วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2552

3Gส่อโดนดองแล้วเหตุกินหัวคิวคำโต

ประเภทข่าว : ไอที
โดย : ทีมข่าวไอที

โครงการสร้างเครือข่ายโทรคมนาคมระบบ 3G ซึ่งกำลังแย่งชิงกันอย่างรุนแรงระหว่าง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือองค์การโทรศัพท์เดิม และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ กสท. ด้วยเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 29,000 ล้านบาท หลังการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี นั้นร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที โดนกดดันอย่างหนัก

ทั้งนี้ มีรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เตรียมที่จะชะลอโครงการออกไป เหตุเพราะผู้บริหารของแต่ละหน่วยงาน และบอร์ดบางคนพยายามเตะถ่วง เพราะกิน "คำใหญ่" เกินไป อาจจะกลืนไม่คล่องคอ และอาจสำลักตายในที่สุด

ข้อมูลจากบริษัทโทรคมนาคม ระบุถึงความเป็นมาของการเตรียมจัดตั้งโครงการ 3G ว่า ในเบื้องต้นนั้นจะใช้เงินลงทุนเพียง 12,000 ล้านบาท แต่ฝ่ายการเมืองก่อนหน้านี้ให้เพิ่มวงเงินลงทุนเพิ่มเข้าไปอีก 2,000 ล้านบาท เป็น 14,000 ล้านบาท ซึ่งหลักฐานโครงการมีปรากฏชัดเจน

ต่อมาในรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ฝ่ายการเมืองได้ปรับวงเงินลงทุนเพิ่มขึ้นไปอีก 15,000 ล้านบาท เป็น 29,000 ล้านบาท ในขณะที่วงเงินลงทุนมาตรฐานของโครงการ 3G ใช้วงเงินลงทุนทั่วโลกก็มีระดับแค่ 12,000 ล้านบาทเท่านั้น จึงทำให้ฝ่ายบริหาร และบอร์ดบางคนรักตัวกลัวตาย เกรงว่าจะ "ติดคุก" ตอนแก่ จึงพากันเตะถ่วงการดำเนินโครงการดังกล่าวหลายรูปแบบ อาทิเช่น บอร์ดบางคนพยายามหลีกเลี่ยงไม่เข้าประชุมเมื่อมีวาระนี้ ทำให้การประชุมต้องเลื่อนออกไป หรือถ้าบอร์ดมาประชุมพร้อมก็จะมีการส่งสัญญาณให้ฝ่ายบริหารเตะถ่วงเรื่อง อ้างว่ายังขาดเอกสารบางรายการ จึงทำให้เรื่องคาราคาซังมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ได้ทราบข้อมูลดังกล่าวนี้มาตั้งแต่ที่พรรคประชาธิปัตย์ ยังเป็นฝ่ายค้าน ดังนั้น จึงได้ประมวลเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างครบถ้วน ซึ่งนายกรัฐมนตรี เคยเปิดเผยท่าทีในเรื่องนี้มาครั้งหนึ่งแล้วว่าจะต้องใช้ความรอบคอบและขณะนี้ก็มีแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าจะมีการเบรคโครงการนี้ โดยให้รอผลการพิจารณาจัดสรรคลื่นความถี่ ให้เรียบร้อยก่อน

ในขณะเดียวกันก็จะให้พิจารณาเงินลงทุนมาตรฐานของโครงการชนิดนี้ที่ประเทศต่าง ๆ เคยทำมาแล้วด้วย เพราะฉะนั้น เท่ากับว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประหยัดเงินแผ่นดินให้กับประเทศชาติเป็นโครงการที่ 4 วงเงิน 29,000 ล้านบาท ซึ่งจะต้องติดตามดูต่อไปว่านักการเมืองบางพวกจะผลักดันหรือต่อรองเรื่องนี้กันอย่างไร