วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เขากำลังทำคือทำ “ความจริง” ให้เกิดจาก “ความเชื่อ”




สัมภาษณ์พิเศษ

นายไพศาล พืชมงคล อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อจิ๊กซอว์ 1 พฤศจิกา กับสานเสวนา สร้าง “ทักษิณ” เป็นสินค้าที่บริโภคไม่เป็นอันตรายแม้จะปนเปื้อนเมลามีน

งานวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 จัดได้ยิ่งใหญ่มาก แสดงให้เห็นว่ามีการเตรียมการมาอย่างดีคล้ายคอนเสิร์ต ไม่ว่าจะเป็น สีสัน การประชาสัมพันธ์ ทำให้หยุดประเทศไทย ได้ ประชาชน ภาครัฐ ในสองสัปดาห์มีแต่ข่าวนี้ จุดชนวนให้น่ากลัว หลากหลายมุม กินพื้นที่ข่าวได้เกือบสองสัปดาห์ และงานที่ออกมาก็ขนาดใหญ่ มากจนทำให้คิดว่านี่ไม่ใช่คอนเสิร์ต และคนที่มา ก็มาจากภาคเหนือ ภาคอีสาน ในกรุงเทพบางส่วน มีรถรับส่งอย่างดี เป็นที่ทราบจากรายงานของสื่อหลายสำนักตรงกันว่าได้รับเสื้อ 1 ตัวค่าพาหนะ เบี้ยเลี้ยง
ตัวเลขสำหรับการจัดงานไม่น้อยกว่า 200 - 300 ล้านบาท เงินจำนวนมากขนาดนี้เพื่อประสงค์อะไร ลักษณะจัดงานไม่ได้จัดเพื่อต้านรัฐประหาร เป็นการจัดเพื่อเป้าหมายอยู่ที่การเคลื่อนไปตามกระแสที่ “ทักษิณ” พูด เพราะการที่จะจัด ให้คนมาฟัง “ทักษิณ” พูด ๆ เสร็จสลายตัว การลุงทุนมากมายอย่างนี้ เขาต้องการสร้างเสื้อสัญลักษณ์สีแดง ให้เดินกระแสอย่างนี้ต่อไป เพราะฉะนั้น ขอบเขตการลงทุนที่มีวัตถุประสงค์ไม่เลื่อนลอย
จากการฟังที่พูดแล้ว “ทักษิณ” อ้อนแม่ยกลูกทุ่ง เห็นชัดในเชิงการตลาดชั้นสูง เป้าหมายชัดเจนคือต้องการกลับประเทศไทยให้เร็วที่สุด ไม่อาจรอได้ถึงสิบปี
วิธีการทำก็คือ ทำตามสรุปที่ “ทักษิณ” บอกว่า ขอพึ่งพระบารมี พระเมตตา และพลังของประชาชน คำพูดอย่างนี้เป็นสองวรรค วรรคแรกเพื่อหวังพึ่งพระบารมี และวรรคสองคือพลังประชาชน ทำให้ตีความได้หลายอย่าง ถ้าถามผม ผมมองว่าเป็นการต่อรอระดับสูงมาก ถ้าไม่ได้กลับด้วยวิธีการใด ก็ต้องกลับด้วยวิธีการหนึ่ง
แต่ที่น่าเป็นห่วงประการแรก (การขอพระราชทานอภัยโทษ) การที่จะบรรลุหรือไม่ คดีต้องสิ้นสุดเสียก่อน การจะมารับโทษหรือไม่ ไม่ใช้ข้อสำคัญ การอภัยโทษ ยังมีคดีอื่นๆ ที่กำลังโดนฟ้องอยู่ในศาล การอภัยโทษอย่างนี้เงื่อนไขเป็นไปได้ไหม หากพระราชทานอภัยโทษ เท่ากับคำกล่าวหาที่ “ทักษิณ” เคยออกแถลงการณ์ว่ากระบวนการยุติธรรมของเราใช้ไม่ได้ อย่างนี้ เท่ากับว่า จะไปลบล้างความชอบธรรมการปฏิบัติงานของกระบวนการยุติธรรมทั้งหลาย เท่ากับการรื้อถอนขื่อแป เท่ากับระบบการจัดการทั้งหมดในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดต้องเลิก ถือเอามวลชน ชี้ขาดความถูกความผิด
แต่ถ้าไม่เป็นไปตามนี้ ถ้าต้อใช้วิธีการที่มาจากพลังประชาชน ต้องขยายมวลชนต่อสู้ ต้องใช้มวลชนขนาดใหญ่ ใช้มวลชนกดดันเพื่อให้เป็นไปตามที่ต้องการ
ถ้าต่อจิ๊กซอว์ ให้ดีก็จะเห็นว่ามีกระบวนการต่อรองเกิดขึ้นล่วงหน้า ที่กล่าวถึงก็คือ “สานเสวนา” ที่ไม่คำนึงถูก ผิด แต่ขอให้เลิกทะเลาะกัน ต่อรองดำเนินมา 2 สัปดาห์ ก่อนมีการพูดของ “ทักษิณ” มีการเตรียมการเคลื่อนตัวพอสมควรมีกระบวนการรองรับ จากนี้ไปให้จับตาสานเสวนา เพื่อให้บรรลุผลในข้อต่อรอง มีความเป็นไปได้สานเสวนาที่จะเป็นกลไกต่อรอง เคลื่อนไหวมวลชนเพื่อความเข้มข้น
ที่พวกเขากำลังทำคือทำ “ความจริง” ให้เกิดจาก “ความเชื่อ”
สินค้าที่ไม่มีพิษ เปลี่ยนความจริงเป็นความเชื่อให้เป็นสินค้าที่มีประโยชน์ อาศัยกระบวนการสื่อที่สำคัญ มีการควบคุมครอบงำสื่ออย่างกว้างขวางมากขึ้น รายการโทรทัศน์ที่ร่วมหัวจมท้าย โดนปรับออกไป ความปรารถนาคือวิทยุ โทรทัศน์ ใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาว่าเป็นสินค้าดีมีประโยชน์ เมื่อทำเช่นนี้บ่อยครั้ง ความเชื่อจะเกิดขึ้นได้
กลไกทางตลาดทำให้เชื่อว่าเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการ ด้วยการคุกคามสื่อที่ไม่ใช่อยู่ในเครือข่ายไม่ให้เสนอข่าว บรรดาสื่อทางเลือกก็จะโดนคุกคามรุนแรง เอเอสทีวี ก็จะโดนบล็อกบางระยะ สื่ออื่นก็จะดึงเข้าสังกัด ผลที่จะตามมาเพื่อให้โฆษณาสินค้าตัวนี้ปรากฎการณ์ทางสื่อ โดยไม่สนใจว่าประชาชนจะเสี่ยงที่จะได้รับสื่อด้านเดียว จะเกิดการย้อนข่าวมาจากต่างประเทศด้วย การรับรู้ข่าวของประชาชนได้ข้อมูลว่า “ทักษิณ” คือสินค้าดี สินค้าพิเศษมีประโยชน์ คนจำนวนหนึ่ง เมื่อมีหลักวิชาการมาอธิบาย ได้รับข้อมูลจากที่ทำซ้ำ คนจำนวนมากก็จะเชื่อ ไม่สนใจว่า “ทักษิณ” มีสารเมลามีน ปนเปื้อนอีกหรือไม่
ความเชื่อถือจากต่างประเทศ เป้นที่ปรึกษษมีสองประเทส บาฮามาส เบอร์มิวดา มีการปูข่าวนี้เป็นระยะ ช่วงหนึ่งก่อนไม่มีความคืบหน้า อุปนิสัยฉลาดเก่ง บอกเองว่าไฮเปอร์ มีคนใจร้อง วันนี้เห็นแอค่เอื้อม รัฐบาลน้องเขยนั่งออยู่แต่ตัวเองกลัวไปม่สามารถ ไม่อยากเป็นวิวาญที่เข้าสิง อยากเข้ามาให้เร็วที่สึด มาเฉียดฉิวเอาใกล้ๆ ไม่ใช้เรื่องง่ายนัก บรรดาผู้นำในอดีตแต่ละท่านมีคนรักคนชับ ไม่มีใครคนชังมากท่าทักษิณ หรือชอบมาก คนที่มีคนชิงชังมากมายมหาศาล คนนิยมชมชอบก็มากมายมหาศาล คนชักมากบริหารประเทศ
อนาคตทักษิณ จะเป็นผู้ตีงูให้กากิน คือมีโอกาสอยากเข้ามา แต่ก็เป็นเรื่องยาก เพราะเป็นธรรมดาของคนที่มีอำนาจแล้วไม่อยากยกอำนาจของตัวเองไปให้ใครง่าย ๆ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือคุณสมัคร สุนทรเวช ดังนั้น แม้คุณทักษิณ จะดิ้นรนโอกาสที่จะกลับเข้ามาในประเทศก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการถวายฎีกา จะเป็นช่องทางดึง "ทักษิณ" กลับมาหรือไม่นั้น การแก้รัฐธรรมนูญ เป็นความพยายามแต่ดั้งเดิมของพรรคพลังประชาชน ซึ่งผมว่าผิดกับรัญบาลทั่ว ๆ ไป คือเมื่อมีอำนาจ ก็พยายามไม่ให้เกิดปัญหา หลีกเลี่ยงการโต้แย้ง แต่พรรคพลังประชาชน ประกาศกิจกรรมแรกคืออยากแก้รัฐธรรมนูญ แก้ 2 3 มาตรา แก้ผลที่เกิดจากประกาศคำสั่งคณะปฏิรูป แก้เกี่ยวกับการทำสัญญากับต่างประเทศ แก้เรื่องพระราชอำนาจการแต่งตั้งองคมนตรี เมื่อยื่นแก้รัฐธรรมนูญ จึงเป็นปฐมเหตุเรื้อรัง วันนี้ยังมุ่งมั่นแก้รัฐธรรมนูญ ยืนหยัดแก้รัฐธรรมนูญต่อไป เพื่อไม่ยุติ ยอมเผชิญหน้า ดังนั้นตราบใดที่ยังจะแก้รัฐธรรมนูญ ปมเงื่อนปัญหาความขัดแย้งยังอยู่ และรุนแรง ข้อเท็จจริงปรากฎว่าสถาบันสำคัญกำลังโดนคุกคาม ท้าทายอยู่ในอันตราย เกิดคนตื่นตัวมาก หากจะแก้รัฐธรรมนูญ ความขัดแย้งจะไปสู่ความแตกหัก
ตรงนี้นี่เองที่ทำให้นักวิเคราะห์ต่างประเทศมองว่าประเทศไทยยังมีวิกฤติทางการเมือง
การแร่งแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประกาศคำสั่งคณะปฏิรูปสิ้นผลบังคับ มีผลต่อคดีที่ยังไม่มีการนำตัวมาศาล ที่ "ทักษิณ" จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในภาคหน้า
ส่วนการถวายฎีกา ทำได้ 2 อย่าง คือ ขอพระราชทานอัยโทษ หรือ ออกกฎหมายนิรโทษกรรม แต่การทำเพื่อคนๆ เดียวไม่ได้ ทว่าเขาอาจจะเขียนกฎหมายให้คาบเกี่ยวไปได้ ขอพระราชทานอภัยโทษ รัฐบาลทำเองไม่ได้ จึงเกิดการตั้งโต๊ะขออภัยโทษ "สมัคร" เป็นการชิมลาง เรื่องของ "สมัคร" เป็นไปได้ยากเพราะเป็นความผิดต่อส่วนตัวอาจทำได้ไม่ขัดกฎหมาย
แต่ "ทักษิณ" ทำผิดต่อรัฐ เงื่อนไขเป็นไปได้ ถ้าไม่ได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม หากศาลตัดสินแล้ว "ทักษิณ" บอกว่าขอรับนับถือในคำตัดสิน แถลงการณ์นั้นแม้ระมัดระวังในการใช้ถ้อย แต่ก็มีหลายคำที่ชัดเจน กลายเป็นอุปสรรคในการขอพระราชทานอภัยโทษ เพราะการไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม ไม่เป็นเงื่อนไขการขอพระราชทานอภัยโทษ
สำหรับการเมืองไทย ต่อจากนี้ไปจะเกิด "อนาธิปไตย" เข้าไปทุกที เมื่อวานผู้บริหารพรรคประชาธิปไตย โดนคนเสื้อแดงที่เชียงใหม่คุกคาม ไล่ เกรงจะได้รับอันตราย ทำให้ต้องกลับเลย ไม่สามารถทำอะไรได้ ขณะที่รัฐมนตรีไปไหนโดนประชาชนต่อต้านขับไล่ จะเกิดขึ้นทั่วไป วันหนึ่งข้างหน้าสถานการณ์เลวร้ายจะมีอันตรายมากขึ้น แต่ที่น่ากลัวคือ "อนาธิปไตย" เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ แล้ว กลางคืนถนนราชดำเนิน เหมือนบ้านป่าเมืองเถื่อน มีการวางระเบิด ยิงกัน ยังกับฮอลิวูด
มันจะไม่หยุดยั้งในเวลาอันสั้น ประวัติศาสตร์สงครามกลางเมืองจะใช้เวลา 10-40 ปี ความสูญเสีย เสียหายยับเยิน เป็นหน้าที่ของผู้ดูแลความมั่นคงปลอดภัยจะปล่อยให้ฆ่าก่อน หรือจะป้องกันปัญหาก่อนจะเกิด จะป้องกันอย่างไร เป็นไปได้อย่างไรมีสภาพอันตรายร้ายแรง มีการขู่ขวัญใช้อาวุธสงคราม ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศของเรา ไม่เห็นมีใครทำอะไร รอให้เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนหรือไม่จึงค่อยป้องกัน อยากให้เห็นแก่ประเทศ อนาคตต้องป้องกัน สัตว์รักชีวิต ทำไมไม่หาทางระงับเหตุ
ส่วนเหตุการณ์ 7 ตุลา มี 6 คณะที่สอบสวนคือคระกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐบาล ตำรวจ ที่หวังได้คือป.ป.ช. และกสม. ขณะที่บางคณะตั้งขึ้นมาเพื่อถ่วงเวลา ทำให้คนคับแค้นใจ กสม.ทำส่วนที่หนึ่งเสร็จแล้ว ว่ามีการละเมิดรัฐธรรมนูญ ละเมิดปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน สองตรวจสอบ ออกรายงานว่า ผู้สั่งการคือนายกฯ และรัฐมนตรี ที่ประชุมกันในคืนวันที่ 6 ตุลาคม ต้องรับผิด ส่วนผู้ปฏิบัติการ กำลังดูว่าใครต้องรับผิดชอบบ้าง อาวุธที่ใช้เพื่อเป็นการสลายการชุมนุมหรือเจตนาฆ่า ส่วน ป.ป.ช. ตั้งอนุกรรมการสอบสวนแล้ว สองชุดนี้จะเป็นที่หวังได้

"ทักษิณ"พลิกเกมอ้อนแฝงปลุกระดมเผชิญหน้า

นักวิชาการหลายสำนักเผยผิดคาด "ทักษิณ" โฟนอินพึ่งพระบารมี พลิกเกมแบบเจียมตัว ยากตีความ ชี้ เสื้อแดง เปิดเกมวัดพลังพร้อมห้ำหั่นเสื้อเหลือง เต็มเหนี่ยว แนะ "สมชาย"ล้มเลิกความคิดตั้ง ส.ส.ร.3 หยุดชนวนเหตุนองเลือด

ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาหัวข้อ"วิเคราะห์เหตุการณ์หลังคืนวันที่ 1 พ.ย." โดยนางอมรา พงศาพิชญ์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์ฯ กล่าวว่า การจัดเวทีความจริงวันนี้สัญจรเมื่อคืนวันที่ 1 พ.ย.ออกมาค่อนข้างดี ไม่มีการเชิญชวนให้ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง ถือเป็นวิธีการที่เหมาะสม แต่จะเหมาะสมมากกว่าหากจะไม่จัดเลย
การประกาศจัดเวทีด้วยการเอา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นพรีเซ็นเตอร์ เชิญชวนคนให้มาแสดงพลังมหาศาลที่เขามีอยู่ ทำให้เห็นว่าพลังของเสื้อแดง และเสื้อเหลืองพร้อมจะเผชิญหน้ากันเมื่อใดก็ได้ ดังนั้น เราต้องขอเรียกร้องไปยังรัฐบาล ว่าไม่ควรมีการเผชิญหน้ากันระหว่างเสื้อแดงกับเสื้อเหลือง และกล้าที่จะตัดสินในเรื่องการตั้ง ส.ส.ร. 3 เพราะเป็นชนวนที่จะกระตุ้นให้เกิดการเผชิญหน้า

“ บนเวทีความจริงวันนี้คุณทักษิณ ได้พยายามพลิกสถานการณ์ด้วยการใช้ท่าทีเจียมตัว อ่อนน้อมนุ่มนวลว่าอยากจะกลับบ้านและบอกให้ประชาชนหาทางกลับให้และขอพึ่งพระบารมีนั้นก็ถือเป็นถ้อยคำที่ขึ้นอยู่กับว่าจะตีความกันอย่างไร โดยสามารถตีความได้สองทาง คือ การขอให้ประชาชนที่เป็นพลังเสื้อแดงช่วยให้เขาได้กลับบ้าน

ส่วนการขอความเมตตาต่อสถาบัน นั้น ความเมตตาต่อสถาบันก็ตีความได้หลายๆ อย่าง ซึ่งส่วนตัวไม่อยากพูดขอให้ทุกคนคิดกันเองว่าเป็นรูปแบบไหน

ด้านนายสุรพงษ์ กองจันทึก กรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ กล่าวว่า การที่ทุกฝ่ายจะบอกว่าไม่ได้ใช้ความรุนแรงก็เป็นการพูดเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดีเท่านั้น แม้ไม่ได้พกอาวุธปืน มีด แต่ก็มีการใช้คำพูดที่ยั่วยุให้เกลียดชังฝ่ายตรงข้าม เมื่อฝ่ายตรงข้ามถูกทำร้ายอีกฝ่ายก็จะแอบดีใจ ซึ่งถือเป็นความรุนแรง เพราะในใจทุกฝ่ายมีความรุนแรงอยู่

