กลาง ซึ่งจะเป็นหน่วยประสานและระดับปฏิบัติตรงระหว่างกกต.กลาง กับกกต.จังหวัด
ด้าน "สายวิ่ง" นั้น นอกจากจะไม่เคยสัมผัสงานการเลือกตั้งระดับปฏิบัติ ทั้งภูมิภาค และส่วนกลาง แล้วยังไม่มีความ "ลึกซึ้ง" ในกระบวนการแก้ปัญหาการเลือกตั้ง
มีข้อสังเกตว่า การสรรหากกต.ครั้งนี้ มีส่วนที่ทำให้คิดว่า เจตนาจะช่วยเหลือ มีคนที่อยู่ในใจอยู่แล้ว หรือมี "หวยล็อค" โดยมาจากการตั้งโจทก์ข้อเดียว และให้ผู้เข้ารับการสรรหาตอบลงในกระดาษ เอ 4 เพียงใบเดียว ซึ่งไม่ยุติธรรมสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ที่จะต้องชี้แจงเพื่อให้กรรมการสรรหา ได้เห็นคุณสมบัติที่รอบด้าน
ทั้งนี้ โจทก์ที่ให้ไว้ คือ การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรอบแนวคิดในการดำเนินการเกี่ยวกับกรรมการการเลือกตั้ง และถ้านำคำตอบในกระดาษ เอ 4 แผ่นเดียวมาตัดสิน จะไม่สามารถวัดคนที่จะมาทำหน้าที่กกต. ได้ แทนที่จะใช้วิธี ดีเบส ทั้ง 14 คน หรือขายวิสัยทัศน์ร่วมกันแล้วให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟัง
จากวิกฤติการเมือง ในเวลานี้ส่วนหนึ่งมาจาก กกต. ซึ่งมีปัญหา "แนวคิดวิกฤติศรัทธา" ที่เกี่ยวกับปัญหาการจัดการเลือกตั้ง โดยปัญหานี้เกิดจากการเลือกตั้งที่ไม่สามารถสร้างระบอบการเมืองให้เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย โดยคนที่เข้าใจเรื่องนี้ จะต้องนำเสนอแนวคิด 2 ประเด็น
ประเด็นแรก กกต.ต้องมีวิสัยทัศน์ ความเป็นผู้นำให้องค์กรมุ่งไปในทางที่ดี
ประเด็นที่สอง การยอมรับความเชื่อมั่นในกระบวนการสอบสวน ซึ่งจะต้องสร้างมาตรฐาน 3 ระบบ คือ มาตรฐานการสอบสวน มาตรฐานการวินิจฉัย มาตรฐานการให้ความเห็นของทุกระดับ
ถ้ากรรมการสรรหาไม่เลือกการ "ดีเบส" ก็ไม่มีทางได้คนที่เข้าใจปัญหาเหล่านี้ได้เลย
คำถามก็คือว่า เวลานี้กกต.ขัดแย้งกันอยู่แล้ว กรรมการสรรหา จะเลือกคนเข้าไปเพื่อสร้างความขัดแย้งให้รุนแรงยิ่งขึ้นทำไม ทำไมไม่หาคนที่สรรหาเข้าไปแล้วไม่ไปอยู่ซีกใดซีกหนึ่ง เพื่อลดความขัดแย้งในองค์กร กกต.
การสรรหา กกต.ที่วัดจากคำตอบในกระดาษใบเดียว จึงเป็นเจตนาที่จะสร้างรอยปิดร้าวในกกต.ให้ร้าวหนักขึ้น และยิ่งจะสร้างความเสียหายต่อการเมืองไทยที่มีวิกฤติศรัทธาให้วิกฤติยิ่งๆ ขึ้นไป

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2552

ส.ส.รุมประณาม"สาก"ฉายภาพบั่นคอทหารกลางสภา

หมวดข่าว การเมือง
โดย กองบรรณาธิการ TheCityJournal
ส.ส.ทั้งภาฯ รุมประณาม "เชาวรินทร์" ใช้ภาพโจรใต้บั่นคอทหารในภาคใต้มาฉายในสภา ชี้เป็นการทำทารุณกรรมศพ ก่อนที่จะลามถึงการประท้วงดุเดือด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเวลา 20.00 น. ร.ต.ท.เชาวรินทร์ ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในหลายประเด็น และตอนหนึ่งได้นำวีดีโอซึ่งเป็นภาพคนร้ายบั่นคอทหาร พร้อมทั้งบอกว่าภาพนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ได้เกิดขึ้น และขณะที่ร.ต.ท.เชาวรินทร์ อภิปราย ภาพดังกล่าวฉายซ้ำไปมาหลายรอบ ทำให้ส.ส.ในสภาต่างเบือนหน้านี โดยเฉพาะส.ส.สุภาพสตรี ที่ไม่อาจทบดูภาพโหดเหี้ยมครั้งนี้ได้
ขณะที่นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้ปล่อยให้มีการฉายภาพบั่นคอซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่ใช้สิทธิ์ประธานวินิจฉัยว่าภาพนั้นเหมาะสมที่จะฉายในสภาหรือไม่
กระทั่ง นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ได้ขอประท้วงพร้อมทั้งอภิปรายว่า คนทุกคนต่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะทหารที่ไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เขาเสียสละเพื่อประเทศชาติ ดังนั้น จะต้องเคารพในศักดิ์ศรีของทหาร ที่เสียชีวิต เคารพในศักดิ์ของครอบครัวของทหารผู้นั้น การนำภาพเช่นนี้มาฉายในสภาสะท้อนให้เห็นว่า ร.ต.ท.เชาวรินทร์ ทำหน้าที่ไม่เหมาะสม แสดงให้เห็นว่าวุฒิภาวะไม่ถึง
ขณะที่นายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ใช้สิทธิ์ประท้วยว่า ตลอดการทำหน้าที่ในสภา ไม่เคยเห็นภาพนั้นปรากฎที่ไหนมาก่อน เป็นไปได้ไหมว่า คนที่ถ่ายภาพนั้นรู้จักกับร.ต.ท.เชาวนรินทร์ แล้วนำภาพวีดีโอนั้นมาให้
ด้านนายสามารถ วินิจฉัยว่า ยอมรับว่าไม่ได้ตรวจสอบเอกสารที่ผู้อภิปรายขอให้เปิด และเพิ่งเห็นภาพนั้นพร้อมๆ กับสมาชิก และเห็นด้วยว่าภาพที่ร.ต.ท.นำมาเปิด นั้น ไม่เหมาะสมที่จะนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะชน ดังนั้น สิ่งที่นายนิพิฏฐ์ ใช้คำพูดว่าร.ต.ท.เชาวรินทร์ ไม่มีวุฒิภาวะ ถือว่าถูกต้องเหมาะสมแล้ว และนายนิพิฏฐ์ ก็ยืนยันว่าจะไม่ถอนคำพูด
ขณะที่ ร.ต.ท.เชาวรินทร์ อภิปรายว่า ภาพที่เผยแพร่ไปมีการเซนเซอร์ ไม่เห็นภาพบั่นคอชัดเจน ทำไมกลัวความจริงหรือ
ส่วนนางพัฒนา สังขทรัพย์ ส.ส.เลย พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า เธอรับไม่ได้กับภาพดังกล่าว และถ้าเผยแพ่ออกไปข้างนอกเด็ก และเบาวชนเห็นถือว่าเกินเลยไปเยอะ
ด้านนายเจะอามิง โตะตาหยง ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงว่า ในฐานะที่เป็นส.ส.ในพื้นที่ ภาพนี้ไม่เคยมีปรากฎในสภาแห่งนี้ เพราะถือว่าเปนเรื่องที่ล่อแหลม โดยภาพนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ก.ย.2550 ไม่ได้เกิดในรัฐบาลนี้ตามที่ ร.ต.ท.เชาวรินทร์ กล่าวอ้าง
ขณะที่นายอาคม เอ่งฉ้วน ประท้วงว่า ร.ต.ท.เชาวรินทร์ ต้องชี้แจงว่าได้ภาพมาอย่างไร มีส.ส.บางคนในพรรคเพื่อไทย นำมาให้หรือไม่
ส่วนร.ต.ท.เชาวรินทร์ ชี้แจงว่า เขาไม่ได้รู้จักคนเชือด แต่ได้ภาพมาจากรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ รัฐบาลต้องรับผิดชอบ
อย่างไรก็ตามนายเจะอามิง ประท้วงว่า ปัญหาภาคใต้ไม่ได้เกิดจากรัฐบาลนี้ แต่เกิดจากรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ แม้แต่คดีทนายสมชาย นีละไพจิตร ที่หายตัวไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อมีการพาดพิงพ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้บรรยากาศห้องประชุมเริ่มดุเดือดขึ้น ส.ส.เพื่อไทย จำนวนมากต่างตะโกนโห่ และประท้วงนายเจะอามิง และขอให้ถอนคำพูด
แต่นายเจะอามิง ยืนวันว่า ในฐานะประธานกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ มีการศึกษาข้อมูลปัญหาภาคใต้มีข้อมูลเชิงลึกมาก แต่เขามีความรับชอบต่อสภาฯ จะไม่นำเรื่องนี้มาเผยแพร่ต่อสาธารณะ ผู้ที่นำภาพเหล่านี้มาเผยแพร่ ขอให้รับผิดชอบด้วย เพราะภาพที่เกิด 29 ก.ย. 2550 นั้นเกิดในรัฐบาลไหน ระหว่างนี้เองส.ส.เพื่อไทย ต่างลุกขึ้นประท้วงให้ถอนคำพูดว่าเหตุการณ์ภาคใต้เกิดรุนแรงสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ
ด้านนายเจะอามิง กล่าวว่า ความจริงที่นำมาพูดในสภาฯ เขาจะไม่ถอนคำพูด แต่ขอออกนอกห้องประชุม
ส่วน พล.อ.พิชาญเมธ ม่วงมณี ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า การฆ่าและทำลายศพ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามอนุสัญญาเจนีวา ใครก็ตามที่นำภาพศพ และการทำทารุณกรรมศพ มาเผยแพร่ต้องโดนประณาม
ขณะที่ พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.เพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการทหาร ชี้แจงว่า ซีดีเรื่องภาพข้าราชการทหารผู้กล้าโดนโจรใต้ดักยิง และตัดศรีษะ เขาได้นำมาให้ร.ต.ท.เชาวรินทร์ เพียงแค่ต้องการให้ส.ส.ได้รับรู้ปัญหาภาคใต้นั้นมีความรุนแรงซึ่งจะต้องหาทางแก้ไข

