แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าว แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2552

3Gส่อโดนดองแล้วเหตุกินหัวคิวคำโต

ประเภทข่าว : ไอที
โดย : ทีมข่าวไอที

โครงการสร้างเครือข่ายโทรคมนาคมระบบ 3G ซึ่งกำลังแย่งชิงกันอย่างรุนแรงระหว่าง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือองค์การโทรศัพท์เดิม และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ กสท. ด้วยเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 29,000 ล้านบาท หลังการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี นั้นร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที โดนกดดันอย่างหนัก

ทั้งนี้ มีรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เตรียมที่จะชะลอโครงการออกไป เหตุเพราะผู้บริหารของแต่ละหน่วยงาน และบอร์ดบางคนพยายามเตะถ่วง เพราะกิน "คำใหญ่" เกินไป อาจจะกลืนไม่คล่องคอ และอาจสำลักตายในที่สุด

ข้อมูลจากบริษัทโทรคมนาคม ระบุถึงความเป็นมาของการเตรียมจัดตั้งโครงการ 3G ว่า ในเบื้องต้นนั้นจะใช้เงินลงทุนเพียง 12,000 ล้านบาท แต่ฝ่ายการเมืองก่อนหน้านี้ให้เพิ่มวงเงินลงทุนเพิ่มเข้าไปอีก 2,000 ล้านบาท เป็น 14,000 ล้านบาท ซึ่งหลักฐานโครงการมีปรากฏชัดเจน

ต่อมาในรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ฝ่ายการเมืองได้ปรับวงเงินลงทุนเพิ่มขึ้นไปอีก 15,000 ล้านบาท เป็น 29,000 ล้านบาท ในขณะที่วงเงินลงทุนมาตรฐานของโครงการ 3G ใช้วงเงินลงทุนทั่วโลกก็มีระดับแค่ 12,000 ล้านบาทเท่านั้น จึงทำให้ฝ่ายบริหาร และบอร์ดบางคนรักตัวกลัวตาย เกรงว่าจะ "ติดคุก" ตอนแก่ จึงพากันเตะถ่วงการดำเนินโครงการดังกล่าวหลายรูปแบบ อาทิเช่น บอร์ดบางคนพยายามหลีกเลี่ยงไม่เข้าประชุมเมื่อมีวาระนี้ ทำให้การประชุมต้องเลื่อนออกไป หรือถ้าบอร์ดมาประชุมพร้อมก็จะมีการส่งสัญญาณให้ฝ่ายบริหารเตะถ่วงเรื่อง อ้างว่ายังขาดเอกสารบางรายการ จึงทำให้เรื่องคาราคาซังมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ได้ทราบข้อมูลดังกล่าวนี้มาตั้งแต่ที่พรรคประชาธิปัตย์ ยังเป็นฝ่ายค้าน ดังนั้น จึงได้ประมวลเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างครบถ้วน ซึ่งนายกรัฐมนตรี เคยเปิดเผยท่าทีในเรื่องนี้มาครั้งหนึ่งแล้วว่าจะต้องใช้ความรอบคอบและขณะนี้ก็มีแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าจะมีการเบรคโครงการนี้ โดยให้รอผลการพิจารณาจัดสรรคลื่นความถี่ ให้เรียบร้อยก่อน

ในขณะเดียวกันก็จะให้พิจารณาเงินลงทุนมาตรฐานของโครงการชนิดนี้ที่ประเทศต่าง ๆ เคยทำมาแล้วด้วย เพราะฉะนั้น เท่ากับว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประหยัดเงินแผ่นดินให้กับประเทศชาติเป็นโครงการที่ 4 วงเงิน 29,000 ล้านบาท ซึ่งจะต้องติดตามดูต่อไปว่านักการเมืองบางพวกจะผลักดันหรือต่อรองเรื่องนี้กันอย่างไร

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ภาพแห่งความปลื้มปิติ ที่สุดของปี 2551

ประมวลภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่สีพระพักตร์ผ่องใส พร้อมด้วย ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม และ คุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศ การแข่งขันเรือยาวประจำปี 2551 (ครั้งที่ 1) ณ อ่างเก็บน้ำตามพระราชดำริฯ เขาเต่า อ.หัวหิน จ.ประจวบคิรีขันธ์ ยังความปลื้มปิติแก่พสกนิกรชาวไทย กว่า 20,000 คน ที่ทราบข่าว และเดินทางไปเฝ้ารับเสด็จ โดยเปล่งเสียง ทรงพระเจริญ ดังกึกก้อง











วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เปิดนโยบายรัฐบาล "อภิสิทธิ์1"

หมายเหตุ นโยบายรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จะมีการแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 29 - 30 ธ.ค.นี้ โดยวันนี้ (23 ธ.ค.) คณะรัฐมนตรี ได้เห็นชอบร่างแถลงนโยบาย ซึ่งมีความหนา 36 หน้า แบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยที่น่าสนใจคือ การตั้งองค์กรถาวรแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดแดนภาคใต้ กำหนดเป็นเขตพัฒนาพิเศษ เน้นการปลูกฝังค่านิยม "คนไทยต้องไม่โกง"
นโยบายรัฐบาล ระยะ ที่ 1 หรือ ระยะ เร่งด่วนที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 1 ปี

1. การพัฒนาความเชื่อมั่น และกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม
โดยการเสริมสร้างความสมานฉันท์ และความสามัคคีของคนในชาติให้เกิดขึ้นโดยเร็ว รับฟังความเห็นของทุกฝ่าย จัดให้มีสำนักงานบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นองค์กรถาวร เพื่อทำหน้าที่แก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดแดนภาคใต้ พร้อมทั้งกำหนดเป็นเขตพัฒนาพิเศษ มีการสนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สิทธิพิเศษ ด้านภาษี พัฒนาเขตอุตสาหกรรมฮาลาล ที่สำคัญกำหนดเป็นเขตพัฒนาพิเศษ ตามความหลากหลายทางวัฒนธรรม และส่งเสริมให้เป็นศูนย์กลางอิสลามการศึกษานานาชาติ เน้นการปฏิรูปการเมือง มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาแนวทางการดำเนินการปฏิรูปโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมไทย

