บารัค โอบามา จัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีในรัฐบาลของเขาให้หลากหลาย คือ เมื่อประธานาธิบดี อายุน้อย ก็ต้องเลือกคณะรัฐมนตรี ที่มีอายุมาก ที่สำคัญเขาไม่ถือว่าการต่อสู้ช่วงชิงเพื่อเป็นผู้แทนพรรคระหว่าง ฮิลลารี คลินตัน กับบารัค โอบามา ทั้งสองจะต้องเป็นศัตรูกันตลอดไปเพราะ โอบามา เลือก นางคลินตัน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีข้อจำกัดอยู่อย่างมากมาย ทำให้รูปร่างหน้าตารัฐบาล ออกมาไม่สู้จะดีสักเท่าไหร่
จะเห็นได้จากประชาธิปัตย์ ยอมทิ้งกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญๆ อย่างกระทรวงพาณิชย์ (พรทิวา นาคาศัย) จากพรรคภูมิใจไทย ยอมให้กระทรวงอุตสาหกรรม (ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง) จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ยอมให้กระทรวงคมนาคม (บุญจง วงษ์ไตรรัตน์) จากกลุ่มเพื่อนเนวิน
ขณะที่กระทรวงมั่นคง อย่างกระทรวงมหาดไทย (ชวรัตน์ ชาญวีรกูล) ก็ยังตกไปอยู่ในมือของ “กลุ่มเพื่อนเนวิน”
รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำที่อาจจะมีปัญหาเรื่องการโหวตในสภากรณีพรรคฝ่ายค้าน (เพื่อไทย ประชาราช) ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทั้งคณะ (สมัยประชุมหน้าเป็นสมัยสามัญทั่วไป ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้) อันจะมีผลต่อการโหวตในสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 177 วรรคสอง
ดังนั้น หากจะสรุปปัจจัยเสี่ยงของรัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 นั้น มี 3 เรื่องหลัก ๆ คือ
1. ปัจจัยเสี่ยงเรื่องคะแนนเสียงในสภา ที่อาจจะมีการ "ซื้อส.ส.หน้าห้องน้ำ" ทำให้กฎหมายสำคัญๆ ที่รัฐบาลเสนออาจจะไม่ผ่านการพิจารณาในสภา โดยเฉพาะกฎหมายการเงิน หากไม่ผ่านสภา รัฐบาลต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก
2. ปัจจัยเสี่ยงจากวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่เกิดเฉพาะประเทศไทย แต่วิกฤตินี้ได้แพร่กระจายไปแล้วทั่วโลก ดังนั้น หากรัฐบาลไม่เตรียมรับมือให้ดีก็มีผลต่อคะแนนนิยมในตัวนายกรัฐมนตรี ทันที
3. ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ซึ่งจะเกิดการจากการบริหารภายในของคณะรัฐบาล ในอนาคต (กรณีทุจริตคอร์รัปชัน)
1. การสร้างประชานิยม แนวใหม่ที่ไม่ใช่การถมเงินลงไปให้รากหญ้าเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีการตรวจสอบ ควบคุมการใช้เงิน และการบริหารให้เงินงอกเงย หรือการหยิบเอานโยบาย "ปลูกต้นไม้ใช้หนี้" (แนวคิดคุณหญิง ดร.กัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์) มาใช้ก็ยังเหมาะสมกับช่วงสภาวะโลกร้อน
2. โอกาสที่จะดึงฐานเสียงท้องถิ่นมาอยู่ในฝ่ายของตน ผ่านการโยกงบท้องถิ่น 100,000 ล้านบาท มาใส่ไว้ที่ส่วนกลาง เพื่อถมกลับเข้าไปใหม่เพิ่มเม็ดเงินเป็นสองเท่า ซึ่งมาตรการนี้ท้องถิ่น ไม่มีเสีย มีแต่ได้กับได้ และที่สำคัญคือได้เพิ่มเป็นสองเท่าด้วย โอกาสที่รากหญ้าจะลืมเจ้าตำหรับประชานิยม ก็จะมาถึงในอีกไม่ช้านี้ เพราะจากการสอบถามชาวอีสาน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "เลือกทักษิณ เพราะทักษิณ เอาเงินมาแจก"
การแจกเงินของรัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 คือการฝังความคิดถึงของชาวอีสานที่มีต่อทักษิณ ให้เป็นอดีตที่โดนลืม จะไม่ให้ใครได้มีเวลามาคิดถึงทักษิณ อีกต่อไป
"เนวิน"-มท. กลไกทำงานมวลชนอีสาน-เหนือ
ดังนั้น จึงมีรายงานข่าวจากกลุ่มเพื่อนเนวิน ว่า สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล ได้แจ้งให้แกนนำ และส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ทราบถึงผลการหารือกับ เนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน ที่ขอโควตา รมว.มหาดไทย เพิ่ม ทั้งนี้ ถือเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ได้ตกลงกันมาก่อนหน้าที่กลุ่มเพื่อนเนวิน จะแยกตัวออกจากพรรคพลังประชาชน โดยกลุ่มเพื่อนเนวิน ให้เหตุผลว่า ต้องการใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทย เข้าไปทำงานมวลชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน และภาคเหนือ ซึ่งเป็นฐานเสียงการเมืองที่ยังหนุน ทักษิณ ชินวัตร อยู่อย่างหนาแน่นที่สุด
กรณีของกลุ่มเพื่อนเนวิน อาจจะเรียกว่านี่คือรัฐมนตรีต่างตอบแทน และการใช้เนวิน "ย้อนเกล็ดนายใหญ่" ให้เหลือแต่หนังหุ้ม
และเป็น วีระชัย คนนี้นี่เองที่ทำให้ "คนใน" พรรคประชาธิปัตย์ (นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ) เกิดอาการน้อยเนื้อต่ำใจ
อภิสิทธิ์ 1 ศึกษาบทเรียนรัฐบาล "ขิงแก่"
รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นมีบทเรียนให้ต้องศึกษา เพื่อจะไม่ได้เดินซ้ำรอยการเมืองเก่านั่นคือการศึกษาการดำรงอยู่ และความเป็นไปของ รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ หรือรัฐบาล "ขิงแก" ที่มีที่มาจากทหาร ทำรัฐประหารรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร (19 ก.ย. 2549) จากนั้น ทหารคมช.ก็ตั้งรัฐบาล ตั้งสนช. และตั้งส.ส.ร.