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2552

การสังหารหมู่ที่ "หมู่บ้านไมไล" เปรียบเทียบคดีฆ่าประชาชน 7 ตุลาทมิฬ

หมวดข่าว : วิเคราะห์
โดย : กองบรรณาธิการTheCityJournal
ความเห็นหรือมติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อเหตุการณ์ 7 ตุลาทมิฬ ทำให้กองบรรณาธิการ TheCityJournal ย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์การสังหารหมู่ชาวบ้านที่หมู่บ้านไมไล (MY LAI) หรือที่ภาษาเวียตนามเรียกว่า "ตำแซด ไมไล" อยู่ที่เวียตนามใต้ เมื่อเดือนมีนาคม ปีค.ศ. 1968 โดยคนที่ถูกฆ่าเป็นชาวบ้านที่ไม่มีอาวุธ ทั้งหมดเป็นพลเรือน ในจำนวนที่ถูกฆ่ามีทั้งผู้หญิง เด็ก มียอดคนตายอยู่ระหว่าง 347-504 คน ในจำนวนที่ถูกฆ่าตาย สำหรับผู้หญิงนั้นมีการล่วงเกินทางเพศ ถูกทุบตี ทรมาน หรือไม่ก็ตัดแขนตัดขา ทำให้ผู้ที่ไปพบหลังเกิดเหตุ สุดที่จะรับได้เมื่อเห็นร่างกายผู้เสียชีวิตนอนกองทับถมกันไว้
สำหรับผู้ลงมือก่อเหตุครั้งนี้ คือ ทหารกองทัพบก สหรัฐฯ
ทั้งนี้ ทหารสหรัฐฯ 26 คนโดนฟ้อง แต่ศาลทหารสหรัฐฯ ลงโทษได้เพียงคนเดียว คือ WILLIAM CALLEY โดนตัดสินโทษจำคุกตลอดชีวิต
กว่าการสังหารหมู่ชาวบ้านที่หมู่บ้านไมไล (MY LAI) จะเป็นที่รับรู้ของสาธารณชน ก็ผ่านเหตุร้ายไปแล้ว 1 ปี คือปีค.ศ. 1969
ผลของการสังหารหมู่ที่หมู่บ้านไมไล ทำให้คนอเมิรกัน ไม่สนับสนุนรัฐบาลประธานาธิบดีนิกสัน ทำสงครามเวียตนาม
และขณะเกิดเหตุสังหารหมู่ ที่หมู่บ้านไมไล มีทหารอเมริกัน 3 นายพยายามปกป้องไม้ให้มีการฆ่าชาวบ้าน แต่กลับโดนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอเมริกัน ประณาม และมีคนส่งจดหมายข่มขู่ อาฆาต หลังจากนั้น 30 ปี ทหารทั้ง 3 คนจึงได้รับการชมเชย
การสังหารหมู่ ถ้าเป็นภาษาเวียตนาม จะเรียกว่า การสังหารหมู่ที่ "ซอนไม"
แต่ถ้าตามภาษาโค๊ตกองทัพบกสหรัฐฯ เรียกว่า PINKVILLE (หมู่บ้านสีชมพู)
ทั้งนี้ ที่มาของเรื่อง เกิดขึ้นเมื่อทหารลาดตระเวนที่เรียกว่า CHARLIE ของกองพันที่ 1 กองพลที่ 20 ทหารราบ และกองทัพที่ 11 ของกองพันทหารราบที่ 23 หน่วยรบอเมริกัน เดินทางมาถึงเวียตนาม ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1967 เมื่อมีการตั้งค่ายทัพเรียบร้อย ไม่ปรากฎว่ามีศัตรูต่อต้านโดยตรง กระทั่งกลางเดือนมีนาคม 1968 หน่วยกำลังรบ จึงโดนโจมตีด้วยทุ่นระเบิด 28 ครั้ง ทำให้มีทหารอเมริกัน ได้รับบาดเจ็บหลายคน เสียชีวิตไป 5 นาย ทำให้ทหารอเมริกันเริ่มการรบรุกที่เรียกว่า TET ในเดือนมีนาคม 1968
ทหารลาดตระเวน หรือที่เรียกว่า CHARLIE ได้เข้าโจมตีที่ "กวงงาย" โดยเป็นการโจมตีหน่วยรบ 48 ของหน่วยรบเวียตกง จนแตกพ่าย และจากการสืบทราบข่าวของหน่วยสืบราชการลับสหรัฐฯ ได้รับแจ้งว่า หน่วยรบที่ 48 ของเวียตกง ได้ล่าถอย และไปหลบซ่อนตัวที่หมู่บ้าน "ซอนไม" หรือ "ไมไล" ทำให้ชาวบ้านโดนสงสัยว่าให้ที่หลบซ่อนทหารเวียตกง เพราะฉะนั้น อเมิรกันจึงวางแผนโจมตีหมู่บ้านแห่งนี้ โดยมี พ.อ. โอรัน เค เฮนเดอร์สัน (ORAN K. HENDERSON) ปลุกเร้าทหารของตนเองอย่างกร้าวร้าวเพื่อกวาดล้างทหารเวียตกง
พ.ต. ฟรานซ์ เอ บาร์เกอร์ (FRANK A. BARKER) จึงออกคำสั่งให้หน่วยรบที่ 1 เผาหมู่บ้าน รวมทั้งฆ่าวัว ควาย ทำลายอาหาร ในช่วงบ่ายของวันที่เข้าโจมตี หน่วยรบ CHARLIE มี ร.อ.เออร์เนส เมดินา (ERNEST MEDINA) แจ้งให้ทหารในหน่วยรับทราบ ขณะที่มีชาวบ้านส่วนหนึ่ง ออกจากหมู่บ้านเมื่อตอน 7 โมงเช้า ทำให้ทหารสหรัฐฯ สงสัยว่าชาวบ้านที่เหลืออยู่ในหมู่บ้านเป็นพวกเวียตกง หรือสงสารเวียตกง
ก่อนลงมือปฏิบัติการ ทหารหน่วย CHARLIE ได้ถามผู้บังคับบัญชา ว่าต้องฆ่าเด็ก และผู้หญิงด้วยหรือไม่ (ต่อมาชาวบ้านที่รอดตาย พอให้การในศาลแล้ว ตอบสับสนไปมา ไม่ทราบว่า ว่า ร.อ.เออร์เนส เมดินา สั่งการว่าอย่างไร แต่มีทหาร CHARLIE ที่ให้การว่า ร.อ.เออร์เนส เมดินา ให้ฆ่าให้หมด ทั้งผู้หญิง เด็ก และสัตว์เลี้ยง ให้เผาหมู่บ้าน ให้น้ำในบ่อเสียหาย จะได้ใช้ไม่ได้
ระหว่างนั้นเอง ทหารอเมริกา ได้ยิงปืนใหญ่เปิดทางเข้าไปในหมู่บ้าน และเฮลิคอปเตอร์ ก็บินระดมยิงเข้าไปก่อน