เร่งสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาชาวโลก โดยจะมีการเร่งลงนาม ข้อตกลงในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนให้แล้วเสร็จในเดือนมกราคม 2552 และเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในเดือน ก.พ.นี้
ฟื้นฟูเเศรษฐกิจที่กำลังประสบปัญหาเป็นการเร่งด่วน โดยจะมีการออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้นที่ครอบคลุมภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การส่งออก รวมถึงอุตสาหกรรมทุกภาคส่วน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม พร้อมกับทำงบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมประจำปี พ.ศ.2552 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเม็ดเงินของรัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยจะมีการปรับแผนงบประมาณ รายจ่ายปี 2552 ที่มีอยู่แล้ว ในการจัดอบรมและสัมมนา ให้กระจายทั่วประเทศเร่งลงทุน เพื่อการพัฒนาประเทศ โดยให้ความสำคัญกับโครงการลงทุนที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด
เร่งสร้างบรรยากาศในการลงทุน เน้นการลงทุนพัฒนาระบบขนส่งมวลชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

2.การรักษาและเพิ่มรายได้ของประชาชน
เน้นความร่วมมือของภาคเอกชน ในการดำเนินมาตรการชะลอการเลิกจ้าง และป้องกันการขยายตัวของการเลิกจ้าง ในภาคอุตสาหกรรมทั้งขนาดใหญ่ เล็กและย่อม ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเฉพาะหน้า เพื่อรองรับปัญหาแรงงานว่างงาน จากภาคอุตสาหกรรม และนักศึกษาจบใหม่ โดยจัดโครงการฝึกอบรมแรงงานว่างงาน กว่า 5 แสนคน ในระยะเวลา 1 ปี เร่งรัดดำเนินการช่วยเหลือความเดือดร้อนของลูกจ้าง และผู้ว่างงานจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยจะเร่งให้ได้สิทธิประโยชน์ที่พึ่งได้ตามกฎหมายโดยเร็ว

การเพิ่มวงเงินให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และให้ผู้ถูกเลิกจ้างเข้าถึงแหล่งทุน สร้างหลักประกันด้านรายได้ ให้แก่ผู้สูงอายุ ที่มีรายได้ไม่เพียงพอ โดยจัดเบี้ยเลี้ยงยังชีพให้ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยการขอขึ้นทะเบียนขอรับการสงเคราะห์ รวมทั้งขยายเพดาน ให้กู้ยืมจากกองทุนผูสูงอายุ เป็น 30,000 ต่อราย

เพิ่มมาตรการด้านการคลัง เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ของประชาชน และกระตุ้นธุรกิจในสาขาที่ถูกผลกระทบ สร้างรายได้และศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากโดยการตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง จัดสรรวงเงินเพิ่มจากที่เคยให้ เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณอย่างรวดเร็ว ดำเนินการมาตรการรักษาเสถียรภาพ ราคาสินค้าเกษตร ผ่านกลไกและเครื่องมือของรัฐให้มีประสิทธิภาพ เร่งสร้างระบบประกันความเสี่ยงทางการเกษตร เร่งรัดและพัฒนาตลาด ระบบการจ่ายสินค้า ของสินค้าเกษตร และสินค้าชุมชน

จัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อให้เกษตรกรมีส่วนร่วม ในการรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกร ส่งเสริมบทบาทอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน (อสม.)ทั่วประเทศ โดยจัดให้มีสวัสดิการค่าตอบแทนให้ อสม.เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน

3.การลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
ให้ทุกคนมีโอกาสรับการศึกษาฟรี 15 ปี โดยสนับสนุนตำราฟรี ชุดนักเรียนฟรีให้ทันปีการศึกษา 2552 ทั้งสนับสนุนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพื่อชดเชยรายการต่าง ๆ ที่โรงเรียนเรียกเก็บจากผู้ปกครอง กำกับดูแลราคาสินค้า อุปโภค บริโภค และบริการที่มีความจำเป็นต่อการครองชีพ ให้มีราคาที่เป็นธรรม ดำเนินการมาตรการลดภาระค่าครองชีพ ของประชาชนในการเดินทางก๊าซหุงต้ม การบริการด้านสาธารณูปโภคให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ บนหลักการของการประหยัด

4. ตั้งคณะกรรมการ รัฐมนตรีเศรษฐกิจ และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน
เพื่อแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อเร่งรัดติดตามแก้ไขปัญหา ลดขั้นตอนการปฏิบัติ และกำหนดมาตรการ โครงการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเร็ว
ระยะที่ 2 บริหารราชการเป็นเวลา 3 กำหนดไว้ดังนี้

1. เร่งนโยบายความมั่นคงของรัฐด้วยการปกป้อง เทิดทูนพระมหากษัตริย์
เสริมสร้างพัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศให้มีความพร้อม ในการรักษาเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดน คุ้มครองผลประโยชน์ของชาติ เตรียมความพร้อมของกองทัพ ฝึกกำลังพลให้เกิดความชำนาญ จัดให้มีแผนสำรองอาวุธ และพลังงานเพื่อความมั่นคง ปรับสิทธิประโยชน์ กำลังพล เบี้ยเลี้ยง และค่าเสบียงสนาม ของทหารหลัก และทหารพราน ให้สอดคล้องกับสภาวเศรฐกิจ เร่งแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการเจรจาโดยสันติวิธี ให้ความสำคัญกับการสำรวจ และการปักปันเขตแดน กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างถูกต้อง ตามข้อตกลง และสนธิสัญญากับประเทศเพื่อนบ้าน แก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองทั้งระบบ ปัญหาแรงงานต่างด้าว เสริมสร้างศักยภาพในการจัดการปัญหาภัยคุกคามข้ามชาติ และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหา การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ ตลอดจนพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับนานาชาติในกรอบสหประชาชาติ
2. นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต เน้นนโยบายด้านการศึกษา
มีการปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ พัฒนาบุคลากร เน้นการเรียนรู้มมุ่งคุณธรรม และมีการกระจายอำนาจทุกภาคส่วน ส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา โดยเน้นระดับอาชีวะ และอุดมศึกษา พัฒนาบุคลากรทางการศึกษา ให้มีคุณภาพ และมีวิทยฐานะสูงขึ้น ดูแลคุณภาพชีวิตของครู ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ และจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตครู จัดให้ทุกคนมีโอกาสศึกษาฟรี ตั้งแต่อนุบาลไปจนมัธยมปลาย ยกระดับมาตรฐานการศึกษาระดับอาชีวะศึกษา และอุดมศึกษาสู่ความเป็นเลิศ