ดังนั้น สถาบันศาสนาจะต้องออกมาชี้นำให้สังคมได้ตระหนักและเป็นส่วนหนึ่งให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้ามาพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน ความรุนแรงที่อีกฝ่ายเป็นคนอื่นไม่ใช่พวกเดียวกันถือเป็นความรุนแรงที่เป็นอันตรายมาก ซึ่งจะนำไปสู่การห้ำหั่นกัน

นายสุรพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พูดถึงกระบวนการยุติธรรมและมีผู้เสนอให้ถวายฎีกานั้นตนเห็นว่าขณะนี้ต้องบอกว่ากระบวนการยุติธรรมในคดียังไม่สิ้นสุด เพราะมีเวลาอุทธรณ์ตามรัฐธรรมนูญได้ภายใน 30 วัน เราจึงบอกไม่ได้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ มีความผิด จึงอยากเรียกร้องให้กลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมระหว่างนี้ไม่ต้องถวายฎีกาเพื่อสู้คดี แต่ถ้ากระบวนการสิ้นสุดแล้วก็สามารถถวายฎีกาได้ เพราะถือเป็นพระราชอำนาจของในหลวง

"ไม่ควรไปกดดันด้วยการล่ารายชื่อเป็นหมื่นเป็นแสน ถวายฎีกาแค่เพียงคนเดียวหรือสองคนก็ได้แล้วไม่จำเป็นต้องล่ารายชื่อ"

นายเอกพันธุ์ ปิณฑวนิช นักวิชการจากศูนย์ศึกษาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ยังไม่มีใครออกมารับผิดชอบต่อเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 7 ต.ค.ไม่ว่าฝ่ายพันธมิตร และรัฐบาล หากรัฐบาลยังยืนยันเดินหน้าให้มีส.ส.ร. 3 ก็จะมีแนวโน้มเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกับ 7 ต.ค. หากรัฐบาลยังไม่หยุดและมีเหตุนองเลือดเกิดขึ้น ผู้รับชอบจะต้องเป็นรัฐบาล รวมทั้งนปช.และ หากมีการเคลื่อนไหวการชุมนุมอีกแกนนำจะต้องรับผิดชอบ

นายเอกพันธุ์ ยังกล่าวถึงการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณว่า เป็นจุดที่สังคมก้าวไม่พ้นทักษิณเสียที ต้องกลับมาสู่ เสื้อแดงเพิ่มขึ้นมากขนาดนั้นเกรงว่าพันธมิตร ก็พร้อมจะแสดงกำลัง ด้วยการระดมมวลชนเสื้อเหลืองมากขึ้น ถ้าพันธมิตร เพิ่มขึ้น นปช.ก็เพิ่มขึ้นอีก ไม่คิดว่าจะเป็นทางออกที่คลี่คลาย

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองในช่วงนี้แม้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งหลังจากเกิดเหตุ 7 ต.ค.จะคลี่คลายไปบ้าง แต่หลังจากนี้คิดว่าแนวโน้มความรุนแรงจะเพิ่มขึ้น อาจถึงขั้นนองเลือดครั้งที่ 4 เพราะจะเป็นการบวกสถานการณ์ 7 ต.ค.และ 2 ก.ย.เข้าด้วยกันเพราะมีนปช.เข้ามาด้วย อาจจะลุกลามเป็นสงครามการเมือง ซึ่งที่ผ่านมาเราประคองสถานการณ์มาได้กว่า 100 วันแล้ว ดังนั้น จึงจำเป็นต้องลดเงื่อนไขเพื่อหลีกเลี่ยง โดยทั้งสองฝ่ายทั้งพันธมิตร และนปช.ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงและงดความเคลื่อนไหวไม่ให้เกิดการปะทะ สิ่งใดที่เป็นอาวุธก็ควรไม่นำเข้ามาในที่ชุมนุม

สังคมไทยต้องเตือนทั้งสองฝ่ายให้ยึดกติกาเป็นหลัก ส่วนรัฐบาลต้องสรุปบทเรียนเหตุการณ์ 7 ต.ค.

ขณะที่ตำรวจ และทหาร ก็ควรสรุปว่าพลังของนปช.ที่ออกมาเมื่อวานนี้ (1 พ.ย.)หากมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น เช่น การปฏิวัติ พลังเหล่านี้ก็จะออกมาต่อต้าน

“การเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) นั้นพรรคร่วมรัฐบาลควรต้องชะลอกระบวนการออกไปก่อน เพราะขณะนี้กระบวนการไม่ได้รับการยอมรับ ถ้าเดินหน้าต่อไปชนวนความขัดแย้งก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น ถ้าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ถูกบรรจุเข้าสู่วาระของที่ประชุมสภาในวันพุธที่ 5 พ.ย.นี้ แล้วสภาอนุมุติให้ผ่านสองวาระรวดแล้วตั้งกรรมาธิการขึ้นมาระหว่างสองสภาและเว้นไว้ 15 วันก่อนเข้าสู่วาระ 3 ก็จะยิ่งให้ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เพราะการเข้าสู่วาระ 3 จะแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ถ้ารัฐบาลและฝ่ายสภาเล่นเกมเร็วด้วยการใช้เสียงข้างมากพิจารณารวดเดียว ความขัดแย้งก็ยิ่งสูงขึ้น อาจจะถือเป็นการผลักดันให้ความขัดแย้งถึงวาระแตกหัก

ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องชะลอส.ส.ร. 3 ออกไปก่อน แล้วกลับมาตั้งหลักกันใหม่ด้วยการดึงฝ่ายต่าง ๆที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยกันก่อน ”

นายปริญญา กล่าวด้วยว่า สถานการณ์การเมืองในช่วงนี้รัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องมีส.ส.ร. 3 เดินหน้าต่อไปจะเป็นการสร้างเงื่อนไขความรุนแรงจนรัฐบาลก็จะอยู่ต่อไปไม่ได้ ส่วนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ(คปพร.) นั้นก็ไม่ใช่ทางออก หากนำมาใช้ก็เท่ากับว่ารัฐบาลกำลังเล่นเกมเสี่ยง ที่ไม่ใช่เฉพาะเก้าอี้ตัวเอง แต่เป็นการเอาประเทศไปเสี่ยงด้วย ตอนนี้ทางออกก็มีหลายทาง ที่รัฐบาลจะต้องเลือกเว้นแต่ว่าจะตั้งส.ส.ร.ขึ้นมาเพื่อให้มีอำนาจอยู่ไปได้นานขึ้นหรือเป็นการตั้งขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นเหตุการณ์ 7 ต.ค.เท่านั้น

“ เราจะต้องจับตาคำสัญญาของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ ที่เคยประกาศว่าหลังจากตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีนายปรีชา พาณิชวงศ์ เป็นประธานฯ ทำงานไปแล้ว 15 วันและมีผลอย่างไรรัฐบาลก็จะปฏิบัตินั้นเมื่อครบกำหนดแล้วนายสมชายจะทำอย่างไร เพราะการรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ไม่ใช่การใช้เงินอย่างเดียว แต่จะต้องเป็นการรับผิดทางการเมืองด้วย ถ้าครบกำหนดแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็จะทำให้นายสมชายขาดความน่าเชื่อถือย่างรุนแรง ”

รองอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าอยู่นี้ไม่ได้เป็นการแก้ไขความขัดแย้งแต่เป็นเรื่องการแก้เกมการเมือง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหยุดก่อน เพราะหากไม่หยุดวันที่ 20-21 พ.ย.ที่อาจจะเป็นวันครบกำหนดที่จะต้องนำผลการพิจารณาของกรรมาธิการศึกษามาตรา 291 เราอาจจะต้องเห็นการนองเลือดอีก

"ผมมีข้อเสนอให้ทุกฝ่ายสองทางเลือก คือ 1. ถ้ารัฐบาลเห็นว่าไม่ควรเดินหน้าให้มีส.ส.ร.ก็ควรยุบสภาและก่อนยุบก็ควรตกลงกันว่าจะให้มีการเลือกตั้งและส.ส.ควรมีที่มาแบบใด อาจจะมีเวทีในการพูดคุยทั้งฝ่ายพันธมิตรฯและรัฐบาล และ 2. ให้มีการยุบสภาแล้วมีการเลือกตั้งใหม่ด้วยการพ่วงวาระทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้ประชาชนได้ออกความเห็นว่าจะตั้ง ส.ส.ร.เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่อย่างไร หากผลเป็นอย่างไรก็ถือว่าทุกฝ่ายจะต้องยุติ ”

นายปริญญา กล่าวถึงการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ บนเวทีความจริงวันนี้สัญจรว่า การที่พ.ต.ท.ทักษิณ พูดเรื่องมหาประชาชนต้องไม่ลืมว่าประชาชนมีทั้งฝ่ายไม่ชอบและชอบพ.ต.ท.ทักษิณ ผู้นำทั้งสองฝ่ายต้องตระหนักว่าไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั้งฝ่ายที่ชอบและไม่ชอบก็เป็นประชาชนทั้งสิ้น ดังนั้น ต้องไม่ทำให้ทั้งสองฝ่ายเกลียดกันมากไปกว่านี้ โดยสังคมไทยควรจะข้ามพ้นเรื่องตัวบุคคล โดยต้องฝากถึงคู่ขัดแย้งทั้งสองกลุ่มไม่ควรมาฆ่ากันเพราะพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งการพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถึงคดีเมื่อคืนวันที่ 1 พ.ย.นั้นตนคิดว่าคดีที่พ.ต.ท.ทักษิณ กังวลมากที่สุด น่าจะเป็นคดียึดทรัพย์ เพราะคดีอื่น ๆ ที่เป็นคดีอาญาที่จะเดินต่อไม่ได้ เนื่องจากยังไม่มีการเปิดศาลนัดแรก ที่โดยหลักแล้วโจทก์ต้องนำตัวจำเลยมาขึ้นศาลก่อนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งคดีอาญาอื่นๆ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้มาขึ้นศาลเลย แต่คดียึดทรัพย์ไม่ใช่คดีอาญาศาลจึงสามารถพิจารณาลับหลังจำเลยได้

“ คดีการยึดทรัพย์นี้ไม่ใช่ว่าศาลจะต้องยึดทรัพย์ทั้งหมดที่อายัดไว้ เพราะหากพ.ต.ท.ทักษิณสู้คดีและพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินได้มาโดยชอบศาลก็จะคืนให้ หากพิสูจน์ได้มากแค่ไหนก็จะได้คืนมากเท่านั้น ดังนั้นต้องคุณทักษิณจะต้องกลับมาพิสูจน์ในศาล หากมั่นใจว่าได้ทรัพย์สินของตัวเองได้มาโดยชอบก็ไม่จำเป็นต้องกลัว แม้มีข้อโต้แย้งว่า การจัดทำสำนวนในการฟ้องคดีนั้นมาจากการทำงานของคตส.ที่มาจากการรัฐประหาร แต่ต้องไม่ลืมว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นกระบวนการปกติที่มีมาก่อน 19 ก.ย. 49 ดังนั้นทักษิณไม่มีอะไรต้องกังวล ถ้าเชื่อมั่นว่าตัวเองหาทรัพย์สินมาโดยชอบจริงก็ไม่มีความจำเป็นต้องกลัว ”

วิถีแห่งราชประชาสมาสัย !

สังคมไทยแตกแยกเป็น 2 ส่วนมากขึ้น ๆ หลังเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ความแตกแยกนี้ไม่อาจยุติลงได้โดยวิถีทางปกติ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลลาออก ยุบสภา หรือทหารออกมารัฐประหารในรูปแบบเดิม ๆ หรือปรับเปลี่ยนไปจากเดิมไม่มาก มีอยู่วิถีทางเดียวเท่านั้น....

คำว่า “ลัทธิราชประชาสมาสัย” พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี ท่านนำมาใช้เป็นครั้งแรก ในบทสนทนาหัวข้อ “การเมืองไทย” กับท่านอาจารย์เสน่ห์ จามริก และท่านอาจารย์ดร.เกษม ศิริสัมพันธ์ มีบันทึกอยู่ในวารสารธรรมศาสตร์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 เดือนเมษายน 2515 หน้า 39 – 45

ระยะเวลาที่ใกล้ขึ้นมาสักหน่อย ก็เห็นจะเป็นงานเขียนของ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ที่แม้จะไม่ได้เอ่ยคำว่า “ลัทธิราชประชาสมาสัย” แต่ก็ได้อรรถาธิบายลักษณะพิเศษของระบอบประชาธิปไตยในบ้านเราไว้ได้ชัดเจน

ท่านเขียนไว้ในบทความเรื่อง "ในหลวงกับประชาชน : เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทย" ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ 30 เมษายน 2536 และกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของบทที่ 7 ส่วนที่ 2 ตำรา "กฎหมายมหาชน เล่ม 2" ตีพิมพ์เมื่อเดือนกันยายน 2537

อาจารย์บวรศํกดิ์ ฟันธงว่า เอกลักษณ์ระบอบประชาธิปไตยไทยนั้นแตกต่างกับประเทศอื่นตรงที่...

อำนาจอธิปไตยนั้นอยู่ที่พระมหากษัตริย์และประชาชน

ต่างกับรัฐธรรมนูญของชาติอื่นที่ถือว่าประชาชนเท่านั้นที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย !

ทั้งนี้ ก็จากการพิจารณาบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแทบทุกฉบับนับแต่ 10 ธันวาคม 2475 มาจนถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ใช้ข้อความทำนองเดียวกัน

“อำนาจอธิปไตยมาจาก (เป็นของ) ปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”

ซึ่งมีที่มาจาก 2 เหตุผลหลัก

1. เหตุทางประเพณีในสังคมวัฒนธรรมไทย -- อันเกิดจากการสั่งสมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพระมหากษัตริย์กับประชาชน

2. เหตุผลทางนิติศาสตร์ -- หากสืบสาวเรื่องย้อนไปจนถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2475

ก่อนวันที่ 24 มิถุนายน 2475 อำนาจอธิปไตยอยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ ครั้นเมื่อคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระมหากษัตริย์ซึ่งทรงอำนาจอธิปไตยอยู่ก็สละพระราชอำนาจนั้นให้ประชาชนทั้งประเทศด้วยการพระราชทานรัฐธรรมนูญ แล้วลดพระองค์ลงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ แต่ยังทรงใช้อำนาจนั้นแทนปวงชน

ในทางกฎหมาย ต้องถือว่าทั้งพระมหากษัตริย์และประชาชนต่างเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยร่วมกัน

ด้วยเหตุนี้ในทางกฎหมายนั้น เมื่อมีการรัฐประหารเลิกรัฐธรรมนูญคราใดต้องถือว่าอำนาจอธิปไตยที่เคยพระราชทานให้ปวงชนนั้นกลับคืนมายังพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นเจ้าของเดิมมาก่อน 24 มิถุนายน 2475

ผลสำคัญประการแรกทางกฎหมายระหว่างประเทศก็คือ รัฐบาลนานาชาติไม่ต้องรับรองรัฐบาลไทยใหม่ เพราะการเปลี่ยนแปลงโดยการรัฐประหารเป็นเรื่องระดับภายใน แต่ระดับสูงสุดคือสถาบันพระมหากษัตริย์ยังดำรงอยู่ และทรงเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่กลับคืนมาเป็นของพระองค์ท่านด้วย ส่วนคณะรัฐประหารไม่ใช่เจ้าของอำนาจอธิปไตยเลย แต่มีอำนาจปกครองบ้านเมืองในเวลานั้นตามความเป็นจริงเท่านั้น

พูดง่าย ๆ คืออำนาจอธิปไตยที่เป็นอำนาจทางกฎหมายอยู่ที่พระมหากษัตริย์ แต่อำนาจในทางความเป็นจริงอยู่ที่คณะรัฐประหาร

ผลสำคัญประการที่สองคือเมื่อคณะรัฐประหารประสงค์จะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อจัดทำเสร็จ ก็ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อขอให้ทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อลงพระปรมาภิไธยก็เท่ากับพระมหากษัตริย์สละอำนาจอธิปไตยกลับคืนมาที่ประชาชนอีก

สรุปคืออำนาจอธิปไตยที่เป็นอำนาจตามกฎหมายนั้นถ้าไม่อยู่ที่ “พระมหากษัตริย์” แล้ว.. . ก็อยู่ที่ “พระมหากษัตริย์กับประชาชน” เท่านั้น !