ในตอนเช้าของวันที่ 16 มีนาคม 1968 หน่วยลาดตระเวนสหรัฐฯ ไม่พบนักรบเวียตกง ในหมู่บ้านไมไล แต่ทหารหลายคนสงสัยว่ามีเวียตกง ซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน ในบ้านพ่อ หรือภรรยาของทหารเวียตกง ทหารอเมริกัน จึงเข้าไปยิงใส่ทุกที่ ที่สงสัยว่าทหารเวียตกงซ่อนอยู่ และยิงทุกอย่างที่เคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นคน หรือสัตว์ รวมทั้งการขว้างระเบิด และยิงด้วยปืน M 79 ทำให้การสังหารหมู่จึงเพิ่มยอดผู้เสียชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ
ต่อมาในวันที่ 17 พฤศจิกายน 1970 กองทัพบกสหรัฐฯ ได้กล่าวหาเจ้าหน้าที่ทหาร 14 คน รวมทั้ง พล.ต. SAMUEL W. KOSTER ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบกองกำลังการปฏิบัติการ ด้วยข้อหาปกปิดข้อมูลที่เกี่ยวกับการสังหารหมู่ครั้งนี้ ต่อมาข้อกล่าวหานี้โดนสั่งไม่ฟ้อง จึงเหลือเพียง พล.จัตวา โอรัน เค เฮนเดอร์สัน (ORAN K. HENDERSON) คนเดียวที่ต้องโดนฟ้อง เกี่ยวกับการปกปิดความจริง และต่อมามีการตัดสินยกฟ้องเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 1971 ส่วน ร.อ. เออร์เนส เมดินา และ ร.ท.วิลเลียม แอล คอลลี่ นั้นโดนดำเนินคดีในศาล 4 เดือน และถูกศาลชั้นต้นลงโทษ ในข้อหา ฆาตรกรรมโดยไต่ตรองไว้ก่อน โดยการออกคำสั่งฆ่า ศาลพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต
หลังศาลตัดสิน 2 วัน ประธานาธิบดี นิคสัน สั่งให้ปล่อยตัว ร.ท.วิลเลียม แอล คอลลี่ ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา และมีการแก้ไขโทษ โดยให้ลงโทษจำคุก 4 ปีกับเดือนครึ่ง
ขณะเดียวกันคดีของ ร.อ. เออร์เนส เมดินา ซึ่งปฏิเสธว่าไม่ได้ออกคำสั่งให้สังหารหมู่จึงโดนปล่อยตัวทุกข้อหา
เพราะฉะนั้น จึงเท่ากับเป็นการพลิกทฤษฎีการฟ้องร้องที่ใช้ฟ้องร้องในคดี COMMAND RESPONSIBILITY กลายเป็นคดีที่เรียกว่า Medina Standard
และอีกต่อมาหลายเดือน ร.อ. เออร์เนส เมดินา ยอมรับว่าตัวเองปกปิดซ่อนเร้นพยานหลักฐาน และโกหกผู้บังคับบัญญาคือ พ.อ.โอรัน เค เฮนเดอร์สัน (ORAN K. HENDERSON) เกี่ยวกับตัวเลขผู้เสียชีวิตที่โดนสังหารหมู่
ขณะที่ทหารเกณฑ์ ที่เข้าไปเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ส่วนใหญ่ก็ปลดประจำการไปแล้ว เพราะฉะนั้น จึงได้รับยกเว้นตามกฎหมายจากการโดนฟ้อง
แต่ในที่สุดมีทหารอเมริกัน โดนฟ้องร้อง 26 คน และมีเพียง ร.ท.วิลเลียม แอล คอลลี่ เท่านั้นที่โดนลงโทษจำคุก 4 ปีกับเดือนครึ่ง
บรรดานักกฎหมายสหรัฐฯ ออกมาโต้แย้งหลังจากศาลทหารสหรัฐฯ ตัดสินออกมาอย่างนี้ ซึ่งเป็นการกลับหลักกฎหมายทำสงครามที่วางบรรทัดฐาน ที่ศาลนูแรมเบิร์ก และศาลอาชญากรสงครามกรุงโตเกียว
ในคดีที่ฟ้องทั้ง 2 ศาล ได้วางบรรทัดฐานทางประวัติศาสตร์โดยวางหลักเกณฑ์ว่า "ไม่มีใครที่จะโดนละเว้นโทษอันมาจากการที่ต้องรับผิดชอบในข้อหาอาชญากรสงครามเพราะเหตุว่าทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา"
ต่อมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โฮเวิร์ด คาราเวย์ HOWORD CALLAWAY ในรัฐบาลประธานาธิบดีนิกสัน ให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือพิมพ์ NEWYORK TIME ว่า ที่ลดโทษให้ให้ ร.ท. คอลลี่ เพราะเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าที่ปฏิบัติการสังหารประชาชนชาวเวียตนาม เพราะนายสั่งมา เป็นการขัดแย้งโดยตรงกับหลักกฎหมายที่ได้วางบรรทัดฐานไว้ที่ ศาลนูแรมเบิร์ก และศาลอาชญากรสงครามกรุงโตเกียว ที่ซึ่งทหารเยอรมัน และญี่ปุ่น ต้องถูกประการชีวิต แม้จะอ้างว่าเป็นการทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ก็ตาม
คดี Medina Standard มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า ศาลอเมริกัน มักจะตัดสินช่วยพวกตัวเอง ก็คงเหมือนคดีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด พล.ต.อ.พัชราวาท วงศ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ว่ามีความผิดวินัย จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551
"คดีไมไล" หรือ คดี Medina Standard ตัดสินอย่างนี้ เพราะการเมืองเข้าไปแทรกแซง จึงกลายเป็นรอยแผลดำของอเมิรกา แล้วประเทศไทย จะให้ปรากฎรอยแผลนั้นซ้ำอีกหรือ