ปรับปรุงระบบการบริหารจัดการกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาให้มีการประนอม และไกล่เกลี่ยหนี้ รวมทั้วขยายกองทุนให้กู้ยืม เพื่อการศึกษาเพิ่มขึ้น ให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา ระดับอาชีวะ และปริญญาตรีเพิ่มขึ้น ที่สำคัญ เร่งรัดการลงทุนด้านการศึกษา เน้นเรื่องการวิจัย ปรับเกณฑ์มาตรฐาน ส่งเสริมความเป็นเลิศ ของมหาวิทยาลัย เป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาค ที่เน้นการวิจัย และแก้ปัญหา

นโยบายแรงงาน เน้นการแก้ไขแรงงานทั้งระบบได้มาตรฐาน แรงงานต้องได้สิทธิคุ้มครองให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ปฏิรูประบบประกันสังคมให้มีความเข้มแข็ง ยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อให้ไปทำงานในต่างประเทศได้อย่างมีคุณภาพ จัดตั้งสถาบันความปลอดภัยในการทำงาน มีสถานดูแลเด็กอ่อนในสถานประกอบการ จัดระบบแรงงานต่างด้าวให้สอดคล้องกัยภาคผลิต ไม่กระทบแรงงานไทย ส่งเสริมการมีงานทำของผู้สูงอายุ และผู้พิการ

นโยบายด้านสาธารณสุข ส่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมในการผลิตและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุข โดยจัดสรรทุนเพื่อให้กลับมาทำงานในท้องถิ่น สร้างขีดความสามารถในการเฝ้าระวังป้องกัน ควบคุมโรคที่กลายพันธุ์ และเป็นสายพันธุ์ใหม่ อย่างทันต่อสถานการณ์ไม่ให้ระบาดซ้ำ ปรับปรุงระบบบริการสาธารณสุข โดยการลงทุนพัฒนา ระบบบริการสาธารณสุขภาครัฐให้มีมาตรฐานทุกระดับ ยกระดับสถานีอนามัย เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล ทำให้ระบบประดันสุขภาพเชื่อมโยงระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือก และการบริการครอบคลุม ลงทุนผลิต และพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมทั้งสนับสนุนเทคโนโลยีด้านสุขภาพให้ทันสมัย ปรับปรุงระเบียบ เพื่อให้มีรายได้และค่าตอบแทนที่เหมาะสม และผลักดัน การขับเคลื่อนให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ ในระดับนานาชาติ
นโยบายด้านศาสนา ศิลป และวัฒนธรรม ส่งเสริมการทำนุ บำรุง ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และภูมิปัญญาไทย ส่งเสริมค่านิยมที่ดีงาม เรียนรู้ให้มีการเผยแพร่สู่สังคมโลก สร้างความเป็นเอกลักษณ์
นโยบายด้านสวัสดิการและความมั่นคงของมนุษย์ เน้นแก้ไขปัญหาความยากจน จัดหาที่ดินทำกินให้ผู้มีรายได้น้อย ปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน ยืดระยะเวลาชำระหนี้ ลดอัตราดอกเบี้ย หรือพักชำระดอกเบี้ย เร่งรัดให้มีการแก้ปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบ สร้างความปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สิน ป้องกันปัญหาอาชญากรรม

นโยบายการกีฬา และนันทนาการ ส่งเสริมให้ประชาชนทุกกลุ่มออกกำลังกาย พัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ ตั้งศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติ นำวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้เพื่อยกมาตรฐานให้ทัดเทียมนานาชาติ

3.นโยบายเศรษฐกิจ เน้นนโยบาบบริการเศรษฐกิจมหภาค
สนับสนุนให้เศรษฐกิจมีการเจริญอย่างต่อเนื่อง สร้างเสถียรภาพอย่างมั่นคงของสถาบันการเงิน และสร้างความร่วมมือทางการเงิน ภายใต้กรอบการประชุมสุดยอมอาเซียน พัฒนาตลาดทุน และระบบสถาบันการเงินให้เข้มแข็ง สามารถรองรับผลกระทบจาความผันผวนของสภาวะการเงินโลก ส่งเสริมและรักษาวินัยการคลัง โดยปรับปรุงแนวทางการจัดสรรงบประมาณของประเทศ ให้สอดคล่องกับกำลังเงินของแผ่นดิน ปรับปรุงโครงสร้างภาษีและการจัดเก็บภาษีให้มีความเป็นธรรมโปร่งใส กำหนดกรอบลการลงทุนภาครัฐ รวมทั้งพัฒนาเครื่องมือ และกลไกการระทุนให้มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจเพื่อให้เกิดประโยชน์สุงสุด ลดต้นทุนการผลิต และการดำเนินการ

นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในส่วนของภาคการเกษตร
เน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร และพัฒนาระบบโลจิสติกส์เกษตร ส่งเสริมอาชีพ และการนขยายโอกาสการทำประมงทั้งชายฝั่งและประงมงน้ำจืด จัดตั้งองค์กรระดับชาติเพื่อแก้ไขปและพัฒนาประมงประเทศ พัฒนาศักยภาพปศุสัตว์ โดยปรับปรุงและอนุรักษ์พันธุ์สัตว์เศรษฐกิจ เช่น โค กระบือ ดูแลสินค้าการเกษตร โดยมีระบบประกันความเสี่ยงด้านราคาสินค้า ผลักดันให้มีการเปิดตลาดสินค้าการเกษตรแห่งใหม่ให้ครอบคลุมทั่วโลก ส่งเสริมเพิ่มมูลค่าเกษตรโดยการส่งเสริมการวิจัย พัฒนามาตรฐาน และความปลอดภัยสินค้าเกษตรอย่างครบวงจร สร้างความมั่นคงด้านอาหาร โดยเน้นตามแนวทางพระราชดำริ มีธนาคารโค กระบือ สนับสนุนแนวทางเกษตรอินทรีย์ แก้ไขปัญหาหนี้สิน ฟื้นฟูอาชีพ ความเป็นอยู่ของเกษตรกร
ภาคอุตสาหกรรม เน้นสร้างความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกให้อุตสาหกรรมไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้า เน้นการวิจัยระหว่างรัฐกับเอกชน เพื่อพัฒนาสินค้า กำพหนดมาตรฐาน อุตสาหกรรมการผลิต เครื่องจักรในประเทศ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอาหาร และอัญมณี โดยส่งเสริมด้วยการลดต้นทุนทางภาษี คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญหา เร่งผลิตบุคลากรด้านอาชีวะ ตามความต้องการของตลาด จัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยคำนึงถึงความอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนของชุมชน ส่วนเสริมให้อุตสาหกรรมมีความรับผิดชอบต่อสังคม เน้นคุณภาพ มาตรฐานรักษาสิ่งแวดล้อม
ภาคการท่องเที่ยวและการบริการ
เพิ่มความหลากหลายของธุรกิจบริการ พัฒนาฝีมือบริการในด้านคุณภาพ และภาษา พัฒนาแหล่งท่อมเที่ยวทั้งของรัฐ และเอกชน ให้ยังคงสภาพ เป็นจุดขาย โดยเน้นตามกลุ่มจังหวัด ให้มีความเหมาะสม เช่น กทม. ที่ทรงเสน่ห์ อันดามัน เป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลก ภาคเหนือเป็นศูนย์กลางอารยธรรมล้านนา ภาคอีสาน เป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ โบราณคดี วัฒนธรรม และชายแดน ภาคกลางเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวอารยธรรม มรดกโลก และมรดกธรรมชาติ มีการพัฒนามาตรฐานธุรกิจการท่องเที่ยว เช่นโรงแรมพนักงาน บริษัทนำเที่ยวอาหาร เสริมสร้างความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เน้นการประชาสัมพันธ์ สนับสนุนจุดขายที่มีความโดดเด่นให้เป็นศูนย์กลางระดับโลก โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมรักษาสภาพแวดล้อม ให้คงอยู่ต่อไป

ด้านการตลาด การค้า และการลงทุน
ส่งเสริมระบบการค้าเสรี และเป็นธรรม มีการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้า เพื่อป้องกันการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ป้องกันการผูกขาด ตัดตอน รวมทั้งออกกฎหมายค้าปลีก เพื่อกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกอย่างเป็นระบบ ขยายฐานการตลาดไปสู่ประเทศใหม่ เช่น ยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และเอเชีย และพัฒนาระบบการกระจายสินค้าให้เกิดความรวดเร็ว ใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการเค้าเสรี ทั้งในระดับทวิภาค และพหุภาคี ปรับปรุงมาตรฐานการนำเข้า เพื่อป้องการกัารค้าไม่เป็นธรรม การทุ่มตลาด ส่งเสริมการลงทุนภาคการเกษตร และอุตสาหกรรมของไทย โดยเฉพาะด้านอาหาร อุตสาหกรรมภาพยนต์ พร้อมทั้งสนับสนุนการลงทุนในต่างประเทศ ในสาขาที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ ปรับปรุงและเร่งรัด กระบวนการพิจารณา อุทธรณ์เรื่องภาษี โดยยกระดับหน่วยงานที่พิจารณาเรื่องอุทธรณ์ จากระดับกรม ขึ้นมาในระดับกระทรวง และให้ตัวแทนภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณา ตัดสินอุทธรณ์ เช่นเดียวกับผู้พิพากษาสมทบ รวมทั้งมีการกำหนดเวลาแน่นอนในการวินิจฉัยคำอุทธรณ์
นโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
โดยการขยายสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน พัฒนาระบบคมนาคม ขนส่ง แบบโลจิสติกส์ พัฒนาระบบโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนใน กทม. และปริมณฑลให้สมบูรณ์ สามารถเชื่อมต่อชานเมือง พัฒนาระบบรถไฟรางคู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางที่มีปริมาณการขนส่งหนาแน่น พัฒนากิจการพานิชย์นาวี และโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางน้ำ เพื่อเพิ่มสัดส่วนในการขนส่งทางน้ำมากขึ้น พัฒนาและขยายความสามารถการขนส่งทางอากาศในภูมิภาค พัฒนาระบบขนส่งระบบโลจิสติกส์ ในภูมิภาค และเชื่อมโยงกับโครงข่ายคมนาคมกับประเทศเพื่อนบ้าน ตามแนวเศรษฐกิจเหนือ - ใต้ แนวเศรษฐกิจ ตะวันออก - ตะวันตก โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมอ่าวไทย และอันดามัน โครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย รวมทั้งปรับปรุงอำนวยความสะดวกทางการค้า การขนส่งสินค้า ตามจุดชายแดนสำคัญ เช่น ด่านหนองคาย แม่สอด มุกดาหาร สระแก้ว ด่านสิงขร และช่องเม็ค
นโยบายด้านพลังงาน
พัฒนาให้ไทยสามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้น จัดหาพลังงานทดแทน และมีเสถียรภาพ ส่งเสริมโครงการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก สนับสนุนใช้พลังงานทดแทน เช่น แก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซล กำกับดูแลราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมมีเสถียรภาพ เป็นธรรมต่อประชาชน ส่งเสริมการประหยัดพลังงาน ทั้งภาครัฐเรื่องอุตสาหกรรม บริการและขนส่ง เพื่อให้เกิดจิตสำนึกในการประหยัดพลังงาน เน้นการใช้พลังงานสะอาด เพื่อไม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อมลดเรือนกระจก

นโยบายเทคโนโยโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร
พัฒนาโครงข่ายสื่อสารพื้นฐานให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมทั้งการพัฒนา ศักยภาพของบุคลากร ในอุตสากรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งซอฟแวร์ และฮาร์ดแวร์

