วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2551

สานเสวนาสู่ทางออกของประชาธิปไตย

ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในปัจจุบัน ที่เป็นที่ปรากฎของความเป็นการเมืองแยกขั้วแบ่งข้างกลายเป็นพวกเขาพวกเรา กลายเป็นพวกมันพวกกู การเมืองแห่งการเอาแพ้เอาชนะกัน การเมืองที่มองอดีตเพื่อจะพิสูจน์ความถูกผิด ความจริง การพิสูจน์ถูกผิดไม่ใช่สิ่งเลวร้ายและควรจะกระทำด้วย โดยเฉพาะคนที่ทำผิดจริงก็ต้องพิสูจน์แล้วเอาคนผิดมาลงโทษ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ไม่อาจจะหาข้อยุติได้ไม่สามารถจะเดินไปสู่สันติภาพหรือสันติสุขที่คนไทยทั้งหลายใฝ่ฝันถึงก็เนื่องจากคำว่าสันติ หรือสันติภาพที่มาจากภาษาอังกฤษว่า พีซ (Peace) นั้นไม่ใช่เป็นคำคำเดียวแต่จะมีคำว่าจัสต์ (Just) ซึ่งมาจากคำว่าจัสตีส (Justice) ซึ่งแปลว่ายุติธรรม เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ คือ จัสต์พีซ (Just Peace) นั่นคือ คนที่อยู่ในประเทศนั้นในพื้นที่นั้นมีความรู้สึกว่า เขายังไม่ได้รับความยุติธรรม
ยุติธรรมที่ไม่ใช่มองเพียงยุติธรรมทางกฎหมาย (Legal Justice) ถูกผิดตามมาตรานั้น มาตรานี้ตามกฎหมายที่ผู้มีอำนาจออกหรือใช้ แต่เขายังต้องการความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice) ที่มองไกลกว่าความยุติธรรมทางกฎหมาย มองไปข้างหน้ามองอนาคต มองผลที่จะตามมาทั้งหลายดูเหมือนว่า ความที่แยกเป็นพวกเขา พวกเราทำให้แต่ละพวกแต่ละกลุ่มก็จะมองกระบวนการที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมในมุมมองแห่งความต้องการทั้งสองแบบของความยุติธรรมคือทั้ง ยุติธรรมทางกฎหมายและยุติธรรมทางสังคม โดยหากจะเอาผิด “พวกเขา” ก็จะมองในสายตาของยุติธรรมทางกฎหมาย แต่ถ้าจะอธิบายการกระทำของ “พวกเรา” ก็จะมองในสายตาของยุติธรรมทางสังคม
ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะพวกเขาพวกเราซึ่งกลายเป็นพวกมันกับพวกกูได้นำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ ความไม่ไว้วางใจเพราะไม่ใช่พวกเดียวกันกับความไว้วางใจเพราะเป็นพวกเดียวกันเป็นความไว้วางใจทางสังคม (Social Trust) และความไม่ไว้วางใจนี้เองจึงทำให้ไม่ว่าจะมีการกระทำใด ๆ ของใครที่ดูจะเอนเอียงไปเหมือนเห็นด้วย หรืออาจจะไปสนับสนุนพวกเขาก็จะเริ่มไม่ไว้วางใจ และหาเหตุผลมาอธิบายให้คนอื่น ๆ ทั้งหลายเห็นถึงความถูกต้องของเราและไม่ถูกต้องของเขา และความเป็นพวกเขาพวกเรานี้จึงไม่อาจนำไปสู่ทางออกของความขัดแย้งได้
เพราะความรู้สึกแห่งการเอาใจเขามาใส่ใจเรานั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะขาดทักษะที่สำคัญคือการฟังอย่างตั้งใจ การฟังอย่างตั้งใจที่ในภาษาจีนใช้คำว่า “ทิง” ซึ่งอักษรตัวเขียนคำนี้มีองค์ประกอบที่รวมเอาคำว่าหู และคำว่า ใจ หรือ หัวใจ ไว้ด้วยกัน นั่นคือ การจะเข้าใจ เข้าถึง ดังพระราชาดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวของเราจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเรายังต่างไม่ฟังกันและกันโดยใช้ทั้ง หู และ หัวใจ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ต้องทำงานด้วยกันจึงจะเกิดความเข้าใจและนำไปสู่การรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราและนำไปสู่ความรู้สึกเป็นพวกเราเท่านั้น
หนังสือการเมืองสำหรับประชาชนหรือการเมืองภาคพลเมือง (Politics for People) ของเดวิด แมทธิว ประธานมูลนิธิเคทเธอริง ที่พยายามผลักดันให้เกิดการเมืองของประชาชน (Citizen Politics) ในสหรัฐอเมริกาได้พูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับที่เขียนขึ้นมาของอเมริกาและคำแรกที่เริ่มต้นได้เขียนว่า “พวกเราประชาชน” หรือ “We the people” ทั้งผู้นำในการประกาศอิสรภาพและประชาชนเป็นกลุ่มเดียวกันหรือพวกเรา แต่เมื่อพัฒนาการเมืองไปเรื่อย ๆ นักการเมืองของอเมริกากับประชาชนเริ่มมีมุมมองที่ต่างกันทั้งที่แต่ละฝ่ายคิดว่าตัวเองทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนแล้ว ประชาชนที่เดวิด แมทธิว ได้ไปสำรวจความคิดเห็นมาเริ่มมองเป็น “พวกเราประชาชน พวกเขารัฐบาล” หรือ We the people, the government”
ดูเหมือนว่าสิ่งที่รัฐบาลทำกับสิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ตรงกัน ดูจะมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ในประเทศไทย เดวิด แมทธิว อธิบายปรากฎการณ์นี้เหมือนกับสามีและภรรยาที่อยู่ด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างทำตัวเป็นสามีที่ดีและภรรยาที่ดีในมุมมองหรือสมมติฐานของตัวเอง เช่น สามีก็อธิบายว่าการที่กลับบ้านดึกและมีงานเยอะต้องทำงานเลี้ยงครอบครัว การกระทำเช่นนั้นเป็นสิ่งที่สามีที่ดีฝึกกระทำ ก็เหมือนกับรัฐบาลพยายามทำอะไรเพื่อแก้ปัญหาแต่สิ่งที่รัฐทำไม่ตรงกับสิ่งที่ประชาชนอยากให้ทำ
แมทธิวบอกว่ายิ่งสามีภรรยาคู่นี้อยู่ด้วยกันนานเท่าไรก็จะยิ่งเกลียดกันมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้เพราะ “ดี” ของแต่ละฝ่ายไม่ตรงกัน แต่ละฝ่ายก็พยายามหาเหตุผลเพื่อมาสนับสนุนดีของตัวเอง ความไว้วางใจก็ค่อย ๆ หมดไป เพราะไม่ฟังกัน ไม่หันหน้ามาพูดกันในลักษณะของการสานเสวนา (หรือ dialogue) แต่ละฝ่ายจะใช้วิธีการอธิบายความถูกต้องของตนเองและกล่าวหาความผิดพลาดของอีกฝ่ายโดยการใช้การโต้เถียง (หรือ debate) ความแตกต่างของการสื่อสารกันทั้งสองอย่างก็คือ เมื่อไรโต้เถียงหรือดีเบทก็คือการมาพูดเพื่อเอาแพ้เอาชนะกัน เหมือนอย่างที่นักการเมืองหรือผู้อาสาสมัครมาเป็นตัวแทนประชาชนมาปกครองประเทศ ไมว่าจะในสหรัฐอเมริกา
ในเวลานี้ที่เราเห็นผู้สมัครสองพรรคดีเบท หรือโต้เถียงกันอยู่ จะพยายามอธิบายว่านโยบายฉันถูก ของอีกฝ่ายผิด และพยายามไปหาอดีตของฝ่ายตรงข้ามว่าทำอะไรผิดพลาดหรือเลวอย่างไร ซึ่งในประเทศไทยก็ดูไม่ต่างกันเมื่อมีการหาเสียงเพื่อเอาชนะกันระหว่างพรรคการเมือง
หรือแม้แต่เมื่อมีการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่เพิ่งผ่านพ้นไปเลือกผ่านไปแล้ว ก็เป็นหน้าที่ขององค์กร เช่น กกต.จะมาตัดสินว่าสมควรประกาศรับรองหรือให้ใบเหลือง ใบแดงกัน ดูจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือเปล่า เพราะแต่ละฝ่ายก็จะมาแก้ตัวว่าไม่ผิด เรายังไม่แก้ปัญหาต้นเหตุของความขัดแย้งทางการเมือง เรายังไม่ได้ทำการเมืองที่สมานฉันท์การเมืองของประชาชน ที่ประชาชนกำหนดนโยบาย กำหนดกฎกติกา หรือผู้แทนอาจจะไปร่างแล้วให้ประชาชนได้มีโอกาสมีส่วนร่วมซึ่งไม่ใช่การทำประชาพิจารณ์เพราะเวทีประชาพิจารณ์ก็เป็นเวทีโต้เถียงหรือดีเบทของฝ่ายที่ทำโครงการหรือออกกฎหมายและบอกว่าคิดดีแล้วประชาชนยังไม่เข้าใจ ประชาชนซึ่งมองเห็นต่างก็จะโต้แย้ง
หรือแม้แต่การลงประชามติที่หลาย ๆ คนคิดว่าน่าจะเป็นเครื่องมือที่ดีเพราะให้ประชาชนแต่ละคนทีละคนได้ตัดสินเองดังที่ประเทศไทยได้ผ่านประสบการณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง ประชามติในปัญหาที่สลับซับซ้อนก็ดีหรือรัฐธรรมนูญที่มีมากมาย มาตราก็ดี ไม่อาจจะใช้การตัดสินใจเพียงผ่านหรือไม่ผ่าน รับหรือไม่รับ ทั้งที่คนห่วงหรือไม่พอใจเพียงไม่กี่มาตราไม่กี่ประโยคก็ต้องไม่รับหรือไม่ผ่าน ฝ่ายที่อยากให้ผ่านกับมารับไปก่อน ผลการตัดสินใจโดยการประชามติจึงออกมาเป็น “แพ้-ชนะ” คนไม่อยากให้ผ่านเมื่อผ่านก็รู้สึกแพ้ คนอยากให้ผ่านเมื่อผ่านก็รู้สึกชนะ
ประเทศไทยได้ถูกแบ่งออกเป็นสีเหลืองกับสีแดง เหมือนกับเวลานี้ที่ใครสวมเสื้อสีเหลืองก็พวกหนึ่ง สีแดงก็พวกหนึ่ง กลายเป็นพวกเขาพวกเรา พวกมันพวกกู ทางออกของประเทศไทยเวลานี้คือการหันหน้ามาพูดคุยกันมาเจรจากันที่เรียกว่าสานเสวนาหรือไดอาล๊อก (dialogue) ที่ไม่ได้มาเอาแพ้เอาชนะกัน มาฟังอย่างตั้งใจกัน มาหาทางออกร่วมกัน ในการสานเสวนาจะต้องมีกติกาและมีคนกลาง คนกลางที่เป็นที่ยอมรับหรือไว้วางใจหรือเป็นที่เชื่อถือของฝ่ายต่าง ๆ และเป็นคนกลางที่เข้าใจกระบวนการการสานเสวนาที่ไม่ใช่มาเอาแพ้ชนะกัน ผู้ที่มาเจรจาต้องเรียนรู้ที่จะฟังอย่างตั้งใจ ผลัดกันพูดผลัดกันฟัง กำหนดประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายหรือหลาย ๆ ฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ประเด็นหรือโจทย์จะต้องมาพิจารณาร่วมกัน มานิยามหรือมากำหนดโจทย์ที่ไม่ใช่จุดยืน (หรือ position) ซึ่งเป็นคำตอบที่แต่ละฝ่ายมีอยู่แล้ว แต่กลับไปหาโจทย์ที่แท้จริง เช่นอยากเห็นประเทศชาติกลับคืนสู่สันติสุขสันติภาพที่ยืนอยู่บนความยุติธรรมทั้งทางกฎหมายและทางสังคม มีการเมืองที่ไม่ใช่มองเฉพาะการเมืองเท่ากับการเลือกตั้งแต่เป็นการเมืองที่มองถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชนให้ประชาชนได้สามารถมีที่ยืนที่เรียกว่าพื้นทีสาธารณะ (public space) ซึ่งไม่ใช่การเมืองของนักการเมืองอย่างเดียว เป็นต้น

การมาสานเสวนาหากันจึงไม่ใช่การเจรจาอย่างเราเคยรู้จักและเข้าใจที่เป็นการเกลี้ยกล่อมให้ยอมๆ กันหรือการเจรจาที่เป็นการต่อรองที่ต้องมีคนได้มีคนเสีย มีคนแพ้ มีคนชนะ เป็นการเจรจาที่ทุกฝ่ายชนะ การจะยอมอะไรก็ไม่ใช่ยอมกันโดยการยกมือลงมติว่าเสียงฉันมากกว่าชนะ แต่จะเป็นมติที่เรียกว่า “ฉันทามติ” (หรือ consensus) เป็นมติที่เกิดจากความพึงพอใจ อาจไม่ถึงกับแต่ละคนทีละคนเห็นด้วยหมดที่เรียกว่าเอกฉันท์ แต่เป็นมติที่ออกมาจากการฟังกันด้วยใจและอย่างตั้งใจแล้วมองหาทางเลือกหลากหลายช่องทางที่ค่อย ๆ ทำความเข้าใจกันและกันแล้วปรับรูปแบบจนเห็นว่านี่แหละใช่ จะเป็นมติที่ยั่งยืนกว่า และผู้ที่เป็นกลุ่มบุคคลที่เป็นกลางที่เป็นที่ไว้วางใจติดตามข้อตกลงที่เกิดขึ้นจากฉันทามติว่านำไปสู่ปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ตามข้อตกลงไหม
มีอุปสรรคใดที่ปฏิบัติไม่ได้กลับมาสานเสวนากันอีก จะมีรัฐบาลชั่วคราวหรือเฉพาะการเพื่อนำไปสู่ทางออกอย่างฉันทามติหรืออย่างไร ก็จะเกิดจากเวทีการสานเสวนานี้ ผู้มาร่วมสานเสวนาอาจจะกำหนดตัวแทนเบื้องต้นจำนวนหนึ่ง และมีเวทีรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมที่ไม่ใช่เวทีโต้เถียงหรือดีเบท แต่เป็นเวทีย่อยเพื่อหาฉันทามติร่วมกำหนดกติกาบ้านเมืองให้เกิดขึ้นโดยการมีส่วนร่วมต้องมีการสื่อสารถึงกันและกันตลอดเวลา สื่อจะต้องเข้าใจกระบวนการและกติกาด้วยความเข้าใจไม่สร้างการแบ่งพรรคแบ่งพวก มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใสอย่างแท้จริง อะไรที่ไม่ชัดเจนไม่เข้าใจให้มีการสื่อสารกันก่อนจะมีคำพิพากษาว่าพวกนั้นพวกนี้ เป็นต้น กระบวนการเหล่านี้เป็นกระบวนการที่สังคมจะต้องเรียนรู้กันใหม่ จะต้องมีเวทีสื่อที่ไม่ใช่มาชี้หน้าด่ากันเป็นเวทีที่มองไปข้างหน้าหาทางออก

จึงขออนุญาตสรุปเสนอทางออกของการแก้ปัญหาทางด้านของประเทศที่อาจจะสรุปได้ก็คือ

1) ให้หาคนกลางที่เป็นที่ยอมรับของฝ่ายต่าง ๆ เช่น ประธานวุฒิสภาพร้อมทีมงานที่เข้าใจกระบวนการการแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติ และเข้าใจกระบวนการสานเสวนา

2) ให้เปิดเวทีการสานเสวนาหลังจากทำความเข้าใจแต่ละฝ่ายถึงขั้นตอนและกติกาของกระบวนการ

3) ให้มีการทำความเข้าใจกับสาธารณชนในรายละเอียดของกระบวนการอย่างโปร่งใสและต่อเนื่องโดยตลอด

4) ให้มีกติกาของการสานเสวนาที่ฝ่ายที่จะมาเจรจาร่วมตกลงด้วยกันเพื่อนำไปสู่การหาทางออก

5) ฝ่ายที่ขัดแย้งส่งตัวแทนรับทราบ เรียนรู้ กติกา กระบวนการ ก่อนการสานเสวนาหาทางออก

6) กำหนดประเด็นของการสานเสวนาร่วมกันโดยเป็นประเด็นหรือโจทย์ที่ฝ่ายต่าง ๆ เห็นพ้องต้องกันที่ไม่ใช่จุดยืนแต่เป็นจุดสนใจหรือความต้องการ ความห่วงกังวลที่อยู่เบื้องหลังจุดยืน เช่นไม่ใช่ตั้งโจทย์ว่าสร้างเขื่อนหรือไม่สร้าง แต่เป็นโจทย์ เช่น จะบริหารจัดการลุ่มน้ำอย่างไร (ให้มีน้ำพอใช้และไม่เกิดการท่วมท้นอยู่เป็นประจำ) เป็นต้น