สภาพการณ์ในทางปฏิบัติที่ควรพิจารณาทางด้านนิติบัญญัติ ในการตราพระราชบัญญัตินั้น แม้กฎหมายจะผ่านรัฐสภามาแล้ว ก็ต้องให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยจึงจะเป็นพระราชบัญญัติ และพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจยับยั้งที่จะไม่ลงพระปรมาภิไธยในกฎหมายได้ ในประเทศตะวันตก ถือว่าแม้พระมหากษัตริย์จะมีพระราชอำนาจยับยั้งร่างกฎหมาย แต่ก็มีจารีตประเพณีว่าพระมหากษัตริย์จะไม่ทรงใช้พระราชอำนาจนั้น

ดังที่ปรากฏในอังกฤษ ว่าตั้งแต่ปี 1807 ที่ควีนแอนน์ทรงยับยั้งกฎหมายเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ไม่ปรากฏว่ากษัตริย์อังกฤษเคยยับยั้งร่างกฎหมายอีกเลย แต่ในไทยประเพณีการปกครองที่คนไทยยอมรับแตกต่างกับในอังกฤษอย่างสิ้นเชิง หากพระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจยับยั้งร่างกฎหมาย หรือมีพระราชดำริให้แก้กฎหมาย องค์กรตามรัฐธรรมนูญพึงดำเนินการตามพระราชวินิจฉัยนั้น แม้โดยปกติพระมหากษัตริย์จะไม่ทรงใช้พระราชอำนาจนี้ แต่เมื่อทรงใช้ องค์กรตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมาก็ปฏิบัติตาม

ดังจะเห็นได้จากพระราชกระแสที่มีพระบรมราชวิจารณ์รัฐธรรมนูญ 2517 ว่าการให้องคมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการตั้งสมาชิกวุฒิสภา เป็นการดึงพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวกับการเมือง

สภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงได้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2517 เมื่อปี 2518 ตามพระราชกระแส ซึ่งยังไม่เคยมีปรากฏการณ์เช่นนี้ในประเทศอื่น แม้เมื่อประมาณปี 2535 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหมิ่นประมาทที่ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติไปแล้ว และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าจำกัดดุลพินิจศาล และไม่สอดคล้องกับเสรีภาพของสื่อมวลชน ก็ไม่ปรากฏว่ามีการลงพระปรมาภิไธย และไม่ปรากฏว่าเมื่อเกิน 90 วันไปแล้วมีการหยิบยกขึ้นโดยรัฐสภาเพื่อลงมติยืนยันแต่อย่างใด

จริงอยู่ รัฐบาลปัจจุบันมาจากการเลือกตั้ง สถานการณ์ไม่น่าจะนำไปเปรียบเทียบกับคณะรัฐประหารในอดีตได้ นี่ก็ขึ้นอยู่กับการตีความและอยู่ที่เจตจำนงของประชาชน เพราะ “ทรราช” มีได้หลายโฉมหน้า !

การได้อำนาจรัฐที่มาจากการเลือกตั้งดำเนินการฉ้อฉลสารพัดสารพันถึงที่สุดแล้วก็ไม่ต่างจากการรัฐประหารโดยเนื้อหา

เป็นการรัฐประหารด้วยอำนาจเงิน !

การแถลงนโยบายฝ่ายเดียว ท่ามกลางองค์ประชุมที่น่าสงสัยว่าจะไม่ครบนั้น ในทางทฤษฎีแล้ว – ขณะนี้ไม่มีรัฐบาล และอำนาจอธิปไตยที่ได้พระราชทานให้ปวงชนนั้นจึงกลับคืนไปสู่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นเจ้าของเดิมมาก่อน 24 มิถุนายน 2475 โดยอัตโนมัติอีกครั้ง แต่ในทางปฏิบัติจะเป็นไปได้หรือไม่ – ก็อยู่ที่ประชาชนทั้งหมดแล้วว่าจะแสดงประชามติ “รับรอง” หรือไม่ ?

"โคทม" ผิดหวัง"แม้ว"โฟนอินเรื่องของตัวเอง ไม่ช่วยยุติรุนแรง

ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี ผิดหวัง "นักโทษชายแม้ว" โฟนอินเรื่องของตัวเอง ไม่ได้ช่วยยุติความรุนแรง ยังหวังให้ปรับเปลี่ยนความคิดสร้างสันติสุขให้ประเทศชาติ

นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การโฟนอินของพ.ท.ต.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากการจับใจความเนื้อหาก็พอรับได้ แต่ก็ค่อยข้างไปทางลบ ไม่ได้ช่วยให้เกิดการคลี่คลายสถานกรณ์ความรุนแรงในประเทศได้เลย พ.ต.ท.ทักษิณ พูดถึงสถานะของตัวเองตลอด ไม่ได้ย้ำให้เกิดการยุติความรุนแรงแต่อย่างใด หากจะให้เดาคงบอกได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีเป้าหมายที่จะกอบกู้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของตนเอง อยากจะกลับเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติ แม้จะเป็นเรื่องยากแต่ก็มีความพยายามที่จะเข้ามาในไทย

"ความรุนแรงจะเกิดขึ้นหรือไม่คงตอบไม่ได้ เพราะมีอีกหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แต่การทำแกนนำพันธมิตร และนปช. ออกมาประกาศจะไม่ใช่วิธีรุนแรงหรือหลีกเลี่ยงการปะทะ ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี และผมยังคงหวังว่าคุณทักษิณ น่าจะมีส่วนช่วยให้ประเทศชาติ ประชาธิปไตย ด้วนสันติวิธีกลับคืนมาได้" ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี กล่าวทิ้งท้าย

นักวิชการอัด"แม้ว"ปลุกมวลชนขอพระราชทานอภัยโทษ

นักวิชาการนิด้า จวก “ทักษิณ” โฟนอินทำ “สังคมแตก” ปลุกมวลชน ฮือขอในหลวง อภัยโทษพ้นคุก ชี้ชัดทำไม่ได้ต้องเข้าตารางก่อน เชื่อทหารออก “ยึดอำนาจ” ก่อนบ้านเมืองพินาศ
นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวถึงท่าทีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ระบุในการโฟนอินว่าจะกลับไทยได้ด้วยพระบารมีและพระเมตตา ว่า ท่าทีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชัดเจนว่าจะใช้กระบวนการราชประชาสมาศัย ให้การช่วยเหลือให้ตัวเองพ้นผิด คือการให้ประชาชนรวมตัวกันเป็นจำนวนมากแล้วเรียกร้องให้ขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระมหากษัตริย์

"โดยหลักกฎหมายแล้วการขอพระราชทานอภัยโทษนั้นผู้นั้นต้องได้รับโทษอยู่ก่อนแล้วจึงจะขอพระราชทานอภัยโทษได้ หรืออีกกรณีหนึ่งคือเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้พ.ต.ท.ทักษิณ แต่แนวทางนี้ก็ขัดรัฐธรรมนูญเพราะการจะนิรโทษกรรมนั้นจะทำเพื่อคนๆ เดียวไม่ได้"

อธิการบดีนิด้า กล่าวว่า ท่าทีการปลุกระดมของพ.ต.ท.ทักษิณ เห็นชัดว่าจะใช้กำลังคนที่สนับสนุนต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ตัวเองและพวกพ้อง โดยทำทุกอย่างไม่สนใจว่าบ้านเมืองจะเกิดความแตกแยกรุนแรงขนาดไหน เพราะคน 2 กลุ่มพร้อมจะปะทะกันมากขึ้น เชื่อว่าก่อนที่บ้านเมืองจะพินาศถึงขีดสุดทหารจะออกมาปฎิบัติการบางอย่างเพื่อยุติปัญหา

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

"แม้ว"ซมซานขอพึ่งพระบารมีกลับประเทศ

นักโทษชายทักษิณ สายตรงสาวกเสื้อแดง ขอพึ่งพระบารมี และพลังเสื้อแดงกลับเข้า
เมื่อเวลา 20.50น. ได้มีการต่อสายจากพ.ต.ทงทักษิณ ชินวัตร เข้ามาในรายการ"ควมจริงวันนี้สัญจร สด ๆ ท่ามกลางเสียงปรบมือ และตะโกนต้อนรับพ.ต.ท.ทักษิณ ดังกระหึ่มป็นระยะ โดยพ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวทักทายผู้มาร่วมชุมนุมราว 5 หมื่นคน ว่า คิดถึงตนหรือเปล่า เรียกเสียงตอบรับกระหึ่มสนามกีฬา พร้อมทั้งกล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้พอหลายคนรู้ข่าว่าตนจะโฟนอิน เข้ามาในรายการก็เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นในไทย เพราคิดว่าตนจะพูดสร้างความแตกแยก
" จริง ๆ แล้วผมไม่ใช่หัวหน้าม็อบ แต่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี มีสำนึกต่อประชาชนและประเทศชาติ ผมอยากกลับมาประเทศไทยแต่ก็กลับไม่ได้ ถูกศาลสั่งจำคุก 2 ปี อายุความของคดียาว 10 ปี ถามว่าพี่น้องจะให้ผมอยู่ต่างประเทศนานถึง10ปีเชียวหรือ " พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวตั้งคำถาม ท่ามกลางแฟนพันธุ์แท้คนรักทักษิณตะโกนเรียกชื่อพ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมเสียงร้องไห้ดังระงม
กระนั้นก็ดี อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องหนีคดีความอยู่ในต่างประเทศ ยังกล่าวอีกว่า ไม่มีใครจะนำตนกลับเมืองไทยได้นอกจากพระบารมีที่จะทรงมีพระเมตตา หรือไม่ก็พลังของประชาชนเท่านั้นที่จะช่วยได้

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ถอดระหัส 64 ส.ว.แก้รัฐธรรมนูญ เลื่อยเก้าอี้ประธานวุฒิฯ


การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ที่นอกจากทำให้ประชาชนคนไทย สภาผู้แทนราษฎร แตกออกเป็น "เสี่ยงๆ" แล้วยังรวมถึงวุฒิสภา ด้วย ทั้งนี้เพราะมีหลาย "ปม" ที่เกี่ยวโยงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันจะนำมาสู่การตั้ง ส.ส.ร.3 ตามความต้องการของรัฐบาล
ทั้งนี้ ในส่วนของวุฒิสภา เป็นที่ชัดเจนว่า นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา มิได้เห็นด้วยกับแนวทางนี้ แต่ นายนิคม ไวยรัชพานิช ส.ว.ฉะเชิงเทรา ในฐานะรองประธานวุฒิสภา กลับเป็นผู้กำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 และเป็นเจ้าของโมเดล ส.ส.ร. 120 คน ซึ่งเรื่องนี้มาที่มาที่ไปควรแก่การ "ถอดระหัส" อย่างยิ่ง
นายนิคม นั้น ทราบกันดีว่าเป็นน้าของ นายสุชาติ ตันเจริญ อดีตส.ส.กลุ่ม 16 อันโด่งดัง ซึ่งมีทั้งนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเนวิน ชิดชอบ นายสรอรรถ กลิ่นปทุม ว่าที่ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เป็นต้น
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นผลพลอยได้หลังจากรัฐบาลปฏิบัติการล้อมปราบฆ่าประชาชน ที่หน้ารัฐสภา โดยใช้ตำรวจจาก 2 หน่วย คืออรินทราช และตำรวจตชด. โดยมีคนคุม "คิว" 2 ทีม แต่เป้าหมายเดียวกันคือยิงประชาชน ที่ชมนุมบริเวณด้านหน้าและด้านข้างรัฐสภา (เป็นข้อมูลลับที่รอการเปิดเผยเพราะรู้ตัวคนสังการแล้ว) และข้อมูลที่ตรงกันคือ 4-5 วันก่อนยิงประชาชน ที่หน้ารัฐสภา มีการเบิกแก๊สน้ำตาอย่างต่อเนื่องทุกวัน
นี่คือการเดินหมากในด้านสายเหยี่ยว คือ "ฝ่ายบู้"เพื่อเปิดทางเข้าสภาให้รัฐบาลแถลงนโยบายเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551
ขณะที่ "ฝ่ายบุ๋น" เมื่อรัฐบาลเสร็จจากการแถลงนโยบาย ก็ใช้การเดินเกม "ซื้อเวลา" ต่ออายุรัฐบาล ผ่านทาง นายนิคม โดยพิมพ์เขียวการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 นั้น เป็นฉบับเดียวกันกับฝ่ายส.ส. แต่ก็อบปี้ออกเป็น 2 ชุด คือชุดหนึ่งส่งผ่านไปทางด้าน ส.ส. อีกชุดหนึ่งมี นายนิคม เป็นผู้ถือเอาไว้ เพราะฉะนั้น ในวันประชุมที่รัฐบาลพยายามเรียกว่าเป็นการประชุม 4 ฝ่าย โดยที่ไม่มี ผู้นำฝ่ายค้าน และประธานวุฒิสภา เกมจึงเข้าทางรัฐบาล ด้วยเสียงกระซิบจาก นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ นายนิคม เข้าร่วมประชุม และที่ประชุมวันนั้นเห็นขอบโมเดล ส.ส.ร. 3 ที่นายนิคม เสนอ ซึ่งภาพจะออกมา "สวยกว่า" ว่า ส.ส.ร.3 มาจากวุฒิสภา
เพราะฉะนั้น การประชุมวุฒิสภา เมื่อวันศูกร์ที่ผ่านมา (24 ตุลาคม) นายนิคม จึงยืนยันว่า นายประสพสุข เป็นผู้มอบหมายให้ไปร่วมประชุมกับนายชัย ชิดชอบ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และผู้แทนพรรคร่วมรัฐบาล โดยมีหนังสือมอบหายเป็นลายลักษณ์อักษร ขณะที่นายประสพสุข "ย้ำหัวตะปู" ว่า ส.ส.ร. 3 ไม่ใช่ทางออก
เมื่อเปิดเกมแลกกันเช่นนี้ หลังการประชุมวฒิสภา ที่ปิดประชุมแบบกระท่อนกระแท่น นั้น ได้มีการเปิดแถลงข่าวตอบโต้กัน ของส.ว. 2 กลุ่ม โดยฝ่ายหนึ่งเรียกตัวเองว่า "กลุ่ม 24 ตุลา 51" พร้อมอ้างว่ามี 64 ส.ว. อยู่ในมือ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเรียกชื่อตัวเอง ว่า "กลุ่ม 40 ส.ว."
ทั้งนี้ หากจะโฟกัสกลุ่ม 64 ส.ว.ก็สามารถแยกได้เป็นกลุ่มใหญ่ ดังนี้
กลุ่มที่ 1 ส.ว.อีสาน
มี นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง ส.ว.บุรีรัมย์ และนายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ โดยคน ๆ นี้น้องเป็นส.ส.พลังประชาชน นอกจากนี้ยังมี ยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร เป็นแกนนำ โดยส.ว.อีสานเกือบทั้งหมดซึ่งต้องพึ่งฐานคะแนนเสียงจากพรรคการเมือง คือพลังประชาชน ยกเว้น นครราชสีมา ที่ต้องใช้ฐานเสียงของ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ
กลุ่มที่ 2 ส.ว.ภาคกลาง
มี นายประสิทธิ์ โพธสุธน พี่ชาย ประภัทร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย รวมกับซีกของ นายสมชาติ พรรณพัฒน์ ส.ว.นครปฐม ซึ่งก็คือน้าชายของ "ไชยศ ไชยา สะสมทรัพย์" เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัททรัพย์ฮกเฮง เป็นบริษัทที่ "เมียไชยา สะสมทรัพย์" ถือหุ้น จนทำให้ตัวนายไชยา ต้องกระเด็นตกเก้าอี้รมช.พาณิชย์ มาแล้ว
กลุ่มที่ 3 กลุ่มนางนฤมล ศิริวัฒน์
นางนฤมล นั้นเป็น ส.ว.อุตรดิตถ์ เป็นเมียของ นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ อดีตเลขาธิการพรรคราษฎร แล้วต่อมายุบรวมกับพรรคประชากรไทย ที่มีสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค และมี "กลุ่มปากน้ำ" อยู่ในพรรคประชากรไทยด้วย
ในกลุ่มนี้ยังมีซีกของ นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ ส.ส.กอบกุล นพอมรบดี ส.ส.ราชบุรี ที่โดนยิงเสียชีวิตไป โดยส.ส.กอบกุล คือลูกพี่ลูกน้องของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ โดยที่เกี่ยวดองกับตระกูลศิริวัฒน์ เมื่อน้องสาวของนายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ ก็ไปแต่งงานกับ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ น้องชายแท้ ๆ ของนายสุวัจน์
กลุ่มที่ 4 กลุ่มนายดิเรก ถึงฝั่ง
นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี เป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด มีฐานเสียงสำคัญจาก นายอุดมเดช รัตนเสถียร คนๆ นี้เป็นใครต้องถาม นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จะทราบดี นอกจากนี้ก็ยังได้ฐานเสียงของ ส.ส.คนดัง คือ พ.อ.อภิวัน วิริยะชัย พรรคพลังประชาชน ซึ่งขณะนี้นั่งในตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
กลุ่มที่ 5 ส.ว.สายเหนือ
กลุ่มนี้ มีนายชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ส.ว.เชียงใหม่ เป็นแกนนำ โดยส.ว.ภาคเหนือตอนบนยกเว้น นางจิราวรรณ จงสุทธนามณี วัฒนศิริธร ส.ว.เชียงราย เท่านั้นทีไม่ได้อยู่ "กลุ่มเจ๊" คนดังของภาคเหนือ ซึ่งแนบแน่นกับกลุ่มนายยงยุทธ ติยะไพรัช และขณะนี้กลุ่มส.ว.เชียงราย ได้ย้ายกลุ่มทั้งหมดมาสังกัดพรรคชาติไทย ของนายบรรหาร ศิลปอาชา เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา
กลุ่มที่ 6 ส.ว.ภาคตะวันออก
กลุ่มนี้มีฐานคะแนนเสียงมาจากพรรคประชาราช ของ นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช โดยเฉพาะ นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ส.ว.ปราจีนบุรี นั้นเดิมเป็นอดีตนายกอบจ.ปราจีนบุรี ด้วย
กลุ่มที่ 7 ส.ว.สรรหา
กลุ่มนี้บางส่วนมีทหารคนดังเป็นแกนนำ อีกส่วนหนึ่งลงชื่อเพราะไม่รู้เรื่อง เนื่องจากมีส.ว.คนหนึ่ง "เดินเกม" ด้วยการอ้างว่ากลุ่ม "เป็นกลาง" ทำให้มีส.ว.สรรหา 34 คนหลงเชื่อเพราะต้องแสดงความเป็นกลางจริง ๆ แต่กลับมีชื่อไปเติมอยู่ในกลุ่ม 64 ส.ว. ดังนั้น รายชื่อ 64 ส.ว.จะมีคนถือรายชื่ออยู่ 2 ชุด คือชุดหนึ่งชัดเจนว่าจะสนับสนุนแนวทางแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ขณะที่ อีก 34 ชื่อ ส่วนใหญ่เป็นส.ว.สรรหา ซึ่งไม่รู้เรื่องนี้ แต่แกนนำส.ว.หญิง ประกาศจะทำความเข้าใจเป็นการส่วนตัวภายหลัง
ทั้งหมดนี้มีทหารคนดังเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะนี่คือการเช็คชื่อเพื่อเปลี่ยนตัวประธานวุฒิสถา โดยมีเงิน 2 หมื่นล้านบาท เป็นเดิมพัน ซึ่งหากจะทำให้เงินก้อนนี้เคลื่อนได้ต้องมีประธานสภาผู้แทน และประธานวุฒิสภา เห็นตรงกัน
บัดนี้อะไรก็ทำได้เมื่อเงินมันตำตาอยู่ใกล้แค่เอื้อมนี้แล้ว
เปลี่ยนตัวประธานวุฒิสภาได้เมื่อไหร่แบ่งเค๊กกันมันปาก