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552

เบื้องหลังเด้งโยก28บิ๊กมหาดไทย

หมวดข่าว : วิเคราะห์
โดย : วัฒนา


คำสั่งล้างบางข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถือเป็นควันหลงข้าราชการ เปิดศึกชักธงรบฝ่ายการเมือง โดย “สุกิจ” นั้นเป็นเด็ก "หญิงอ้อ" เมื่อโดนเด้งจึงออกมาแฉยับนักการเมืองจ้องงาบ สั่งให้กรรมการพิจารณางบอุดหนุนเฉพาะกิจท้องถิ่นหลายหมื่นล้านรีบเซ็นอนุมัติ 3 พันโครงการ โดยไม่ต้องรอคำสั่งที่มิชอบของนักการเมือง รวมถึงการโยกย้ายสิงห์ขาว เพื่อนร่วมรุ่น"สุเทพ"ผงาดยกแผง แถมเด็ก“เนวิน”ถูกดันขึ้นเพียบ เป็นการปูทางสลายฐานมวลชนเสื้อแดง
การจัดทัพทำบัญชีรายชื่อโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ของกระทรวงมหาดไทยที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีแทนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกิดขึ้นภายหลังจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ที่กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย และผู้จัดการรัฐบาล ได้หารือกับนายเนวิน ชิดชอบ ผู้อยู่เบื้องหลังการตั้งพรรคภูมิใจไทย ร่วมกันจัดทำโผรายชื่อโยกย้ายทั้งหมดแทบทุกตำแหน่ง นอกจากนี้ยังมีการผลักดันคนใกล้ชิดของตัวเองในพื้นที่ โดยเป็นนคนบ้านเดียวกันกับนายสุเทพ เพื่อนสนิทและรุ่นน้องมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่จบการศึกษาจากที่เดียวกัน มารับตำแหน่งหลายคน ในส่วนของการผลักดันของนายเนวินนั้น ให้ผู้ว่าฯภาคอีสานใกล้ชิดกับส.ส.ภูมิใจไทย มารับตำแหน่งสำคัญๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ว่าฯภาคอีสานพื้นที่หลักของพรรคภูมิใจไทยที่แข่งกับพรรคเพื่อไทยของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นฐานหลักของคนเสื้อแดง โดยมีหลายคนที่เป็นการย้ายเพื่อคืนความชอบธรรมให้ หลังจากก่อนหน้านี้ในช่วงรัฐบาลพลังประชาชนถูกย้ายไปอยู่ในพื้นที่ไม่ถนัดในการทำงาน จนทำให้การบริหารงานในจังหวัดเกิดปัญหา

อย่างไรก็ตามผลของการโยกย้ายทำให้ผู้ถูกโยกย้ายบางคน อาทิ นายสุกิจ เจริญรัตนกุล ที่ถูกเด้งจากอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(อสถ.) ซึ่งเป็นกรมขนาดใหญ่ของกระทรวงที่มีงบประมาณแต่ละปีประมาณ 1.4 แสนล้านบาท ไปนั่งตบยุงในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่านายสุกิจมีความใกล้ชิดกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ผนวกกับมีปัญหาเรื่องทุจริตนมโรงเรียนเกิดขึ้น แต่นายสุกิจชี้แจงเรื่องนี้ไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายการเมือง อีกทั้งนายสุกิจได้ประกาศทันทีว่า เตรียมยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมตามรอยนายพีรพล ไตรทศาวิทย์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยที่ถูกเด้งเข้ากรุก่อนหน้านี้ บนกระแสข่าวว่านายสุกิจได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับนายพีรพล หลังมีคำสั่งเด้งเข้ากรุด้วยเพื่อขอคำแนะนำในการต่อสู้ตามข้อกฎหมายเช่นเดียวกับนายพีรพล ที่ได้ยื่นเรื่องไปก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ที่น่าสนใจเป็นพิเศษนายสุกิจ ได้ลงนามคำสั่งทิ้งทวนเปิดศึกกับฝ่ายการเมือง เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 52 หลังโดนเด้งไม่กี่ชั่วโมง อันเป็นคำสั่งเรื่อง “ยกเลิกแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรอง โครงการเงินอุดหนุนเฉพาะกิจสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกรณีเร่งด่วน และคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาวงเงินการก่อสร้าง และรูปแบบโครงการที่อปท. ขอรับการสนับสนุนงบประมาณปี 2552” ทั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่อสถ. คนปัจจุบันได้รับคำสั่งให้ไปรักษาราชการแทนในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย (ผต.มท.) โดยในตอนท้ายคำสั่งนายสุกิจระบุไว้ชัดเจนว่า ” อนึ่ง ณ ปัจจุบันเหลือเวลาอีกเพียง 6 เดือนจะสิ้นปีงบประมาณ 2552 ฉะนั้นในห้วงเวลานี้จนถึงวันที่อสถ . คนปัจจุบันได้รับคำสั่งให้ไปรักษาราชการแทนในตำแหน่งผต.มท. จึงขอให้ประธาน รองประธาน เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการเงินอุดหนุนเฉพาะกิจฯ เร่งพิจารณาโครงการต่างๆ ที่คณะทำงานพิจารณาวงเงินก่อสร้างฯ ได้ตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้วประมาณ 3000 โครงการ โดยมิต้องรอคำสั่งที่มิชอบของข้าราชการฝ่ายการเมืองเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
สำหรับคนที่มาเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นคุมงบ 1.4 แสนล้านบาทแทนนายสุกิจ เป็นนายมานิต วัฒนเสน ผวจ.ขอนแก่น สายตรงเนวิน ชิดชอบ ที่ก่อนหน้านี้เพิ่งได้รับแรงหนุนจากเนวินให้เป็นบอร์ดการประปาส่วนภูมิภาค