4.นโยบายที่ดินทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม โดยเน้นการคุ้มครองทัพยากรธรรมชาติ และสัตว์ป่า เน้นการฟื้นฟูอนุรักษ์ระบบนิเวศ เพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ
จัดให้มีระบบป้องกัน เตือนภัย และบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัย ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย ควบคุมของเสียที่จะเกิดมลพิษด้วยการหามาตรการจูงใจในเรื่องภาษีและสิทธิต่าง ๆ จากผู้ประกอบการเพื่อลดปัญหาโลกร้อน และมลพิษ ให้ความรู้และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง
5.นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม
เน้นการวิจัยตามแนวพระราชดำริ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพานิชย์ และอุตสาหกรรม เร่งรัดผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดให้มีกองทุนวิจัยร่วมภาครัฐและเอกชน ที่รัฐลงทุนร้อยละ 50 และจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เอกชนที่เข้าร่วมงานวิจัย

6.นโยบายด้านการต่างประเทศ และเศรษฐกิจการต่างประเทศ
โดยการพัฒนาความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านในทุกมิติ เร่งรัดแก้ปัญหาข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค สร้างความแข็งแกร่งของอาเซียนเพื่อให้บรรลุข้อตกลงอาเซียนในวาระที่ไทยเป็นประธานอาเซียน ส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศมุสลิม และแนวทางแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กระชับความร่วมมือ และความเป็นหุ้นส่วน ทางยุทธศาสตร์ กับประเทศที่มีบทบาทสำคัญของโลก และประเทศคู่ค้าของไทยในภูมิภาค ร่วมกันแสวงหาตลาดใหม่ ส่งเสริมเข้าร่วม ในข้อตกลงระหว่างประเทศ ทั้งทวิภาคี และพหุภาคี เร่งรัดการให้สัตยาบันในข้อตกลงที่ได้ลงนามไว้แล้ว สร้างความเชื่อมั่นของต่างชาติต่อประเทศไทยโดยเร็ว คุ้มครองสิทธิประโยชน์และผลประโยชน์ของคนไทยในต่างประเทศ
7.นโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
เน้นประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน สนับสนุนการกระจายอำนาจการคลังสู่ท้องถิ่น และการกระจายอำนาจสู่การปกครองท้องถิ่น ปรับบทบาท และภารกิจ การบริหารระหว่างส่วนกลาง กับส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจน ไม่ให้ซ้ำซ้อน มีการบริหารจังหวัดแบบบูรณาการ สนับสนุนให้มีการบริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ปรับเงินเดือนค่าจ้างค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์ของข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐให้เหมาะสมกับความสามารถ

นโยบายด้านกฎหมาย
ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่ล้าสมัย และเปิดช่องให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น และมีผลประโยชน์ทับซ้อน ขยายและยกเลิกอายุความ ในคดีอาญาบางประเภท และคดีทุจริต ปราบปรามการทุจริตทุกระดับ สนับสนุนให้ประชาชน ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมากขึ้น พร้อมทั้งเน้นการปลูกฝังค่านิยม " คนไทยต้องไม่โกง"
พัฒนาระบบยุติธรรมให้สะดวก มีประสิทธิภาพ และโปร่งใ
จัดให้มีการตั้งองค์กร ประนอมข้อพิพาท มีกระบวนการชะลอการฟ้องสำหรับคดีประมาท และคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ไม่เกิน 3ปี เป็นอย่างน้อย พัฒนาระบบกฎหมายให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจและสังคม เร่งดำเนินการจัดตั้ง องค์กร เพื่อปฏิรูปกฎหมาย และองค์กรเพื่อปฏิรูปแกระบวนการยุติธรรม สนับสนุน และพัฒนาตำรวจ ให้มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และเป็นตำรวจมืออาชีพ ที่มีเกียรติ และศักดิ์ศรี
รวมทั้งดำเนินการ ให้มีการกระจายอำนาจ ของตำรวจไปยังภูมิภาค เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตาม ประเมินผลการทำงาน ของตำรวจ อัยการ และผู้ใช้ อำนาจรัฐอื่น ๆ
นโยบายด้านสื่อ และการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร
ส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสรับรู้ข้อมูลทางราชการ และสาธารณอย่างกว้างขวาง ปรับปรุงกลไกการสื่อสารภาครัฐ ให้ดำรงบทบาทสื่อเพื่อประโยชน์สาธารณะ และสร้างความสมานฉันท์ในชาติ ส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมนชนมีส่วนเผยแพร่ข่าวสารที่เป็นประโชย์ต่อสาธารณะ ที่มีกิจกรรมตอบแทนเชิงพาณิชย์ต่ำ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ และจัดให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ เพื่อให้สื่อมีเสรี ปราศจากการแทรกแซง มีความรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งยกเลิกและปรับปรุง กฎหมาย ที่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพประชาชน รวมทั้งสื่อมวลชนตามรัฐ

วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยไทย

ตลอดระยะเวลา 60 ปี พระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่ง ทรงคอยชี้แนะนำทางให้คนไทยก้าวเดินอย่างถูกต้อง เหมาะสม เป็นดั่งแสงสว่างแห่งชีวิตเสมอมา เบื้องหลังความสุขของอาณาประชาราษฎร์ คือการทรงงานโดยไม่มีวันหยุดของพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์นี้

นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ ปัญหาต่าง ๆ มากมายของประเทศไทย ทำให้ต้องทรงงานหนักราวกับไม่มีที่สิ้นสุด แม้กระทั่งทุกวันนี้ วันที่ทรงมีพระชนมายุ 80 พรรษาแล้วก็ตาม ธรรมแห่งพระราชายังคงดำรงมั่นเช่น 60 ปีที่ผ่านมา

แม้ไม่ได้เตรียมพระองค์ในฐานะพระมหากษัตริย์ แต่ธรรมแห่งพระอัจฉริยะภาพอันสมเด็จพระราชชนนี ทรงสั่งสอนสั่งสมเป็นบุญคุณอันยิ่งใหญ่แก่แผ่นดิน

พระราชภาระแห่งพระราชา ทำให้ทรงหันมาศึกษาศาสตร์ ทางสังคมวิทยา และการปกครอง และศาสตร์ทั้งปวงนี้ทรงนำมาเป็นหลักปกครองแผ่ไปทั่วขอบขันธสีมา และไพศาลสู่สากลประเทศในเวลาต่อมา
พระราชาผู้ทรงสั่งสมความสมถะ ความมีเหตุผล ทศพิธราชธรรม และความเป็นพหูสูต จากสมเด็จพระราชชนนี มาแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงรับ
เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ เครื่องขัตติยราชวราภรณ์ เครื่องขัตติยราชูปโภค และพระแสงราชศัตราวุธ รับพระราชภาระแห่งประมุขของแผ่นดินสยาม บรมกษัตริย์พระองค์ที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