7) การกำหนดการเมืองใหม่เมื่อสามารถหาทางออกของปัญหาปัจจุบันที่ทุกฝ่ายพึงพอใจ (ฉันทามติแล้วก็ให้ใช้การสานเสวนากับประชาชนในแต่ละพื้นที่กระจายไปให้ทั่วถึง แล้วกลับมาหาฉันทามติร่วม ซึ่งวิธีการนี้สถาบันพระปกเกล้าได้เคยดำเนินการในหลาย ๆ กรณี และสามารถหาฉันทามติในประเด็นนั้นได้ผลดีมาแล้ว)

ทั้งหมดนี้เป็นข้อเสนอโดยสังเขปที่จะต้องมีการทำความเข้าใจในรายละเอียดอีกมาก อยากจะฝากไว้สุดท้าย จากหนังสือกล้าล้มเหลวที่ผมได้แปลไว้ ผู้เขียนคือ บิลลี่ ลิม บอกว่า “ถ้าคุณยังทำอะไรยังที่เคย ๆ ทำกันมา คุณก็จะได้สิ่งที่เคย ๆ ทำมาแล้วเท่านั้น” ฉะนั้นเราจะหันมาร่วมกันหาสันติสุข สันติภาพที่มีความยุติธรรมร่วมกัน เราก็ต้องใช้กระบวนการวิธีการใหม่คือ การฟังอย่างตั้งใจ การสานเสวนา (หากมาสานเสวนากับประชาชนอาจเรียกว่า ประชาเสวนา) การหาทางออกโดยมองจุดสนใจ ความห่วงกังวลไม่ใช่จุดยืน และใช้ฉันทามติที่ไม่ใช่เสียงข้างมากจากการยกมือลงมติ

วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2551

วธ.โชว์ภาพ84 ศิลปินพระจริยวัตรพระพี่นางฯ


ศิลปินวาดภาพพระประวัติ-พระจริยวัตร "พระพี่นางฯ" เสร็จแล้ว พร้อมเผยโฉม 4 ภาพใหญ่ เล่าเรื่องราวตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จนเจริญพระชันษาขึ้น ติดตั้งบริเวณรั้วราชวัตร ให้แล้วเสร็จก่อนในหลวงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพระราชพิธียกสัปตปฎลเศวตฉัตรพระเมรุ 20 ต.ค.นี้


ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยวานนี้ (15 ต.ค.) ถึงความคืบหน้าโครงการศิลปกรรมพระประวัติและพระกรณียกิจ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ว่า ศิลปินทั้ง 84 คน ได้วาดภาพศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระประวัติ พระกรณียกิจเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ละภาพมีการนำเสนอที่น่าสนใจ เนื่องจากศิลปินได้เลือกแบบจากพระฉายาลักษณ์ที่มีอยู่แล้ว และนำมาเป็นแบบวาด


ศ.ดร.อภินันท์ เปิดเผยด้วยว่า ศิลปินจะต้องปรับจากภาพถ่าย มาเป็นภาพเขียนด้วยสีน้ำมัน และสีอะคริลิก พร้อมทั้งสอดแทรกจินตนาการ และความรู้สึกของตนเองลงไปในภาพนั้นๆ ให้มีความสอดคล้องกับองค์ประกอบหลักโดยยึดรายละเอียดที่ใช้เทคโนโลยีจิตรกรรมไทยผสมผสานกับเทคนิคส่วนตัว โดย สศร.จะมีการแถลงข่าวเปิดตัวศิลปิน 84 คน 84 ภาพ ที่โรงแรมรอยัล (รัตนโกสินทร์) ถนนราชดำเนิน ในวันที่ 27 ต.ค.นี้ เวลา 11.00 น.


ส่วนการติดตั้งภาพศิลปกรรมทั้ง 84 ภาพนั้น ศ.ดร.อภินันท์ กล่าวว่า จะแบ่งเป็น 2 ชุด ชุดแรก 4 ภาพ เป็นผลงานของ 4 ศิลปินชื่อดัง คือ ธีระวัฒน์ คะนะมะ ปรีชา เถาทอง พรชัย ใจมา สมศักดิ์ รักษ์สุวรรณ ซึ่งทั้ง 4 ภาพมีความเป็นเอกภาพ สามารถบรรยายเรื่องราวได้ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จนเจริญพระชันษาขึ้น ติดตั้งบริเวณรั้วราชวัตร


ขณะที่ชุดที่สอง 80 ภาพเป็นภาพพระประวัติและพระจริยวัตรทั่วไป ติดตั้งบริเวณศาลาลูกขุน เบื้องต้น สศร.จะเร่งติดตั้ง 4 ภาพใหญ่กว้าง 3 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 3 เมตร บริเวณ 4 ด้านรั้วราชวัตร ให้แล้วเสร็จ ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพระราชพิธียกสัปตปฎลเศวตฉัตรพระเมรุ ในวันที่ 20 ต.ค.นี้


นายปรารพ เหล่าวานิช รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กรมศิลปากรพร้อมอำนวยความสะดวกให้ทาง ศสร. เข้าติดตั้ง 4 ภาพใหญ่ที่บริเวณรั้วราชวัตร ซึ่ง 1 ใน 4 ภาพเป็นภาพวาดทรงกรมสื่อถึงพระอิสริยยศของพระองค์ที่ได้รับสายสะพายจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยศิลปินจิตรกรชั้นเยี่ยม ศ.ปรีชา เถาทอง ขณะนี้ ได้ใส่กรอบรูปเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมติดตั้งทั้ง 4 ด้านของรั้วราชวัตร ประกอบด้วย ทับเกษตร อาคารโถงหลังคาทรงปะรำ หรือหลังคาแบนที่ปลูกริมแนวรั้วราชวัตร ใช้เป็นสถานที่สำหรับข้าราชการที่มาในพระราชพิธีและฟังพระสวดอภิธรรม


รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า ภาพวาด 80 ภาพขนาดกว้าง 80 ซม. ยาว 100 ซม. ของศิลปิน 80 ท่าน แบ่งเป็น 13 หมวด อาทิเช่น พระประวัติ ภาพสะท้อนความผูกพันระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ภาพพระกรณียกิจ เป็นต้น จะจัดแสดงนิทรรศการภายหลังพระราชพิธีเสร็จแล้ว และพิมพ์เป็นหนังสือภาพ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาชมทั้งพระเมรุ และภาพวาด


นายสมศักดิ์ รักษ์สุวรรณ ศิลปินวาดภาพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ในหัวข้อ "ภาพทรงพระเยาว์" 1 ใน 4 ภาพ ที่จะติดตั้งในพระที่นั่งทรงธรรม กล่าวว่า ได้นำเสนอภาพพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ตั้งแต่ทรงพระประสูติจนเจริญพระชันษาในวัยสาว โดยนำภาพถ่ายพระฉายาลักษณ์ในพระอิริยาบถต่างๆ มาทำเป็นภาพสเกตช์ต้นแบบ ซึ่งเน้นการใช้สีโทนสีน้ำตาลและสีสันสดใสเข้ามาใช้ในการวาดภาพ เพื่อสร้างความรู้สึกนุ่มนวลและสวยงาม เนื่องจากได้ไอเดียมาจากหนังสือแสงหนึ่ง คือ รุ้งงาม ที่แสงรุ้งเป็นแสงแห่งอนาคต ความฝัน และความหวัง


ทั้งนี้ ได้วางตำแหน่งให้ภาพพระฉายาลักษณ์ในวัยสาวของพระองค์ไว้ตรงส่วนกลางของภาพ ซึ่งสะท้อนพระจริยวัตร ความสง่างามของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ

'ชำนาญ'ลุ้นป.ป.ช.ฟันสมชายหลุดนายกฯ


รองประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 7 เผยลุ้นคำวินิจฉัย ป.ป.ช. ชี้หากตัดสิน "สมชาย" ผิดต้องพ้นจากนายกฯ ทันที เพราะขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 102 (6) แนะให้ถือโอกาสนี้ลงจากตำแหน่งนายกฯ สร้างบรรทัดฐานให้ชาวโลกเห็นว่าไทยตั้งใจปราบคอร์รัปชัน


นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 7 กล่าวถึงการชี้มูลความผิดในคดีที่เขาได้ร้องขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการทุจริตเรื่องการขายทอดตลาดในกรมบังคับคดี แต่สุดท้ายโดนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในขณะนั้น ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง และเสนอให้ไล่นายชำนาญ ออกจากราชการด้วย ซึ่งถือเป็นความผิดฐานเป็นข้าราชการละเว้นหน้าที่ปราบปรามการทุจริตในวงราชการ ว่า ถ้า ป.ป.ช.ชี้มูลว่าเป็นความผิดวินัยร้ายแรง ต้องพ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี


รองประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 7 ซึ่งเป็นผู้เสียหายในเรื่องนี้ กล่าวด้วยว่า คดีนี้ความผิดไม่ใช่แค่ความผิดทางอาญา แต่ยังเป็นความผิดวินัย โทษฐานที่เป็นข้าราชการละเว้นไม่ปราบปรามทุจริต ผิดวินัยร้ายแรง ประพฤติผิดทุจริตต่อหน้าที่ ผลของมันคือจะไปไกลกว่านั้น เมื่อคุณสมชาย เป็นนักการเมือง เป็น ส.ส.และเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วโดนตัดสินโทษประพฤติผิดวินัยร้ายแรง จะทำให้นายสมชาย ขาดคุณสมบัติ การเป็น ส.ส.


"ผมจะรอชี้แจงรายละเอียดหลัง ป.ป.ช.ชี้มูล คุณสมชาย จะขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 102 (6) ที่ผู้สมัคร ส.ส.ต้องไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการหรือหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือว่ากระทำการทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติมิชอบในวงราชการ เมื่อเข้าลักษณะต้องห้ามเป็น ส.ส. ย่อมจะเข้าลักษณะต้องห้ามการเป็นนายกฯ จะทำให้นายสมชาย ต้องพ้นจากความเป็นนายกฯ เพราะขาดคุณสมบัติ"
นายชำนาญ กล่าวตอบข้อถามที่ว่านักการเมืองไทยมักไม่มีคุณธรรมและจริยธรรมว่า คดีนี้จะเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่นายกฯ โดนชี้มูลความผิดฐานละเว้นไม่ปราบปรามการทุจริต ซึ่งเท่ากับผิดวินัยร้ายแรง เป็นการทุจริตต่อหน้าที่โดยความผิดนี้ มีโทษสองประการ เท่านั้น คือ ไล่ออก หรือปลดออกจากราชการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากนายสมชาย บอกว่าพ้นจากตำแหน่งราชการมาแล้วการชี้มูลความผิดจะโยงไม่ถึงตำแหน่งปัจจุบันคือตำแหน่งนายกฯ นายชำนาญ กล่าวว่า กรณีนี้มีผลย้อนหลัง แม้นายสมชาย จะลาออกจากราชการตั้งแต่ปี 2549 แต่คดีนี้มีการกล่าวหา และ ป.ป.ช.รับไว้พิจารณา ก่อนที่นายสมชาย จะลาออกจากราชการ การชี้มูลครั้งนี้จึงมีผลย้อนไปตั้งแต่นายสมชาย ยังอยู่ในหน้าที่ราชการ


ผู้สื่อข่าวถามว่า หากนายสมชาย ไม่ยอมพักปฏิบัติหน้าที่จะต้องยื่นตีความหรือไม่ รองประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 7 กล่าวว่า เรื่องนี้ตรงไปตรงมา ตามกฎหมาย ไม่ต้องให้ใครตีความ


"คุณสมชาย น่าจะดีใจเพราะเป็นทางลงให้คุณสมชาย ที่ต้องพ้นจากการเป็นนายกฯ จากข้อหานี้ ควรภูมิใจว่าเป็นนายกฯ คนแรกของโลกที่โดนดำเนินคดีฐานไม่ปราบปรามทุจริต ยิ่งทุกวันนี้เราพูดเรื่องคอร์รัปชันในวงราชการ นายกฯ ควรเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ เป็นตัวอย่างให้กับคนทั้งโลก ว่าไทยปราบปรามอย่างแท้จริง"

วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2551

"ปรีชา"ตั้งเงื่อนไข"สมชาย"เลือกทีมสอบ7ตุลาเอง


หลังจากที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ได้ตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าว (12 ต.ค.) กรณีได้ชื่อประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการสลายผู้ชุมนุม คือนายปรีชา พาณิชย์วงศ์ อดีตรองประธานศาลฏีกา และตุลาการศาลปกครองสูงสุด นั้น วานนี้ (14) ผู้สื่อข่าวได้ประสานเพื่อขอสัมภาษณ์นายปรีชา แต่ปรากฎว่า นายปรีชา ได้แจ้งกับคนใลก้ชิดว่า ยังไม่เห็นหนังสือแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล จึงยังไม่ให้สัมภาษณ์


อย่างไรก็ตาม คนใลก้ชิดนายปรีชา แจ้งว่า นายปรีชา จะเปิดแถลงข่าวหลังจากที่ได้รับคำสั่งอย่างเป็นทางการ


ผู้สื่อข่าวถามว่า นายปรีชา ไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธที่จะเป็นประธานสอบสวนเหตุการณ์ 7 ตุลา ใช่หรือไม่ คนใกล้ชิดนายปรีชา บอกว่า ไม่ปฏิเสธ


แหล่งข่าวเปิดเผยว่า นายปรีชา นั้นได้เสนอเงื่อนไขไปยังนายสมชาย ว่า หากจะให้เป็นประธานสอบสวน จะขอเลือกคนเป็นกรรมการด้วยตัวเองเท่านั้นจึงจะยอมรับเงื่อนไขเป็นประธาน


แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดนายปรีชา ยืนยันว่า นายปรีชา นั้นถือเป็นตุลาการที่ตรง ไม่มีทางที่รัฐบาลหรือใครจะมาสั่งให้ซ้ายหันขวาหันได้ การได้นายปรีชา เป็นประธานสอบสวนเชื่อว่าจะได้ข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายยอมรับได้


อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวไม่มั่นใจว่า รัฐบาล โดยเฉพาะนายสมชาย จะรับได้หรือไม่กับเงื่อนไขที่นายปรีชา เสนอไปคือต้องเลือกกรรมการทั้งหมดด้วยตัวเอง