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ป.ป.ช. เลื่อนชี้มูลคดีรถดับเพลิง ต้น พ.ย."อภิรักษ์"ติดโผ


ป.ป.ช.ประชุมกว่า 7 ชั่วโมง พิจารณาสำนวนคดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง แต่ยังไม่สามารถชี้มูลได้ เลื่อนไปเป็นต้นเดือน พ.ย.นี้ เผยมีชื่อ"สมัคร-อภิรักษ์" ติดโผ
ที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณาสำนวนการทุจริตโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกทม. มูลค่า 6,200 ล้านบาท ตามที่คตส.ได้ส่งเรื่องมาให้ ป.ป.ช.พิจารณา โดยที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ใช้เวลาการพิจารณากว่า 7 ชั่วโมง
ภายหลังการประชุมนายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช.ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีการทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่วันนี้ ยังไม่สามารถชี้มูลความผิดได้ เนื่องจากรายละเอียดตามสำนวนที่คณะอนุกรรมการไต่สวนฯเสนอมานั้น มีเป็นจำนวนมาก ทำให้ที่ประชุมยังไม่สามารถลงมติได้ จึงมีมติให้นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาอีกครั้งในช่วงต้นเดือน พ.ย. นี้ และคาดว่าจะสามารถชี้มูลความผิดได้ โดยในวันนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.แต่ละคนได้นำสรุปสำนวนการไต่สวนกลับไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อจะได้มาลงมติชี้มูลอีกครั้งในช่วงต้นเดือน พ.ย.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสำนวนคดีทุจริตการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงนั้น ในชั้นคณะอนุกรรมการไต่สวนฯที่มีนายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช.เป็นประธานอนุกรรมการนั้น ได้สรุปสำนวนความผิดเบื้องต้นว่า มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 10 กว่าคน ซึ่งมากกว่าสำนวนคดีที่ คตส.สรุปมาว่า มีจำนวนผู้กระทำผิดแค่ 5 คน โดยรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาที่คณะอนุกรรมการไต่สวนฯ สรุปเบื้องต้นว่ามีความผิด อาทิ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้ว่าราชการกทม. นายโภคิน พลกุล อดีตรมว.มหาดไทย นายประชา มาลีนนท์ อดีตรมช.มหาดไทย นอกจากนี้ยังมีชื่อ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการ กทม.ร่วมอยู่ด้วย หลังจากที่นายอภิรักษ์ไม่มีรายชื่อเป็นผู้ถูกกล่าวหาในชั้นการไต่สวนของคตส.

กองทัพพร้อมออกช่วย ตร.หากคนไทยตีกัน



กองทัพพร้อมออกช่วย ตร.ทันที หากเกิดเหตุรุนแรง ด้าน
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจประกาศยึดทำเนียบคืนในวันที่ 25 ต.ค.ว่า กองทัพบกเตรียมกองร้อยรักษาความสงบไว้ หากมีการประสานขอกำลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจขอให้ช่วยออกมาดูแลความสงบในพื้นที่ โดยกองทัพบก มีการเตรียมกำลังจากกองทัพภาคที่ 1 กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ (นปอ.) รวมถึงกองทัพเรือและกองทัพอากาศ ที่เตรียมพร้อมอยู่ในกรมกอง และสามารถออกปฎิบัติงานได้ทันที หากมีการร้องขอ เนื่องจาก ผบ.ทบ.ได้ให้นโยบายกองทัพว่า ให้เข้าถึงพื้นที่โดยเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดการปะทะ


อย่างไรก็ตาม ทหารจะไม่ออกมาปฎิบัติการ หากไม่มีการร้องขอจากตำรวจ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ และหากทหารออกมาโดยไม่ประสานงานกับตำรวจจะเกิดการสูญเสียขึ้นได้ ทั้งนี้กองทัพยืนยันจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และหวังว่า สถานการณ์วันที่ 25 ต.ค.จะไม่มีเหตุการณ์รุนแรง

เปิดชื่อ 64 ส.ว. กลุ่ม 24 ตุลา 51

หลังการปิดประชุมวุฒิสภา ส.ว.ทั้งสองฝ่ายได้พากันต่อคิวแถลงข่าวตอบโต้กันและกัน โดยรายชื่อ 64 ส.ว. ปรากฏว่ามีชื่อของนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา ซึ่งก่อนหน้านี้เคยประกาศว่าจะล่าชื่อส.ว.ที่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับนายประสพสุข และกลุ่ม 40 ส.ว.

สำหรับรายชื่อกลุ่ม 24 ตุลา 64 คน ประกอบด้วย
นางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์
นายสุโข วุฑฒิโชติ ส.ว.สมุทรปราการ
พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ ส.ว.ชุมพร
นางกอบกุล พันธุ์เจริญวรกุล ส.ว.สรรหา
พล.ท.สุจินดา สุทธิพงศ์ ส.ว.สรรหา
พล.ต.ท.พิชัย สุนทรสัจบูลย์ ส.ส.อุดรธานี
นายมงคล ศรีกำแหง ส.ว.จันทบุรี
นายวรวุฒิ โรจนพานิช ส.ว.สรรหา
พ.ต.อ.พายัพ ทองชื่น ส.ว.สรรหา
พล.ต.ท.มาโนช ไกรวงศ์ ส.ว.สุราษฎร์ธานี
นายสุรพงษ์ ตันธนศรีกุล ส.ว.กาญจนบุรี
นางจิราวรรณ จงสุทธนามณี วัฒนศิริธร ส.ว.เชียงราย
นายจตุรงค์ ธีระกนก ส.ว.ร้อยเอ็ด
นายสุพจน์ เลียดประถม ส.ว.ตราด
นายประเสริฐ ประคูณศึกษาพันธุ์ ส.ว.ขอนแก่น
นายจำนงค์ สวมประคำ ส.ว.สรรหา
นายประดิษฐ์ ตันวัฒนะพงษ์ ส.ว.สกลนคร
นายธวัชชัย บุญมา ส.ว.นครนายก
นายพรชัย สุนทรพันธุ์ ส.ว.สรรหา
นายถนอม ส่งเสริม ส.ว.อุบลราชธานี
นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ส.ว.ปราจีนบุรี
นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี
นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ส.ว.อุทัยธานี
นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี
นายวิทยา อินาลา ส.ว.นครพนม
นายโสภณ ศรีมาเหล็ก ส.ว.น่าน
นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี
พล.ร.อ.ณรงค์ ยุทธวงศ์ ส.ว.สรรหา
นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง ส.ว.บุรีรัมย์
นายกฤช อาทิตย์แก้ว ส.ว.กำแพงเพชร
นายพิเชต สุนทรพิพิธ ส.ว.สรรหา
พล.อ.อ.อาคม กาญจนหิรัญส.ว.สรรหา
นายสุพจน์ โพธิ์ทองคำ ส.ว.สรรหา
นายจรัล จึงยิ่งเรืองรุ่ง ส.ว.สระบุรี
นายสมชาติ พรรณพัฒน์ ส.ว.นครปฐม
พล.ต.ต.องอาจ สุวรรณสิงห์ ส.ว.เลย
นายพิชานพินิจ กุลละวณิชย์ ส.ว.สรรหา
นายสงคราม ชื่นภิบาล ส.ว.สรรหา
นายภิญโญ สายนุ้ย ส.ว.กระบี่
นายรักพงษ์ ณ อุบล ส.ว.หนองบัวลำภู
นายบวรศักดิ์ คณาเสน ส.ว.อำนาจเจริญ
นายประวัติ ทองสมบูรณ์ ส.ว.มหาสารคาม
พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี ส.ว.สรรหา
นางรสสุคนธ์ ภูริเดช ส.ว.สรรหา
พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ส.ว.มุกดาหาร
นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ
นางจิตร์ธนา ยิ่งทวีลาภา ส.ว.ชัยนาท
นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ ส.ว.ปทุมธานี
นายพีระ มานะทัศน์ ส.ว.ลำปาง
พล.ต.อ.โกวิท ภักดีภูมิ ส.ว.อ่างทอง
นายศุภวัฒน์ เทียนถาวร ส.ว.สิงห์บุรี
นายนิคม ไวยรัชพานิช ส.ว.ฉะเชิงเทรา
นายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล ส.ว.กาฬสินธุ์

นายสุเมธ ศรีพงษ์ ส.ว.นครราชสีมา
นายชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ส.ว.เชียงใหม่
นายสมศักดิ์ บุญเปลื้อง ส.ว.ลำพูน
พล.ต.ต.ขจร สัยวัตร์ ส.ว.หนองคาย
นายโชติรัช ชวนิชย์ ส.ว.สรรหา
นายชรินทร์ หาญสืบสาย ส.ว.ตาก
นายศิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ว.นครศรีธรรมราช
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา
นางสมพร จูมั่น ส.ว.เพชรบูรณ์
นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร
นายสุวิศว์ เมฆเสรีกุล ส.ว.

ประเวศค้านสล้างปิดทำเนียบหวั่นนองเลือด




ราษฎรอาวุโส "ประเวศ วะสี" ไม่เห็นด้วยกับแนวคิด "สล้าง" ขู่ปิดล้อมกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล หวั่นเกิดการนองเลือด ชี้ทะเลาะกันได้แต่อย่าให้เกิดการนองเลือด แนะทุกคนกลับตัวหันมาช่วยกันพัฒนาชาติ



ศ.น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้สัมภาษณ์ภายหลังการปาฐกถาพิเศษ "ท้องถิ่นภิวัฒน์ในกระแสโลภาภิวัฒน์" ที่โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น วันนี้ (24 ต.ค.) ถึงกรณีที่ พล.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ระบุว่าจะระดมพลเข้าปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลเพื่อตัดเส้นทางไม่ให้มีการส่งข้าวและน้ำให้แก่ผู้ชุมนุมในทำเนียบเป็นเวลา 3 วัน เพื่อปฏิบัติการยึดทำเนียบคืนแต่จะไม่ให้เสียเลือดเนื้อนั้น ว่า ต้องระวัง ทุกฝ่ายอย่าไปใช้ความรุนแรง



ผมไม่เห็นด้วยที่มีการทะเลาะกันเกิดขึ้นและต้องจบด้วยการใช้ความรุนแรง ทุกฝ่ายควรให้เวลาในการจัดการ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถนำไปสู่การสร้างสรรค์การเมืองไทยได้ ทุกฝ่ายต้องช่วยกันดู ดูตัวเอง สังคมก็ต้องช่วยดู ยิ่งตำรวจและทหารก็ต้องช่วยดูกันใหญ่เพื่อไม่ให้เกิดการปะทะ



ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกแถลงการณ์โดยอ้างว่า การที่ศาลไทยพิพากษาจำคุก 2 ปีเพราะมีแรงผลักดันมาจากการเมืองนั้น จะส่งผลกระทบกับประเทศไทยอย่างไรบ้าง น.พ.ประเวศ กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้อ่านแถลงการณ์ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้เกิดปัญหา เพราะทุกวันนี้ปัญหาก็เยอะไปหมด จนเกิดการทะเลาะกันใหญ่
ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้สิ่งสำคัญคือต้องอย่านำไปสู่การนองเลือดของคนไทยอีกครั้ง เพราะหากมีคนไทยตายไปสักคนก็ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะฉะนั้นทุกฝ่ายจะต้องไม่ไปสู่จุดนั้น และทุกคนต้องกลับตัวหันมาช่วยกันพัฒนาประเทศชาติ นอกจากนี้ ก็ต้องหาทางล้างความรู้สึกที่หมักหมมในจิตใจของแต่ละฝ่ายออกไปให้หมด




"ดังนั้นจุดสำคัญในขณะนี้คือ ทุกฝ่ายต้องป้องกันการนองเลือด ทะเลาะกันไม่เป็นไร แต่อย่าให้นองเลือด ให้เวลากันเพื่อรอจุดลงตัว แต่ถ้าหากถึงขั้นใช้ความรุนแรงถึงนองเลือดก็จะไม่หายขัดแย้ง ดังจะเห็นได้จากประเทศกัวเตมาลาที่เขาขัดแย้งรุนแรงกว่าประเทศไทย มีประชาชนล้มตายนับแสนคน แต่เขาก็ยังหันมาคุยกันได้ เมื่อคุยกันแล้วก็นำไปสู่การสร้างสรรค์ แต่ของไทยยังไม่ทันจะคุยอะไรเลย"

วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2551

กก.สิทธิ์ฯชี้"สมชาย"ผิดสลายชุมนุม7ต.ค.ละเมิดสิทธิมนุษยชน



กรรมการสิทธิมนุษยชน สรุปเหตุสลายการชุมนุม 7 ต.ค. ที่มีประชาชนบาดเจ็บ และเสียชีวิตเป็นการกระทำรุนแรง เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน และละเมิดกฎหมาย ชี้รัฐบาล "สมชาย" ต้องรับผิดชอบฐานะผู้สั่งการ ตำรวจรับผิดชอบฐานะผู้ปฏิบัติ เดินหน้าหาตัวบุคคลผู้กระทำผิดต่อไป


ศ.เสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายสุรสีห์ โกศลนาวิน ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ร่วมกันแถลงวานนี้ (17 ต.ค.) ว่า จากการสอบถามผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจ และพยานในเหตุการณ์ อาทิเช่น สื่อมวลชน พบว่าตำรวจได้ยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ผู้ชุมนุมเพื่อสลายการชุมนุมที่บริเวณต่าง ๆ รวม 3 ครั้ง ได้แก่ ในเวลา 06.15 น. 16.00 น. และ 19.00 น. เป็นเหตุให้มีผู้ชุมนุมจำนวนมากได้รับบาดเจ็บสาหัสแขนขาขาด รวมถึงเสียชีวิต
นายสุรสีห์ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาเทียบกับหลักการสากลในการใช้กำลังสลายการชุมนุม และหลักปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้ถืออำนาจต้องใช้ความอดทนจนถึงที่สุด พยายามที่สุดในการใช้วิธีไม่รุนแรง หรือต้องใช้กำลังอย่างยับยั้งให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด และต้องให้ความช่วยเหลือรักษาพยาบาล และแจ้งญาติโดยเร็วที่สุด หรือในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน เริ่มจากการต่อรองก่อน จึงใช้โล่ผลักดัน จึงเป็นการฉีดน้ำโดยประกาศเตือนก่อน และหากยังไม่สำเร็จ ให้ประกาศเตือนจะใช้แก๊สน้ำตา จากนั้นจึงค่อยใช้แก๊สน้ำตา

"ในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม พบว่า มีการใช้แก๊สน้ำตาโดยไม่ประกาศเตือนผู้ชุมนุมก่อน และยังพบว่า คืนวันก่อนหน้านั้น (6 ต.ค.) เป็นที่ทราบในหมู่สื่อมวลชนแล้วว่า รัฐบาลได้เรียกประชุมเพื่อวางแผนจะใช้กำลังสลายการชุมนุมอยู่แล้ว เพื่อจะเปิดทางให้ ส.ส. ส.ว. และคณะรัฐมนตรี สามารถเข้าไปในอาคารรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลได้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน พิจารณาแล้วเห็นว่า การใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม เป็นการกระทำรุนแรงที่เกินความจำเป็น เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน และละเมิดกฎหมาย"

นายสุรสีห์ กล่าวว่า ในส่วนผู้ที่ต้องรับผิดชอบ นั้น พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำดังกล่าว เกิดจากความต้องการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยมีการประชุมวางแผนไว้ก่อนแล้ว จึงเชื่อว่า การกระทำเกิดจากการสั่งการของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบในฐานะผู้สั่งการ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ปฏิบัติ ซึ่งรัฐบาลมีแนวทางปฏิบัติในการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอยู่แล้ว
นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรรมการสิทธิฯ จะเร่งสอบสวนเพื่อหาตัวบุคคลที่ต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าวโดยเร็ว แต่จะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง เพราะมีหลักฐานและบุคคลเกี่ยวข้องจำนวนมาก จากนั้นจะนำผลการพิจารณาเสนอต่อรัฐบาลต่อไป ในการแถลงครั้งนี้ เป็นการสรุปเบื้องต้นตามที่มีความชัดเจนเท่านั้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ

วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เหล่าทัพประกาศปฏิวัติ"สมชาย"ผ่านจอทีวี


พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร. พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และพล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร.เปิดปฏิบัติการปฏิวัติรัฐบาลสมชาย ผ่านหน้าจอทีวี