ยามนั้นประเทศที่กำลังยากจน มีผืนดินถูกทำลาย มีสายน้ำที่ขาดหาย มีโรคภัยคุกคาม มีราษฎรยากไร้ มีมากมายปัญหา หัวใจแร้นแค้นหลายล้านดวงพุ่งตรงสู่ความหวังแห่งพระราชพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ และครั้งนั้น ในท่ามกลางมหาสมาคม ทรงเปล่งพระธรรมิกราชวาจา เป็นพระปฐมบรมราชโองการ ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ต่อมา วิธีการที่ทรงแก้ปัญหาทุกปัญหาถือเป็นศาสตร์ที่เราคนไทยควรได้ศึกษา

ย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีที่แล้ว นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ทุรกันดาร จะมีแพทย์หลวงตามเสด็จเพื่อรักษาพระบรมวงศานุวงศ์ที่ตามเสด็จ แต่ภาพความเจ็บป่วยของราษฎร ที่ปรากฎเบื้องพระพักตร์ทำให้มีพระราชประสงค์ให้แพทย์หลวง หันไปเยียวยาประชาชนของพระองค์ ต่อมาทรงพบผู้เจ็บป่วยเฝ้ารอรับเสด็จเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพระราชทานหน่วยแพทย์ต่าง ๆ มีผู้ป่วยหนักผู้พิการ กลายเป็นคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์

หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง กล่าวว่า ดอยบางแห่งคนธรรมดาไปไม่ได้เพราะอันตราย คนที่ไม่สบายที่โน่นก็ลำบากไม่มีหมอไป ทรงตั้งหน่วยแพทย์พระราชทานขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปรักษาชาวบ้าน

ความเจ็บป่วยของราษฎร ทรงบันทึกไว้ในพระบรมราชวินิจฉัย ว่า ส่วนใหญ่มาจากสาเหตุหลักคือราษฎรขาดความรู้ด้านสาธารณสุข ตั้งแต่โภชนาการและการรักษาเบื้องต้น กลายเป็นต้นเค้าโครงการหมอหมู่บ้านในพระราชประสงค์

นอกจากนี้ แผ่นดินไทยได้ชื่อว่าเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ แต่ความจริงได้ปรากฏต่อเบื้องพระพักตร์ ว่า ความยากจนสยายปีกอยู่ทั่วไป

“เราต้องตอบแทนความรักของประชาชนด้วยการกระทำมากกว่าคำพูด ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่จะบำบัดความทุกข์ของเขาจึงตัดสินพระทัยว่าการจะเสด็จไปไหน ๆ แล้วแจกผ้าห่ม แจกเสื้อผ้า เป็นการถมมหาสมุทร อย่างไรก็ช่วยไม่ได้หมด ทางที่ดีรับสั่งว่า ต้องลงไปสอบถามว่า ความทุกข์ของเขาอยู่ที่ไหน เพราะเหตุใดจึงอดอยากเหตุใดข้าวจึงไม่ได้ผล”

(พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2526)

20 ปีให้หลังเมื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลให้ความสำคัญในการโดยเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทำงานช่วยเหลือราษฎรถวายอย่างเป็นรูปธรรม
พล.อ.เปรม จึงให้ตั้งคณะกรรมการประสานงานพิเศษอันเนื่องมากจากโครงการพระราชดำริ

ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงงานต่อเนื่องแม้จะดึกดื่นเพียงใดแผนที่ผืนใหญ่ยังทรงกางอยู่ต่อหน้าพระพักตร์เพื่อถวายรายงานเรื่องราวบนแผ่นดิน ความเชี่ยวชาญส่วนพระองค์ทำให้ทรงทอดพระเนตรได้มากกว่าคนทั่วไป และนี่คือปฐมบทแห่งการเสด็จพระราชดำเนินสู่ดินแดนทุรกันดารของประเทศ

ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ระบุว่า “แฟ้มที่เห็นนั่นคือแฟ้มข้อมูลหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านในอาณาจักร จะบอกว่าอาณาบริเวณนั้นมีสภาพพื้นที่เป็นอย่างไร พระองค์ท่านจะทรงวิเคราะห์ด้วยแผนที่” เมื่อเสด็จถึงที่ทรงงานจริง ได้ปรากฏต่อเบื้องพระพักตร์ และพระองค์ทรงสอบถามข้อเท็จจริงและพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราษฎรของพระองค์ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

11 นักการเมือง-ขรก.พันทุจริตรถ-เรือดับเพลิง

ป.ป.ช.เตรียมชี้มูลทุจริตรถ-เรือดับเพลิง พบนักการเมือง-ขรก.มีเอี่ยว 11 ราย "สมลักษณ์" ระบุ "อภิรักษ์" ต้องพักงานทันที หากปปช.มีมติผิดจริง จนกว่าศาลฎีกาฯจะพิพากษา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.วันที่ 11 พ.ย.นี้ ป.ป.ช.จะพิจารณาชี้มูลสำนวนคดีทุจริตการจัดซื้อรถดับเพลิง เรือดับเพลิง และอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ของกรุงเทพมหานคร มูลค่า 6,800 ล้านบาท หลังจากที่คณะอนุกรรมการไต่สวนคดีดังกล่าวที่มีนายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช.เป็นประธาน ได้สรุปสำนวนคดีว่า มีนักการเมือง และข้าราชการตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีดังกล่าว จำนวน 11 คน ประกอบด้วย

นายโภคิน พลกุล อดีตมหาดไทย
นายประชา มาลีนนท์ อดีตรมช.มหาดไทย
นายสมศักดิ์ คุณเงิน อดีตเลขานุการรมว.มหาดไทย
นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตผู้ว่าฯ กทม.
พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ อดีตผอ.สำนักป้องกันสาธารณภัย กทม.
นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม.
คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร
นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.พาณิชย์
นายราเชนทร์ พจนสุนทร อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
นายมาริโอ มีน่าร์ ผู้แทนบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเซียลฟาย์ซอย์ เอจี แอนด์ โค เคจี
และบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเซียลฟาย์ซอย์ เอจี แอนด์ โค เคจี ในฐานะคู่สัญญากับกรุงเทพมหานคร


นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ในวันที่ 11 พ.ย. ที่ประชุม ป.ป.ช.จะมีการชี้มูลสำนวนคดีทุจริตโครงการจัดซื้อรถดับเพลิง เรือดับเพลิง ของกรุงเทพมหานคร มูลค่า 6,200 ล้านบาท ตามที่คตส.ส่งเรื่องมาให้ป.ป.ช.ดำเนินการ โดยการพิจารณาคดีนี้ป.ป.ช.จะพิจารณาพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาทีละรายว่า มีความผิดหรือไม่อย่างไร เมื่อถามว่าหาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายอภิรักษ์แล้ว ตามกฎหมายนายอภิรักษ์จะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันทีเลยหรือไม่ นายกล้านรงค์ กล่าวว่า ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะจะต้องหารือกันในที่ประชุมเกี่ยวกับข้อกฎหมายก่อน

น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการป.ป.ช. กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่า หากในวันที่ 11 พ.ย.นี้ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลว่า นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม. มีความผิดข้อหาทุจริตต่อหน้าที่ กรณีรถดับเพลิงกทม. นายอภิรักษ์ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. ทันที จนกว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษาออกมา ตามมาตรา 55 ของพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 กรณีนี้ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากตำแหน่งที่นายอภิรักษ์ถูกกล่าวหา กับตำแหน่งที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันเป็นตำแหน่งเดียวกัน คิดว่า ในวันที่ 11 พ.ย. ป.ป.ช.จะสามารถชี้มูลคดีนี้ได้ และส่วนตัวมีคำตอบเรื่องนี้อยู่ในใจเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ยืนยันว่า แม้คดีนี้จะเกี่ยวข้องกับนักการเมืองหลายคน แต่ไม่รู้สึกหนักใจ หรือกดดันในการทำงาน เพราะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และไม่มีใครวิ่งเต้นเกี่ยวกับคดีนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การลงมติชี้มูลคดีนี้ ป.ป.ช.จะมีมติเป็นเอกฉันท์เหมือนคดีอื่นๆที่ผ่านมาหรือไม่ น.ส.สมลักษณ์ ตอบว่า ไม่ทราบ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาสำนวนและการตัดสินใจของกรรมการป.ป.ช.แต่ละคน อย่างไรก็ตามการชี้มูลความผิดกรณีนี้ จะใช้เสียงข้างมาก 5 ใน 9

เมื่อถามว่าประเด็นของนายอภิรักษ์นั้น ป.ป.ช.จะต้องถกเถียงและตีความกฎหมายกันมากเป็นพิเศษหรือไม่ น.ส.สมลักษณ์ กล่าวว่า อาจจะเป็นเช่นนั้น เพราะนายอภิรักษ์ได้ยื่นเอกสารหลักฐานชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติหน้าที่และการทำสัญญา มายังคณะกรรมการ ป.ป.ช. หลังจากที่อนุกรรมการไตสวนข้อเท็จจริงได้สรุปสำนวนคดีเรียบร้อยแล้ว แต่มั่นใจว่าในการประชุมวันที่ 11 พ.ย.นี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะสามารถลงมติชี้มูลคดีดังกล่าว

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมที่จะชี้มูลความผิดคดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกทม.ในวันที่ 11 พ.ย.นี้ว่า ยังไม่ขอแสดงความเห็น ต้องให้ ป.ป.ช.พิจารณาตามกระบวนการกฎหมายก่อน ส่วนผลการวินิจฉัยจะออกมาเป็นอย่างไร ก็พร้อมที่จะเคารพ ซึ่งตนเคารพในกระบวนการยุติธรรมและเชื่อว่าจะได้รับความเป็นธรรม

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวว่านายอภิรักษ์จะเป็น 1 ใน 11 คนที่จะถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด นายอภิรักษ์ กล่าวว่า ปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการตรวจสอบ ตนไม่ขอพูดถึงในรายละเอียดใดๆ

ต่อข้อถามว่า หากถูกชี้มูลความผิดจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกเลยหรือไม่ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า คงต้องรอดูผลการหารือของ ป.ป.ช. และข้อสรุปอย่างเป็นทางการก่อน ตอนนี้ตอบอะไรไม่ได้

ด้านนายวิสูตร สำเร็จวาณิชย์ ส.ก.เขตลาดกระบัง พรรคพลังประชาชน ระบุว่า หากนายอภิรักษ์ถูกชี้มูลความผิดในคดีนี้ ก็ต้องยุติการทำหน้าที่ผู้ว่าฯกทม.ทันที เพื่อแสดงสปิริตของผู้บริหาร รวมไปถึงทีมรองผู้ว่าฯกทม. คณะที่ปรึกษา ที่นายอภิรักษ์แต่งตั้ง ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปพร้อมกัน ส่วนการรักษาราชการนั้น ต้องให้เป็นหน้าที่ของนายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม. จะให้บุคคลใด บุคคลหนึ่งที่มีตำแหน่งในคณะผู้บริหารฝ่ายการเมืองมาปฏิบัติหน้าที่แทนไม่ได้ เพราะถือว่าผิดระเบียบ

รัฐงัดก๊อกสองทำประชามติบีบแก้รธน.