ส่วนรายชื่อที่น่าสนใจใน 28 ตำแหน่งหลักๆ เช่น นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ที่ถูกย้ายจากผู้ว่าฯเชียงใหม่มาเป็นรองปลัดกระทรวง แม้จะดูว่า ไม่ได้เป็นการลดชั้น แต่ทว่านายวิบูลย์อายุราชการยังเหลือจนถึงปี 2558 และนายวิบูลย์ก็ไม่เต็มใจย้ายจากตำแหน่ง แต่ทว่าพื้นที่เชียงใหม่เป็นที่ทราบกันดีเป็นของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและพรรคเพื่อไทย ซึ่งนับว่าเป็นกองบัญชาการหลักของคนเสื้อแดงในภาคเหนือ จึงทำให้การย้ายนายวิบูลย์ครั้งนี้ เพราะฝ่ายการเมืองติดใจนายวิบูลย์หลายเรื่อง โดยเฉพาะกรณีที่ก่อนหน้านี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เดินทางไปร่วมงานสังสรรค์ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่แล้วถูกคนเสื้อแดงบุกเข้าไปก่อกวนและปิดล้อมสถานที่จัดงาน จนเกิดการทำร้ายข้าราชการผู้หญิงของมหาวิทยาลัย โดยที่ทางจังหวัดไม่ได้มีการเตรียมการป้องกันและคลี่คลายสถานการณ์ไว้จนนายสุเทพไม่พอใจอย่างมาก
ทั้งนี้คนที่มาแทนเป็นนายอมรพันธุ์ นิมานันท์ ผวจ.ลำปางที่แนบแน่นกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์หลายคน เพราะคุ้นเคยกันตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อ โดยเฉพาะนายชวน หลีกภัย - เทิดพงษ์ ไชยอนันต์ เป็นต้น โดยทราบกันดีว่า นายชวนเวลามาที่ภาคเหนือจะต้องเดินทางไปบ้านนายอมรพันธ์หลายครั้งเพื่อไปเยี่ยมครอบครัวของนายอมรพันธ์ ขณะเดียวกันได้ผลักดันให้นายสมบูรณ์ ศรีพัฒนาวัฒน์ ผวจ.พิษณุโลก ให้มาเป็นผวจ.ลำปางแทน
นอกจากนี้อธิบดีอีกหนึ่งคนที่ถูกเด้งแบบลดชั้น คือ นายชุมพร พลรักษ์ จากอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน มาเป็นผวจ.สิงห์บุรี จังหวัดเล็ก หลังจากเข้ารับตำแหน่งได้แค่ห้าเดือน แต่หลายคนก็ไม่ผิดความคาดหมาย เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่านายชุมพรมีความใกล้ชิดกับแกนนำพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ทั้งนี้เดิมมีข่าวว่านายสุเทพ พยายามผลักดันให้นายสยุมพร ลิ่มไทย ผู้ว่าฯสตูลมาเป็นอธิบดีกรมพัฒนาชุมชน แต่ปรากฏว่า โผไม่ลงตัว เพราะชื่อของนายไพรัตน์ สกลพันธุ์ ผวจ.นครนายกมาแรงในตอนท้าย เพราะนายเนวินต้องการให้นายไพรัตน์ไปเป็นอธิบดีกรมพัฒนาชุมชนแทน จนนายชวรัตน์ต้องตัดสินใจในช่วงดึกของวันที่ 9 มีนาคม ก่อนนำชื่อเข้าครม. โดยขอให้นายสยุมพรไปเป็นผู้ว่าฯระยองแทน ซึ่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณก็ไม่ขัดข้อง
ขณะที่นายวิชัย ไพรสงบ ผวจ.สิงห์บุรี มารับตำแหน่งผวจ. ภูเก็ต ได้รับแรงหนุนจากนางอัญชลี วานิช เทพบุตร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ เพราะเคยเป็นอดีตผู้ว่าพังงามาก่อน ก่อนหน้านี้เคยเป็นอดีตผอ.รางวัด กรมที่ดินและรองอธิบดีกรมที่ดิน เป็นผู้ว่าฯ สิงห์ทอง รัฐศาสตร์ รามคำแหงที่มีอยู่ในเวลานี้
โดย นายปรีชา กมลบุตร ผวจ.พระนครศรีอยุธยา ถูกลดชั้นให้ดำรงตำแหน่ง ผวจ.นครนายก เหตุเพราะฝ่ายการเมืองเห็นว่านายปรีชาไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในพื้นที่ได้ จนทำให้อยุธยาฯเป็นพื้นที่หลักของคนเสื้อแดงในภาคกลาง จนล่าสุดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเตรียมโฟนอินในงานความจริงสัญจรที่อยุธยาวันที่ 14 มีนาคมนี้ ผนวกกับฝ่ายการเมืองเห็นว่านายปรีชาใกล้ชิดกับแกนนำเพื่อไทยโดยเฉพาะนายยงยุทธ ติยะไพรัช สมัยนายปรีชาเป็นผู้ว่าฯเชียงราย
ส่วนคนที่มาเป็นผู้ว่าฯอยุธยาแทนนายวิทยา ผิวผ่อง ผวจ.สกลนคร แม้ไม่สนิทกับนายเนวิน ชิดชอบ และส.ส.ภูมิใจไทย แต่มีผลการทำงานโดดเด่น
ส่วนนายปราโมทย์ สัจจรักษ์ ผวจ.สุรินทร์ ที่ได้ขยับมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เนื่องจากเป็นสายตรงเนวิน และศักดิ์สยาม ชิดชอบ ทั้งที่เพิ่งไปเป็นผู้ว่าฯสุรินทร์เมื่อตุลาคมปี 51 โดยขยับจากรองผู้ว่าฯสุรินทร์ มาครั้งนี้ได้เป็นผู้ว่าฯขอนแก่น จังหวัดใหญ่ของภาคอีสาน พื้นที่เลือกตั้งของนายประจักษ์ แก้วกล้าหาญ รมช.คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย
สำหรับนายวิเชียร ชวลิต ผวจ.อำนาจเจริญ เลื่อนชั้นนั่งเก้าอี้เป็นผวจ.สุรินทร์ ก็เป็นสายตรงของเนวิน ซึ่งก่อนหน้านี้เนวินส่งมาเป็นคณะทำงานให้กับพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตรมว.มหาดไทย ที่มีศักดิ์สยามเป็นหัวหน้าทีม จนได้ขึ้นเป็นผู้ว่าฯอำนาจเจริญ เมื่อตุลาคมปี 51 มาครั้งนี้ได้ขยับชั้นมาเป็นผู้ว่าสุรินทร์ทันที บนแรงหนุนของส.ส.ภูมิใจไทยในพื้นที่ของนายยรรยง ร่วมพัฒนา ส.ส.สุรินทร์
นอกจากนี้ยังมีรายชื่อที่ น่าสนใจเช่น นายสุเมธ ชัยเลิศวณิชกุล ผวจ.ราชบุรีที่จะไปเป็นผู้ว่าฯสตูล พบว่า จบปริญญาเอกและโทจากสหรัฐอเมริกา ได้รับการวิจารณ์อย่างมากเพราะเป็นการย้ายไปในพื้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะมีรายงานว่า นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ซึ่งรับผิดชอบการแก้ปัญหาภาคใต้ของรัฐบาล คุ้นเคยกับนายสุเมธเป็นอย่างดีตั้งแต่สมัยนายสุเมธเป็นรองผู้ว่าฯพิจิตร ที่เป็นพื้นที่เลือกตั้งของพลตรีสนั่น ขจรประศาสตร์ ลูกพี่เก่าของนายถาวร จึงต้องการดึงนายสุเมธให้มาช่วยดูแลพื้นที่สตูล แม้ว่าสถานการณ์ไม่รุนแรงเท่าปัตตานี ยะลา นราธิวาส อีกทั้งเพื่อมาแทนนายสยุมพร ลิ่มไทย ที่ไปเป็นผู้ว่าฯระยอง เพราะนายสุเทพ และนายถาวรเห็นว่านายสยุมพร ไม่ถนัดงานเรื่องสถานการณ์ความมั่นคง
ส่วนคนที่มาเป็นผู้ว่าฯราชบุรีแทนเป็นนายสุเทพ โกมลภมร ที่โยกมาจากผวจ.พัทลุง ทั้งที่เพิ่งขึ้นเป็นผู้ว่าฯเมื่อตุลาคมปีที่แล้ว ว่ากันว่า เป็นสายตรงสุเทพ อีกคนหนึ่งรวมถึง นายวิญญู ทองสกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยที่ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ก็ได้รับการผลักดันจากนายสุเทพ เพราะเป็นคนบ้านเดียวกันที่จ.สุราษฏร์ธานี อีกทั้งที่ผ่านมานายวิญญูเติบโตในพื้นที่สุราษฏร์ธานีมาตลอด จึงคุ้นเคยกับทั้งนายสุเทพและนายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จนนายวิญญูได้รับแรงหนุนให้เป็นรองผู้ว่าสุราษฏร์ธานี แถมยังเป็นเพื่อนร่วมสถาบันมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับนายสุเทพ จึงมักคุ้นกันมานับสิบๆปี แถมยังเป็น นายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนสุราษฎร์ธานีด้วย และขึ้นเป็นระดับ 10 คือ ผู้ตรวจกระทรวงได้เพียงปีกว่าๆ สุดท้ายได้รับแรงหนุนจากสุเทพให้มาเป็นผู้ว่าฯครั้งแรกที่พัทลุง
อย่างไรก็ดีใน การโยกผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยออกไปเป็นผู้ว่าฯในอีสานและภาคเหนือ ในพื้นที่สีแดงหลายคนแล้วก็โยกผู้ว่าฯพื้นที่สีแดงเข้ากรุผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยเพื่อสลับกันเช่น นายทองทวี พิมเสน ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยไปเป็นผู้ว่าฯมหาสารคาม แล้วเด้ง นายพินิจ เจริญพานิช จากผวจ.มหาสารคามเข้ากรุเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย บนกระแสข่าวว่า นายพินิจมีความใกล้ชิดกับแกนนำเพื่อไทย เช่น ศรีเมือง เจริญศิริ อดีตรมว.ศึกษาธิการจึงต้องจัดคนของภูมิใจไทยลงพื้นที่เอาไว้ปูทางประสานการเลือกตั้ง
สำหรับนายสุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยที่ได้ออกจากกรุผู้ตรวจฯได้เป็นผู้ว่าฯจังหวัดสำคัญทางภาคเหนือในจังหวัดเชียงราย พบว่า นายสุเมธเป็นเพื่อนร่วมสถาบันที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับนายสุเทพ ส่วนนายไตรสิทธิ์ สินสมบูรณ์ทอง ผวจ.เชียงราย ถูกเด้งมาเป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวง โดยคำสั่งนี้จะทำให้นายไตรสิทธิ์ เข้ากรุถาวรหลังจากเพิ่งถูกย้ายด่วนมาช่วยราชการกระทรวงมหาดไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จากปัญหาเรื่องการถูกร้องเรียนว่าบริหารงานในจังหวัดไม่มีประสิทธิภาพ และทำให้ข้าราชการในจังหวัดเกิดความแตกแยก รวมถึงรัฐบาลเห็นว่า หากปล่อยปละในการควบคุมการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง จะเป็นการช่วยพรรคเพื่อไทยในการสร้างมวลชนคนเสื้อแดงขึ้นอีก แต่คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งชั่วคราว ดังนั้นเลยนำชื่อนายไตรสิทธิ์รวมไว้ในการโยกย้ายครั้งนี้ เพื่อให้เข้ากรุถาวรจนเกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคมปีนี้
การโยกย้ายสลับกันของผู้ว่าฯกับผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยที่เป็นตำแหน่งเข้ากรุ ยังพบว่า มีหลายคนน่าสนใจเช่นกัน อาทิ นายวันชัย สุทิน ผู้ตรวจราชการกระทรวง ที่ครั้งนี้ได้ออกไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด กำแพงเพชร นายขจรศักดิ์ สิงโตกุล ผวจ.ยโสธรถูกเด้งเข้ากรุเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย แล้วให้นายวันชัย อุดมสิน ผวจ.กำแพงเพชรไปเป็นผู้ว่าฯยโสธรแทน ขณะที่นายสมบัติ ศรีวัฒน์สุวรรณ์ เป็นรองผู้ว่าฯคนเดียวที่ขึ้นระดับ 10 เพราะมีความอาวุโสมาก แม้จะเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันกับนายสุเทพ ก็ตาม ที่สำคัญเป็นพื้นที่เป้าหมายของพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2552