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวว่า อยากเสนอสังคมว่าถ้าเรายังเป็นฝักฝ่ายก็จะเกิดวิกฤติไม่มีทางจะจบได้ ประเทศจะล่มจม ทางออกของประเทศชาติ คนไทยต้องอยู่ร่วมกัน ความคิดเห็นแตกต่างกันได้ แต่ต้องมีจุดที่อยู่ร่วมกันได้ คนไทยต้องผ่านวิกฤตินี้โดยไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย
ถามว่ามีการเรียกร้องให้กองทัพ ออกมา พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ถ้าปฏิวัติทำให้ปัญหาจบได้ ก็ต้องพิจารณาร่วมกันทุกภาคส่วน แต่ทุกวันนี้พูดได้ว่าผมติดต่อสื่อหลายส่วนและลงความเห็นว่าไม่เห็นด้วย รวมถึงนักวิชาการก็ลงความเห็นว่าไม่เห็นด้วย ทำแล้วประเทศชาติจะยิ่งเสียหาย ส่วนจะแก้ด้วยวิธีใดยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายต้องคุยหาจุดร่วมกันให้ได้ ส่วนกองทัพจะเลือกฝ่ายไม่ได้ โดยเฉพาะขณะนี้มีการเรียกร้องให้อยู่ฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ ถ้าเลือกฝ่ายประเทศชาติจะวิบัติ
ถามว่าทำไมทหารไม่ออกมา เมื่อเห็นภาพตอนเช้า 7 ต.ค.ผบ.ทบ. กล่าวว่า การชุมนุมมีตั้งร้อยกว่าวัน และกองทัพทำงานร่วมกับตำรวจตลอดมา และยืนยันไม่เคยมีเหตุการณ์รุนแรง ยกเว้น 2 ครั้ง ยืนยันว่าไม่ใช่ความคิดริเริ่มของ ตร.และกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นวันที่ติดหมายศาลในทำเนียบรัฐบาล ผมเรียนให้ทุกคนทราบว่ากรณีฉุกเฉินเป็นเหตุการณ์ที่มีการปะทะกัน และมอบให้ผมเป็นผู้รักษาความสงบเรียบร้อยและเห็นแล้วว่าวันที่ปิดหมายทำให้เกิดผลกระทบมากมาย ถ้าตัดสินใจทำไปนอกจากจะไม่จบแล้วปัญหาจะบานปลาย ส่วนเหตุวันที่ 7 ต.ค. กองทัพไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย กองทัพมองว่าเป็นการสั่งการจากรัฐบาลไปยังตำรวจ จะถูกผิดอย่างไรเราคงไม่ไปพูดถึง เพราะเกี่ยวข้องกับความชอบธรรม
ถามว่า รู้กี่ชั่วโมงก่อนสลายชุมนุม ผบ.ทบ.กล่าวว่า เรื่องไปประชุมผมไม่ทราบ ผมคุยกับ ผบ.ตร.ว่าจะไม่ทำอะไร เฉย ๆ และไม่รู้ว่าเขาไปประชุมอะไรกัน เพราะไม่ใช่ตัวของผม แต่เป็นกองทัพทั้งกองทัพ กองทัพจะอยู่กับประชาชน แม้จะให้อำนาจมาเต็ม ๆ ก็ไม่ทำ เช้าวันนั้นพอเกิดเหตุการณ์ก็ติดตามสถานการณ์ ไม่ทราบว่าผลจะรุนแรงขนาดนั้น และเป็นการสั่งการของรัฐบาล ถ้าย้อนไปได้ก็จะทำไปห้ามตั้งแต่แรก การจะเอากำลังทหารออกไป จะออกไปสถานภาพใด หากสูญเสียมากกว่าเดิมจะทำอย่างไร ซึ่งได้พูดคุยกับเหล่าทัพ และหารือกับ ผบ.สส.และแจ้งไปยัง ผบ.ตร.ว่าเราไม่เห็นด้วย
ถามว่าเสียใจหรือไม่ ก็เสียใจ ถ้าห้ามได้ก็จะห้ามแต่แรก แต่ถ้าออกไปก็จะสุ่มเสี่ยงทำให้ยากกว่าเดิมเกิดการต่อสู้ระหว่างทหารและตำรวจ หากมีการปะทะกันก็จะสูญเสียเพราะมีการใช้อาวุธ และสถาบันทหาร กับตำรวจ ก็จะแตกแยกอีกนาน
"น้องโบว์เป็นทรัพยากรของประเทศ มีคุณค่าต่อชาติ หากย้อนกลับไปได้ตำรวจก็คงไม่ ผมยืนยันว่าทุกครั้งตำรวจก็พูดเช่นนี้ "

เรื่องความรับผิดชอบ เป็นเรื่องกระทบ แต่เรื่องที่ตามมา คนในสังคมรับไม่ได้เกิดเป็นกระแสขึ้นมา ลุกลามไปถึงตำรวจ และหมอ ผมคิดว่าจะจบได้ต้องมีคนรับผิดชอบไม่ว่าระดับนโยบายหรือสั่งการ น่าจะสร้างความพึงพอใจให้ประชาชนได้ ถ้ารัฐบาลสั่งเองเต็ม ๆ จากการสอบสวนต้องรับผิดชอบ ผมว่ากระแสคนในชาติคนไม่ยอม ปั่นป่วน แต่ไม่ใช่บีบคั้นให้ออก แต่ต้องรับผิดชอบบนกองเลือด อยู่อย่างไรก็อยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าจงเกลียดจงชัง ชอบไม่ชอบ ถ้าผมเป็นนายกฯ ก็ออกแล้วไม่รู้ว่าจะอยู่ทำไม
ถามว่ากดดันหรือไม่ สังคมจะทำเอง ไม่ทราบว่าเรียกว่ากดดันหรือไม่ แต่สังคมรับไม่ได้ ไม่มีทางจะจบได้ ผมเข้าใจว่าถ้านองเลือดกันจะถึงกลียุค ก็จะต้องหยุดการใช้อำนาจ แต่ไม่ใช่ปฏิวัติ
ถามว่า มีข่าวในงานศพมารดา พล.อ.อนุพงษ์ ครอบครัวชินวัตรมอบเงิน 50 ล้าน ผบ.ทบ. กล่าวว่า โดยส่วนตัวผมไม่มีทางทำอะไรเช่นนี้ ผมไม่รับเงินทรัพย์สมบัติจากใคร งานศพของคุณแม่ ผมและครอบครัวได้รับพระบรมราชานุเคราะห์ ใช้เงินไม่มาก เงินที่มาร่วมทำบุญมีจำนวนหนึ่ง ก่อนบรรจุมี 5 ล้านบาท คนที่รับไปคือพี่สาวที่ทำบัญชี และมอบเงินทำบุญให้รพ.พระมงกุฎเกล้า ส่วนวันเผาเหลืออีกล้านเศษก็มอบให้วัด ยืนยันด้วยเกียรติว่าไม่มีเช่นนั้น

"ผมกับครอบครัวชินวัตร มีบุคคลที่รู้จักคนเดียวคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผมไม่เคยคุยกับคุณหญิงพจมาน ส่วนภรรยาผมก็ไม่เคย ยิ่งลุกสาว ลูกชาย ไม่เคยรูจึกตระกูลชินวัตร แม้จะพูดคุยก็ไม่เคย ที่เรียน ป.โท ก็มีปีเดียว ไม่รู้จักใคร และลูกผู้หญิงคนเดียวไปอยู่ที่โน่นต้องรักษาตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร" พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

เมื่อถามถึง บทบาทของกองทัพ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่ว่าจะป็นกองทัพหรือคนไทยทั้งชาติก็มีความเห็นเดียวกันเทอดทูนสถาบันพระมหาษัตริย์ และตัวของผมเป็นราชองครักษ์มาเกือบ 30 ปี เพื่อให้สังคมเข้าใจ ผมทำงานใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นโครงการพระราชดำริ ผมจะปกป้องรักษาสถาบันด้วยชีวิต ทหารทั้งหมดและครอบครัวก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ในเรื่องการปกป้องรักษาสถาบัน แนวทางการดำเนินการขณะนี้มีการอ้างอิงสถาบัน

"แนวทางที่ถวายความจงรักภักดีต้องไม่มีการอ้าง ไม่ว่าเงื่อนไขขัดแย้งทางการเมือง พระองค์ท่านต้องอยู่เหนือนั้น ซึ่งพระองค์มีพสกนิกร 60 ล้านคน จะต้องไม่แบ่งแยก การที่จะไปเอามากลุ่มเดียว มองอีกมุมว่าเป็นการแยกท่าน มีเสียงว่ากองทัพไม่ดูแลไม่ปกป้องสถาบัน ผมยืนยันว่าหากมีการจาบจ้วงหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กองทัพจะไม่ปล่อย" พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีเหตุการณ์ 7 ต.ค. ที่ตำรวจยิงก๊าสน้ำตาทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บว่า ผมไม่มีอะไรจะแก้ตัว เท่าที่ดูการใช้แก๊สน้ำตาไม่ทำให้มีผู้บาดเจ็บ แต่กรณีที่เกิดขึ้นคงต้องไปดู และเอาผู้เชี่ยวชาญมาดูทั้งของจีน และสหรัฐ มาดูอีกครั้ง

ถามว่าวันนั้นใครสั่งสลายชุมนุมเพื่อเปิดทางให้สมาชิกสภาเข้าชุมนุม ผบ.ตร. กล่าวว่า ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง หน้าที่ของตำรวจมีผู้บังคับบัญชาคือ นายกฯ และกฎหมายก็บอกว่าต้องทำตาม มติ ครม.และคำสั่งนายกฯ วันนี้ถามว่าใครเป็นคนสั่ง ต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะดีที่สุด
เมื่อเกิดเหตุการณ์ในช่วงเช้า 7 ต.ค. ต่อกระทั่งบ่ายค่ำ ทำไมไม่หยุด ผบ.ตร. กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าตำรวจทุกท่านเข้าใจว่าแก๊สน้ำตาไม่ทำให้ผู้บาดเจ็บ บ่าย และเย็น ก็ต้องรอให้มีการตรวจสอบ ขณะนี้ก็มีคณะกรรมการหลายชุด
เมื่อศาลปกครองมีคำสั่งแล้วว่าการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมจะต้องทำอย่างไร และก่อนจะใช้ต้องประกาศค่อนข้างชัดเจน สตช.เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี และโอกาสเกิดในอนาคตก็ยังมี ผมจึงได้ตั้งคณะกรรมการรักษาความปลอดภัยในการชุมนุม และจะเอาสื่อเข้าไปด้วย การจะมองว่าการรักษากฎหมายต้องปฏิบัติตามแผนอย่างเดียวก็จะแข็งเกินไป การจะปะทะกันเกิดขึ้น 2 กลุ่ม ก็จะเรียกคณะกรรมการชุดนี้เข้าไปไม่ใช่ปล่อยให้ตำรวจดำเนินการฝ่ายเดียว

พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. กล่าวว่า ความคิดเห็นที่แตกต่างอยู่ร่วมกันได้ ประเทศไทยเป็นสยามเมืองยิ้ม และมีความเข้าใจเอื้ออาทรต่อกัน ความคิดเห็นที่แตกต่างกันนำไปสู่การพัฒนา แต่ก็อยู่ในขอบเขตความนิ่มนวล และเหตุผล เราจะเป็นอย่างนี้ไปอีกกี่เจเนอเรชัน ในที่สุดคิดว่าคนไทยจะกลับมาสู่ความปรองดอง สร้างความเจริญให้กับประเทศ เรายึดถือองค์พระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด และเราต้องปกป้อง

ถามว่า แนวโน้มปัจจุบันไม่ไปสู่การประนีประนอม ผบ.สส. กล่าวว่า ลองหันมาประนีประนอมกัน เป็นสิ่งที่ดีที่สุด การอยู่ร่วมกันต้องมีเหตุผล เราต้องการให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้า ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้และหลายๆ อย่าง เราต้องสามัคคี กองทัพถูกกำหนดบทบาทตาม รธน.2550 และพ.ร.บ.ระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ปกป้องไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีภารกิจตามที่รัฐบาลมอบหมาย การป้องกันลักลอบยาเสพติด

ถามว่ากองทัพถูกเรียกร้องให้เลือกข้าง ผบ.สส. กล่าวว่า เราอยู่กับประชาชน แต่เราต้องทำตามบทบาทหน้าที่ที่รธน.กำหนดไว้ ถ้าทำนอกเหนือหน้าที่ รธน. กฎหมาย พ.ร.บ. รัฐบาลจะต้องเป็นผู้สั่งการ เช่น ครูให้สอนหนังสือ พยาบาลให้รักษาคนเจ็บ จะให้นายแพทย์มาป้องกันประเทศเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็คือประชาชน

ถามว่า มีกระแสข่าว พล.อ.ทรงกิตติ จะเป็นหัวหน้าปฏิวัติ ผบ.สส. กล่าวว่า คงเป็นความคิดของผู้พูด ไม่ใช่ความคิดของตนหรือกองทัพ กองทัพอยูกับประชาชนไม่ฝักไม่มีฝ่าย และรักษาอธิปไตยเหนือดินแดน ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และในส่วนของความแตกแยกทางการเมืองอย่าให้เป็นการแตกต่างของสังคมไทย และช่วยกันทำให้ประเทศไทยพัฒนาถาวร
ต่อข้อถามถึง รัฐบาลแห่งชาติ พล.อ.ทรงกิตติ กล่าวว่า มีอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ แต่กองทัพไม่ใช่

ผบ.สส. กล่าวอีกว่า กองทัพมี 3 เหล่า ทัพบก เรือ อากาศ สิ่งที่ ผบ.ทบ.พูด กองทัพพูด อีกความหมาย คือ กองทัพบก และกองทัพอากาศเห็นด้วยเป็นหนึ่งเดียว