แผลในใจเหยื่อ


ปลอกกระสุนแก๊สน้ำตาที่เก็บได้บริเวณหน้ารัฐสภา และหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล หลังเหตุการณ์ 7 ตุลามหาวิปโยค มีคำเตือนภาษาอังกฤษ ระบุว่า “อย่ายิงตัวบุคคล เพราะจะทำให้เกิดการเสียชีวิตได้” แต่เกือบตลอดทั้งวัน เสียงคำรามคล้ายระเบิดดังออกจากปลายกระบอกปืน โดยที่ผู้ลั่นไกกระสุนให้วิ่งออกจากลำกล้องนั้นสวนทางกับคำเตือนดังกล่าว
กระสุน และควันจากระเบิดแก๊สน้ำตา ตกใส่ผู้ชุมนุมไม่เพียงนำไปสู่การสูญเสียทางกาย แต่นั่นคือมัจจุราชที่พรากชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ไปจากร่าง หลายรายแม้จะไม่เสียชีวิต แต่ต้องทุพลภาพไปตลอดชีวิต ดังเช่น มิถุนา อุ่นแก้ว ชายหนุ่มวัย 26 ปี จากจังหวัดศรีษะเกษ ซึ่งสูญเสียข้อเท้าซ้าย จากแรงอัดของกระสุนแก๊สน้ำตา
มิถุนา เล่าถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ ขณะนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ว่า เขาเป็นการ์ดพันธมิตร ซึ่งประจำอยู่ที่บริเวณเชิงสะพานอรทัย แต่ในช่วงค่ำวันที่ 6 ตุลาคม มีการเรียกระดมการ์ดให้เข้ามาช่วยดูแลความปลอดภัยให้กับกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมที่บริเวณโดยรอบอาคารรัฐสภา และไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่วันนั้น (7 ตุลาคม)
“ตอนประมาณ 5 ทุ่มจนถึงเช้าเหตุการณ์ยังปกติ ไม่มีอะไร แต่เห็นตำรวจเสริมกำลังเข้ามาเยอะมาก ประมาณ 6.20 น.ก็ได้ยินเสียงดังตูม ผมก็หันไปเห็นคนที่มาชุมนุมนอนหมอบลงกับพื้น แล้วห่างไปประมาณ 1 เมตร เห็นพี่ผู้ชายคนหนึ่งอยู่สภาพนั่งพับขา ขาขาดสองข้างเลือดนองเต็มพื้น ผมจะเข้าไปช่วย กำลังจะก้าวเท้า ก็ได้ยินเสียงดังบึ้ม คราวนี้กระสุนตกตรงหน้า ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าตัวเองโดน ไม่รู้สึกอะไร แต่มองไปที่ปลายข้อเท้าเห็นเลือดไหลออกมา”
เด็กหนุ่มคนนี้ทำงานเป็นช่างเชื่อมอยู่ที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างแห่งหนึ่งใน จ.ระยอง และเคยเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรระยอง มาก่อนพร้อมเพื่อนร่วมงานอีก 9 คน ต่อมาเดินทางมาฟังการปราศรัยของกลุ่มพันธมิตร เป็นช่วง ๆ แรกๆ ไป-กลับ และตัดสินใจสมัครเป็นฝ่ายรักษาความปลอดภัยโดยอยู่กลุ่มเดียวกับการ์ดอาสามจาก จ.ปัตตานี
“พอรู้ตัวว่าข้อเท้าขาด ผมก็เขย่งหลบมานั่งพิงกำแพง ตอนนั้นตำรวจยิงเข้ามานับไม่ถ้วน เห็นพี่อีกคนหนึ่งกระดูกฉีกออกมาเลย ผมเสียใจมีตัวเองต้องเป็นแบบนี้ แต่ก็ไม่เสียใจเท่าที่ตำรวจทำรุนแรงกับประชาชน ผมเจ็บและปวดบาดแผลมาก ก็ร้องให้แต่น้ำตามันไม่ไหล”
มิถุนา บอกว่า ทุกครั้งที่มาชุมนุมญาติพี่น้องก็จะเตือนไม่ให้มาเพราะเกรงเป็นอันตราย แต่ทุกครั้งก็จะบอกกลับไปว่า จุดที่ชุมนุมมีความปลอดภัย แม้จะมีการปะทะกับตำรวจบ้างก็แค่ฟกช้ำ รุนแรงที่ที่สุดแค่เข่าแตก หัวแตก คงไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น
“มีคนถามทุกครั้งว่า ได้ค่าจ้างเท่าไหร่ ผมบอกได้เลยว่า พวกผมที่มากันทั้งหมดไม่มีใครได้รับค่าจ้างเลยแม้แต่บาทเดียว ผมแค่อยากรู้ว่าเขามาชุมนุมกันทำไม พอมารับทราบข้อมูลแล้ว ก็เห็นด้วยกับเขา...เจ้านายไม่ว่า เพราะว่าเขาก็มากันทั้งครอบครัว”
เด็กหนุ่มจากศรีษะเกษ กล่าวทิ้งท้าย ว่า หากรักษาบาดแผลหายจนสามารถใส่ข้อเท้าเทียมได้ หากการชุมนุมยังไม่เลิก ก็จะกลับร่วมชุมนุมต่อ เพราะสิ่งที่อยากเห็นที่สุดหากมีการเปลี่ยนแปลง คือ การได้นักการเมืองที่มีคุณธรรม และไม่คดโกงเข้ามาทำงานให้กับประเทศชาติ
อย่างไรก็ตาม อาการบาดเจ็บจากพิษกระสุนแก๊สน้ำตาของมิถุนา ยังถือโชคดีกว่า รุ่งทิวา ธาตุนิยม หญิงวัย 46 ปี จาก จ.นครราชสีมา หลายเท่า ในวันนั้นร่างของ รุ่งทิวา ได้รับการส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลราชวิถีด้วยสภาพกะโหลกศรีษะแตก แขนหัก และนัยน์ตาข้างซ้ายหลุดออกจากเบ้าตา และแม้ว่าคณะแพทย์ที่ทำการรักษาจะผ่าตัดสมองไปแล้ว แต่อาการรับรู้ของ รุ่งทิวา ยังไม่มีการตอบรับ นอกเหนือจากสัญญาณชีพจรที่ยังคงบอกว่า เธอยังมีชีวิตอยู่และหากรอดชีวิตก็มีโอกาสเป็นเจ้าหญิงนิทราสูงมาก เนื่องจากเนื้อสมองส่วนหนึ่งสูญหายและบอบช้ำจากแรงอัดกระแทกอย่างรุนแรง
พี่สาวของ รุ่งทิวา เล่าให้ฟังว่า รุ่งทิวา เดินทางออกจากบ้านพักที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ด้วยรถตู้พร้อมกับเพื่อน ๆ จำนวนหนึ่งในช่วงบ่ายโมง หลังจากทราบเหตุการณ์ว่ามีการสลายกลุ่มพันธมิตร ที่หน้ารัฐสภาในช่วงเช้าตรู่ แม้สามีจะเตือนว่า อันตราย และไม่อยากให้มาเข้าร่วมชุมนุมก็ตาม
“เขาหน้าจะมาถึงที่ทำเนียบประมาณ 16.00 น แล้วก็เข้าไปที่หน้า บช.น. ปกตินิสัยเขาเป็นคนชอบความยุติธรรม เป็นนักสู้ ไม่ชอบเห็นในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ที่ผ่านมาครอบครัวก็ไม่ได้ห้ามปราม แต่สามีเขาไม่อยากให้มา เพราะกลัวจะเกิดอันตราย เขาก็ไม่ค่อยเชื่อ ปกติเขาไป ๆ มา ๆ ไม่ได้มาร่วมชุมนุมทุกวัน”
รุ่งทิวา มีบุตรสองคนเป็นชายวัย 21 ปี และหญิงวัย 15 ปี ป้าของเด็กทั้งสองบอกว่า ขณะนี้หลาน ๆ ยังไม่ค่อยทราบว่าแม่มีอาการอย่างไร แต่จะคอยถามว่าแม่จะกลับบ้านได้เมื่อไหร่ ซึ่งหากดูจากอาการตามที่แพทย์แจ้งให้ญาติทราบก็ค่อนข้างรุนแรง
พ.ญ.วารุณี จินารัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเพียงว่า สมองของผู้ป่วยมีอาการบอบช้ำมาก ทั้ง ๆ ที่สภาพร่างกายยังมีอาการตอบสนองในทางที่ดีพอสมควร แต่มีเลือดออกในสมองเพิ่ม และโอกาสที่จะรอดชีวิตมีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น
“หมอตอบไม่ได้ว่า แก๊สน้ำตาทำให้ผู้ป่วยเป็นเช่นนี้หรือไม่ ตอนรับเข้ามาพบว่าแผลสกปรกมาก เนื้อสมองช้ำเหมือนถูกแรงอัดระเบิดกระแทกอย่างรุนแรง กะโหลกศีรษะร้าว และตามลำตัวมีบาดแผล และแขนหัก”
สภาพการณ์ของ รุ่งทิวา ในทางการแพทย์เรียกว่าอยู่ในขั้นโคม่า แม้โดยรวมแล้วอาการจะไม่แตกต่างจาก ธัญญา กุลเก้ว ชายวัย 55 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บขาขาด จากเหตุล้อมปราบประชาชนที่บริเวณด้านข้างรัฐสภา ขณะนี้แพทย์โรงพยาบาลวชิระพยาบาล ได้รักษาโดยตัดขาไปแล้ว อาการทั่วไปยังสลึมสลือไม่รู้สึกตัว และอาการน่าเป็นห่วง และยังต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ต่อไป เ
ช่นเดียวกับอาการของ อดิสร สนใจแท้ ที่ได้รับบาดเจ็บเสียแขน ซึ่งยังคงนอนรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูโรงพยาบาลรามาธิบดี โดยญาติ ๆ ของทั้งสองครอบครัวปฏิเสธ ที่จะให้ข้อมูล เนื่องจากสภาพจิตใจไม่พร้อมและยังอยู่ในอาการช๊อคกับเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความสูญเสียอย่างไม่คาดฝัน
การยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่บริเวณแยกการเรือน ถนนราชวิถี ของเจ้าหน้าตำรวจที่ตั้งกำลังอยู่ที่ถนนแยกพิชัย เมื่อเวลา 10.00 น.(7 ต.ค.) แม้จำนวนกระสุนแก๊สน้ำตาจะมีปริมาณน้อยกว่า แต่ 5 นัดแรกที่ตกถึงพื้นก็ทำให้ผู้คนจำนวนมากเกือบจะเหยียบกันตาย เนื่องจากควันของแก๊สดังกล่าวทำให้เกิดอาการแสบระคายเคืองไปทั่วผิวหน้า และผิวหนัง บางรายมีอาการสำลักควัน หายใจไม่ออกจนแพทย์อาสารวมทั้งหน่วยทหารเสนารักษ์จากกองร้อย 01 พัน 3 รอ.(กองพลที่หนึ่งรักษาพระองค์ จำนวน 28 นาย) ต้องรีบลำเรียงผู้ป่วยส่งไปยังโรงพยาบาลวชิระพยาบาลทันที
จำปี ปุราทะ วัย 55 ปี ผู้ร่วมชุมนุมจากเขตดินแดนกำลังใช้ผ้าชุบน้ำและยกน้ำในขวดพลาสติกราดลงไปที่บริเวณลำคอของสามี เธอเล่าว่า เดินทางออกจากบ้านตั้งแต่ 6 โมงเช้า หลังจากทราบว่าตำรวจยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มพันธมิตร ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก จึงชวนสามี และเพื่อนบ้านออกมาให้กำลังใจ โดยเตรียมอุปกรณ์ป้องกันเช่นหน้ากากป้องกันควันพิษ และผ้าขนหนู แว่นกันควัน และขวดน้ำไว้ป้องกัน
“ตำรวจทำรุนแรงกับประชาชนเกินไป เรามีแต่มีเปล่า ไม่มีอาวุธ ทำไมต้องยิงกระสุนแก๊สน้ำตาใส่จนมีคนได้รับบาดเจ็บจนขาขาด พวกเราจะไม่ถอยหนี ตอนบ่ายจะกลับบ้านไปพักเอาแรง และตอนค่ำ ๆ จะออกมาใหม่ เราไม่ต้องการให้ ส.ส. เข้าประชุม ก็แค่มาปิดถนน แม้ผู้มาชุมนุมส่วนใหญ่จะเป็นคนสูงอายุแต่บอกได้เลยว่าไม่ถอย”
วิทยา อยู่เย็น ผู้เข้าร่วมชุมนุมที่ถูกควันแก๊สน้ำตา บอกว่า มาถึงเขาดินตั้งแต่ 7 โมงเช้า เนื่องจากเส้นถนนราชวิถี ปิดเส้นทางจราจรรถเมล์ผ่านจึงต้องลงเดินก่อนจะถึงแยกสวนจิตรลดา และคืนนี้จะไม่กลับบ้านเพราะห่วงว่าจะมีการสลายกลุ่มพันธมิตร จึงต้องอยู่เป็นเพื่อนเพื่อให้กำลังใจกัน
“ตำรวจแย่มากทั้ง ๆ ที่กินเงินเดือนของประชาชน แต่กลับมาใช้ความรุนแรงกับคนที่เสียภาษีให้ทุกเดือน ๆ ถ้าเขาปล่อยให้เราชุมนุมเราก็ไม่ได้ทำอะไร 3-4 เดือนก็อยู่ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร นายกฯ (สมชาย วงศ์สวัสดิ์) คนนี้ปากว่าตาขยิบ เขาบอกว่าจะใช้สันติวิธี จะเจรจา ปากพูดอย่างมือทำอีกอย่าง กระสุนนัดแรกที่เขาทำร้ายประชาชน เขาก็ไม่มีความชอบธรรมปกครองประเทศแล้ว”
ภัครพล สดส่าน การ์ดอาสาพันธมิตร วัย 24 ปี เล่าว่า กลับไปที่บ้านพักเขตสายไหมในช่วง 4 ทุ่มของคืนที่ผ่านมา (6 ต.ค.) และเมื่อทราบข่าวว่ามีตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสลายกลุ่มพันธมิตร จึงกลับเข้ามาชุมนุมอีกครั้ง เพราะทนไม่ได้ที่เห็นคนแก่เข้ามาเป็นทัพหน้าประจันหน้ากับตำรวจ
“ช่วงที่ยืนอยู่ด้านหน้าพร้อมการ์ดคนอื่น ๆ จู่ ๆได้ยินเสียงดังตูม แล้วควันก็ลอยขึ้นมา ผมทนแสบไม่ได้ จึงวิ่งออกมาขอน้ำล้างหน้า แสบไปทั้งตัวแล้วเหม็นกลิ่นแก๊สมาก บางคนที่อยู่ด้วยกันล้มทั้งยืนเลย มีผู้หญิงคนหนึ่งทรุดลงหายใจไม่ออก หมอต้องรีบให้รถพยาบาลนำตัวส่งไปที่ราชวิถี ผมยังโดนควันไม่มากนัก หมอเอายามาหยอดแล้วให้นั่งพัก”
ภัครพล บอกว่า หลังจากหายแสบหน้าแสบตาแล้วก็จะกลับไปเป็นการ์ดต่อ เพราะไม่อยากเห็นคนแก่ที่มาร่วมชุมนุมมาเป็นการ์ดอาสาเพราะน่าสงสาร
ส่วนบรรยากาศรอบ ๆ บริเวณ ตลอดบริเวณถนนราชวิถีมาจนถึงบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ขณะที่ผู้เข้าร่วมชุมนุมกำลังวิ่งหาน้ำเพื่อล้างแก๊สน้ำตาได้มีนักศึกษามหาวิทยาลัยดังกล่าว นำน้ำขวดมาบริจาคให้จำนวนมาก และต่อมาอีกประมาณ 15 นาทีได้มีกลุ่มพันธมิตร ที่กระจายตัวอยู่ได้เข้ามารวมตัวกันอีก และเข้าไปยึดพื้นที่บริเวณถนนพิษณุโลก เต็มแนวไปจนถึงบริเวณหน้ารัฐสภา ยาวไปจนถึงบริเวณหน้าลานพระบรมรูปทรงม้า
ในขณะที่ด้านหน้ารัฐสภา กลุ่มพันธมิตร ได้ร้องด่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนประจันหน้าโดยมีเพียงรั้วกั้นกลางว่า “ไอ้เ....ย” เสียงดังรับกันเป็นทอด ๆ โดยใช้มือตบเสียงสนั่น พร้อมทั้งมีการนำ ยา น้ำอาหารเจ และอาหารกล่องมาแจกให้กับผู้ร่วมชุมนุมอย่างทั่วถึง

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2551

"อนุพงษ์"ความผิดร่วมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์









ลับ วงในแจ้งว่าการประชุมกับผู้นำเหล่าทัพของสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ไม่สามารถตัดสินใจใด ๆ ได้ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อต่อสายขอคำปรึกษากับ ทักษิณ ชินวัตร
จากนั้นการตัดสินใจ ใด ๆ ของ "สมชาย" จึงเป็นการตัดสินใจในนาม "ทักษิณ"
การตัดสินใจที่ "สมชาย" ย้ำชัดว่าจะไม่ยุบสภา ไม่ลาออก และจะพิจารณาความรับผิดชอบเรื่องนี้ตามความเหมาะสม
อะไรคือความเหมาะสม?
หรือ "สมชาย" กำลังรอความเหมาะสมในข้อหา "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" จากศาลอาญาระหว่างประเทศ
ซึ่งนอกจากคณะรัฐมนตรี จะเป็นจำเลยร่วมแล้ว
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ก็เป็นหนึ่งที่จะต้องตกเป็นจำเลยร่วม เพราะทันทีที่ประกาศให้กองกำลังทหารสนับสนุนตำรวจในการรักษาสถานการณ์ให้การเข่นฆ่าประชาชน มีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
พล.อ.อนุพงษ์ น่าจะได้ศึกษา กรณี Radovan Karadžić ที่ขณะนี้โดนจับขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือศาลไอซีซี (International Criminal Court) ฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) ชาวเซิร์ฟ
ที่ผ่านมาพล.อ.อนุพงษ์ นิ่งมาโดยตลอด
แม้แต่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในเขตกรุงเทพมหานคร พล.อ.อนุพงษ์ ยังไม่สนองตอบในการนำกำลังออกมาล้อมปราบประชาชน ทำให้ผู้คนสดุดีในความเด็ดเดี่ยวว่า ผบ.ทบ.ผู้นี้ มีจิตใจเคียงข้างประชาชน ไม่รับใช้ทรราช
แต่ทันทีที่ยืนเคียงข้าง และประกาศสนับสนุนการล้อมปราบประชาชน ทำให้พล.อ.อนุพงษ์ ไม่อาจจะหนีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือเป็นส่วนสนับสนุนให้ร่างกายส่วนหนึ่งส่วนใดสูญหายไป
สงครามบอสเนีย ได้ก่อให้เกิดอาชญากรสงคราม คือ ราโดวาน คาราดิช Radovan Karadžić โดนจับกุม ขณะที่ผู้นำประเทศต่าง ๆ ร่วมแสดงยินดี
โรดาวาน คาราดิช หรืออุซามะห์ บินลาดิน แห่งยุโรป วัย 63 ปี ถูกจับ และนำตัวไปไต่สวนในศาลอาชญากรสงคราม ในกรุงเบลเกรด ตามกฎหมายความร่วมมือกับศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศของอดีตยูโกสลาเวีย หรือไอซีทีวาย
คาราดิก และรัตโก มลาดิก อดีตผู้บัญชาการทหารในสมัยนั้น หนีการดำเนินคดีของไอซีทีวายมา 13 ปี หลังจากถูกตั้งข้อหาก่ออาชญากรรมในสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในบอสเนียในปี 1992-1995 โดยมลาดิก ยังคงลอยนวลอยู่
นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังเผชิญข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จากการบงการให้สังหารหมู่ชายชาวมุสลิม 8,000 คน ในปี 1995 หลังจากกองกำลังของนายรัตโก มลาดิช เข้ายึดที่ปลอดภัยของยูเอ็นในเมืองซเรเบนิซาด้วย ถือเป็นเหตุการณ์ที่โหดร้ายที่สุดในยุโรปนับแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา
การจับกุมคาราดิก ได้ในครั้งนี้ได้รับการแสดงความยินดีในทันที จากทั้งสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป รวมถึงศาลอาชญากรสงครามของสหประชาชาติ เช่นเดียวกับญาติ ๆ ของเหยื่อที่ถูกสังหารหมู่ในซเรเบนิซา เมื่อปี 1995 ด้วย
องค์ประกอบ การกระทำของพล.อ.อนุพงษ์ ที่เข้าข่ายความผิดฐาน Genocide นั้นพิจารณาจาก
สถานะของพล.อ.อนุพงษ์ ไม่ต่างจาก Radovan Karadžić ที่ขณะสั่งฆ่าชาวเซิร์ฟ ในบอสเนีย ตอนนั้น Radovan Karadžić เป็นรองประธานาธิบดียูโกสลาเวียใหม่ และเป็นรองผบ.สส.มีอำนาจสั่งการกองทัพเป็นลำดับที่ 2 รองจาก ประธานาธิบดี Slobodan Milosevic หรือ Slobodan Milošević (สโลโบดาน มิโลเซวิค) ประธานาธิบดียูโกสลาเวีย ในขณะนั้น
ความผิดที่พล.อ.อนุพงษ์ ได้ร่วมสนับสนุนให้มีการก่อการฆ่าประชาชน และทำให้ประชาชนสูญเสียไปซึ่งส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย ตลอดทั้งวันที่ 7 ตุลามหาวิปโยค จึงเป็นความผิดที่มิอาจรอดพ้นไปได้
แม้ว่า ประเทศไทยเรา ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการทำให้สูยหายไปของร่ายกาย แต่ไทยเรามีเสี้ยวหนึ่งของความผิดที่ปรากฎในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นความผิดที่ปรากฎตามสนธิสัญญากรุงโรม ว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ
คดีนี้ พนักงานสอบสวนคือ อัยการสูงสุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20
ขณะที่จะมีนักกฎหมายหัวโบราณ เถียงว่า ไทยเราไม่ได้ลงนามในสัตยาบันให้การรับรองสนธิสัญญากรุงโรม
ผู้ถกเถียงเช่นนั้น ช่วยอธิบายการจับกุม ชาร์ลส์ เทเลอร์ อดีตเผด็จการกระหายเลือดแห่งไลบีเรีย ซึ่งขณะนี้ควบคุมตัวอยู่ในศาล ไอซีซี
สนธิสัญญากรุงโรม กำหนดว่า ทันทีที่ชาติที่ 60 ลงนามให้สัตยาบัน (เอกวาดอร์) ให้มีผลกับชาติที่ลงนามรับรองสนธิสัญญานี้แม้ไม่ได้ให้สัตยาบันก็ตาม
ช่วยบอกทีเถอะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เตรียมรับมือเอาไว้หรือยัง