เขาหาว่าผมเป็นพันธมิตรเทียม

หมวดข่าว : สัมภาษณ์พิเศษ
โดยกองบรรณาธิการ TheCityjournal
หมายเหตุ : ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เลขาธิการสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย กับคำตอบในเรื่องที่มาของการก่อตั้งพรรคพันธมิตร รวมถึงการสนับให้แบ่งแยกทางเดินของมวลชนที่ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคเทียนแห่งธรรม เท่านั้นจึงจะเรียกว่า "พันธมิตรแท้" และคำตอบ "น.ต.ประสงค์-พล.ต.มนูญกฤติ" กับการตั้งพรรคการเมืองใหม่
หลังจากที่ผมกลับจากทัวร์อเมริกา ผมก็ขอเข้าพบคุณสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บ้านพระอาทิตย์ เพื่อนำเงินบริจาคจากพี่น้องพันธมิตรอเมริกา ไปมอบให้ ซึ่งคุณสนธิ ก็บอกกับผมว่า จะทำเอเอสทีวีอย่างเดียว ใครจะทำพรรคการเมือง เข้าสู่ระบบพรรคการเมือง เพื่อเป็นเครื่องมือเข้าสู่การเมืองใหม่ ก็ทำไป ส่วนคุณสนธิ ขอลอยตัว แต่ถ้าใครเจ็บตัวจากการเมืองก็ให้กลับมาที่เอเอสทีวี คุณสนธิ จะดูแล
ส่วนพรรคเทียนแห่งธรรม นั้น ผมทราบว่า มีการจดทะเบียนพรรคเทียนแห่งธรรม ไว้ก่อนแล้ว ก่อนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร โดยมีที่ตั้งพรรคอยู่ที่ จ.นครราชสีมา นี่จึงเป็นที่มาของการคุยกันกับวงอื่นๆ ซึ่งก่อตัวเรื่องพรรคการเมืองในการคุยหลายๆ ครั้ง หลายๆ วง ถึงมาสรุปว่าจะไม่ทำพรรค "อีลีดปาร์ตี้" แต่จะทำ "แมสปาร์ตี้" คือทำพรรคจาก "ล่าง" สู่ "บน" และก้าวหน้าถึงขั้นใช้ชื่อที่เหมาะสมคือ "พรรคประชาภิวัฒน์"
หลังจากนั้นผมทราบว่ามีการเปลี่ยนความคิดจะให้ พล.จำลอง ศรีเมือง 1 ใน 5 แกนนำพันธมิตร เป็นหัวหน้าพรรคเทียนแห่งธรรม ซึ่งพัฒนาทางความคิดต่อเนื่องและมาถึงการประกาศ "ปฏิญญาเกาะสมุย"
ขณะที่ พรรคประชาภิวัฒน์ ผมทราบว่าคณะผู้ก่อตั้งได้ไปจดทะเบียนพรรคแล้ว โดยคณะผู้ก่อตั้งบอกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ส่วนผมไม่ได้ร่วมกับเขา ขอเป็นแค่ผู้ไปให้ความรู้ในฐานะที่ทำพรรคพลังธรรม มาก่อน แต่ข่าวที่ออกมาว่า ผมจะไปทำพรรคประชาภิวัฒน์ ร่วมกับพล.ต.มนูญกฤติ รูปขจร โดยมีนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เป็นสนับสนุน ซึ่งไม่เป็นความจริง
ส่วน พล.ต.มนูญกฤติ ยอมรับว่าเป็นผู้ร่วมพูดคุยเรื่องการตั้งพรรค แต่ไม่มีชื่อในฐานะผู้ก่อตั้งพรรคประชาภิวัฒน์
สำหรับตัวผม ผมยังจะทำสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย เพราะประสบการณ์ที่ทำพรรคพลังธรรม ผมเชื่อว่าการเอา "พรรค" มาเคลื่อนงาน "มวลชน" มันไม่ง่าย แต่ควรมี "ภาคประชาชน" ที่ทำหน้าที่เคลื่อน โดยพรรคเป็นองค์กรที่ถูกต้องเพื่อคัดคนเข้าสู่สนามแข่งขันเพื่อเป็นตัวแทนประชาชน ส่วน "พรรค" ทำงาน "มวลชน" ยังไม่เคยมี
ดังนั้น แทนที่จะตั้งพรรคพันธมิตร ก็น่าจะรวมเป็นภาคประชาชนอย่างเป็นระบบมากกว่าการรวมตัวอย่างหลวมๆ ในระดับแกนนำ ควรรวมตัวในระดับอำเภอ ระดับตำบล จะเป็นการรวมพลังเป็นระบบเครือข่ายคณะประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย
การที่ 5 แกนนำมาร่วมกันทำพรรคการเมือง ทำให้การเมืองสูญเสียสิ่งที่มีไว้สำรองหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นมา แม้ว่ามีกระแสตอบรับจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วย แต่ก็มีความเห็นแย้งว่าเป็นสิทธิ์ 5 แกนนำที่จะทำพรรคการเมือง
ด้านความแตกแยกระหว่างผม กับพันธมิตร ผมไม่ถือว่าเป็นความแตกแยก แต่เป็นความแตกต่างทางความคิดที่ผมเสนอกับ 1 ใน 5 แกนนำว่าผมไม่เห็นด้วยที่ 5 แกนนำจะทำพรรคการเมือง แต่ก็มีการเสนอตอกย้ำเรื่องพรรคการเมืองบนเวทีที่โคราช แต่เสนอในลักษณะที่อ่อนตัวลง ผิดกับปฏิญญาสมุย ครั้งนั้นเสนอแบบแข็งตัว แต่ความคิดเมื่อคืน (7 มี.ค.) ที่โคราช อ่อนตัวลงระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น ความคิดของผมถือเป็นความเห็นของผู้ร่วมฟันฝ่ากันมา ไม่ถึงกับแตกแยก
ผมถือว่าองค์กรภาคประชาชนที่มาร่วมชุมนุมกับพันธมิตร เป็นดอกไม้หลายสี ที่มาสู้เพื่อบ้านเมือง มาอยู่ในแจกันเดียวกัน หลังจากนั้นเมื ่อสิ้นสุดการต่อสู้ดอกไม้ก็กลับไปสู่ต้นเดิม ดังนั้น ระบบบริหารจัดการความคิดในชาวพันธมิตร มีขั้นตอนประมวลที่ชัดเจน ตอนที่ชุมนุมได้เจอกันก็สามารถพูดคุยกัน แต่หลังจากนี้แกนนำ หรือผู้ร่วมชุมนุมไม่ค่อยได้คุยกัน จึงเป็นอุปสรรคในการจัดการให้เป็นแนวทางเดียวกัน
สำหรับองค์กรสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย ถือเป็นแนวร่วมพันธมิตร ในการปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังจะเป็นเช่นนั้น
พันธมิตร สำหรับผมไม่ใช่องค์กรจัดตั้งถาวร น่าจะแยกเป็นกลุ่ม ๆ เมื่อถึงคราที่ต้องต่อสู่ค่อยให้ 5 แกนนำเรียกชุมนุม จะดีกว่าเป็นองค์กรถาวร เพราะไม่เช่นนั้น สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) กลุ่มยังพีเอดี หรือกลุ่มที่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เขาจะยืนตรงไหน การเป็นพรรค เป็นไปไม่ได้ในทางธรรมชาติที่หลากหลาย ทำให้ตอนนี้มีการกล่าวหา "พันธมิตรแท้ พันธมิตรเทียม"