สานเสวนาสู่ทางออกของประชาธิปไตย

ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในปัจจุบัน ที่เป็นที่ปรากฎของความเป็นการเมืองแยกขั้วแบ่งข้างกลายเป็นพวกเขาพวกเรา กลายเป็นพวกมันพวกกู การเมืองแห่งการเอาแพ้เอาชนะกัน การเมืองที่มองอดีตเพื่อจะพิสูจน์ความถูกผิด ความจริง การพิสูจน์ถูกผิดไม่ใช่สิ่งเลวร้ายและควรจะกระทำด้วย โดยเฉพาะคนที่ทำผิดจริงก็ต้องพิสูจน์แล้วเอาคนผิดมาลงโทษ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ไม่อาจจะหาข้อยุติได้ไม่สามารถจะเดินไปสู่สันติภาพหรือสันติสุขที่คนไทยทั้งหลายใฝ่ฝันถึงก็เนื่องจากคำว่าสันติ หรือสันติภาพที่มาจากภาษาอังกฤษว่า พีซ (Peace) นั้นไม่ใช่เป็นคำคำเดียวแต่จะมีคำว่าจัสต์ (Just) ซึ่งมาจากคำว่าจัสตีส (Justice) ซึ่งแปลว่ายุติธรรม เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ คือ จัสต์พีซ (Just Peace) นั่นคือ คนที่อยู่ในประเทศนั้นในพื้นที่นั้นมีความรู้สึกว่า เขายังไม่ได้รับความยุติธรรม
ยุติธรรมที่ไม่ใช่มองเพียงยุติธรรมทางกฎหมาย (Legal Justice) ถูกผิดตามมาตรานั้น มาตรานี้ตามกฎหมายที่ผู้มีอำนาจออกหรือใช้ แต่เขายังต้องการความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice) ที่มองไกลกว่าความยุติธรรมทางกฎหมาย มองไปข้างหน้ามองอนาคต มองผลที่จะตามมาทั้งหลายดูเหมือนว่า ความที่แยกเป็นพวกเขา พวกเราทำให้แต่ละพวกแต่ละกลุ่มก็จะมองกระบวนการที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมในมุมมองแห่งความต้องการทั้งสองแบบของความยุติธรรมคือทั้ง ยุติธรรมทางกฎหมายและยุติธรรมทางสังคม โดยหากจะเอาผิด “พวกเขา” ก็จะมองในสายตาของยุติธรรมทางกฎหมาย แต่ถ้าจะอธิบายการกระทำของ “พวกเรา” ก็จะมองในสายตาของยุติธรรมทางสังคม
ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะพวกเขาพวกเราซึ่งกลายเป็นพวกมันกับพวกกูได้นำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ ความไม่ไว้วางใจเพราะไม่ใช่พวกเดียวกันกับความไว้วางใจเพราะเป็นพวกเดียวกันเป็นความไว้วางใจทางสังคม (Social Trust) และความไม่ไว้วางใจนี้เองจึงทำให้ไม่ว่าจะมีการกระทำใด ๆ ของใครที่ดูจะเอนเอียงไปเหมือนเห็นด้วย หรืออาจจะไปสนับสนุนพวกเขาก็จะเริ่มไม่ไว้วางใจ และหาเหตุผลมาอธิบายให้คนอื่น ๆ ทั้งหลายเห็นถึงความถูกต้องของเราและไม่ถูกต้องของเขา และความเป็นพวกเขาพวกเรานี้จึงไม่อาจนำไปสู่ทางออกของความขัดแย้งได้
เพราะความรู้สึกแห่งการเอาใจเขามาใส่ใจเรานั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะขาดทักษะที่สำคัญคือการฟังอย่างตั้งใจ การฟังอย่างตั้งใจที่ในภาษาจีนใช้คำว่า “ทิง” ซึ่งอักษรตัวเขียนคำนี้มีองค์ประกอบที่รวมเอาคำว่าหู และคำว่า ใจ หรือ หัวใจ ไว้ด้วยกัน นั่นคือ การจะเข้าใจ เข้าถึง ดังพระราชาดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวของเราจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเรายังต่างไม่ฟังกันและกันโดยใช้ทั้ง หู และ หัวใจ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ต้องทำงานด้วยกันจึงจะเกิดความเข้าใจและนำไปสู่การรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราและนำไปสู่ความรู้สึกเป็นพวกเราเท่านั้น
หนังสือการเมืองสำหรับประชาชนหรือการเมืองภาคพลเมือง (Politics for People) ของเดวิด แมทธิว ประธานมูลนิธิเคทเธอริง ที่พยายามผลักดันให้เกิดการเมืองของประชาชน (Citizen Politics) ในสหรัฐอเมริกาได้พูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับที่เขียนขึ้นมาของอเมริกาและคำแรกที่เริ่มต้นได้เขียนว่า “พวกเราประชาชน” หรือ “We the people” ทั้งผู้นำในการประกาศอิสรภาพและประชาชนเป็นกลุ่มเดียวกันหรือพวกเรา แต่เมื่อพัฒนาการเมืองไปเรื่อย ๆ นักการเมืองของอเมริกากับประชาชนเริ่มมีมุมมองที่ต่างกันทั้งที่แต่ละฝ่ายคิดว่าตัวเองทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนแล้ว ประชาชนที่เดวิด แมทธิว ได้ไปสำรวจความคิดเห็นมาเริ่มมองเป็น “พวกเราประชาชน พวกเขารัฐบาล” หรือ We the people, the government”
ดูเหมือนว่าสิ่งที่รัฐบาลทำกับสิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ตรงกัน ดูจะมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ในประเทศไทย เดวิด แมทธิว อธิบายปรากฎการณ์นี้เหมือนกับสามีและภรรยาที่อยู่ด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างทำตัวเป็นสามีที่ดีและภรรยาที่ดีในมุมมองหรือสมมติฐานของตัวเอง เช่น สามีก็อธิบายว่าการที่กลับบ้านดึกและมีงานเยอะต้องทำงานเลี้ยงครอบครัว การกระทำเช่นนั้นเป็นสิ่งที่สามีที่ดีฝึกกระทำ ก็เหมือนกับรัฐบาลพยายามทำอะไรเพื่อแก้ปัญหาแต่สิ่งที่รัฐทำไม่ตรงกับสิ่งที่ประชาชนอยากให้ทำ
แมทธิวบอกว่ายิ่งสามีภรรยาคู่นี้อยู่ด้วยกันนานเท่าไรก็จะยิ่งเกลียดกันมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้เพราะ “ดี” ของแต่ละฝ่ายไม่ตรงกัน แต่ละฝ่ายก็พยายามหาเหตุผลเพื่อมาสนับสนุนดีของตัวเอง ความไว้วางใจก็ค่อย ๆ หมดไป เพราะไม่ฟังกัน ไม่หันหน้ามาพูดกันในลักษณะของการสานเสวนา (หรือ dialogue) แต่ละฝ่ายจะใช้วิธีการอธิบายความถูกต้องของตนเองและกล่าวหาความผิดพลาดของอีกฝ่ายโดยการใช้การโต้เถียง (หรือ debate) ความแตกต่างของการสื่อสารกันทั้งสองอย่างก็คือ เมื่อไรโต้เถียงหรือดีเบทก็คือการมาพูดเพื่อเอาแพ้เอาชนะกัน เหมือนอย่างที่นักการเมืองหรือผู้อาสาสมัครมาเป็นตัวแทนประชาชนมาปกครองประเทศ ไมว่าจะในสหรัฐอเมริกา
ในเวลานี้ที่เราเห็นผู้สมัครสองพรรคดีเบท หรือโต้เถียงกันอยู่ จะพยายามอธิบายว่านโยบายฉันถูก ของอีกฝ่ายผิด และพยายามไปหาอดีตของฝ่ายตรงข้ามว่าทำอะไรผิดพลาดหรือเลวอย่างไร ซึ่งในประเทศไทยก็ดูไม่ต่างกันเมื่อมีการหาเสียงเพื่อเอาชนะกันระหว่างพรรคการเมือง
หรือแม้แต่เมื่อมีการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่เพิ่งผ่านพ้นไปเลือกผ่านไปแล้ว ก็เป็นหน้าที่ขององค์กร เช่น กกต.จะมาตัดสินว่าสมควรประกาศรับรองหรือให้ใบเหลือง ใบแดงกัน ดูจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือเปล่า เพราะแต่ละฝ่ายก็จะมาแก้ตัวว่าไม่ผิด เรายังไม่แก้ปัญหาต้นเหตุของความขัดแย้งทางการเมือง เรายังไม่ได้ทำการเมืองที่สมานฉันท์การเมืองของประชาชน ที่ประชาชนกำหนดนโยบาย กำหนดกฎกติกา หรือผู้แทนอาจจะไปร่างแล้วให้ประชาชนได้มีโอกาสมีส่วนร่วมซึ่งไม่ใช่การทำประชาพิจารณ์เพราะเวทีประชาพิจารณ์ก็เป็นเวทีโต้เถียงหรือดีเบทของฝ่ายที่ทำโครงการหรือออกกฎหมายและบอกว่าคิดดีแล้วประชาชนยังไม่เข้าใจ ประชาชนซึ่งมองเห็นต่างก็จะโต้แย้ง
หรือแม้แต่การลงประชามติที่หลาย ๆ คนคิดว่าน่าจะเป็นเครื่องมือที่ดีเพราะให้ประชาชนแต่ละคนทีละคนได้ตัดสินเองดังที่ประเทศไทยได้ผ่านประสบการณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง ประชามติในปัญหาที่สลับซับซ้อนก็ดีหรือรัฐธรรมนูญที่มีมากมาย มาตราก็ดี ไม่อาจจะใช้การตัดสินใจเพียงผ่านหรือไม่ผ่าน รับหรือไม่รับ ทั้งที่คนห่วงหรือไม่พอใจเพียงไม่กี่มาตราไม่กี่ประโยคก็ต้องไม่รับหรือไม่ผ่าน ฝ่ายที่อยากให้ผ่านกับมารับไปก่อน ผลการตัดสินใจโดยการประชามติจึงออกมาเป็น “แพ้-ชนะ” คนไม่อยากให้ผ่านเมื่อผ่านก็รู้สึกแพ้ คนอยากให้ผ่านเมื่อผ่านก็รู้สึกชนะ
ประเทศไทยได้ถูกแบ่งออกเป็นสีเหลืองกับสีแดง เหมือนกับเวลานี้ที่ใครสวมเสื้อสีเหลืองก็พวกหนึ่ง สีแดงก็พวกหนึ่ง กลายเป็นพวกเขาพวกเรา พวกมันพวกกู ทางออกของประเทศไทยเวลานี้คือการหันหน้ามาพูดคุยกันมาเจรจากันที่เรียกว่าสานเสวนาหรือไดอาล๊อก (dialogue) ที่ไม่ได้มาเอาแพ้เอาชนะกัน มาฟังอย่างตั้งใจกัน มาหาทางออกร่วมกัน ในการสานเสวนาจะต้องมีกติกาและมีคนกลาง คนกลางที่เป็นที่ยอมรับหรือไว้วางใจหรือเป็นที่เชื่อถือของฝ่ายต่าง ๆ และเป็นคนกลางที่เข้าใจกระบวนการการสานเสวนาที่ไม่ใช่มาเอาแพ้ชนะกัน ผู้ที่มาเจรจาต้องเรียนรู้ที่จะฟังอย่างตั้งใจ ผลัดกันพูดผลัดกันฟัง กำหนดประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายหรือหลาย ๆ ฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ประเด็นหรือโจทย์จะต้องมาพิจารณาร่วมกัน มานิยามหรือมากำหนดโจทย์ที่ไม่ใช่จุดยืน (หรือ position) ซึ่งเป็นคำตอบที่แต่ละฝ่ายมีอยู่แล้ว แต่กลับไปหาโจทย์ที่แท้จริง เช่นอยากเห็นประเทศชาติกลับคืนสู่สันติสุขสันติภาพที่ยืนอยู่บนความยุติธรรมทั้งทางกฎหมายและทางสังคม มีการเมืองที่ไม่ใช่มองเฉพาะการเมืองเท่ากับการเลือกตั้งแต่เป็นการเมืองที่มองถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชนให้ประชาชนได้สามารถมีที่ยืนที่เรียกว่าพื้นทีสาธารณะ (public space) ซึ่งไม่ใช่การเมืองของนักการเมืองอย่างเดียว เป็นต้น

การมาสานเสวนาหากันจึงไม่ใช่การเจรจาอย่างเราเคยรู้จักและเข้าใจที่เป็นการเกลี้ยกล่อมให้ยอมๆ กันหรือการเจรจาที่เป็นการต่อรองที่ต้องมีคนได้มีคนเสีย มีคนแพ้ มีคนชนะ เป็นการเจรจาที่ทุกฝ่ายชนะ การจะยอมอะไรก็ไม่ใช่ยอมกันโดยการยกมือลงมติว่าเสียงฉันมากกว่าชนะ แต่จะเป็นมติที่เรียกว่า “ฉันทามติ” (หรือ consensus) เป็นมติที่เกิดจากความพึงพอใจ อาจไม่ถึงกับแต่ละคนทีละคนเห็นด้วยหมดที่เรียกว่าเอกฉันท์ แต่เป็นมติที่ออกมาจากการฟังกันด้วยใจและอย่างตั้งใจแล้วมองหาทางเลือกหลากหลายช่องทางที่ค่อย ๆ ทำความเข้าใจกันและกันแล้วปรับรูปแบบจนเห็นว่านี่แหละใช่ จะเป็นมติที่ยั่งยืนกว่า และผู้ที่เป็นกลุ่มบุคคลที่เป็นกลางที่เป็นที่ไว้วางใจติดตามข้อตกลงที่เกิดขึ้นจากฉันทามติว่านำไปสู่ปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ตามข้อตกลงไหม
มีอุปสรรคใดที่ปฏิบัติไม่ได้กลับมาสานเสวนากันอีก จะมีรัฐบาลชั่วคราวหรือเฉพาะการเพื่อนำไปสู่ทางออกอย่างฉันทามติหรืออย่างไร ก็จะเกิดจากเวทีการสานเสวนานี้ ผู้มาร่วมสานเสวนาอาจจะกำหนดตัวแทนเบื้องต้นจำนวนหนึ่ง และมีเวทีรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมที่ไม่ใช่เวทีโต้เถียงหรือดีเบท แต่เป็นเวทีย่อยเพื่อหาฉันทามติร่วมกำหนดกติกาบ้านเมืองให้เกิดขึ้นโดยการมีส่วนร่วมต้องมีการสื่อสารถึงกันและกันตลอดเวลา สื่อจะต้องเข้าใจกระบวนการและกติกาด้วยความเข้าใจไม่สร้างการแบ่งพรรคแบ่งพวก มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใสอย่างแท้จริง อะไรที่ไม่ชัดเจนไม่เข้าใจให้มีการสื่อสารกันก่อนจะมีคำพิพากษาว่าพวกนั้นพวกนี้ เป็นต้น กระบวนการเหล่านี้เป็นกระบวนการที่สังคมจะต้องเรียนรู้กันใหม่ จะต้องมีเวทีสื่อที่ไม่ใช่มาชี้หน้าด่ากันเป็นเวทีที่มองไปข้างหน้าหาทางออก

จึงขออนุญาตสรุปเสนอทางออกของการแก้ปัญหาทางด้านของประเทศที่อาจจะสรุปได้ก็คือ

1) ให้หาคนกลางที่เป็นที่ยอมรับของฝ่ายต่าง ๆ เช่น ประธานวุฒิสภาพร้อมทีมงานที่เข้าใจกระบวนการการแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติ และเข้าใจกระบวนการสานเสวนา

2) ให้เปิดเวทีการสานเสวนาหลังจากทำความเข้าใจแต่ละฝ่ายถึงขั้นตอนและกติกาของกระบวนการ

3) ให้มีการทำความเข้าใจกับสาธารณชนในรายละเอียดของกระบวนการอย่างโปร่งใสและต่อเนื่องโดยตลอด

4) ให้มีกติกาของการสานเสวนาที่ฝ่ายที่จะมาเจรจาร่วมตกลงด้วยกันเพื่อนำไปสู่การหาทางออก

5) ฝ่ายที่ขัดแย้งส่งตัวแทนรับทราบ เรียนรู้ กติกา กระบวนการ ก่อนการสานเสวนาหาทางออก

6) กำหนดประเด็นของการสานเสวนาร่วมกันโดยเป็นประเด็นหรือโจทย์ที่ฝ่ายต่าง ๆ เห็นพ้องต้องกันที่ไม่ใช่จุดยืนแต่เป็นจุดสนใจหรือความต้องการ ความห่วงกังวลที่อยู่เบื้องหลังจุดยืน เช่นไม่ใช่ตั้งโจทย์ว่าสร้างเขื่อนหรือไม่สร้าง แต่เป็นโจทย์ เช่น จะบริหารจัดการลุ่มน้ำอย่างไร (ให้มีน้ำพอใช้และไม่เกิดการท่วมท้นอยู่เป็นประจำ) เป็นต้น

7) การกำหนดการเมืองใหม่เมื่อสามารถหาทางออกของปัญหาปัจจุบันที่ทุกฝ่ายพึงพอใจ (ฉันทามติแล้วก็ให้ใช้การสานเสวนากับประชาชนในแต่ละพื้นที่กระจายไปให้ทั่วถึง แล้วกลับมาหาฉันทามติร่วม ซึ่งวิธีการนี้สถาบันพระปกเกล้าได้เคยดำเนินการในหลาย ๆ กรณี และสามารถหาฉันทามติในประเด็นนั้นได้ผลดีมาแล้ว)

ทั้งหมดนี้เป็นข้อเสนอโดยสังเขปที่จะต้องมีการทำความเข้าใจในรายละเอียดอีกมาก อยากจะฝากไว้สุดท้าย จากหนังสือกล้าล้มเหลวที่ผมได้แปลไว้ ผู้เขียนคือ บิลลี่ ลิม บอกว่า “ถ้าคุณยังทำอะไรยังที่เคย ๆ ทำกันมา คุณก็จะได้สิ่งที่เคย ๆ ทำมาแล้วเท่านั้น” ฉะนั้นเราจะหันมาร่วมกันหาสันติสุข สันติภาพที่มีความยุติธรรมร่วมกัน เราก็ต้องใช้กระบวนการวิธีการใหม่คือ การฟังอย่างตั้งใจ การสานเสวนา (หากมาสานเสวนากับประชาชนอาจเรียกว่า ประชาเสวนา) การหาทางออกโดยมองจุดสนใจ ความห่วงกังวลไม่ใช่จุดยืน และใช้ฉันทามติที่ไม่ใช่เสียงข้างมากจากการยกมือลงมติ

วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2551

วธ.โชว์ภาพ84 ศิลปินพระจริยวัตรพระพี่นางฯ


ศิลปินวาดภาพพระประวัติ-พระจริยวัตร "พระพี่นางฯ" เสร็จแล้ว พร้อมเผยโฉม 4 ภาพใหญ่ เล่าเรื่องราวตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จนเจริญพระชันษาขึ้น ติดตั้งบริเวณรั้วราชวัตร ให้แล้วเสร็จก่อนในหลวงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพระราชพิธียกสัปตปฎลเศวตฉัตรพระเมรุ 20 ต.ค.นี้


ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยวานนี้ (15 ต.ค.) ถึงความคืบหน้าโครงการศิลปกรรมพระประวัติและพระกรณียกิจ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ว่า ศิลปินทั้ง 84 คน ได้วาดภาพศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระประวัติ พระกรณียกิจเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ละภาพมีการนำเสนอที่น่าสนใจ เนื่องจากศิลปินได้เลือกแบบจากพระฉายาลักษณ์ที่มีอยู่แล้ว และนำมาเป็นแบบวาด


ศ.ดร.อภินันท์ เปิดเผยด้วยว่า ศิลปินจะต้องปรับจากภาพถ่าย มาเป็นภาพเขียนด้วยสีน้ำมัน และสีอะคริลิก พร้อมทั้งสอดแทรกจินตนาการ และความรู้สึกของตนเองลงไปในภาพนั้นๆ ให้มีความสอดคล้องกับองค์ประกอบหลักโดยยึดรายละเอียดที่ใช้เทคโนโลยีจิตรกรรมไทยผสมผสานกับเทคนิคส่วนตัว โดย สศร.จะมีการแถลงข่าวเปิดตัวศิลปิน 84 คน 84 ภาพ ที่โรงแรมรอยัล (รัตนโกสินทร์) ถนนราชดำเนิน ในวันที่ 27 ต.ค.นี้ เวลา 11.00 น.