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551

“สมชาย”กระหายเลือด


“ผมจะพิจารณาตามความเหมาะสม”
เป็นคำตอบที่ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ตอบข้อถามผู้สื่อข่าวถึงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ “7 ตุลามหาวิปโยค” ซึ่งบัดนี้ตัวเขาไม่ต่างอะไรจาก “อาชญากร” ผู้เข่มฆ่าประชาชน
เลือดไทย ต้องไหลนองแผ่นดิน อีกครั้ง ใครจะเป็นผู้ชดใช้หนี้ชี้วิตนี้ หากไม่ใช่ “สมชาย” และคณะรัฐมนตรีของเขา รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ก่อเหตุ
ทั้งนี้ ศูนย์เอราวัณ สรุปยอดผู้บาดเจ็บตลอดทั้งวันที่ 7 ตุลาคม 2551 มีทั้งสิ้น 381 คน นอนโรงพยาบาล 48 ราย ขาขาด 4 ราย นิ้วขาด 2 ราย กำลังผ่าตัด 10 ราย
ด้านกระทรวงสาธารณสุข ปิดเผยยอดผู้บาดเจ็บจากเหตุชุมนุม ณ เวลา 18.00 น. มี 208 ราย นอนรักษาตัว 26 รายในโรงพยาบาล 6 แห่ง เสียชีวิต 1 ราย
ปฏิบัติการสุดเหี้ยมโหดนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ระดมยิงแก๊สน้ำตา เพื่อสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตร หลายจุดไม่ว่าจะเป็นที่ด้านหน้า และด้านข้างอาคารรัฐสภา เพื่อเปิดทางให้คณะรัฐมนตรี และส.ส. - ส.ว.เข้าไปร่วมฟังการแถลงนโยบาย อีกหลายจุดทั้งแยกการเรือน หน้าบช.น. ลานพระบรมรูปทรงม้า จนในมาสู่การบาดเจ็บ และเสียชีวิต
นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความพันธมิตร ได้รวบรวมสถิติผู้บาดเจ็บจากการยิงแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาทั้งหมด เพื่อฟ้องต่อสหประชาชาติ (ยูเอ็น)
แหล่งข่าวจากนักกฎหมายระหว่างประเทศชี้ว่า เหตุการณ์นี้ สมชาย และคณะรัฐมนตรี มีความผิดฐานละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง อาจถึงขั้นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพราะมีกระบวนการสั่งการอย่างเป็นระบบ อันเป็นความผิดสนธิสัญญากรุงโรม ว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ มาตรา 4 มาตรา 5 และมาตรา 7
การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่มีการกระทำเป็นประการ เริ่มจาก บิ๊กจิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ได้รับฉันทานุมัติจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งประชุมกันช่วงดึกของวันที่ 6 ตุลาคม 2551 และต่อมาในคืนเดียวกัน พล.อ.ชวลิต ได้มาประชุมร่วมกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น.
นี่คือกระบวนการที่เริ่มต้นของการสั่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
ทั้งนี้ ศาลอาญาระหว่างประเทศ จะสามารถดำเนินการดังต่อไปนี้
i. เป็นเวทีให้เหยื่อที่ถูกละเมิดสามารถแสวงหาความยุติธรรม โดยร้องขอให้ศาลสถิตยุติธรรมพิจารณาความผิดของผู้ที่กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
ii. ช่วยระงับยับยั้งมิยอมให้คนผิดลอยนวล
iii. ช่วยหยุดยั้งความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน หรืออย่างน้อยที่สุดก็สามารถทำให้ทุกฝ่ายที่ขัดแย้งกันใช้วิธีการที่ “เป็นมนุษย์มากขึ้น” หรือไม่โหดเหี้ยมทารุณ “ผิดมนุษย์”
iv. ใช้อำนาจศาลกับกรณีหรือคดีต่างๆ ที่ศาลปกติไม่เต็มใจหรือไม่อาจพิจารณาความผิดได้
v. เป็นกลไก “ป้องปราม” บรรดาผู้ละเมิด
กระบวนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่ฝ่ายสนับสนุนและผู้ลงมือกระทำการตามคำสั่งของรัฐบาล ย่อมหลีกหนีความผิดไม่พ้น
ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ เป็นปราการด่านสุดท้ายและเป็นจุดจบของผู้สั่งประหัตประหารประชาชน

ลำดับเหตุการณ์ 7 ตุลามหาวิปโยค


01.19 น. พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมครม.นัดพิเศษ ว่า ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เป็นการมาพบกัน และบรรยาสรุปสถานการณ์เท่านั้น และในวันนี้ก็จะมีการประชุมสภาเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลตามปกติ รายงานข่าวจากการประชุม ครม.ว่า ได้มอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต ดำเนินการและสั่งการแต่เพียงผู้เดียว
01.20 น. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยืนยันว่านี้จะไปประชุมสภาตามที่ประธานสภานัดไว้ ต้องเป็นไปตามนั้น
01.33 น. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตร ปราศรัยบนเวทีว่า หากแนวร่วมพันธมิตร มาร่วมชุมนุมกันมาก เราก็จะขยายพื้นที่การชุมนุมไปที่สะพานผ่านฟ้า หรืออาจจะไปถึงสนามหลวง แกนนำพันธมิตร ได้หารือและประเมินท่าทีของทางการหลังได้รับทราบข่าวเจ้าหน้าที่จะเข้าสลายการชุมนุมที่หน้าทำเนียบ เวลา 04.00น.
01.34 น. ที่ประชุมครม.นัดพิเศษ เผยว่า นายกรัฐมนตรี เรียกรัฐมนตรีมาเพื่อฟังความเห็นเรื่องสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และรัฐมนตรีเห็นตรงกันว่า ในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ จะไปประชุมสภาตามกำหนดเดิม เพื่อแถลงนโยบายตามปกติ หากไม่สามารถเข้าที่ประชุมสภาได้ ก็ขึ้นกับนายชัย ชิดชอบ ประธานสภา ว่าจะสั่งให้เลื่อน หรือย้ายสถานที่การประชุมอย่างไร ก็ต้องรอให้ถึงเวลานั้นก่อนว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร
02.10 น. พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกฯ หารือกับพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.และพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น.และได้เดินทางออกจากบช.น.เวลา 03.00 น.โดยมีพล.ต.อ.พัชรวาท เดินลงมาส่ง
02.30 น. พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เดินทางมายัง บช.น.เข้าพบกับพล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รอง ผบช.น.แต่ไม่ได้พบ โดยพล.ต.ขัตติยะ กล่าวว่า วานนี้ (6 ต.ค.) พล.ต.ต.เอกรัตน์ ให้สัมภาษณ์ว่า เขาจะนำกลุ่มนักรบพระเจ้าตากที่สนามหลวง เข้าสลายกลุ่มพันธมิตร นั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง
06.20 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยิงแก๊สน้ำตาหลายสิบลูกเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตร เพื่อสลายการชุมนุมเปิดทางการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่จะมีขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ เพื่อเปิดทางให้ ส.ส.เดินทางเช้าประชุมรัฐสภาและสามารถเปิดประตูรัฐสภาบริเวณถนนพิชัยได้แล้ว
07.09 น. พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรสุข อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด ได้พยายามควบคุมสถานการณ์ด้วยตัวเอง ขณะที่มีผู้ชุมนุมบาดเจ็บสาหัส 3 คน ขาขาด 1 คน นักข่าวเจ็บ 1 คน ได้นำตัวส่งโรงพยาบาลวชิระพยาบาล
07.30 น. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ยืนยันว่า ส.ส.จะเข้าประชุมที่สภา ซึ่งนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภายังไม่ได้แจ้งกำหนดเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม รัฐบาล ไม่ทราบตำรวจจะเข้าสลายการชุมนุมด้วยวิธีการยิงแก๊สน้ำตา
07.49 น. นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความพันธมิตร เปิดเผยว่า กำลังรวบรวมสถิติผู้บาดเจ็บจากการยิงแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาทั้งหมด เพื่อฟ้องต่อสหประชาชาติ (ยูเอ็น)
08.15 น. นายชูศักดิ์ ศิลินิล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ได้คุยกับนายกรัฐมนตรี บ้างแล้วก่อนหน้านี้ นายกฯ บอกว่าไม่มีอะไรน่าห่วงสามารถเข้าประชุมสภาตามปกติ แต่ก็ต้องรอดูท่าทีสมาชิกของสภาว่าจะมาประชุม อยากเรียกร้องให้ฝ่ายค้าน มาร่วมประชุม
08.16 น. ผู้สื่อข่าว จส.100 ถูกกระสุนแก๊สน้ำตาเข้ากลางหลังจนล้มทั้งยืน ส่วนายไชยยา พูนแก้ว ขาซ้ายขาด คาดว่าเป็นผลจากระเบิดปิงปอง ขณะนี้นำส่งโรงพยาบาลวชิระ
08.08 น. สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า ตำรวจไทยได้ยิงแก๊สน้ำตา เพื่อสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร บริเวณด้านนอกรัฐสภา
08.26 น. ร.พ .วชิระพยาบาล ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการยิงแก๊สน้ำตา ถูกลำเลียงนำส่งเข้ารับการปฐมพยาบาล มีตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บล่าสุด 50 คน แต่ละคนจะมีอาการบาดเจ็บบริเวณดวงตา ขา และตามลำตัว ทาง ร.พ. ได้ระดมทีมแพทย์กว่า 100 คน มาช่วยกันรักษาในจำนวนนี้มีผู้บาดเจ็บสาหัส 3 คน และส่วนหนึ่งส่งไปยัง ร.พ.รามาธิบดี 22 คน แต่ละคนมีอาการบาดเจ็บคล้าย ๆ กัน ทางแพยท์ต้องระดมช่วยกัน
09.10 น. บนเวทีพันธมิตร ได้ปราศรัยบนเวทีว่ามีผู้สื่อข่าวคมชัดลึก ได้รับบาดเจ็บนอนพักอยู่ที่เต้นท์พยาบาลของพันธมิตร ทราบชื่อน.ส.พรรณี อมรวิพุธพนิช โต๊ะรายงานพิเศษ คมชัดลึก
09.18 น. นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า วันนี้ ส.ว.คงเข้าประชุมสภา ไม่ได้เพราะเห็นภาพว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังสลายปผู้ชุมนุมเพื่อเปิดเส้นทางให้ ส.ส.-ส.ว.เข้าประชุมสภา โดยรับไม่ได้ เพราะเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ
10.34 น. รัฐสภาเปิดประชุมแถลงนโยบายรัฐบาล มีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฏร เป็นประธานการประชุม มีสมาชิกเข้าร่วม 320 คน
11.25 น. ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ พล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีป หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุษพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เปิดเผยว่า พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรสุข อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด ได้เดินทางเข้าพบพล.อ.เปรม
11.30น. ผู้ชุมนุมพันธมิตร เตรียมเคลื่อนย้ายการชุมนุมไปที่รัฐสภา เมื่อมาถึงลานพระบรมรูปทรงม้า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการขว้างปาระเบิดแก๊สน้ำตาจากทางกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าใส่เจ้าหน้าตำรวจ เจ้าหน้าที่ได้ยิงแก๊สน้ำตาตอบโต้
12.16 น. ภายหลังจากที่พันธมิตรฯ ผลักดันเจ้าหน้าที่ตำรวจ ออกนอกพื้นที่รอบรัฐสภาแล้ว ขณะนี้ กลุ่มผู้ชุมนุม ได้ทะยอยมาตรึงกำลังบริเวณ ถ.ราชวิถี และถ.พิชัยทั้งหมด และได้นำรถขนผู้ต้องหาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข็นมาปิดหน้าประตูรัฐสภา ด้านถ.ราชวิถี
14.26 น. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้ติดตาม 5-6 คน รวมถึงน.ส.ชิณณิชา บุตรสาว ได้เดินจากอาคารรัฐสภาไปยังอาคารวุฒิสภา และอ้อมไปทางด้านหลังซึ่งเป็นที่เก็บอุปกรณ์การทำสวน จากนั้นได้ข้ามบันไดเหล็ก เพื่อข้ามกำแพงไปยังฝั่งพระที่นั่งวิมานเมฆ โดยกำแพงสูง 2 เมตรและปลายกำแพงเป็นเหล็กแหลม เจ้าหน้าที่จึงเอาผ้าคลุมเพื่อไม่ให้ถูกเหล็กทิ่ม ทั้งนี้นายกฯ พร้อมบุตรสาว ได้รีบข้ามกำแพงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
14.55 น. มีเฮลิคอปเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1 ลำ บินลงมาจอดบริเวณพระที่นั่งวิมานเมฆ ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมลุกฮือพยายามจะปีนกำแพงพระที่นั่งฯ เพราะกลัววว่า ฮ.ลำดังกล่าวจะมารับ ส.ส. และสว.ที่อยู่ในสภาออกไป
15.00 น. มีการประกาศให้ รมต. ส.ส. สว. เจ้าหน้าที่สภา และสื่อมวลชนในสภาให้ขึ้นไปอยู่ในรถตู้ เพื่อเป็นการเตรียมการไว้ ซึ่งมีรายงานข่าวว่า จะมีการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรที่ปิดล้อมประตูทางออกรัฐสภาเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ มีการขึงรั้วลวดหนามที่บริเวณข้างถ.ราชวิถี
17.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมที่แตกกระจายหลังจากที่ถูกแก๊สน้ำตา ต่างได้พากันถอยไปปักหลักอยู่ถนนราชสีมา ปรากฎว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อกลุ่มพันธมิตร ได้ขับรถโตโยต้า ขับพุ่งชนตำรวจ
17.30 น. นายสมชาย วงศสวัสดิ์ แถลงไม่ลาออก หรือยุบสภา จะทำหน้าที่ตราบใดที่อยู่ในหน้าที่ จะไม่ชะลอการทำงาน ส่วนการตัดสินใจจะทำในเวลาที่เหมาะสม
18.00 น. บรรยากาศการชุมนุมบริเวณ ถ.ราชสีมา ฝั่งโรงแรมสวนดุสิต หลังจากตำรวจยิงแก๊สน้ำตาใส่พันธมิตร พันธมิตรขับรถหกล้อมุ่งตรงไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปักหลักที่แยกการเรือน ตำรวจจึงได้ระดมยิงปืน และแก๊สน้ำตาเข้าใส่ ทำให้คนขับรถเสียชีวิตคาที่
18.15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาเคลียร์พื้นที่โดยให้ข้าราชการ และสื่อมวลชน ออกจากอาคารรัฐสภาทั้งหมด
18.30 น. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกยิงบริเวณรัฐสภา3 ราย
18.50 น. ที่บริเวณ บช.น. ด้านข้างวังปรารุส ตลอดทั้งแนว พันธมิตร กว่า 500 คน บุกปะทะกับตำรวจโดยได้มีการยิงแก๊สน้ำตาเป็นเวลา 10 นาที ภายหลังการปะทะปรากฏว่ากลุ่มพันธมิตร ได้ถอยร่นกลับไปยังบริเวณแยกมิสกวัน
18.50 น. มีเสียงดังคล้ายปืนดังบริเวณบชน.ทำให้ผู้ชุมนุมบริเวณส่วนอัมพร ถอยร่นมารวมตัวกันหน้าสนามเสือป่า นอกจากนี้ได้มีกำลังทหาร 4 คันรถ ได้เสริมกำลังภายในสนามเสือป่าด้วย
19.13 น. ที่หน้าบช.น. พันธมิตร ใช้ท่อนเหล็กโยนใส่จนท.ตร.ถูกบริเวณท้ายทอยพล.ต.ต.โกสิน บุญสร้าง รอง ผบ.ตชด.ได้รับบาดเจ็บ ตำรวจ ยิงแก๊สไปที่กลุ่มชุมนุม ทำให้พันธมิตร ได้รับบาดเจ็บสาหัสขาท่อนขาล่างขาด 2 ราย
22.20 น. กลุ่มผู้ชุมนุมที่บริเวณลานพระรูปทรงม้า ได้พยายามที่จะเดินเข้าไปกดดดันเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ก็ไม่เป็นผล จึงใช้ระเบิดเพลิงขว้างใส่เจ้าหน้าที่ตำรงวจ แต่เนื่องจากอยู่ในระยะห่างจึงไม่มีใครได้รับอันตราย จึงเดินประชิดเข้ามาทำให้ตำรวจต้องยิงแก๊สน้ำตา 10 กว่านัด
หมายเหตุ : สรุปยอดผู้บาดเจ็บ จากศูนย์เอราวัณ 381 คน นอนโรงพยาบาล 48 ราย ขาขาด 4 ราย นิ้วขาด 2 ราย กำลังผ่าตัด 10 ราย
ด้านกระทรวงสาธารณสุข ปิดเผยยอดผู้บาดเจ็บจากเหตุชุมนุม ณ เวลา 18.00 น. มี 208 ราย นอนรักษาตัว 26 รายในโรงพยาบาล 6 แห่ง เสียชีวิต 1 ราย