ความคิดเห็นเรื่อง "พันธมิตรแท้ พันธมิตรเทียม" เริ่มมีความแตกต่างทางความคิด ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของคนที่เริ่มชุมนุมก็มีบ้างที่ไม่ชอบพอกันในบางเรื่อง แต่สิ่งที่ไม่ชอบร่วมกันก็มีคือ "ระบอบทักษิณ" ยังเป็นเป้าหลัก ขนาดผมยังโดนกล่าวหาว่าผมไปป่วนเพื่อให้ล้มเวทีพันธมิตรที่พิษณุโลก ป่วนเวทีที่โคราช กว่าผมจะได้ชี้แจงมันก็ไปไกลกันแล้ว แม้แต่ที่ผมไปอเมริกา ก็หาว่าผมกับคุณการุณ ใสงาม ว่าผมไปป่วนพันธมิตรที่อเมริกา
มันมีคนเสี้ยมให้ 5 แกนนำ กับผมให้เข้าใจผิดกัน แต่ก็มีการเคลียร์กันเป็นคราวๆ ผ่าน 1 ใน 5 แกนนำ ผมนึกว่าจะเข้าใจก็ยังมีการนำเสนอซ้ำอีก ผมก็ต้องชี้แจงอีก แม้แต่การจัดงานพันธมิตรในบางจังหวัดที่ไม่เคยจัดงาน เขาก็โทรมาชวนผม ผมบอกให้ไปคุยกับ 5 แกนนำ ก่อนเดี๋ยวจะมีปัญหา สักพักเขาก็โทรมายกเลิกผม เพราะว่ามันมีปัญหาจริงๆ
ส่วนที่มีการแยกพันธมิตรแม่ยก กับพันธมิตรลงแรง ผมถือว่าเป็นความหลายหลาย แต่สังคมไทยชอบสรุปว่า "แตกต่างทางความคิด" เป็น "แตกแยก"
คนทั่วไปอาจจะเข้าใจว่าผมสนิทกับพล.ต.จำลอง ทำไมจึงมีเรื่องที่โดนกล่าวหาว่า เป็นพันธมิตรเทียม แต่ผมคิดว่า ตอนนี้ในพันธมิตร เริ่มไปไกล ไปถึงทฤษฎีฝ่ายซ้าย มีการใช้คำพูดการจัดตั้งมวลชนของฝ่ายซ้ายเดิม มีการใช้คำว่า "ช่วงชิงการนำ" สำหรับผม ผมอยากพักผ่อนจะตาย แต่ที่ผ่านมาไม่มีใครเป็นหลักให้ประชาชนเข้มแข็ง และเมื่อผมมีประสบการณ์ทำพรรค ประสบการบริหาร เคยยุ่งเกี่ยวกับปัญหาเกษตรกร ผมจึงต้องกะเตงให้ และนี่แหละที่มีการกล่าวหาว่า สมัชาประชาชน เป็นพันธมิตรเทียม
เพราะฉะนั้น การที่คนพันธมิตร จะเป็นสมาชิกพรรคเทียนแห่งธรรม พรรคประชาภิวัฒน์ พรรคประชาธิปัตย์ ผมมองเป็นมุมสีสันของพันธมิตร คืออย่างน้อยมีถึง 3 พรรค ถ้ามีปัญหาหรืออุบัติเหตุการเมือง 5 แกนนำสามารถระดมมวลชน ก็ค่อยมารวมกันเป็นพันธมิตร ที่มาจากแม่น้ำหลายสาย แต่ถ้าจะให้มวลชนพันธมิตรเป็นองค์กรเดียวกัน แยกไม่ได้อย่างนี้ แตกแน่นอน แม้แต่สื่อพันธมิตร การมีสื่อหลายหลายมากขึ้นก็น่าจะดี เพราะสื่อเสื้อแดงก็ออก 2 ช่องประตู ชาวพันธมิตร ก็ต้องพัฒนาไปสู่สื่อที่มีความหลากหลายเพื่อสำรองรับอุบัติเหตุของชาติบ้านเมือง เราต้องช่วยรัฐบาล อย่าเดินตามรอยรัฐบาลคมช. เพราะรู้อยู่ เสื้อแดง ว่าเขารวมพลังทั้งใน และนอกประเทศ แม่แต่ตอนที่นายกฯลงพื้นที่ มีการกระจายต่อต้าน
ดังนั้น ด้วยความเคารพในการต่อสู้ของพันธมิตรภาคใต้ ที่หลายคนไม่สบายใจที่แกนนำพันธมิตรที่ขึ้นเวทีไปโจมตีเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตรภาคใต้เขาไม่เห็นด้วยกับแกนนำ
ส่วนข่าวที่มีชื่อ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เกี่ยวข้องกับการตั้งพรรคประชาภิวัฒน์ ด้วยนั้น เท่าที่ผมได้รับความกรุณาจากท่านน.ต.ประสงค์ ผมไปขอคำแนะนำเป็นคราวๆ ท่านน.ต.ประสงค์ ไม่เคยคิดว่าจะทำพรรคการเมืองด้วยตัวเอง แต่ท่านคิดว่าพันธมิตร ควรทำพรรคการเมืองเพื่อเป็นเครื่องมือเข้าสู่การเมืองใหม่
ถามว่าทำไปต้องไปพบ น.ต.ประสงค์ ก็เพราะท่านเป็นประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมอยากทราบเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ มาตรา 87 เพื่อให้เกิดขึ้นจริง เพราะเป็นบันไดสำคัญ ที่จะทำให้เกิดการเข้าสู่การเมืองใหม่ จากที่ผ่านมาเขียนไว้แค่บนกระดาษ

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2552

การใช้อำนาจไม่สมประกอบ กับแนวคิด"ไทยแลนด์มาร์แซล"

หมวดข่าว : สัมภาษณ์พิเศษ
โดย : กองบรรณาธิการ TheCityJournal

ธนบูลย์ จิรานุวัฒน์ นิติศาสตร์มหาบัญฑิต Newyork University (กฎหมายภาษีอากรสหรัฐ และกฎหมายระหว่างประเทศ) อาจารย์ประจำคณะนวัตกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