ส่วนการติดตั้งภาพศิลปกรรมทั้ง 84 ภาพนั้น ศ.ดร.อภินันท์ กล่าวว่า จะแบ่งเป็น 2 ชุด ชุดแรก 4 ภาพ เป็นผลงานของ 4 ศิลปินชื่อดัง คือ ธีระวัฒน์ คะนะมะ ปรีชา เถาทอง พรชัย ใจมา สมศักดิ์ รักษ์สุวรรณ ซึ่งทั้ง 4 ภาพมีความเป็นเอกภาพ สามารถบรรยายเรื่องราวได้ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จนเจริญพระชันษาขึ้น ติดตั้งบริเวณรั้วราชวัตร


ขณะที่ชุดที่สอง 80 ภาพเป็นภาพพระประวัติและพระจริยวัตรทั่วไป ติดตั้งบริเวณศาลาลูกขุน เบื้องต้น สศร.จะเร่งติดตั้ง 4 ภาพใหญ่กว้าง 3 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 3 เมตร บริเวณ 4 ด้านรั้วราชวัตร ให้แล้วเสร็จ ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพระราชพิธียกสัปตปฎลเศวตฉัตรพระเมรุ ในวันที่ 20 ต.ค.นี้


นายปรารพ เหล่าวานิช รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กรมศิลปากรพร้อมอำนวยความสะดวกให้ทาง ศสร. เข้าติดตั้ง 4 ภาพใหญ่ที่บริเวณรั้วราชวัตร ซึ่ง 1 ใน 4 ภาพเป็นภาพวาดทรงกรมสื่อถึงพระอิสริยยศของพระองค์ที่ได้รับสายสะพายจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยศิลปินจิตรกรชั้นเยี่ยม ศ.ปรีชา เถาทอง ขณะนี้ ได้ใส่กรอบรูปเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมติดตั้งทั้ง 4 ด้านของรั้วราชวัตร ประกอบด้วย ทับเกษตร อาคารโถงหลังคาทรงปะรำ หรือหลังคาแบนที่ปลูกริมแนวรั้วราชวัตร ใช้เป็นสถานที่สำหรับข้าราชการที่มาในพระราชพิธีและฟังพระสวดอภิธรรม


รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า ภาพวาด 80 ภาพขนาดกว้าง 80 ซม. ยาว 100 ซม. ของศิลปิน 80 ท่าน แบ่งเป็น 13 หมวด อาทิเช่น พระประวัติ ภาพสะท้อนความผูกพันระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ภาพพระกรณียกิจ เป็นต้น จะจัดแสดงนิทรรศการภายหลังพระราชพิธีเสร็จแล้ว และพิมพ์เป็นหนังสือภาพ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาชมทั้งพระเมรุ และภาพวาด


นายสมศักดิ์ รักษ์สุวรรณ ศิลปินวาดภาพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ในหัวข้อ "ภาพทรงพระเยาว์" 1 ใน 4 ภาพ ที่จะติดตั้งในพระที่นั่งทรงธรรม กล่าวว่า ได้นำเสนอภาพพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ตั้งแต่ทรงพระประสูติจนเจริญพระชันษาในวัยสาว โดยนำภาพถ่ายพระฉายาลักษณ์ในพระอิริยาบถต่างๆ มาทำเป็นภาพสเกตช์ต้นแบบ ซึ่งเน้นการใช้สีโทนสีน้ำตาลและสีสันสดใสเข้ามาใช้ในการวาดภาพ เพื่อสร้างความรู้สึกนุ่มนวลและสวยงาม เนื่องจากได้ไอเดียมาจากหนังสือแสงหนึ่ง คือ รุ้งงาม ที่แสงรุ้งเป็นแสงแห่งอนาคต ความฝัน และความหวัง


ทั้งนี้ ได้วางตำแหน่งให้ภาพพระฉายาลักษณ์ในวัยสาวของพระองค์ไว้ตรงส่วนกลางของภาพ ซึ่งสะท้อนพระจริยวัตร ความสง่างามของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ

'ชำนาญ'ลุ้นป.ป.ช.ฟันสมชายหลุดนายกฯ


รองประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 7 เผยลุ้นคำวินิจฉัย ป.ป.ช. ชี้หากตัดสิน "สมชาย" ผิดต้องพ้นจากนายกฯ ทันที เพราะขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 102 (6) แนะให้ถือโอกาสนี้ลงจากตำแหน่งนายกฯ สร้างบรรทัดฐานให้ชาวโลกเห็นว่าไทยตั้งใจปราบคอร์รัปชัน


นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 7 กล่าวถึงการชี้มูลความผิดในคดีที่เขาได้ร้องขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการทุจริตเรื่องการขายทอดตลาดในกรมบังคับคดี แต่สุดท้ายโดนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในขณะนั้น ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง และเสนอให้ไล่นายชำนาญ ออกจากราชการด้วย ซึ่งถือเป็นความผิดฐานเป็นข้าราชการละเว้นหน้าที่ปราบปรามการทุจริตในวงราชการ ว่า ถ้า ป.ป.ช.ชี้มูลว่าเป็นความผิดวินัยร้ายแรง ต้องพ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี


รองประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 7 ซึ่งเป็นผู้เสียหายในเรื่องนี้ กล่าวด้วยว่า คดีนี้ความผิดไม่ใช่แค่ความผิดทางอาญา แต่ยังเป็นความผิดวินัย โทษฐานที่เป็นข้าราชการละเว้นไม่ปราบปรามทุจริต ผิดวินัยร้ายแรง ประพฤติผิดทุจริตต่อหน้าที่ ผลของมันคือจะไปไกลกว่านั้น เมื่อคุณสมชาย เป็นนักการเมือง เป็น ส.ส.และเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วโดนตัดสินโทษประพฤติผิดวินัยร้ายแรง จะทำให้นายสมชาย ขาดคุณสมบัติ การเป็น ส.ส.


"ผมจะรอชี้แจงรายละเอียดหลัง ป.ป.ช.ชี้มูล คุณสมชาย จะขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 102 (6) ที่ผู้สมัคร ส.ส.ต้องไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการหรือหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือว่ากระทำการทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติมิชอบในวงราชการ เมื่อเข้าลักษณะต้องห้ามเป็น ส.ส. ย่อมจะเข้าลักษณะต้องห้ามการเป็นนายกฯ จะทำให้นายสมชาย ต้องพ้นจากความเป็นนายกฯ เพราะขาดคุณสมบัติ"
นายชำนาญ กล่าวตอบข้อถามที่ว่านักการเมืองไทยมักไม่มีคุณธรรมและจริยธรรมว่า คดีนี้จะเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่นายกฯ โดนชี้มูลความผิดฐานละเว้นไม่ปราบปรามการทุจริต ซึ่งเท่ากับผิดวินัยร้ายแรง เป็นการทุจริตต่อหน้าที่โดยความผิดนี้ มีโทษสองประการ เท่านั้น คือ ไล่ออก หรือปลดออกจากราชการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากนายสมชาย บอกว่าพ้นจากตำแหน่งราชการมาแล้วการชี้มูลความผิดจะโยงไม่ถึงตำแหน่งปัจจุบันคือตำแหน่งนายกฯ นายชำนาญ กล่าวว่า กรณีนี้มีผลย้อนหลัง แม้นายสมชาย จะลาออกจากราชการตั้งแต่ปี 2549 แต่คดีนี้มีการกล่าวหา และ ป.ป.ช.รับไว้พิจารณา ก่อนที่นายสมชาย จะลาออกจากราชการ การชี้มูลครั้งนี้จึงมีผลย้อนไปตั้งแต่นายสมชาย ยังอยู่ในหน้าที่ราชการ


ผู้สื่อข่าวถามว่า หากนายสมชาย ไม่ยอมพักปฏิบัติหน้าที่จะต้องยื่นตีความหรือไม่ รองประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 7 กล่าวว่า เรื่องนี้ตรงไปตรงมา ตามกฎหมาย ไม่ต้องให้ใครตีความ


"คุณสมชาย น่าจะดีใจเพราะเป็นทางลงให้คุณสมชาย ที่ต้องพ้นจากการเป็นนายกฯ จากข้อหานี้ ควรภูมิใจว่าเป็นนายกฯ คนแรกของโลกที่โดนดำเนินคดีฐานไม่ปราบปรามทุจริต ยิ่งทุกวันนี้เราพูดเรื่องคอร์รัปชันในวงราชการ นายกฯ ควรเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ เป็นตัวอย่างให้กับคนทั้งโลก ว่าไทยปราบปรามอย่างแท้จริง"

วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2551

"ปรีชา"ตั้งเงื่อนไข"สมชาย"เลือกทีมสอบ7ตุลาเอง


หลังจากที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ได้ตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าว (12 ต.ค.) กรณีได้ชื่อประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการสลายผู้ชุมนุม คือนายปรีชา พาณิชย์วงศ์ อดีตรองประธานศาลฏีกา และตุลาการศาลปกครองสูงสุด นั้น วานนี้ (14) ผู้สื่อข่าวได้ประสานเพื่อขอสัมภาษณ์นายปรีชา แต่ปรากฎว่า นายปรีชา ได้แจ้งกับคนใลก้ชิดว่า ยังไม่เห็นหนังสือแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล จึงยังไม่ให้สัมภาษณ์


อย่างไรก็ตาม คนใลก้ชิดนายปรีชา แจ้งว่า นายปรีชา จะเปิดแถลงข่าวหลังจากที่ได้รับคำสั่งอย่างเป็นทางการ


ผู้สื่อข่าวถามว่า นายปรีชา ไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธที่จะเป็นประธานสอบสวนเหตุการณ์ 7 ตุลา ใช่หรือไม่ คนใกล้ชิดนายปรีชา บอกว่า ไม่ปฏิเสธ


แหล่งข่าวเปิดเผยว่า นายปรีชา นั้นได้เสนอเงื่อนไขไปยังนายสมชาย ว่า หากจะให้เป็นประธานสอบสวน จะขอเลือกคนเป็นกรรมการด้วยตัวเองเท่านั้นจึงจะยอมรับเงื่อนไขเป็นประธาน


แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดนายปรีชา ยืนยันว่า นายปรีชา นั้นถือเป็นตุลาการที่ตรง ไม่มีทางที่รัฐบาลหรือใครจะมาสั่งให้ซ้ายหันขวาหันได้ การได้นายปรีชา เป็นประธานสอบสวนเชื่อว่าจะได้ข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายยอมรับได้


อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวไม่มั่นใจว่า รัฐบาล โดยเฉพาะนายสมชาย จะรับได้หรือไม่กับเงื่อนไขที่นายปรีชา เสนอไปคือต้องเลือกกรรมการทั้งหมดด้วยตัวเอง

แผลในใจเหยื่อ


ปลอกกระสุนแก๊สน้ำตาที่เก็บได้บริเวณหน้ารัฐสภา และหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล หลังเหตุการณ์ 7 ตุลามหาวิปโยค มีคำเตือนภาษาอังกฤษ ระบุว่า “อย่ายิงตัวบุคคล เพราะจะทำให้เกิดการเสียชีวิตได้” แต่เกือบตลอดทั้งวัน เสียงคำรามคล้ายระเบิดดังออกจากปลายกระบอกปืน โดยที่ผู้ลั่นไกกระสุนให้วิ่งออกจากลำกล้องนั้นสวนทางกับคำเตือนดังกล่าว
กระสุน และควันจากระเบิดแก๊สน้ำตา ตกใส่ผู้ชุมนุมไม่เพียงนำไปสู่การสูญเสียทางกาย แต่นั่นคือมัจจุราชที่พรากชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ไปจากร่าง หลายรายแม้จะไม่เสียชีวิต แต่ต้องทุพลภาพไปตลอดชีวิต ดังเช่น มิถุนา อุ่นแก้ว ชายหนุ่มวัย 26 ปี จากจังหวัดศรีษะเกษ ซึ่งสูญเสียข้อเท้าซ้าย จากแรงอัดของกระสุนแก๊สน้ำตา
มิถุนา เล่าถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ ขณะนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ว่า เขาเป็นการ์ดพันธมิตร ซึ่งประจำอยู่ที่บริเวณเชิงสะพานอรทัย แต่ในช่วงค่ำวันที่ 6 ตุลาคม มีการเรียกระดมการ์ดให้เข้ามาช่วยดูแลความปลอดภัยให้กับกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมที่บริเวณโดยรอบอาคารรัฐสภา และไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่วันนั้น (7 ตุลาคม)
“ตอนประมาณ 5 ทุ่มจนถึงเช้าเหตุการณ์ยังปกติ ไม่มีอะไร แต่เห็นตำรวจเสริมกำลังเข้ามาเยอะมาก ประมาณ 6.20 น.ก็ได้ยินเสียงดังตูม ผมก็หันไปเห็นคนที่มาชุมนุมนอนหมอบลงกับพื้น แล้วห่างไปประมาณ 1 เมตร เห็นพี่ผู้ชายคนหนึ่งอยู่สภาพนั่งพับขา ขาขาดสองข้างเลือดนองเต็มพื้น ผมจะเข้าไปช่วย กำลังจะก้าวเท้า ก็ได้ยินเสียงดังบึ้ม คราวนี้กระสุนตกตรงหน้า ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าตัวเองโดน ไม่รู้สึกอะไร แต่มองไปที่ปลายข้อเท้าเห็นเลือดไหลออกมา”
เด็กหนุ่มคนนี้ทำงานเป็นช่างเชื่อมอยู่ที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างแห่งหนึ่งใน จ.ระยอง และเคยเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรระยอง มาก่อนพร้อมเพื่อนร่วมงานอีก 9 คน ต่อมาเดินทางมาฟังการปราศรัยของกลุ่มพันธมิตร เป็นช่วง ๆ แรกๆ ไป-กลับ และตัดสินใจสมัครเป็นฝ่ายรักษาความปลอดภัยโดยอยู่กลุ่มเดียวกับการ์ดอาสามจาก จ.ปัตตานี
“พอรู้ตัวว่าข้อเท้าขาด ผมก็เขย่งหลบมานั่งพิงกำแพง ตอนนั้นตำรวจยิงเข้ามานับไม่ถ้วน เห็นพี่อีกคนหนึ่งกระดูกฉีกออกมาเลย ผมเสียใจมีตัวเองต้องเป็นแบบนี้ แต่ก็ไม่เสียใจเท่าที่ตำรวจทำรุนแรงกับประชาชน ผมเจ็บและปวดบาดแผลมาก ก็ร้องให้แต่น้ำตามันไม่ไหล”
มิถุนา บอกว่า ทุกครั้งที่มาชุมนุมญาติพี่น้องก็จะเตือนไม่ให้มาเพราะเกรงเป็นอันตราย แต่ทุกครั้งก็จะบอกกลับไปว่า จุดที่ชุมนุมมีความปลอดภัย แม้จะมีการปะทะกับตำรวจบ้างก็แค่ฟกช้ำ รุนแรงที่ที่สุดแค่เข่าแตก หัวแตก คงไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น
“มีคนถามทุกครั้งว่า ได้ค่าจ้างเท่าไหร่ ผมบอกได้เลยว่า พวกผมที่มากันทั้งหมดไม่มีใครได้รับค่าจ้างเลยแม้แต่บาทเดียว ผมแค่อยากรู้ว่าเขามาชุมนุมกันทำไม พอมารับทราบข้อมูลแล้ว ก็เห็นด้วยกับเขา...เจ้านายไม่ว่า เพราะว่าเขาก็มากันทั้งครอบครัว”
เด็กหนุ่มจากศรีษะเกษ กล่าวทิ้งท้าย ว่า หากรักษาบาดแผลหายจนสามารถใส่ข้อเท้าเทียมได้ หากการชุมนุมยังไม่เลิก ก็จะกลับร่วมชุมนุมต่อ เพราะสิ่งที่อยากเห็นที่สุดหากมีการเปลี่ยนแปลง คือ การได้นักการเมืองที่มีคุณธรรม และไม่คดโกงเข้ามาทำงานให้กับประเทศชาติ
อย่างไรก็ตาม อาการบาดเจ็บจากพิษกระสุนแก๊สน้ำตาของมิถุนา ยังถือโชคดีกว่า รุ่งทิวา ธาตุนิยม หญิงวัย 46 ปี จาก จ.นครราชสีมา หลายเท่า ในวันนั้นร่างของ รุ่งทิวา ได้รับการส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลราชวิถีด้วยสภาพกะโหลกศรีษะแตก แขนหัก และนัยน์ตาข้างซ้ายหลุดออกจากเบ้าตา และแม้ว่าคณะแพทย์ที่ทำการรักษาจะผ่าตัดสมองไปแล้ว แต่อาการรับรู้ของ รุ่งทิวา ยังไม่มีการตอบรับ นอกเหนือจากสัญญาณชีพจรที่ยังคงบอกว่า เธอยังมีชีวิตอยู่และหากรอดชีวิตก็มีโอกาสเป็นเจ้าหญิงนิทราสูงมาก เนื่องจากเนื้อสมองส่วนหนึ่งสูญหายและบอบช้ำจากแรงอัดกระแทกอย่างรุนแรง
พี่สาวของ รุ่งทิวา เล่าให้ฟังว่า รุ่งทิวา เดินทางออกจากบ้านพักที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ด้วยรถตู้พร้อมกับเพื่อน ๆ จำนวนหนึ่งในช่วงบ่ายโมง หลังจากทราบเหตุการณ์ว่ามีการสลายกลุ่มพันธมิตร ที่หน้ารัฐสภาในช่วงเช้าตรู่ แม้สามีจะเตือนว่า อันตราย และไม่อยากให้มาเข้าร่วมชุมนุมก็ตาม
“เขาหน้าจะมาถึงที่ทำเนียบประมาณ 16.00 น แล้วก็เข้าไปที่หน้า บช.น. ปกตินิสัยเขาเป็นคนชอบความยุติธรรม เป็นนักสู้ ไม่ชอบเห็นในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ที่ผ่านมาครอบครัวก็ไม่ได้ห้ามปราม แต่สามีเขาไม่อยากให้มา เพราะกลัวจะเกิดอันตราย เขาก็ไม่ค่อยเชื่อ ปกติเขาไป ๆ มา ๆ ไม่ได้มาร่วมชุมนุมทุกวัน”
รุ่งทิวา มีบุตรสองคนเป็นชายวัย 21 ปี และหญิงวัย 15 ปี ป้าของเด็กทั้งสองบอกว่า ขณะนี้หลาน ๆ ยังไม่ค่อยทราบว่าแม่มีอาการอย่างไร แต่จะคอยถามว่าแม่จะกลับบ้านได้เมื่อไหร่ ซึ่งหากดูจากอาการตามที่แพทย์แจ้งให้ญาติทราบก็ค่อนข้างรุนแรง
พ.ญ.วารุณี จินารัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเพียงว่า สมองของผู้ป่วยมีอาการบอบช้ำมาก ทั้ง ๆ ที่สภาพร่างกายยังมีอาการตอบสนองในทางที่ดีพอสมควร แต่มีเลือดออกในสมองเพิ่ม และโอกาสที่จะรอดชีวิตมีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น
“หมอตอบไม่ได้ว่า แก๊สน้ำตาทำให้ผู้ป่วยเป็นเช่นนี้หรือไม่ ตอนรับเข้ามาพบว่าแผลสกปรกมาก เนื้อสมองช้ำเหมือนถูกแรงอัดระเบิดกระแทกอย่างรุนแรง กะโหลกศีรษะร้าว และตามลำตัวมีบาดแผล และแขนหัก”
สภาพการณ์ของ รุ่งทิวา ในทางการแพทย์เรียกว่าอยู่ในขั้นโคม่า แม้โดยรวมแล้วอาการจะไม่แตกต่างจาก ธัญญา กุลเก้ว ชายวัย 55 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บขาขาด จากเหตุล้อมปราบประชาชนที่บริเวณด้านข้างรัฐสภา ขณะนี้แพทย์โรงพยาบาลวชิระพยาบาล ได้รักษาโดยตัดขาไปแล้ว อาการทั่วไปยังสลึมสลือไม่รู้สึกตัว และอาการน่าเป็นห่วง และยังต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ต่อไป เ
ช่นเดียวกับอาการของ อดิสร สนใจแท้ ที่ได้รับบาดเจ็บเสียแขน ซึ่งยังคงนอนรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูโรงพยาบาลรามาธิบดี โดยญาติ ๆ ของทั้งสองครอบครัวปฏิเสธ ที่จะให้ข้อมูล เนื่องจากสภาพจิตใจไม่พร้อมและยังอยู่ในอาการช๊อคกับเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความสูญเสียอย่างไม่คาดฝัน
การยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่บริเวณแยกการเรือน ถนนราชวิถี ของเจ้าหน้าตำรวจที่ตั้งกำลังอยู่ที่ถนนแยกพิชัย เมื่อเวลา 10.00 น.(7 ต.ค.) แม้จำนวนกระสุนแก๊สน้ำตาจะมีปริมาณน้อยกว่า แต่ 5 นัดแรกที่ตกถึงพื้นก็ทำให้ผู้คนจำนวนมากเกือบจะเหยียบกันตาย เนื่องจากควันของแก๊สดังกล่าวทำให้เกิดอาการแสบระคายเคืองไปทั่วผิวหน้า และผิวหนัง บางรายมีอาการสำลักควัน หายใจไม่ออกจนแพทย์อาสารวมทั้งหน่วยทหารเสนารักษ์จากกองร้อย 01 พัน 3 รอ.(กองพลที่หนึ่งรักษาพระองค์ จำนวน 28 นาย) ต้องรีบลำเรียงผู้ป่วยส่งไปยังโรงพยาบาลวชิระพยาบาลทันที
จำปี ปุราทะ วัย 55 ปี ผู้ร่วมชุมนุมจากเขตดินแดนกำลังใช้ผ้าชุบน้ำและยกน้ำในขวดพลาสติกราดลงไปที่บริเวณลำคอของสามี เธอเล่าว่า เดินทางออกจากบ้านตั้งแต่ 6 โมงเช้า หลังจากทราบว่าตำรวจยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มพันธมิตร ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก จึงชวนสามี และเพื่อนบ้านออกมาให้กำลังใจ โดยเตรียมอุปกรณ์ป้องกันเช่นหน้ากากป้องกันควันพิษ และผ้าขนหนู แว่นกันควัน และขวดน้ำไว้ป้องกัน
“ตำรวจทำรุนแรงกับประชาชนเกินไป เรามีแต่มีเปล่า ไม่มีอาวุธ ทำไมต้องยิงกระสุนแก๊สน้ำตาใส่จนมีคนได้รับบาดเจ็บจนขาขาด พวกเราจะไม่ถอยหนี ตอนบ่ายจะกลับบ้านไปพักเอาแรง และตอนค่ำ ๆ จะออกมาใหม่ เราไม่ต้องการให้ ส.ส. เข้าประชุม ก็แค่มาปิดถนน แม้ผู้มาชุมนุมส่วนใหญ่จะเป็นคนสูงอายุแต่บอกได้เลยว่าไม่ถอย”
วิทยา อยู่เย็น ผู้เข้าร่วมชุมนุมที่ถูกควันแก๊สน้ำตา บอกว่า มาถึงเขาดินตั้งแต่ 7 โมงเช้า เนื่องจากเส้นถนนราชวิถี ปิดเส้นทางจราจรรถเมล์ผ่านจึงต้องลงเดินก่อนจะถึงแยกสวนจิตรลดา และคืนนี้จะไม่กลับบ้านเพราะห่วงว่าจะมีการสลายกลุ่มพันธมิตร จึงต้องอยู่เป็นเพื่อนเพื่อให้กำลังใจกัน
“ตำรวจแย่มากทั้ง ๆ ที่กินเงินเดือนของประชาชน แต่กลับมาใช้ความรุนแรงกับคนที่เสียภาษีให้ทุกเดือน ๆ ถ้าเขาปล่อยให้เราชุมนุมเราก็ไม่ได้ทำอะไร 3-4 เดือนก็อยู่ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร นายกฯ (สมชาย วงศ์สวัสดิ์) คนนี้ปากว่าตาขยิบ เขาบอกว่าจะใช้สันติวิธี จะเจรจา ปากพูดอย่างมือทำอีกอย่าง กระสุนนัดแรกที่เขาทำร้ายประชาชน เขาก็ไม่มีความชอบธรรมปกครองประเทศแล้ว”
ภัครพล สดส่าน การ์ดอาสาพันธมิตร วัย 24 ปี เล่าว่า กลับไปที่บ้านพักเขตสายไหมในช่วง 4 ทุ่มของคืนที่ผ่านมา (6 ต.ค.) และเมื่อทราบข่าวว่ามีตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสลายกลุ่มพันธมิตร จึงกลับเข้ามาชุมนุมอีกครั้ง เพราะทนไม่ได้ที่เห็นคนแก่เข้ามาเป็นทัพหน้าประจันหน้ากับตำรวจ
“ช่วงที่ยืนอยู่ด้านหน้าพร้อมการ์ดคนอื่น ๆ จู่ ๆได้ยินเสียงดังตูม แล้วควันก็ลอยขึ้นมา ผมทนแสบไม่ได้ จึงวิ่งออกมาขอน้ำล้างหน้า แสบไปทั้งตัวแล้วเหม็นกลิ่นแก๊สมาก บางคนที่อยู่ด้วยกันล้มทั้งยืนเลย มีผู้หญิงคนหนึ่งทรุดลงหายใจไม่ออก หมอต้องรีบให้รถพยาบาลนำตัวส่งไปที่ราชวิถี ผมยังโดนควันไม่มากนัก หมอเอายามาหยอดแล้วให้นั่งพัก”
ภัครพล บอกว่า หลังจากหายแสบหน้าแสบตาแล้วก็จะกลับไปเป็นการ์ดต่อ เพราะไม่อยากเห็นคนแก่ที่มาร่วมชุมนุมมาเป็นการ์ดอาสาเพราะน่าสงสาร
ส่วนบรรยากาศรอบ ๆ บริเวณ ตลอดบริเวณถนนราชวิถีมาจนถึงบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ขณะที่ผู้เข้าร่วมชุมนุมกำลังวิ่งหาน้ำเพื่อล้างแก๊สน้ำตาได้มีนักศึกษามหาวิทยาลัยดังกล่าว นำน้ำขวดมาบริจาคให้จำนวนมาก และต่อมาอีกประมาณ 15 นาทีได้มีกลุ่มพันธมิตร ที่กระจายตัวอยู่ได้เข้ามารวมตัวกันอีก และเข้าไปยึดพื้นที่บริเวณถนนพิษณุโลก เต็มแนวไปจนถึงบริเวณหน้ารัฐสภา ยาวไปจนถึงบริเวณหน้าลานพระบรมรูปทรงม้า
ในขณะที่ด้านหน้ารัฐสภา กลุ่มพันธมิตร ได้ร้องด่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนประจันหน้าโดยมีเพียงรั้วกั้นกลางว่า “ไอ้เ....ย” เสียงดังรับกันเป็นทอด ๆ โดยใช้มือตบเสียงสนั่น พร้อมทั้งมีการนำ ยา น้ำอาหารเจ และอาหารกล่องมาแจกให้กับผู้ร่วมชุมนุมอย่างทั่วถึง