ขณะที่ที่มาของการตั้งรัฐบาล อภิสิทธิ์ 1 ก็ไม่มีใครปฏิเสธว่า "พลังสีเขียว" ได้เข้ามามีส่วนผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนขั้นกันขึ้น
นี่เองที่เป็นที่มาของฉายานาม "หล่อลายพราง"
เหตุผลก็คือ อภิสิทธิ์ แม้จะมีความโดดเด่นในตัว แต่ด้วยวัยวุฒิที่ยังน้อย ทำให้ต้องมีพี่เลี้ยงคอยประคองซ้ายขวาโดยพี่เลี้ยง "ฝ่ายบู๊" คือ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค พี่เลี้ยง "ฝ่ายบุ๋น" คือ ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์
ยิ่งการตั้งรัฐบาล อภิสิทธิ์ 1 มีการจับภาพของนักการเมืองหลุ่มหนึ่งได้เข้าพบปะหารือกับนายทหารระดับสูง ในค่ายทหาร ก็ตอกย้ำว่า ความเป็นนายกรัฐมนตรี ของอภิสิทธิ์ มิได้มาด้วยการกำชัยชนะหลังเลือกตั้ง แต่ได้มาในขยักที่สอง หลังจากพรรคเสียงข้างมากอันดับหนึ่ง (พลังประชาชน) ล้มเหลวในการบริหารราชการ (นายกฯสมัคร สุนทรเวช และนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์) ก็ย่อมจะต้องเปิดโอกาสให้แก่พรรคลำดับรองลงมาจัดตั้งรัฐบาล
ภาพของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงมีลายพรางติดตัว ซึ่งจะต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าจะสลัดคราบลายพรางนั้นออกจากตัวได้หรือไม่
ส่วน รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งมีคณะรัฐมนตรีที่มาจากหลายส่วนผสม ไม่ว่าจากคณะรัฐประหาร (คมช.) มาจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้อีกนั่นแหละว่านี่คือการต่างตอบแทนตำแหน่งกัน
นอกจากนั้น การต่างตอบแทนของคณะรัฐบาลขิงแก่ และทหาร คมช. ยังปรากฎได้จากการเลือกบุคคลเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)
รัฐบาลอภิสิทธิ์ กับ"วังวนแห่งอำนาจ"
ทว่าประเด็นสำคัญของปัญหากลับอยู่ที่ “ปัจจัยแทรกซ้อนภายใน”(คนกันเอง) อันเนื่องมาจากความหลากหลายทางพันธุกรรมผลประโยชน์ในรัฐบาล(กองกำลัง+ทุน+มวลชน+สื่อ+นักการเมือง)ที่พร้อมพลิกข้างเปลี่ยนขั้วไปตาม “เงื่อนไข”และวิถีแห่ง “ผลประโยชน์” ที่จะส่งผลกระทบกับรัฐบาล ทำนอง “ศึกนอกจบ..รบกันเองภายใน”และสิ่งเหล่านี้จะลุกลามกินลึกและทำลายตัวรัฐบาลไปเรื่อยๆเอง(หากไม่แก้ไขหรือรักษาสมดุลให้ได้..ซึ่งยากมาก)โดยที่ “ฝ่ายตรงข้าม”เพียงแค่ยืนดูและเข้ามา(แทรกซ้อน)เก็บผล ผลักรุนร่างกายที่ไร้วิญญาณคล้ายซากศพให้ล้มลง..สุดแต่ว่าระยะเวลาจะสั้นหรือยาวแค่ไหนก็เท่านั้น.


