หลายประเทศพยายามหาวิธีการลดปัญหาด้วยการแยกงานปกครองส่วนหนึ่งของหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ออกมาปรับปรุง พัฒนาขึ้นเป็นองค์การสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย อาทิเช่นสหรัฐอเมริกา ได้แยกงานปกครองของแขวง และเมือง ภายใต้การบริหารของ SHERIFF และ MARSHAL มาพัฒนาเป็น U.S.MARSHALS คอยสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าพนักงานตำรวจ อัยการ ศาล และพนักงานฝ่ายปกครอง ให้มีหน้าที่สนับสนุนงานสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาและนักโทษตามหมายจับหรือคำสั่งศาล งานเคลื่อนย้ายผู้ต้องหา หรือนักโทษ งานสืบสวนจับกุมบุคคลต่างด้าว งานตรวจตราป้องกันและจับกุมผู้กระทำความผิดเรื่องเพศ งานคุ้มครองพยานหลักฐาน และการควบคุมฝูงชน
ประเทศไทย เองก็ต้องการมีหน่วยงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม และการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน โดยในระยะเริ่มแรกซึ่งเป็นช่วงเวลาการทดลองงาน สมควรที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จะใช้อำนาจตามพ.ร.บ.ระเบียบราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 8 ฉ ออกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม จัดตั้งสำนักงานสนับสนุนการบังใช้กฎหมาย หรือ (สบก.) หรือ LAW ENFORCEMENT SUPPORT OFFICE (L E S O) ขึ้นในสำนักปลัดกระทรวงยุติธรรม หรือ "ไทยแลนด์มาร์แซล"
ทั้งนี้ ธนบูลย์ จิรานุวัฒน์ ในฐานะอดีตพนักงานอัยการ และเป็นนักกฎหมายระหว่างประเทศ ได้ชี้ให้เห็นความเป็นมาของ "ยูเอสมาร์แซล" เริ่มจาก "มาร์แซล" (เจ้าหน้าที่บังคับกฎหมาย) ทำหน้าที่ไล่ตามจับคนร้ายสำคัญของแต่ละมลรัฐ โดยเฉพาะในรัฐทางใต้ของสหรัฐบางรัฐ คนร้ายทำผิดอาญารุนแรงเขาต้องการขจัดคนร้ายประเภทนี้จึงต้องตั้งเจ้าหน้าที่มารักษากฎหมาย ไล่ตามจับคนร้าย อย่าง เจสซี่ เจมส์ หรือ บอดี้ แอนด์ไคลส์
แต่เนื่องจาก "คน" นั้นสามารถเคลื่อนไหวได้ เพราะมีม้า มีรถยนต์ ทำให้สามารถข้ามรัฐ ด้วยการก่อเหตุที่รัฐหนึ่ง หนี่ไปอีกรัฐหนึ่ง ซึ่งก็มีเจ้าหน้าที่บังคับกฎหมาย เหมือนกัน ซึ่งจะไม่รู้ว่าใครเป็นคนร้ายสำคัญเพราะไม่ได้ก่อเหตุในรัฐของตนเองรับผิดชอบ อาทิเช่น ซันแดนส์ คิด บิลลี่ เดอะคิด ที่ก่อเหตุในมิสซีสซิบปี้ (ยาซู Yazoo ชื่อของอินเดียนแดง) แล้วหนี้ไปอีกรัฐ ทำให้มีการติดตามจับกุม เกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่บังคับกฎหมายด้วยกัน เพราะเจ้าหน้าที่ไม่รู้จักกัน เพราะฉะนั้นรัฐบาลกลางสหรัฐ จึงต้องออกกฎหมายมารองรับการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นประโยชน์
ขณะที่ประเทศไทยเรา เป็นรัฐเดี่ยว ไม่มีความซ้ำซ้อนในด้านของกฎหมาย จึงอาจจะไม่จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่บังคับกฎหมาย เพราะฉะนั้น ขอให้ผู้ที่คิดจะตั้งหน่วยงานที่มีลักษณะงานคล้ายๆ ยูเอสมาร์แซล ไปดูว่าสมัย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นอธิบดีกรมตำรวจ ที่ให้ตั้งกองปราบ ขึ้นมานั้น พล.ต.อ.เผ่า ต้องการให้ กองปราบปราม เป็นหน่วยงานกึ่งเอฟบีไอ กึ่งยูเอสมาร์แซล อยู่แล้ว
ดังนั้น เพื่อไม่เป็นงานซ้ำซ้อนของหน่วยงาน วิธีการที่ดีที่สุดคือ เมื่อมีกองบังคับการตำจวขกองปราบ มีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้ว ทำไมไม่รับคนที่เขาจบปริญญาตรี โดยไม่มีเรื่องสถาบันที่เรียนมาเป็นตัวตั้ง คือต้องจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วหล่อหลอมคนเหล่านี้ให้มันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การเลือกคนเข้ารับราชการให้ยึดตามความรู้ ความสามารถ ไม่มีเด็กฝาก ไม่มีเด็กเส้น
ขณะที่ในด้านเนื้อหาภารกิจของยูเอสมาร์แซล ซึ่งสังกัดกระทรวงยุติธรรม สหรัฐอเมริกา นั้น จะรักษาความปลอดภัยประธานาธิบดี รัฐมนตรี และมีอำนาจสืบสวนเรื่องราวที่จะเป็นภัยต่อร่างกาย หรือชีวิตของประธานนาธิบดี หรือรัฐมนตรี เรียกว่าหน่วย S S หรือ Secret Service แต่ไม่มีอำนาจจับกุม เพราะเป็นของอัยการ การที่ไทยกำลังจะให้เจ้าหน้าที่บังคับกฎหมาย (ไทยแลนด์มาร์แซล) ไปอารักขาผู้พิพากษา รักษษอาคารสถานที่ เท่ากับลดชั้นพวกนี้ไปเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือเป็นยาม
ส่วนอำนาจ "การคุ้มครองพยาน" ใช่ ในสหรัฐฯ ต้องเข้าโปรแกรมเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนด คือ เป็นคดีสำคัญอยู่ในความระทึกขวัญของประชาชน อย่างเช่น คดีค้าเฮโรอีนข้ามชาติ ซึ่งปัจจุบันก็เป็นหน้าที่ของกองปราบปราม
ด้านคดีคดีที่มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายกรเทพ วิริยะ หรือชิปปิ้งหมู เสียชีวิตบริเวณถนนทางเข้าหมู่บ้านแสนใจ ต.ศรีคำ อ.แม่จัน จ.เชียงราย นั้น กรณีชิปปิ้งหมู ไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายการคุ้มครองพยานของอเมริกัน เพราะเป็นคดี "อิทธิพลท้องถิ่น" ต้องไปจัดการกับกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น
เพราะฉะนั้น ก่อนที่นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จะตัดสินใจเรื่องหน่วยงานใหม่ ที่เลียนแบบ "ยูเอสมาร์แซล" จะต้องพิจารณาก่อนว่า สหรัฐฯ เขาตั้งยูเอสมาร์แซล เพราะกฎหมายของแต่ละมลรัฐไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละมลรัฐประกาศใช้ข้อกฎหมายของเขาเอง ข้อกฎหมายบางอันเหมือนกัน บางอันไม่เหมือนกัน เขาจำเป็นต้องขจัดความขัดแย้ง เพราะมันหลากหลาย ขณะที่บ้านเรามีเจ้าหน้าที่อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถบังคับให้เดินงานที่เป็นนโยบายของรัฐบาลได้ เพราะมีที่มาจากสถานที่เดียวกันคือโรงเรียนนายร้อยตำรวจ มีการนับรุ่นนับเหล่า เมื่อข้าราชการที่บ่มเพาะมาจากสถานที่เดียวกัน การรับคนจบกฎหมาย มาเป็นตำรวจ แต่คนที่ครอบบนหัวคือตำรวจที่มาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจเท่านั้น จึงพูดกันไม่รู้เรื่องตั้งแต่ต้น
เมื่อทราบปัญหาอย่างนี้แล้ว แทนที่จะตั้งหน่วยงานใหม่ซ้อนขึ้นมา ก็จะต้องไม่สร้างงานที่ซ้ำซ้อน (Try a triple oak tree)
นอกจากนี้ต้องยอมรับความจริงว่า ไม่ต่ำกว่า 50 ปีที่เราไม่เคยเลื่อนตำแหน่งคนตามความสามาารถ มีแต่เด็กฝาก ซึ่งระบบนี้ต้องเลิก แล้วคัดคนตามความสามาถ ฝากไม่ได้ และไม่ควรมีคณะกรรมการมาเลือกสรรเพราะกรรมการจะมาสร้างอิทธิพล เป็นอุปสรรคสำหรับรัฐมนตรีที่จะมาบริหารองค์กร
ดังนั้น แทนที่จะตั้งหน่วยงานใหม่ ตัวรัฐมนตรียุติธรรม ต้องทำ 2 เรื่อง คือ ขจัดคดีอิทธิพลท้องถิ่นให้ได้ และขจัดอิทธิพลในหน่วยราชการให้ได้ ถ้าทำ 2 เรื่องนี้สำเร็จ ไม่ต้องตั้งหน่วยงานใหม่คล้าย ยูเอสมาร์แซล และถ้าตั้งขึ้นมาใหม่เท่ากับเราสู้ 2 อิทธิพลนี้ไม่ได้ จึงต้องตั้งหน่วยใหม่มาสู้อิทธิพลท้องถิ่น และอิทธิพลในส่วนราชการ แสดงให้เห็นว่าสั่งการตำรวจไม่ได้ใช่หรือไม่ และหากการแก้ปัญหาการสั่งการไม่ได้ด้วยการตั้งหน่วยงานใหม่ๆ ข้าราชการประจำโดนนักการเมืองทำแบบนี้บ่อยๆ เขาจะรู้สึกต่อต้านนักการเมือง