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2551

"อนุพงษ์"ความผิดร่วมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์









ลับ วงในแจ้งว่าการประชุมกับผู้นำเหล่าทัพของสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ไม่สามารถตัดสินใจใด ๆ ได้ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อต่อสายขอคำปรึกษากับ ทักษิณ ชินวัตร
จากนั้นการตัดสินใจ ใด ๆ ของ "สมชาย" จึงเป็นการตัดสินใจในนาม "ทักษิณ"
การตัดสินใจที่ "สมชาย" ย้ำชัดว่าจะไม่ยุบสภา ไม่ลาออก และจะพิจารณาความรับผิดชอบเรื่องนี้ตามความเหมาะสม
อะไรคือความเหมาะสม?
หรือ "สมชาย" กำลังรอความเหมาะสมในข้อหา "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" จากศาลอาญาระหว่างประเทศ
ซึ่งนอกจากคณะรัฐมนตรี จะเป็นจำเลยร่วมแล้ว
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ก็เป็นหนึ่งที่จะต้องตกเป็นจำเลยร่วม เพราะทันทีที่ประกาศให้กองกำลังทหารสนับสนุนตำรวจในการรักษาสถานการณ์ให้การเข่นฆ่าประชาชน มีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
พล.อ.อนุพงษ์ น่าจะได้ศึกษา กรณี Radovan Karadžić ที่ขณะนี้โดนจับขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือศาลไอซีซี (International Criminal Court) ฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) ชาวเซิร์ฟ
ที่ผ่านมาพล.อ.อนุพงษ์ นิ่งมาโดยตลอด
แม้แต่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในเขตกรุงเทพมหานคร พล.อ.อนุพงษ์ ยังไม่สนองตอบในการนำกำลังออกมาล้อมปราบประชาชน ทำให้ผู้คนสดุดีในความเด็ดเดี่ยวว่า ผบ.ทบ.ผู้นี้ มีจิตใจเคียงข้างประชาชน ไม่รับใช้ทรราช
แต่ทันทีที่ยืนเคียงข้าง และประกาศสนับสนุนการล้อมปราบประชาชน ทำให้พล.อ.อนุพงษ์ ไม่อาจจะหนีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือเป็นส่วนสนับสนุนให้ร่างกายส่วนหนึ่งส่วนใดสูญหายไป
สงครามบอสเนีย ได้ก่อให้เกิดอาชญากรสงคราม คือ ราโดวาน คาราดิช Radovan Karadžić โดนจับกุม ขณะที่ผู้นำประเทศต่าง ๆ ร่วมแสดงยินดี
โรดาวาน คาราดิช หรืออุซามะห์ บินลาดิน แห่งยุโรป วัย 63 ปี ถูกจับ และนำตัวไปไต่สวนในศาลอาชญากรสงคราม ในกรุงเบลเกรด ตามกฎหมายความร่วมมือกับศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศของอดีตยูโกสลาเวีย หรือไอซีทีวาย
คาราดิก และรัตโก มลาดิก อดีตผู้บัญชาการทหารในสมัยนั้น หนีการดำเนินคดีของไอซีทีวายมา 13 ปี หลังจากถูกตั้งข้อหาก่ออาชญากรรมในสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในบอสเนียในปี 1992-1995 โดยมลาดิก ยังคงลอยนวลอยู่
นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังเผชิญข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จากการบงการให้สังหารหมู่ชายชาวมุสลิม 8,000 คน ในปี 1995 หลังจากกองกำลังของนายรัตโก มลาดิช เข้ายึดที่ปลอดภัยของยูเอ็นในเมืองซเรเบนิซาด้วย ถือเป็นเหตุการณ์ที่โหดร้ายที่สุดในยุโรปนับแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา
การจับกุมคาราดิก ได้ในครั้งนี้ได้รับการแสดงความยินดีในทันที จากทั้งสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป รวมถึงศาลอาชญากรสงครามของสหประชาชาติ เช่นเดียวกับญาติ ๆ ของเหยื่อที่ถูกสังหารหมู่ในซเรเบนิซา เมื่อปี 1995 ด้วย
องค์ประกอบ การกระทำของพล.อ.อนุพงษ์ ที่เข้าข่ายความผิดฐาน Genocide นั้นพิจารณาจาก
สถานะของพล.อ.อนุพงษ์ ไม่ต่างจาก Radovan Karadžić ที่ขณะสั่งฆ่าชาวเซิร์ฟ ในบอสเนีย ตอนนั้น Radovan Karadžić เป็นรองประธานาธิบดียูโกสลาเวียใหม่ และเป็นรองผบ.สส.มีอำนาจสั่งการกองทัพเป็นลำดับที่ 2 รองจาก ประธานาธิบดี Slobodan Milosevic หรือ Slobodan Milošević (สโลโบดาน มิโลเซวิค) ประธานาธิบดียูโกสลาเวีย ในขณะนั้น
ความผิดที่พล.อ.อนุพงษ์ ได้ร่วมสนับสนุนให้มีการก่อการฆ่าประชาชน และทำให้ประชาชนสูญเสียไปซึ่งส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย ตลอดทั้งวันที่ 7 ตุลามหาวิปโยค จึงเป็นความผิดที่มิอาจรอดพ้นไปได้
แม้ว่า ประเทศไทยเรา ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการทำให้สูยหายไปของร่ายกาย แต่ไทยเรามีเสี้ยวหนึ่งของความผิดที่ปรากฎในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นความผิดที่ปรากฎตามสนธิสัญญากรุงโรม ว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ
คดีนี้ พนักงานสอบสวนคือ อัยการสูงสุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20
ขณะที่จะมีนักกฎหมายหัวโบราณ เถียงว่า ไทยเราไม่ได้ลงนามในสัตยาบันให้การรับรองสนธิสัญญากรุงโรม
ผู้ถกเถียงเช่นนั้น ช่วยอธิบายการจับกุม ชาร์ลส์ เทเลอร์ อดีตเผด็จการกระหายเลือดแห่งไลบีเรีย ซึ่งขณะนี้ควบคุมตัวอยู่ในศาล ไอซีซี
สนธิสัญญากรุงโรม กำหนดว่า ทันทีที่ชาติที่ 60 ลงนามให้สัตยาบัน (เอกวาดอร์) ให้มีผลกับชาติที่ลงนามรับรองสนธิสัญญานี้แม้ไม่ได้ให้สัตยาบันก็ตาม
ช่วยบอกทีเถอะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เตรียมรับมือเอาไว้หรือยัง

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551

“สมชาย”กระหายเลือด


“ผมจะพิจารณาตามความเหมาะสม”
เป็นคำตอบที่ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ตอบข้อถามผู้สื่อข่าวถึงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ “7 ตุลามหาวิปโยค” ซึ่งบัดนี้ตัวเขาไม่ต่างอะไรจาก “อาชญากร” ผู้เข่มฆ่าประชาชน
เลือดไทย ต้องไหลนองแผ่นดิน อีกครั้ง ใครจะเป็นผู้ชดใช้หนี้ชี้วิตนี้ หากไม่ใช่ “สมชาย” และคณะรัฐมนตรีของเขา รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ก่อเหตุ
ทั้งนี้ ศูนย์เอราวัณ สรุปยอดผู้บาดเจ็บตลอดทั้งวันที่ 7 ตุลาคม 2551 มีทั้งสิ้น 381 คน นอนโรงพยาบาล 48 ราย ขาขาด 4 ราย นิ้วขาด 2 ราย กำลังผ่าตัด 10 ราย
ด้านกระทรวงสาธารณสุข ปิดเผยยอดผู้บาดเจ็บจากเหตุชุมนุม ณ เวลา 18.00 น. มี 208 ราย นอนรักษาตัว 26 รายในโรงพยาบาล 6 แห่ง เสียชีวิต 1 ราย
ปฏิบัติการสุดเหี้ยมโหดนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ระดมยิงแก๊สน้ำตา เพื่อสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตร หลายจุดไม่ว่าจะเป็นที่ด้านหน้า และด้านข้างอาคารรัฐสภา เพื่อเปิดทางให้คณะรัฐมนตรี และส.ส. - ส.ว.เข้าไปร่วมฟังการแถลงนโยบาย อีกหลายจุดทั้งแยกการเรือน หน้าบช.น. ลานพระบรมรูปทรงม้า จนในมาสู่การบาดเจ็บ และเสียชีวิต
นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความพันธมิตร ได้รวบรวมสถิติผู้บาดเจ็บจากการยิงแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาทั้งหมด เพื่อฟ้องต่อสหประชาชาติ (ยูเอ็น)
แหล่งข่าวจากนักกฎหมายระหว่างประเทศชี้ว่า เหตุการณ์นี้ สมชาย และคณะรัฐมนตรี มีความผิดฐานละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง อาจถึงขั้นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพราะมีกระบวนการสั่งการอย่างเป็นระบบ อันเป็นความผิดสนธิสัญญากรุงโรม ว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ มาตรา 4 มาตรา 5 และมาตรา 7
การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่มีการกระทำเป็นประการ เริ่มจาก บิ๊กจิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ได้รับฉันทานุมัติจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งประชุมกันช่วงดึกของวันที่ 6 ตุลาคม 2551 และต่อมาในคืนเดียวกัน พล.อ.ชวลิต ได้มาประชุมร่วมกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น.
นี่คือกระบวนการที่เริ่มต้นของการสั่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
ทั้งนี้ ศาลอาญาระหว่างประเทศ จะสามารถดำเนินการดังต่อไปนี้
i. เป็นเวทีให้เหยื่อที่ถูกละเมิดสามารถแสวงหาความยุติธรรม โดยร้องขอให้ศาลสถิตยุติธรรมพิจารณาความผิดของผู้ที่กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
ii. ช่วยระงับยับยั้งมิยอมให้คนผิดลอยนวล
iii. ช่วยหยุดยั้งความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน หรืออย่างน้อยที่สุดก็สามารถทำให้ทุกฝ่ายที่ขัดแย้งกันใช้วิธีการที่ “เป็นมนุษย์มากขึ้น” หรือไม่โหดเหี้ยมทารุณ “ผิดมนุษย์”
iv. ใช้อำนาจศาลกับกรณีหรือคดีต่างๆ ที่ศาลปกติไม่เต็มใจหรือไม่อาจพิจารณาความผิดได้
v. เป็นกลไก “ป้องปราม” บรรดาผู้ละเมิด
กระบวนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่ฝ่ายสนับสนุนและผู้ลงมือกระทำการตามคำสั่งของรัฐบาล ย่อมหลีกหนีความผิดไม่พ้น
ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ เป็นปราการด่านสุดท้ายและเป็นจุดจบของผู้สั่งประหัตประหารประชาชน