ประธานวิปรัฐบาล เผยสามารถยืนยันยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญทันสมัยประชุมนี้ ส่วนจะพิจารณาได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับองค์ประชุม บีบวุฒิสภาผ่านร่าง พ.ร.บ.ประชามติ หวังเป็นอีกช่องทางทำประชามติสอบถามประชาชนว่าควรแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ ด้าน "ชัย" ระบุหากพันธมิตร ปิดล้อมสภาวันญัตติแก้รัฐธรรมนูญ เขาพร้อมเลื่อนการประชุม ขณะที่ลูกพรรคมัชฌิมาธิปไตย เสียงแตกค้าน แก้ม.291 หวั่น ไม่ครบองค์ประชุม เหตุส.ส.กลัวโดนปิดล้อม แนะนำเข้าสภาสมัยประชุมหน้าให้ปชป.-พันธมิตร ร่วมส.ส.ร.3 ด้วย

นายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาล เปิดเผยวานนี้ (10 พ.ย.) ว่า ภายหลังการเข้าพบหารือกับนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฏร ได้หารือถึงการบรรจุญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 291 โดยเรื่องการยื่นญัตติไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่อยู่ที่ความเหมาะสมในการนำญัตติดังกล่าวมาพิจารณา ซึ่งส่วนตัวเขาเห็นว่าควรให้ผ่านพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ไปก่อน จะเหมาะสมกว่า แต่ยืนยันว่าจะยื่นญัตติในสมัยประชุมนี้

นายวิทยา กล่าวด้วยว่า สมาชิกรัฐสภาบางส่วน มีความเห็นว่าควรทำประชามติ รับฟังความคิดเห็นประชาชนก่อน ซึ่งร่างกฎหมายประชามติ อยู่ในขั้นการพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งประธานรัฐสภาประสานไปยังวุฒิสภาให้เร่งพิจารณาแล้ว หากกฎหมายประชามติผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา อาจมีการนำเรื่องนี้ไปทำประชามติก่อน

ส่วนกรณีที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเคลื่อนมาปิดล้อมรัฐสภา หากมีการพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั้น นายวิทยา กล่าวว่า ในฐานะสมาชิกรัฐสภา หากเห็นว่าควรมาประชุมสภาฯ ก็มา ไม่ควรมาก็ไม่ต้องมา เพราะหากองค์ประชุมไม่ครบย่อมจะเปิดประชุมไม่ได้ ไม่ต้องให้ใครมาปิดล้อมทั้งนั้น

ขณะที่นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังสมาชิกรัฐสภาว่าจะมีการประชุมรัฐสภาในวันที่ 24 พ.ย. เพื่อพิจารณารับทราบข้อตกลงระหว่างไทย-เกาหลี ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลเสนอมา ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 จนถึงบัดนี้ยังไม่มีใครเสนอเรื่องมาถึงเขาเพื่อให้บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม และเขาไม่ได้นัดหารือกับประธานวิปรัฐบาลตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

ทั้งนี้ หากมีการเสนอญัตติเข้ามาในสัปดาห์นี้คงไม่สามารถบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมวันที่ 24 พ.ย.นี้ เนื่องจากจะต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องโดยใช้เวลาประมาณ 7 วัน โดยหากญัตติไม่ถูกต้องจะต้องคืนกลับไป ส่วนที่จะมีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ทันสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติซึ่งมีกำหนดปิดสมัยในวันที่ 28 พ.ย.หรือไม่นั้น เขาไม่มีความเห็นเพราะเป็นเรื่องของสภาและประธานสภาต้องวางตัวเป็นกลาง

"ผมมั่นใจว่าจะไม่มีการเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ที่ประชุมสภาภายในสัปดาห์นี้ เพราะผมนอนหลับฝันแล้วเห็นว่าจะไม่มีการยื่นญัตติแน่นอน"

ผู้สื่อข่าวถามที่ว่าพันธมิตร ขู่ว่าหากพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมาปิดล้อมรัฐสภาอีก นายชัยกล่าวว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นคงมีทางเดียวคือต้องเลื่อนการประชุมออกไปตามข้อบังคับที่ 8 เรื่องการควบคุมการประชุม แต่เขาไม่ได้รู้สึกวิตกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะสภามีหน้าที่พิจารณากฎหมายขณะที่ประธานสภามีหน้าที่พิจารณาบรรจุระเบียบวาระการประชุม

ด้านนายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคมัชฌิมาธิปไตย ในฐานะวิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายชัย เรียกนายวิทยา บูรณศิริ เข้าพบซึ่งตัวเขาก็เข้าร่วมด้วยว่า เป็นการหารืออย่างไม่เป็นทางการเรื่องการจะบรรจุระเบียบวาระการประชุมสภาฯในวันที่ 12 พ.ย.นี้ ว่าจะนำเรื่องการแก้ไข มาตรา 291 เพื่อให้มีการตั้งส.ส.ร. 3 หรือไม่ เพราะนายชัยต้องการจะตกลงว่าจะนำ มาตรา 291 เข้าประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 พ.ย.นี้หรือไม่

ทั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่าการแก้ไขมาตรา 291 เพื่อตั้งส.ส.ร.3 เป็นเรื่องจำเป็น แต่ในสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ควรจะมีการชะลอออกไปก่อน เพราะยังมีปัญหาความขัดแย้งอยู่ เขาได้คุยกับส.ส.ทั้งพรรครัฐบาล และพรรคร่วมรัฐบาลหลายคนคัดค้านเพราะอยากให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาของประชาชนก่อน เพราะประชาชนเห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลมัวแต่หมกมุ่นกับเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเรื่องทะเลาะกันทั้งส.ส.และส.ว.

"การตั้งส.ส.ร.3 ผมอยากให้ทุกภาคส่วนตามระบอบประชาธิปไตยได้มีส่วนร่วมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มพันธมิตร และภาคนักวิชาการด้วย เพื่อนำความเห็นจากทุกฝ่ายมาตกผลึก และให้การตั้งส.ส.ร.3 มีความสมบูรณ์ เพราะหากมีแต่ฝ่ายรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แม้จะตั้งส.ส.ร.3 ขึ้นมาปัญหาก็จะไม่มีวันจบ และหากมีการนำเข้าสภาฯในปลายสมัยประชุมนี้ก็อาจจะเกิดปัญหาว่ากลุ่มพันธมิตร จะมาปิดล้อมสภา ซึ่งอาจส่งผลกระทบทำให้องค์ประชุมไม่ครบ เพราะส.ส.อาจจะไม่มาเข้าร่วมประชุม เพราะกลัวว่าจะเกิดอันตรายได้ และอาจจะส่งผลให้ร่างแก้ไข มาตรา 291 ไม่ผ่าน และหากมีการประชุมเรื่องนี้ ผมคิดว่าจะไม่มีการโหวตสวนมติหรือคว่ำร่างแน่นอน แต่ส.ส.อาจจะหลบเลี่ยงด้วยวิธีการไม่มาเข้าร่วมประชุมแทน ซึ่งผมเป็นห่วงว่าจะเกิดปัญหาในเรื่องนี้"