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2551

"จำลอง"ออกจากถ้ำล่อตำรวจจับเรียกมวลชน


ข่าวเชิงวิเคราะห์ : ทีมข่าวซิตี้เจอร์นัล
การเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล เมื่อเช้าวันนี้ (5 ตุลาคม) ของพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในรอบหลายเดือน หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอศาลอาญาออกหมายจับในข้อหากบฎ พร้อมกับแกนนำรวม 9 คน และก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้รวบตัวนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ผู้ต้องหาอีกคนหนึ่ง ไปเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยพล.ต.จำลอง ได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ณ ศูนย์ลงคะแนนเลือกตั้งประจำ ร.ร.เศรษฐเสถียร
พล.ต.จำลอง โดนจับพร้อมกับการ์ดอาสา 2 คน ซึ่งไม่ได้แสดงท่าทีขัดขวางการจับกุมแต่อย่างใด และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวพล.ต.จำลองไปสอบปากคำแล้ว
ตลอดทั้งวันของวันที่ 4 ตุลาคม พล.ต.จำลอง แสดงจุดยืนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจับกุมแกนนภายในทำเนียบรัฐบาล โดยจะยอมให้จับกุม และจะไม่ใช่โลห์มนุษย์
เมื่อคืนของวันที่ 4 ตุลาคม พล.ต.จำลอง ได้ประกาศบนเวทีว่า ตลอดการทำงานกองทัพธรรมมูลนิธิ และโรงเรียนผู้นำ ไม่เคยขอเรี่ยไรเงิน จากผู้ใด แต่เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ได้ขอบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา เพื่อช่วยเหลือเอเอสทีวี สื่อที่ช่วยกระจายข่าวความเคลื่อนไหวของการชุมนุมในนามกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยได้เงินมาทั้งสิ้น 18.8 ล้านบาท (สิบแปดล้านแปดแสนบาท) มีรายเดียวเท่านั้นที่บริจาค 1 ล้านบาท นอกนั้นหลักแสน และหลักพัน ซึ่งได้มอบให้กับเอเอสทีวี ใช้เป็นทุนในการต่อสู้ต่อไป
การยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ จับกุมโดยดุษณี เป็นคำถามที่เกิดขึ้นทันทีว่า พล.ต.จำลอง มีแผนอะไร เพราะนายทหารยุทธวิธีผู้นี้ไม่ได้เคลื่อนไหวโดยไร้ยุทธศาสตร์การต่อสู้
ขณะที่พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เพื่อนร่วมรุ่น จปร. 7 ที่ประกาศว่า หากพล.ต.จำลอง โดนจับเมื่อใดจะเข้ามาทำหน้าที่แกนนำแทน นั้น ได้ให้สัมภาษณ์ในทันทีว่า มติแกนนำได้มอบให้แกนนำรุ่นที่สอง เคลื่อนต่อโดยประกอบด้วย สำราญ รอดเพชร ประพันธ์ คูณมี และสาวิตย์ แก้วหวาน เมื่อไม่มีชื่อของพล.อ.พัลลภ ก็จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
พล.อ.พัลลภ วิเคราะห์แนวทางของเพื่อนรักว่า "จำลอง คงต้องการเรียกมวลชนให้ออกมา"
เดือนตุลาคม เป็นเดือนประวัติศาสตร์ การเมืองไทยได้จารึกมาแล้ว 35 ปี กับเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516
ครั้งนั้นมีการจับกุมแกนนำนิสิต นักศึกษา 13 คน ด้วยข้อหาแจกใบปลิวเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ขัดคำสั่งคณะปฏิวัติ ซึ่งมีโทษเพียงเล็กน้อย ต่อมาได้มีผู้ขอประกันตัว 13 คนและได้รับการให้ประกัน แต่ ทั้ง 13 คนไม่ยอมออกจากคุกจึงมีการแจ้งข้อหาเพิ่มให้หนักขึ้น
อดีตอัยการสูงสุด คณิต ณ นคร บอกว่า เพียงแค่ตั้งข้อหาไม่สามารถจับกุมได้จนกว่าจะพิสูจน์ความผิด ของผู้นั้นเสียก่อนโดยเฉพาะข้อหากบฎ ซึ่งมีโทษสูงถึงประหารชีวิต จะต้องระบุการกระทำให้ชัดเจน แต่เวลานี้กระบวนการยุติธรรมไทยเรา ยังบกพร่องในส่วนการขอหมายจับตรงนี้อยู่
การจับกุมพล.ต.จำลอง วันนี้ จึงเป็นปมคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ไป
กลุ่มพลังมวลชน จะสำแดงพลังอย่างไรในการที่แกนนำโดนจับ
แน่นอมแรงกดดันนี้จะตกไปที่รัฐบาล ในทันที
รัฐบาลที่พยายามสร้างภาพสมานฉันท์ ด้วยการเจรจากับ 5 แกนนำผ่านทางพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
รัฐบาลที่กำลังจะเรียกเสียงศรัทธาจากประชา ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อตั้งส.ส.ร. 3
เมื่อกระแสมวลชนแรงขึ้นมา การแก้รัฐบาล นั้นเลือนลางเต็มทีที่จะทำสำเร็จ

วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2551

สั่งจับ"ไชยวัฒน์"แผนสองแก๊งป่วนรัฐบาล



ข่าวเชิงวิเคราะห์ : ทีมข่าวเดอะซิตี้เจอร์นัล


ความเดิมตอนที่แล้ว "ชัย ชิดชอบ" โดนใช้เป็นเครื่องมือป่วนรัฐบาล ด้วยการใช้อำนาจประธานสภาผู้แทนราษฎร ลักไก่บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ที่ผู้เสนอคือแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) โดยพยายามจะใช้ที่ประชุม 4 ฝ่าย ซึ่งมีนายชัย เป็นผู้เชิญ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร มาร่วมเป็นสักขีพยาน


อย่างไรก็ตาม เมื่อการประชุม 4 ฝ่ายมีทีท่าว่าจะไม่รับร่าง คปพร. แต่จะใช้แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อตั้งส.ส.ร. 3 มายกร่างรัฐธรรมนูญ ซ้ำยังมอบให้นายสมชาย ไปล็อบบี้พรรคร่วมรัฐบาลอีก 5 พรรคให้โหวตคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับ คปพร. ที่จะมีการบรรจุเป็นวาระการประชุมด่วน ในวันที่ 15 ตุลาคม 2551 ซึ่งแนวทางนี้ส.ส.พลังประชาชน นั้นเห็นด้วยว่า หากจะให้การตั้งส.ส.ร. 3 สำเร็จ ต้องคว่ำร่าง คปพร. โดยจะขอมติที่ประชุมพรรคในวันที่ 6 ตุลาคม นี้


นี่เป็นการแก้เกม ของคนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังที่จะให้ร่างคปพร. ได้รับการพิจารณาในสภา และจะเกิดการต่อต้านโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และหลายฝ่ายที่เชื่อว่า ร่างคปพร. นั้น มีเจตนาช่วยเหลือ ทักษิณ ชินวัตร ให้พ้นความผิด ซึ่งเท่ากับเป็นชนวนที่จะทำให้กลุ่มต้านรัฐบาลมีความชอบธรรมในการชุมนุม


นั่นแสดงว่ากลุ่มที่ชักใย ชัย ชิดชอบ นั้นได้แตกหักกับ นายใหญ่ ลอนดอน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


เมื่อแผนเอ คือการดันร่าง คปพร. ไม่สำเร็จ จึงต้องงัด "แผนบี" ขึ้นมาใช้ทันทีทันควัน ในวันเดียวกันนั้น (3 ตุลาคม)


"แผนบี" คือการใช้ตำรวจที่ไว้วางใจ เป็นมือเป็นไม้ให้จับกุม ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ 1 ใน 9 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่โดนข้อหากบฎ


ทั้งนี้ มีรายงานแจ้งว่า กลุ่ม ส.ส.อีสาน พรรคพลังประชาชน ได้ประเมิน เหตุการณ์จับกุมนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ 1 ใน 9 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นการหักหน้า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หลังจากที่ช่วงที่ผ่านมากลุ่ม ส.ส. ในพรรคพลังประชาชน โดนลดบทบาทลงไปอย่างมาก โดยมีการสั่งการผ่านไปทางนายตำรวจผู้ใหญ่ ที่ใกล้ชิด เพื่อให้เข้าไปจับกุม นายไชยวัฒน์


การจับกุมนายไชยวัฒน์ ในขณะที่รัฐบาลพยายามที่จะเจรจากับกลุ่มพันธมิตร ซึ่งมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเป็นลำดับ


ดังนั้น ในวันจันทร์ (6 ต.ค.) กลุ่ม ส.ส.พรรคพลังประชาชน ที่ในอดีตเคยสังกัดพรรคความหวังใหม่ จะเข้าไปให้ข้อมูลเรื่องนี้กับ พล.อ.ชวลิต เพื่อให้รับรู้สถานการณ์ ในการพยายามเคลื่อนไหวของกลุ่มส.ส.เหล่านี้


ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ "แผนบี" ดูจะได้ผลในการสร้างรอยปริแยกระหว่างรัฐบาล กับพันธมิตร ให้ห่างกันออกไปอีก ดังที่ พล.ท.พิรัช สวามิวัศดิ์ (เสธ.หมึก) นายทหารคนสนิทพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ประสานกับพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในฐานะเพื่อนจปร. 7 ให้สัมภาษณ์ในรายการ "ลับ ลวง พราง" ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 อ.ส.ม.ท. ว่า


"ผมก็ต้องโทรไปบอกเขา(จำลอง) อย่างไรก็ต้องระงับไว้ก่อน"


วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2551

"ชัย"ปราการสุดท้ายของ"เนวิน"กับปฏิบัติการเผาเรือนพปช.



ข่าวเชิงวิเคราะห์ : ทีมข่าวซิตี้เจอร์นัล


การออกมาเปิดเผยของประธานรัฐสภา นายชัย ชิดชอบ ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นการรับไม้ต่อจากผู้นำรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตี ที่ผลักดันให้คณะรัฐมนตรี (1 ต.ค.) เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.3) เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ โดยประธานรัฐสภา ได้เตรียมรับลูกผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยยึดตามร่างของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ซึ่งแกนนำเป็นอดีตกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) อาทิเช่น เหวง โตจิราการ / จรัล ดิษฐาอภิชัย
ท่าทีของ ชัย ชิดชอบ (2 ต.ค.) เหมือนโดนบีบให้ต้องพูดเรื่องนี้ เพราะมีอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทั้ง เสรี สุวรรณภานนท์ และ ชูชัย ศุภวงษ์ ตั้งข้อสังเกต (1 ต.ค.) ดักคอไว้ล่วงหน้าว่าจะเป็นการแก้รัฐธรรมนูญ ที่มีเจตนาช่วยเหลือตนเองและพวกพ้อง โดยเฉพาะการแก้ไข มาตรา 190 มาตรา 237 และมาตรา 309 และร่างที่จะใช้คือร่างของคปพร. ซึ่งเป็นการยกเอารัฐธรรมนูญ ปี 2540 กลับมาใช้ใหม่ทั้งฉบับ
ชัย ชิดชอบ ได้ยืนยันกับ เหวง และ จรัล ซึ่งเข้าพบที่รัฐสภา (2 ต.ค.) ว่า ได้บรรจุญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามร่าง คปพร.แล้ว และทันทีที่สภาผู้แทนราษฎร รับทราบการแถลงนโยบายรัฐบาลในวัน 7-9 ต.ค.แล้ว สัปดาห์ต่อไป (15 ต.ค.) สภาผู้แทนราษฎร จะพิจารณาได้ตามวาระเร่งด่วน สำหรับผมถือว่าทำตามหน้าที่แล้ว แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าผลจะเป็นอย่างไร ที่ประชุมสภา จะรับร่างหรือไม่
"ขึ้นกับลมฟ้าอากาศ ซึ่งอาจจะมีฝนตกแดดออก หรืออยู่ที่ดวงเมืองด้วย ขณะนี้ผมก็รู้สึกไม่สบายใจกับปัญหาบ้านเมือง เพราะมันหนัก และรุนแรงมาก บางที่กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับ คปพร.อาจจะต้องชลอไปบ้าง ก็ต้องเข้าใจ แต่ใครจะมาดึงไว้ไม่ได้ ยกเว้นเกิดเหตุการณ์ยุบสภาซึ่งจะทำให้ร่างนี้ตกไป"นายชัย กล่าว
ส.ส.ร.ชี้ปม"ชัย"ดันร่างคปพร.คว่ำรธน.2550
อะไรมันจะข่ายถึงเพียง นั้น เสรี สุวรรณภานนท์ ในฐานะประธานชมรมสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร. 50) ตั้งข้องสังเกตว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อเปิดทางให้มีการตั้งส.ส.ร. 3 ในสถานการณ์ความแตกแยกภายในพรรคพลังประชาชน (กลุ่มเพื่อนเนวิน หักกับกลุ่มภาคเหนือของ เจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ กับ ยงยุทธ ติยะไพรัช ในเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรี)
ส่วนพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรคแกนนำ และพรรคร่วมรัฐบาล อยู่ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณายุบพรรค เพราะฉะนั้น การเสนอประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องใช้เวลาพอสมควร แนวทางดังกล่าวเหมือนจะดูดีแต่เวลาอาจจะไม่เอื้ออำนวยก็เป็นได้
เสรี จึงฟันธงว่า สิ่งที่น่าคิดคือญัตติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ที่เสนอโดยส.ส.รัฐบาล และส.ว.ส่วนหนึ่ง แม้ตกไปเพราะมีการถอนชื่อ แต่ยังมีญัตติเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) ยังค้างการพิจารณาของสภาอยู่ รัฐบาลอาจจะลักไก่หยิบเอาญัตตินั้นมาปัดฝุ่นนำไปพิจารณาแก้ไขซึ่งตามร่างนั้นแทบจะเรียกว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งฉบับ
ประเด็นนี้ ชูชัย ศุภวงศ์ อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการยกร่าง รธน. 2550 ระบุว่า การแก้รธน.มาตรา 291 แล้วตั้ง ส.ส.ร.3 นั้น ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งยังนำสังคมไทยเข้าสู่ความรุนแรง เพราะมีเจตนาแฝง ที่ประชาชนต่างรู้ว่าพรรคพลังประชาชน พยายามทำทุกวิถีทางที่จะแก้ มาตรา 237 309 และ 190 เพื่อหนีการถูกยุบพรรค และช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
เพราะฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ ประกาศต่อสาธารณชนว่าจะไม่แก้ 3 มาตรานี้ และให้หลักประกันต่อ คณะกรรมการอิสระปฏิรูปการเมือง การปกครอง โดยผ่านกฎหมายรองรับ คณะกรรมการอิสระชุดนี้ และให้นำข้อเสนอของคณะกรรมการไปทำประชามติเพื่อนำผลประชามติไปสู่การปฏิรูปการเมือง
ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้อธิการบดีมหาวิทยาลัยทั้ง 24 แห่ง แสดงบทบาทนำทางสังคมต่อไป โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกกลุ่มอาชีพ นักวิชาการ นักธุรกิจมาร่วมกันกำหนดทิศทางของประเทศตามมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อร่วมกันพิจารณาว่าจะปฏิรูปการเมืองการปกครองอย่างไร ให้ได้นักการเมืองที่โกงน้อยที่สุด ตรวจสอบได้ง่าย หากทำเช่นนี้สังคมไทยจะก้าวพ้นวิกฤติ และเกิดการปฏิรูปในทุกด้าน
อย่างไรก็ตาม ต่อประเด็นนี้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยืนยัน (2 ต.ค.) ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำเพื่อประชาชน ไม่มีอะไรหมกเม็ดเพื่อช่วยเหลือคนใดคนหนึ่ง และประชาชนต้องมีส่วนร่วม
หรือแม้แต่การให้สัมภาษณ์อีกครั้ง (3 ต.ค.) นายกรัฐมนตรี ก็ปฏิเสธที่จะแสดงความชัดเจนถึงมาตราในรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไข เนื่องจากหลายฝ่ายห่วงว่าจะมีการแก้ใน 3 มาตรา ได้แก่ 190 237 และ 309 โดย สมชาย กล่าวว่า ตอนนี้ผมไม่เคยพูดว่าจะต้องแก้มาตรานั้นมาตรานี้แล้ว แต่ต้องพูดในภาพรวมของการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งหมด ซึ่งผมไม่เคยมีแนวความคิดว่าจะต้องเป็นไปตามที่ใครคนใดคนหนึ่งคิด
แม้ว่า ทั้ง 3 มาตรา เป็นการผลักดันให้มีการแก้ไขของรัฐบาลชุดก่อน แต่ตรงนั้นมันจบไปแล้ว ต่อไปเป็นเรื่องของ ส.ส.ร. 3 ที่จะมาทำ โดยที่รัฐบาลจะไม่ชี้นำ ไม่ต้องเป็นห่วงรัฐบาลไม่ชี้นำเป็นอันขาด จะเอาอย่างไรก็แล้วแต่
ส่วนการที่ประธานรัฐสภา ไปนำร่างที่เสนอโดย คปพร. บรรจุเป็นวาระ สมชาย ก็ปฏิเสธว่านี่ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล แต่เป็นเรื่องของทางสภาฯ ส่วนตัวเขาไม่ทราบ แต่คิดว่าคงไม่ต้องระแวง เพราะส.ส.มีทั้งฝ่ายค้าน รัฐบาล และยังมีวุฒิสภา จึงไม่มีทางที่จะไปซุกซ่อนอะไรกันได้ เอ็กซ์เรย์กันได้ทั่วประเทศอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องแล้วแต่ประธานสภา รัฐบาลคงไปก้าวก่าย หรือยุ่งไม่ได้
ดันร่างคปพร.ปลุกความชอบธรรมพันธมิตร
การที่ ชัย ชิดชอบ ดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับคปพร. เข้าสู่วาระการประชุม ซึ่งเป็นอำนาจของประธานรัฐสภา และเป็นอำนาจเดียวที่ เนวิน ชิดชอบ คงมีอำนาจแฝงเหลืออยู่เพียงอำนาจเดียว
การดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของคปพร. ทั้ง ๆ ที่มีเสียงต้านทั้งอดีตส.ส.ร. และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะมีเจตนาให้พลังประชาชา และพรรคร่วมพ้นผิดคดียุบพรรค และที่สำคัญคือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะยกเป็นเหตุการไม่มีองค์กรที่รับรองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 มาเป็นข้อต่อสู้ในคดี ที่เขาโดนฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไปแล้ว 4 คดี
ร่างคปพรง จึงเป็นสายล่อฟ้าโดยแท้
แต่ทำไม เนวิน จึงต้องการให้ร่างนี้เข้าสู่สภาให้ได้ โดยใช้กำลังภายในผ่านพ่ออย่าง ชัย ชิดชอบ นั่นเป็นเพราะเป็นเจตนาที่จะให้รัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์ โดนต่อต้านอย่างหนักจากฝ่ายอดีตส.ส.ร. และพันธมิตร
ต้องไม่ลืมว่า การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี ล่าสุด คนของเนวิน กระเด็นกระดอนออกจากเก้าอี้เกือบทั้งหมด สร้างความโกรธแค้นให้กับเนวิน เป็นอย่างมาก ถึงขั้นกล้าแตกหักกับนายใหญ่ที่ลอนดอน
เนวิน ได้ประลองกำลังส.ส.ในกลุ่มของตัวเองมาแล้ว 3 ครั้ง ในเหตุการณ์สภาล่ม 3 หนโดยหนแรกคือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี (12 ก.ย.) และsนถัดมาคือการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (24 ก.ย. และ 1 ต.ค.)
การบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับ คปพร. เข้าสภา จึงเป็นการยืมมือพันธมิตรเผาเรือนพลังประชาชน และให้พันะมิตรมีความชอบธรรมในการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และกระทบชิ่งไปถึงทักษิณ ชินวัตร ที่ตัวอยู่ไกลถึงลอนดอน โดยที่เนวิน จะเป็นผู้นั่งดู
ประเมินแล้วว่า ที่สุดแล้ว การแก้รัฐธรรมนูญ โดยยึดร่างคปพร. ไม่มีทางสำเร็จได้ และยังจะทำลายความชอบธรรมของรัฐบาล สมชาย เพราะฉะนั้น จึงเห็น สมชาย เริ่มชิ่งหนี กับการที่ชัย ชิดชอบ ดำเนินการ โดยโยนว่าเป็นเรื่องของสภา รัฐบาลไม่เกี่ยวข้อง
นี่คือความผิดพลาดที่ สมชาย วงศ์สวัสด์ ไปตกหลุ่มแก้รัฐธรรมนูญ 291 เท่ากับปล่อยให้การ์ดตก ให้เนวิน ชกเช้าเป้าอย่างจัง
เจ็บตัวแล้วยังบ้านพัง
แลกหมัดครั้งนี้ เนวิน แค่บาดเจ็บฟกช้ำเล็กน้อย แต่รัฐบาล สมชาย โคม่า

วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551

"พระเทพฯ"พระราชทานเงินช่วยขรก.บัวแก้วจำเลยพระวิหาร



สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระราชทานเงินสมทบช่วยเหลือข้าราชการบัวแก้ว โดนฟ้องเป็นจำเลยกรณีปราสาทพระวิหาร


หลังจากที่ นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายกฤต ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย นายพิษณุ สุวรรณะชฎ รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก และนายเชิดชู รักตะบุตร อัครราชทูต (ปฏิบัติราชการที่กรมสนธิสัญญาฯ) โดนฟ้องร้องอันสืบเนื่องจากมติครม.ที่ยินยอมให้นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ ไปลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย กัมพูชา ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร


ล่าสุด นายนรชิต สิงหเสนี เลขาธิการสโมสรสราญรมย์ ได้มีหนังสือลงวันที่ 19 กันยายน 2551 เพื่อแจ้งให้ทราบความคืบหน้าตามที่ได้มีหนังสือลงวันที่ 1 กันยายน 2551 เกี่ยวกับการระดมทุนช่วยเหลือเพื่อนข้าราชการที่ประสบปัญหาอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่


หนังสือดังกล่าวระบุว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงิน สำหรับช่วยเหลือข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้ง 4 คน ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ และเป็นมงคลและขวัญกำลังใจอันสูงสุดแก่ข้าราชการ ตลอดจนสมาชิกสโมสรสราญรมย์ทุกคน


ในการนี้ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมกับเพื่อนข้าราชการทั้ง 3 ได้กราบบังคมทูลฯ แสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณครั้งนี้ ในระหว่างส่งเสด็จพระราชดำเนินไปยังราชอาณาจักรสเปน เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2551


ขณะเดียวกันสมาชิกสโมสรสราญรมย์จำนวนมากได้บริจาคสมทบทุน รวมทั้ง นายอนันต์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา องคมนตรี นายประจวบ ไชยสาส์น อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ไม่ประสงค์จะออกนาม


นอกจากนั้นยังมีบุคคลภายนอกและหน่วยราชการอื่น ซึ่งเมื่อทราบเรื่องการระดมทุนได้ร่วมบริจาคสมทบด้วย อาทิ กรมกิจการชายแดนทหาร ซึ่งยอดเงินการระดมทุน ณ วันที่ 18 กันยายน 2551 เป็นจำนวน 2,961,200 บาท 390 ยูโร 470 ดอลลารณ์สหรัฐ 1,200 หยวน และ 150,000 เยน


นายสุจินดา ยงสุนทร และนายประจิตต์ โรจนพฤกษ์ อดีตเอกอัครราชทูต ได้รับที่จะดำเนินการร่วมกับทนายในการต่อสู้คดีให้กับข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศทั้ง 4 โดยไม่คิดค่าบริการ หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ


ท้ายจดหมายยังระบุด้วยว่า จำนวนเงินที่รวบรวมได้ไม่สำคัญเท่าการแสดงความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของเพื่อสมาชิกสโมสรในยามที่พี่น้องสมาชิกต้องเผชิญกับปัญหาอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่


มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2551 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นฟ้องต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ดำเนินคดีทางอาญาและถอดถอนนายสมัคร สุนทรเวชนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม รวมทั้งได้ฟ้องร้องข้าราชการทั้ง 4 คนนี้ ร่วมกับคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ข้าราชการทหาร และพ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวม 45 คนในกรณีที่ทำให้ประเทศไทยสูญเสียอธิปไตยและเขตแดนบริเวณรอบๆ ปราสาทพระวิหารจากกรณีที่ครม.มีมติวันที่ 17 มิ.ย. 2251ให้ความเห็นชอบกับคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา กรณีประสาทพระวิหารตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ


ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรค 2 และคณะกรรมการป.ป.ช.ได้มีมติรับคำร้องดังกล่าวนี้แล้วซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุด ไม่รับว่าความให้ เพราะไม่ได้เป็นคดีความที่เจ้าหน้าที่ของรัฐถูกฟ้องแต่เป็นเรื่องที่รัฐเป็นผู้ฟ้องร้องเอง ซึ่งในการจ้างทนายนั้นจำเป็นต้องใช้ทนายที่เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายอาญา และกฎหมายปกครองซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูง


โจรชั่วบุกยิงครูนักอนุรักษ์และพันธมิตรเมืองช้างดับ



คนร้ายยิงครูนักอนุรักษ์ และเป็นพันธมิตรจ.สุรินทร์ หลังทำทีขอถ่ายเอกสาร แล้วชักอาวุธปืนลูกซองสั้นจ่อยิงเผาขน ตร.สันนิษฐานอาจมาจากการที่เป็นนักอนุรักษ์และเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน ซึ่งเคยมีการร้องเรียนกรณีนายทุนบุกรุกที่
เมื่อเวลา 18.00 น. วันนี้ (2 ต.ค ) ปฏิบัติการของโจรชั่ว ได้รับการเปิดเผยจาก ร.ต.ต.กำพล มิฆเนตร ร้อยเวร สภ.เทนมีย์ จ.สุรินทร์ ว่า มีคนถูกยิงเสียชีวิต อยู่ที่บ้านเลขที่ 248 หมู่ 5 บ้านคาบ ต.เทนมีย์ อ.เมืองสุรินทร์ จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นบ้านที่เปิดบริการถ่ายเอกสาร และรับเข้าเล่มหนังสือ ของนายจำเริญ ใจองอาจ อายุ 51 ปี ครูระดับซี 7 ปัจจุบันสอนอยู่โรงเรียนบ้านรามวิทยา และยังเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติ และยังเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.สุรินทร์ ด้วย


ทั้งนี้ นายจำเริญ ถูกคนร้าย ใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นประกบเข้ายิงแบบเผาขน กระสุนปืนเข้าที่บริเวณลำคอ 1 แห่ง บริเวณศรีษะด้านหลัง 1 แห่ง และบริเวณราวนมขวา 1 แห่ง นอนตายจมกองเลือดอยู่ในบ้าน


จากการสอบสวนนางกมลชนก ใจองอาจ อายุ 48 ปี ภรรยาผู้ตาย ทราบว่า ในขณะนั้นเวลา ประมาณ 17.40 น. ได้มีคนร้ายใช้รถจักรยานยนต์ไม่ทราบยี่ห้อและทะเบียนเป็นพาหะมาจอดเอาไว้ที่หน้าบ้าน ซึ่งเป็นร้านให้บริการถ่ายเอกสาร และรับเข้าเล่มหนังสือ โดยคนร้ายได้เข้ามา พร้อมกับทำทีขอถ่ายเอกสาร พอได้จังหวะ คนร้ายได้ชักปืนลูกซองสั้นยิ่งใส่นายจำเริญ จากนั้นได้ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป


ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจสัณนิษฐานไว้ในขั้นแรกว่า อาจมาจากสาเหตุที่ครูนักอนุรักษ์คนนี้ ที่เป็นหูเป็นตาให้ชาวบ้าน เป็นที่พึ่งของชาวบ้านให้การเคารพนับถือและรักใคร่ พร้อมกันนี้นายจำเริญ ครูนักอนุรักษ์ธรรมชาติ ยังได้เคยทำหนังสือร้องเรียนมายังหน่วยราชการว่า มีนายทุนมาบุกรุกที่ทำเลใกล้หมู่บ้าน และอีกหลาย ๆ เรื่องที่ครูนักอนุรักษ์ผู้นี้ร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งอาจจะทำให้นายทุนเสียประโยชน์ จึงสั่งฆ่าปิดปาก

พันธมิตรยันไม่ยึดติดสูตรการเมืองใหม่


พันธมิตร ระบุสูตรการเมืองใหม่ไม่ตายตัว แค่เสนอให้ไปคิด "จำลอง ชี้ รัฐบาลตั้ง นปช. ที่เคยไปด่า "ป๋าเปรม" เป็นโฆษกรับบาลไม่เหมาะ เผย ป๋าไม่ด่าแต่จำแม่น


โมเดลการเมืองใหม่ ที่เกิดขึ้นภายหลังจากการประชุมและสัมมนาเรื่องการเมืองใหม่ ครั้งที่ 3 ทำใหได้โมเดลการเมืองใหม่แล้ว คือ ระบบรัฐสภา ให้มีสองสภา คือ 1.สภาผู้แทนราษฎร โดยมีจำนวนสมาชิกไม่เกิน 400 คน ซึ่งครึ่งหนึ่งจะมาจากการเลือกตั้งในระบบแบ่งเขตพื้นที่ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งมาจากกลุ่มสาขาอาชีพ ซึ่งการสรรหาจะต้องให้ความเท่าเทียมระหว่างชาย-หญิง 2.สมาชิกวุฒิสภา ให้คงไว้ในรูปแบบเดิม คือ มีต้องจำนวน 150 คน มาจากการเลือกตั้ง 76 คน และการสรรหาจำนวน 74 คน


นอกจากนี้ ต้องมีการจัดตั้งสภาประชาชน ขึ้นมาทำหน้าที่ให้ความรู้ และพัฒนาความเข้าใจในเรื่องการเมือง รวมถึงการปลูกจิตสำนึกในเรื่องหลักการประชาธิปไตยให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาเราพบว่าการเมืองในระบบเก่าประชาชนส่วนใหญ่ของประชาชนยังขาดความรู้และความเข้าใจในหลักการเรื่องของการเมืองอย่างมาก


ประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายหมายการเลือกตั้ง ให้เพิ่มบทลงโทษกับผู้ที่กระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ให้ตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต รวมทั้งจะต้องดำเนินคดีทางอาญากับผู้ที่กระทำการทุจริตการเลือกตั้งอีกด้วย


งดการแจกใบเหลือง ให้เหลือเพียงการแจกใบแดงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และเห็นควรให้มีการตั้งศาลเลือกตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ดูแลคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยตรง


แนวทางการแก้ไขการทุจริต และคอร์รัปชั่น อาทิเช่น ประชาชนพบเห็นการทุจริตการเลือกตั้งสามารถที่จะยื่นเรื่องฟ้องศาลได้โดย ให้สินบนแก่ประชาชนในการนำจับการทุจริต และคอร์รัปชัน เมื่อคดีสิ้นสุดให้ขึ้นบัญชีดำทางการเมืองกับนักการเมืองที่กระทำการทุจริต รวมทั้งให้ดำเนินคดีทางอาญาจนถึงที่สุด ให้ข้าราชการระดับสูงจะต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นประจำทุกปี เป็นต้น


พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และ นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรได้ร่วมแถลงข่าววันนี้ ว่า ความเห็นของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นจำนวน ส.ส. หรือที่มาของ ส.ส. ก็ยังไม่ใช่สูตรที่ตายตัว โดยแต่ละภาคส่วนก็อาจจะนำความเห็นนี้ไปคิดต่อ รวมไปถึง รัฐบาลที่เราจะไม่นำเสนอโดยตรงต่อ แต่หากรัฐบาลได้ตั้ง ส.ส.ร. 3 ขึ้นมา และเห็นข้อเสนอของพันธมิตร ก็อาจจะนำไปใช้ก็ได้ โดยในวันอาทิตย์ที่ 5 .ต.ค. 14.00-18.00 น. พันธมิตร จะจัดการสัมมนาเรื่องการเมืองใหม่ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
นายพิภพ กล่าวต่อว่า พันธมิตรไม่ได้คัดค้าน ส.ส.ร. 3 เป็นเรื่องดีที่ทุกฝ่ายเห็นว่าการเมืองเก่าเดินต่อไปไม่ได้ รัฐบาลก็ทำของรัฐบาลไปส่วนพันธมิตรก็ทำของพันธมิตรไป


อย่างไรก็ตามเราก็ยังสงสัยว่าการที่รัฐบาลจะปฏิรูปการเมืองจะทำอย่างไร เพราะรัฐบาลต่างหากที่ต้องเป็นผู้ถูกปฏิรูปไม่ใช่ผู้ปฏิรูปเสียเอง อีกทั้ง เราก็มั่นใจว่านักการเมืองคงต้องคัดค้านแม้จะไม่แสดงออกเพราะการเมืองใหม่นั้นค่อนข้างบีบนักการเมือง
ส่วนการจัดหารือในวงกว้างมากกว่านี้ โดยเชิญนักวิชาการที่เห็นต่างหรือฝ่ายตรงข้ามร่วมด้วยได้หรือไม่ พล.ต.จำลอง กล่าวว่า การสัมมนาของเราก็เปิดกว้างคนที่มาร่วมหลายคนก็ระบุว่าไม่ได้เป็นพันธมิตร แต่เป็นคนที่ไม่เห็นด้วยกับการเมืองเก่า และองค์กรอื่นก็สามารถที่จะนำไปสัมมนาต่อได้ แม้แต่ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งาติ (นปช.) ก็สามารถทำไปจัดได้เช่นเดียวกัน

ต่อกรณีที่รัฐบาลอาจจะตั้งคนของ นปช. เป็นโฆษกในรัฐบาลนั้น พล.ต.จำลองกล่าวว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ได้เข้าไปพล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี แล้วหากมาตั้ง คนของ นปช. ที่เคยไปบุกด่า พล.อ.เปรม ถึงหน้าบ้านนานกว่าหกชั่วโมงจะเหมาะสมหรือไม่ พล.ต.จำลอง ในฐานะที่เคยอยู่กับพล.อ.เปรม มานาน บอกว่า พล.อ.เปรม เป็นคนที่จำแม่น ไม่เคยลืมแต่ท่านจะม่พูด อย่างมากก็บ่นกับคนใกล้ชิด และท่านคงไม่ต่อสายไปหา นายสมชาย พล.อ.เปรม แค่ด่าคนอื่นเลวยังไม่ทำเลย เต็มที่ก็บอกว่าแย่

"สมชาย"เชิดชู"ทักษิณ"คนดี



"สมชาย"บอก "ทักษิณ" สนับสนุนให้เล่นการเมือง ลั่นเป็นคนดีของเรา ลืมกำพืดเพราะอ้างเกิดใหม่ครั้งที่สองที่สันกำแพง


นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางมาที่ วัดโรงธรรมสามัคคี อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เพื่อทำบุญอัฐิบรรพบุรุษตระกูลชินวัตร และพบปะกับประชาชนที่มารอรับเป็นจำนวนมาก โดยนายกฯ ได้พูดกับประชาชนที่มาต้อนรับว่า ไม่เคยลืมว่าคนที่สนับสนุนเขาตั้งแต่เริ่มต้น ก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นอย่างไรก็ช่าง แต่เป็นคนดีของเราและผมก็มั่นใจว่าท่านเป็นคนดี


ส่วนเรื่องที่ผ่านก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ถือว่าชีวิตครั้งที่ 2 ที่ได้กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งก็เกิดขึ้นที่สันกำแพง และจะตั้งใจทำงานดูแลประชาชนทั่วประเทศให้เกิดความเป็นธรรม


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ได้เดินพบประชาชน นายกรัฐมนตรีได้แวะไปยังหน่วยปฐมพยาบาลและได้ตรวจสุขภาพเบื้องต้น ซึ่งผลตรวจ ความดันปกติด 120/80 ส่วนหัวใจปกติ ซึ่งนายกฯ เมื่อรู้ผลการตรวจก็บอกอย่างอารมณ์ดี ว่า "อย่างนี้เป็นนายกฯ ได้ใช่หรือไม่"

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551

กึ๋น"อภิสิทธิ์"วิพากษ์13 มาตรการกู้วิกฤติการเงิน



นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการที่รัฐบาลออก 13 มาตรการกู้วิกฤติการเงิน ว่า มาตรการขณะนี้มุ่งเน้นในเรื่องที่ค่อนข้างเป็นเรื่องระยะสั้นในเชิงของการสร้างความมั่นใจ และหวังผลเชิงจิตวิทยาในแง่ตลาดทุนเป็นหลัก


แต่ปัญหาที่อยากเห็นรัฐบาลขยับชัดเจน คือ การดูแลเศรษฐกิจจริงที่จะได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเราคาดการณ์ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นคือในเรื่องของสภาพคล่อง ซึ่งถ้าไม่สามารถหล่อเลี้ยงให้เศรษฐกิจจริงเดินหน้าได้ ก็น่าเป็นห่วงที่สุด และพื้นฐานเศรษฐกิจไม่ดี ตลาดหลักทรัพย์ก็จะไม่ดีตามไปด้วย


สำหรับผู้ส่งออกและผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่น่าจะได้รับผลกระทบจากปัญหาสภาพคล่อง เป็นเรื่องที่รัฐบาลน่าจะเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ส่วนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องจิตวิทยาตลาดทุนก็มีความจำเป็น แต่ผลกระทบที่จะมาถึงประชาชนจริง ๆ นั้นจะมาในเรื่องของผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบเรื่องการส่งออกที่ตลาดสหรัฐอเมริกาหรือตลาดอื่น ๆ ชะลอตัวลง รวมถึงการเตรียมการโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจคต์) ของรัฐที่รู้สึกว่ารัฐบาลยังไม่ได้จับปัญหาให้มั่น เพราะตัวรัฐบาลต้องคิดถึงแหล่งเงินทุน ขณะเดียวกันต้องคิดด้วยว่าทำอย่างไรรัฐบาลจะไม่เข้าไปแย่งแหล่งเงินทุนหรือสภาพคล่องของภาคเอกชนด้วย ซึ่งยังไม่มีคำตอบที่ชัด ทั้งนี้ไม่ถึงขั้นที่ควรชะลอโครงการเมกะโปรเจคต์ออกไป


ส่วนนโยบายที่จะเทเงินลงพื้นที่เพื่อกระตุ้นรากหญ้าให้มีการใช้จ่าย นั้น เป็นมาตรการที่จะเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ผมไม่มีปัญหา แต่ขอให้เป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพและถึงประชาชนอย่างแท้จริง ผมอยากเน้นว่าเงินที่ลงไปจากภาครัฐ ถ้าหวังเพียงแค่มีเงินไปหมุน สุดท้ายเราก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร อยากให้คิดถึงหัวอกของคนเสียภาษีด้วย แต่ถ้าไปสร้างงานสร้างรายได้และมีความต่อเนื่องยั่งยืน ผมคิดว่าทุกคนจะยอมรับและสนับสนุน


ด้านสภาพคล่องโดยรวม ควรลดดอกเบี้ยด้วยหรือไม่ ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับกระทรวงการคลัง ต้องมาดูให้ชัดว่าใครจะมารับภาระในส่วนใดในการจัดการตรงนี้ อีกทั้งควรแสดงออกถึงการมีแผนร่วมกันกับกระทรวงการคลังที่ประกาศออกมาในเชิงการบริหารในเรื่องการจัดการสภาพคล่อง ที่สามารถทำได้หลายรูปแบบ โดยดูความจำเป็นและความพร้อมของแต่ละฝ่ายจะเป็นอย่างไร แต่เราจะติดตามเรื่องนี้ในวันแถลงนโยบายซึ่งเราคงได้มีการเสนอ ซึ่งขณะนั้นรัฐบาลน่าจะมีความชัดเจน

“สมพงษ์”ไก่อ่อนเวทีโลก

ผมเขียนเรื่องคุณสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ว่าเป็นเด็กอมมือด้านการต่างประเทศ ไปเมื่อวันอังคาร (30 ก.ย.) คุณกาแฟดำ หน้า 2 กรุงเทพธุรกิจ ก็ติดตามมาขย่มซ้ำอีก บอกว่า
“ผมเฝ้าติดตามดูรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ของไทยในการทำหน้าที่ที่สหประชาชาติ ก็ได้แต่สงสารประเทศชาติ เพราะทุกอย่างดู "ผิดฝาผิดตัว" ไปหมด”
คุณกาแฟดำ บอกอีกว่า
“คล้าย ๆ กับว่าคณะรัฐมนตรี เป็นที่ทดลองงานหรือฝึกงานสำหรับคนที่เป็นนักการเมืองที่ยังไง ๆ ก็จะต้องมีตำแหน่งใน ครม. เพราะเป็นโควตาของเขา ไม่เกี่ยวกับความรู้ความสามารถหรือประสบการณ์ของผู้มาดำรงตำแหน่งแต่อย่างไรเลย...
...นายกฯสมชาย ไม่รู้หรือว่าตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศมีความสำคัญอย่างไรต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของไทย?...
...นายกฯไม่รู้หรือว่าเราจะต้องเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดของอาเซียนในเดือนธันวาคมนี้?”
ในความเห็นของผม คำตำหนิของคุณกาแฟดำยังเบาไปครับ
เพราะความเสียหายที่ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ซึ่งตอนนั้นเป็นรัฐมนตรียุติธรรม ในคณะรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ได้แสดงชั้นเชิงทางด้านความสัมพันธระหว่างประเทศที่อ่อนต้อย
เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ยืนยันว่า เอกอัคราชทูตรัสเซีย ของเข้าพบกับสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ จริงเพื่อเจรจาเรื่องคนชาติเขา (วิกเตอร์ บูท) ที่โดนจับกุมคุมขังในเรือนจำของไทย โดยมิชอบ
แต่ สมพงษ์ ปฏิเสธไม่ให้เขาเข้าพบ
ทั้ง ๆ ที่ไทย รัสเซีย มีความเจริญสัมพันธไมตรีมาอย่างยาวนาน
เมื่อไม่นานมานี้ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เพิ่งเสด็จเยือนรัสเซีย อย่างเป็นทางการ
เมื่อคุณสมพงษ์ ไม้ให้เกียรติทางการทูตแก่รัสเซีย ก็เห็นผลทันตา
นั่นก็คือ “น้ำมันดีเซลราคาถูก” ที่ สมัคร ป่าวประกาศในรายการวิทยุสองสัปดาห์ติด ๆ ว่าจะมีน้ำมันมาจากรัสเซีย แล้วเป็นไง เขาสั่งเบรกไม่ให้ขายน้ำมันให้ประเทศไทย
นอกจากสมพงษ์ จะอ่อนหัดในเวทีโลกแล้ว สมพงษ์ ยังจะพาประเทศตกไปเป็นจำเลยในศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งเบื้องต้นหากศาลรับฟ้องของ วิกเตอร์ บูท ไทยจะต้องจ่ายเงินวางไว้ให้ศาลเป็นเงินถึง 5,000 ล้านดอลลาร์ (ย้ำห้าพันล้านดอลลาร์)
คนที่คิดค้านอยู่ในใจให้ไปเปิดสนธิสัญญากรุงโรม ว่าด้วยการก่อตั้งศาลไอซีซี หรือศาลอาญาระหว่างประเทศ ดูมาตรา 4 มาตรา 5 อันเป็นบทที่ว่าด้วยความผิดฐานละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง รวมถึงการคุมขังที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่มีการทำกันเป็นระบบ
กล่าวคือ การจับกุมคุมขังโดยมิชอบและทำเป็นระบบคือการที่ตำรวจไทย โดยการอำนวยการจับของเจ้าหน้าที่สหรัฐ ได้จับกุมแล้วยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอคุมขัง วิกเตอร์ บูท แต่มิได้มีการไต่สวน
การไม่ได้ไต่สวนนี้ ถือว่าขัดหลักกฎหมายไทยที่ใช้ระบบ “ไต่สวน” ซึ่งหมายความว่า ต้องรับฟังความเหตุผลฝ่ายตรงข้ามด้วย การที่ไม่ฟ้งอีกฝ่ายหนึ่งเท่ากับว่า กลับไปใช้ระบบกล่าวหา ซึ่งเป็นระบบกฎหมายเดิม
เรื่องอำนาจของศาลไอซีซี ไม่ต้องเป็นกังวลเขามีอำนาจดำเนินการแน่เพราะหลังจากวันที่ 2 กรกฎาคม 2002 ศาลไอซีซี ได้มีชาติให้การรับรอง 108 ชาติ ซึ่งเกินกว่าที่กำหนดด้วยซ้ำไป ขณะที่ไทย นั้นเป็น 1 ใน 10 ชาติแรกที่ให้การรับรองปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยน
ดังนั้น เพื่อให้ชัดขึ้นไปอีก ให้ไปอ่านสนธิสัญญากรุงโรม ว่าด้วยการก่อตั้งศาลไอซีซี มาตรา 15-17 และมาตรา 24 ดู แล้วเตรียมตัวไปขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศได้เลย

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2551

"สมพงษ์"เด็กอมมือด้านการต่างประเทศ



ผมเห็น สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตัดสินใจเดินทางไปร่วมประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาติ (26 ก.ย.) ที่ ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วก็นึกในใจว่า "เด็กอมมือด้านการต่างประเทศ" คนนี้ จะไปร่วมประชุมสหประชาชาติ ซึ่งเป็นเวทีของคนมีเกียรติ มีความรู้ หรือจะไปนั่งกินกาแฟ รอข้าง ๆ ห้องประชุมยูเอ็น


และแล้วข้อสันนิษฐานอย่างหลังของผมก็เป็นจริง ครับ


ผู้สื่อข่าวรายงานข้ามโลกมาเมื่อ 29 ก.ย. บอกว่า "สมพงษ์" นั้นตัดสินใจไม่ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในยูเอ็น ด้วยตนเอง แต่มอบหมายให้ ท่านทูตดอน ปรมัตถ์วินัย เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ แทน


นอกจากนี้ สมพงษ์ ยังจะไม่เปิดเจรจาทวิภาคี กับประเทศต่าง ๆ ที่ประสานขอนัดหมายมาก่อนหน้านี้กว่า 20 ประเทศ


ทั้ง 20 กว่าประเทศ นั้น อยากรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องการค้า การลงทุน เพื่อเขาจะได้มีความมั่นใจในการตัดสินใจมาลงทุนหรือไม่


ซึ่งหากเป็นประเทศอื่นเขาจะกุลีลุจอ รับนัดเจรจา สร้างความเข้าใจนดี สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน นี่ซิถึงจะเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศที่ดี จริง ๆ คือคิดถึงผลประโยชน์ประเทศมาอันดับหนึ่ง


เมื่อเป็นแบบนี้ ท่านผู้อ่านเห็นโอกาสที่ไทยจะได้ทำความเข้าใจกับนานาชาติ มีอันต้องเสียไปหรือเปล่าครับ


เรื่องนี้สำคัญกว่า "สมพงษ์" จะยึดพาสปอร์ตแดงจากจำเลยที่หนีหมายศาล อย่างทักษิณ ชินวัตร หรือไม่


ถามว่า สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เลือก สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ไปเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ นั้น รู้หรือไม่ว่า "สมพงษ์"คือผู้ที่ก่อปัญหาเรื่องต่างประเทศ ภายในประเทศไทยไว้มากพอแล้ว


ปัญเรื่องการต่างประเทศซึ่งเป็นปมปัญหาใหญ่ที่ สมพงษ์ ก่อไว้ก็คือ การไม่รู้จักพิธีการทางการทูต


อันเป็นผลสืบเนื่องมาจาก การที่ตำรวจกองบังคับการกองปราบปราม (บก.ป.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ร่วมกับหน่วยปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐอเมริกา บุกจับกุม วิกเตอร์ อนาโตลเจวิช บูท อดีตนายทหารยศพันตรีหน่วยสืบราชการลับของรัสเซีย (เคจีบี) นายหน้าค้าอาวุธสงครามรายใหญ่ของโลกในห้อง วีไอพีร้านอาหารชั้น 27 โรงแรมโซฟิเทล ย่านสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ ขณะนั่งเจรจาซื้อขายอาวุธสงครามมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่กองกำลังฝ่ายกบฏฟาร์ค ประเทศโคลอมเบีย เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมา


การจับกุมที่ดูเป็นข่าวคึกโครมระดับโลก เพราะ วิกเตอร์ บูท มีสมญานามกระฉ่อนโลกคือ "Merchant of Death" หรือ "พ่อค้าแห่งความตาย"


เรื่องนี้ วิกเตอร์ อนาโตลเจวิช บูท ได้นำคดีขึ้นสู่ศาลไทย ในข้อหาว่าจับกุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 คือ มีการกล่าวหาว่าวิกเตอร์ บูท มาก่อการร้ายในไทย ทั้งที่ยังไม่ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย มีการขอออกหมายจับล่วงหน้า โดยอ้างหมายศาลอเมริกัน มีการอำนวยการจับโดยเจ้าหน้าที่สหรัฐ เท่ากับเจ้าหน้าที่สหรัฐ ได้ละเมิดอธิปไตยไทย


การจับกุมนอกจากจะไม่ชอบด้วยป.วิอาญา มาตรา 90 แล้ว อัยการ ได้ยื่นฟ้องวิกเตอร์ บูท เป็นผู้ร้ายข้ามแดน 2 หน แต่เอาผิดไม่ได้ต้องปล่อยตัวออกไป แล้วตำรวจ ก็จับใหม่ในข้อหาเดิม


การอ้างต่อศาลไทยให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน โดยอาศัยพ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2472 ทั้งที่ไทย-สหรัฐ เรามีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2526 ซึ่งเท่ากับกฎหมายใหม่ทับฉบับเก่า ฉบับเก่าย่อมใช้ไม่ได้


ขณะที่ทางการรัสเซีย ได้ทำเรื่องขอตัว วิกเตอร์ บูท มาที่ สมัคร สุนทรเวช แต่สมัคร ไม่ดำเนินการอะไร


เพราะฉะนั้นทูตรัสเซีย จึงขอเข้าพบ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ถึง 3 หน แต่ สมพงษ์ ก็ไม่ยอมให้เข้าพบ


กรณีนี้รัฐบาลไทย ชุดสมัคร รวมถึงสมพงษ์ มีสิทธิ์โดนฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือศาลไอซีซี ในข้อหาจับกุมคุมขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย


นอกจากนั้น สมพงษ์ ยังได้ทำลายสัมพันธไมตรีไทย รัสเซีย ที่เคยมีกันมายาวนาน ลงอีกทางหนึ่งด้วย


นี่คือการเลือกคนมาเป็นรัฐมนตรี ที่นอกจากได้คนที่ไม่ประสีประสาด้านการต่างประเทศแล้ว ยังจะพาประเทศไทยให้ตกเป็น ซึ่งเบื้องต้นหากศาลรัฐฟ้องไทยจะต้องวางเงินประกันในศาลไอซีซี 5 พันดอลลาร์ เงินนั้นเป็นเงินใคร เงินสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หรือเงินภาษีประชาชน


การตกเป็นจำเลยในศาลอาญาระหว่างประเทศ เพราะความ "เขลา" ของรัฐมนตรีผู้นี้ เราจะมีความภาคภูมิใจอะไรเหลืออยู่ในตัวเขาคนนี้


การได้เด็กอ่อนหัด หรือเด็กอมมือด้านการต่างประเทศเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ จึงเท่ากับเราเดินย่ำอยู่กับที่ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเขาแซงเราไปไกลโพ้น


การเมืองใหม่ที่กำลังมีการถกเถียงกันอยู่เวลานี้ ต้องคิดด้วยว่า จะขับนักการเมืองประเภทนี้ออกไปจากวังวนได้อย่างไร


ที่สำคัญทำอย่างไรจะขุดจริยธรรมของนักการเมืองพวกนี้ขึ้นมาจากสันดานของพวกเขาได้

วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2551

รมว.กลาโหมลั่นจะนำทหารให้ประชาชนไว้วางใจ



รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เผยจะมุ่งมั่นให้ทหาร เป็นทหารที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรีเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน


นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงกลาโหม แถลงว่า วันนี้ (29 ก.ย.) ถือเป็นวาระแรกหลังจากที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรม.กลาโหม จึงเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งได้รับการต้อนรับจากผู้บริหารระดับสูง รู้สึกว่ามีความอบอุ่น


ทั้งนี้จะมีการประชุมสภากลาโหมอีกครั้งหลังจากที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา


นายสมชาย กล่าวว่า ต่อไปจะร่วมมือกันทำงานเพื่อการพัฒนาทุกส่วนในกระทรวงกลาโหม ไม่ว่าจะเป็นส่วนขึ้นตรงหรือเหล่าทัพ คิดว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ และคิดว่าจะมุ่งมั่น พัฒนากระทรวงกลาโหม มุ่งมั่นให้ทหารของเราเป็นทหารที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรีเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน


ส่วนในฐานะรมว.กลาโหม จะเน้นนโยบายด้านใดเป็นพิเศษหรือไม่ นั้น นายสมชาย กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องของการเอาใจหรือไม่เอาใจแต่เราพูดในหลักการว่า เมื่อมาอยู่ในกระทรวงกลาโหมดูแลกระทรวงนี้ ก็มีความมุ่งมั่นใจการพัฒนาทั้งระบบและทหารก็เป็นหน่วยงานที่ต้องมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เป็นที่ยึดถือศรัทธาและไว้วางใจของประชาชน เขาก็ต้องให้การสนับสนุนงานของกระทรวงกลาโหม กองทัพที่ดูแลความมั่นคงให้กับประเทศชาติของเรา


ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาถือว่าทหารวางตัวมีศักดิ์ศรีและเป็นที่เชื่อถือของประชาชนหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ทหารก็มีเกียรติมีศักดิ์มาตลอดเราก็ต้องรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของท่านไว้

จับตาแก๊งพปช.ทึ้งเก้าอี้เลขารัฐมนตรีวันนี้



"สุขุมพงศ์ โง่นคำ" เผยนายกฯเรียกรมต.ถกเก้าอี้เลขา-ที่ปรึกษาเที่ยงนี้ พูดแปลกไม่ยึดโควตา แต่จะเลือกคนทำงานเข้าขารัฐมนตรี


นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการแต่งตั้งเลขานุการ และที่ปรึกษารัฐมนตรี ว่า จะไม่พิจารณาจากโควตา และไม่ใช่สักแต่จะแต่งตั้งขึ้นมาแต่ต้องพิจารณาจากคนที่ทำงานเป็น และทำงานเข้าขากับรัฐมนตรี และในช่วงเที่ยงวันนี้ (29 ก.ย.) นายกฯ เรียกรัฐมนตรีแต่ละคนไปคุยที่พรรคเพื่อหารือในเรื่องดังกล่าวด้วย


นายสุขุมพงศ์ ยังกล่าวถึงการแบ่งงานในส่วนของรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า เท่าที่ทราบเขาคงดูงานเดิมของนายชูศักดิ์ ศิรินิล อดีตรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ดูแลงานด้านกฎหมายเป็นหลัก รวมถึงก.พ.ร.ด้วย


ส่วนการดูแลสื่อนั้นยังไม่ทราบว่านายกฯ จะแบ่งกันอย่างไร จะให้เขาดูทั้ง 2 หน่วยงานหรือแบ่งกันดูระหว่างเขากับนายสุพล ฟองงาม รมต.ประจำสำนักนายกฯ


ต่อกรณีที่ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ออกมาระบุว่าพรรคพลังประชาชน ขณะนี้เหลือแต่ซาก นั้น ถือเป็นความคิดเห็นของร.ท.กุเทพ แต่สาเหตุที่ออกมาโจมตีพรรคจะมาจากความไม่พอใจเพราะร.ท.กุเทพ ก็เป็นสมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวินหรือไม่นั้น ไม่ทราบ ขอสอบถามเรื่องนี้ก่อน ซึ่งตามปกติแล้วเขากับ ร.ท.กุเทพ ก็สนิทกัน และก่อนหน้านี้ก็ทำหน้าที่โฆษกพรรคได้เป็นอย่างดี


วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2551

ตัดสินจันทร์นี้'รังสรรค์'จ้างวานฆ่า'ประมาณ'



ศาลอาญากรุงเทพใต้ นัดอ่านคำพิพากษาคดี ลอบสังหาร "ประมาณ ชันซื่อ"จันทร์นี้ (29 ก.ย.) โดยมี "รังสรรค์ ต่อสุวรรณ" สถาปนิกชื่อดัง กับพวกเป็นจำเลย


หลังจากสู้คดีกันมานาน 15 ปี วันที่ 29 ก.ย. นี้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีนายสมพร หรือหมา เดชานุภาพ นายเณร มหาวิไล นายอภิชิต อังศุธรางกูร หรือเล็ก สตูล และนายรังสรรค์ ต่อสุวรรณ นักธุรกิจ และสถาปนิกชื่อดัง ตกเป็นจำเลย ลอบสังหาร นายประมาณ ชันซื่อ ประธานศาลฎีกา (ขณะนั้น)


คำฟ้องโจทก์สรุปความว่า ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 2535 - 25 พ.ค. 2536 ติดต่อ จำเลยที่ 4ได้บังอาจเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อนโดยใช้ จ้าง วาน ยุยงส่งเสริมให้นายอภิชิต จำเลยที่ 3 จัดหาบุคคลไปฆ่านายประมาณ ชันซื่อ ให้ถึงแก่ความตาย จากนั้นนายอภิชิต เป็นผู้ใช้ให้นาย ให้จัดหาบุคคลไปฆ่านายประมาณ ซึ่งนายบรรเจิด ตอบตกลงตามที่นายอภิชิตจ้างวาน จึงติดต่อให้นายสมพร และนาย จัดหาบุคคลซึ่งได้นาประทุม สุดมณี และนายบำรุง ชัยเมือง ไปฆ่านายประมาณ แต่ภายหลังทั้งสองกลับใจไม่ยอมกระทำความผิด นาย จึงไม่ถูกฆ่าตาย


คดีนี้เมื่อปี 2536 เป็นข่าวครึกโครมขณะเกิดเหตุนายประมาณ เป็นประธานศาลฎีกา ส่วนนายรังสรรค์ ก็เป็นบุคคลมีชื่อเสียง และเป็นสถาปนิกชื่อดังมีภรรยาเป็นผู้พิพากษา โดยฝ่ายโจทก์มีนายตำรวจหลายนาย อาทิ พล.ต.ท.โสภณ สวิคามิน พล.ต.ท.ธนู หอมหวน พ.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย (ขณะนั้น) พ.ต.ต.ทวี สอดส่อง (ขณะนั้น


หลังเกษียณอายุราชการนายประมาณ ได้มาเป็นที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการ ให้กับพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี


นายประมาณ ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อต้นเดือน ก.พ.2550


'เรืองไกร'ยื่นกกต.ฟัน'สมชาย'ถือหุ้นขัดคุณสมบัติส.ส.-นายกฯ




ส.วเรืองไกร เปิดเอกสารการถือหุ้นสัมปทานรัฐของ 'สมชาย วงศ์สวัสดิ์' ส่งกกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดคุณสมบัติ ขัดรธน.ต้องพ้นจากส.ส. และนายกฯ พ่วงลูกสาว ส.ส.เชียงใหม่ ที่ไปมีหุ้นสัมปทาน ต้องพ้นจากส.ส.ด้วย


นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา เปิดเผย วันจันทร์ที่ 29 ก.ย.นี้ เวลา 09.30 นจะยื่นให้ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต ตรวจสอบนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่มีเงินลงทุนในบริษัท ซีเอส ล็อกอินโฟ จำกัด (มหาชน) หรือ CS Loxinfo เป็นจำนวน 100,000 หุ้น และได้เงินปันผลจากบริษัท ซี 0,000 ซึ่ง ดังกล่าวให้บริการอินเตอร์เน็ต และบริการรับ-ส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมเพื่อการสื่อสารทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยทำสัญญากับบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)


พฤติกรรมนี้ทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็นส.ส. เนื่องจากขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 ประกอบ มาตรา 265และมาตรา 106(6) อันเข้าลักษณะเป็นเหตุให้ความเป็นนายกฯ สิ้นสุดลงเพราะขาดคุณสมบัติการเป็นส.ส.ตามมาตรา 171 วรรคสองแล้ว ประกอบกับขาดคุณสมบัติตามมาตรา 48


รัฐธรรมนูญ มาตรา 48 ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม และนายสมชาย อาจขาดคุณสมบัติจากการเป็นส.ส. ตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค. 2551 เพราะเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม


ประกอบกับมาตรา 265 วรรคสาม ให้นำความในมาตรา 265 (2) (3) และ (4) มาใช้กับคู่สมรส และบุตรของส.ส. คือ .ส.ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน บุตรสาว ได้ยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินเมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2551 ว่ามีเงินลงทุนในบมจ.เอ็ม ลิ้งค์ เอ 70,000,000 หุ้น มูลค่า 128,100,000 บาท ซึ่งบริษัทดังกล่าว ก็เข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐวิสาหกิจคือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

“ อภิรักษ์ ” ส่อเจอใบเหลือง-ปชป.โวยโนวิชามาร



คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) และ กกต.กลาง ได้สอบสวนกรณีป้ายประชาสัมพันธ์ของ กทม.มีชื่อนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. หมายเลข 5 ติดอยู่ เป็นการโฆษณาหาเสียงแฝง ชี้ "อภิรักษ์" มีสิทธิเจอใบเหลือง ด้าน.โวย วิชามารกลั่นแกล้งช่วงโค้งสุดท้าย


หลังมีการร้องเรียนให้ตรวจสอบเรื่องป้ายโครงการกทม. และป้ายหาเสียงผู้ว่ากทม. ในส่วนของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นั้น นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม.ได้มอบหมายให้นายรัฐพล มีธนาถาวร รองปลัด กทมเก็บป้ายดังแล้ว ขณะเดียวกันนายรัฐพล ได้สั่งให้กองประชาสัมพันธ์ และสำนักการจราจรและขนส่ง(สจส.) ทำหนังสือชี้แจงเรื่องดังกล่าว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการชี้แจงใด ๆ จากหน่วยงานทั้งสอง


ดังนั้น จึงมีกระแสข่าวว่า จะมีคำสั่งโยกย้าย ผอ.กองประชาสัมพันธ์ ไปเป็นผู้ตรวจราชการ ขณะเดียวกันหาก กกต.สอบสวนแล้วพบว่าข้าราชการไม่เก็บป้ายเพราะเอื้อประโยชน์ให้กับนายอภิรักษ์ อาจมีความผิดตามมาตรา 60 กรณีข้าราชการผู้ใดวางตัวไม่เป็นกลางใช้ตำแหน่งหน้าที่กระทำการใดๆ อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัคร หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี
นอกจกากนี้ กรณีที่มีรูปข้าราชการ กทม.ไปปรากฏในป้ายหาเสียงของนายอภิรักษ์ 3 รูป ได้แก่ รูปขี่จักรยาน รูปนั่งเรือ และรูปเดินบนสะพานตรวจน้ำท่วม ซึ่งข้าราชการยืนยันว่าไม่ได้ยินยอมให้นำรูปไปใช้ในการหาเสียง แม้ทีมงานนายอภิรักษ์ จะเก็บป้ายบางส่วนออกไปแล้ว แต่เมื่อมีผู้ร้องมา กกต.ก็ต้องมาสอบถามข้อมูลจาก กทม. ซึ่งเรื่องนี้หากสืบไปถึงต้นตอของภาพทั้งหมดจะพบว่าเป็นรูปจากกองประชาสัมพันธ์ ซึ่งก็เข้าข่ายใช้สมบัติของราชการไปใช้หาเสียง อาจเข้าข่ายทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ทั้งนี้มีความเป็นไปได้ว่าทั้งสองกรณีนี้ กกต.อาจพิจารณาให้ใบเหลืองนายอภิรักษ์ ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่อีกรอบ ซึ่งทำให้นายอภิรักษ์เองต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งเป็นเงิน 158 ล้านบาท


นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.พรรคปชป.บอกว่า โค้งสุดท้ายมีการใช้วิชามารโจมตี ขณะนี้กำลังตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีคนที่เกี่ยวข้อง

วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2551

แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์คนใหม่

นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7 ผู้ที่ยื่น ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบการทุจริตเรื่องการขายทอดตลาดในกรมบังคับคดี แต่สุดท้ายโดนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สั่งตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง จึงต้องขอให้ ป.ป.ช. ดำเนินคดีกับนายสมชาย ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่ปราบปรามการทุจริตในวงราชการ นี่กำลังจะเป็นแจ๊คผู้ฆ่ายักษ์ คนต่อไปหรือไม่



การร้องเรียนทุจริตภายในกรมบังคับคดี เพราะผมเห็นความถูกต้องหลายประการ ผมพยายามร้องขอให้ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม ซึ่งตอนนั้นยังไม่แยกออกจากศาลยุติธรรม ตรวจสอบภายในก่อน แต่ดูเหมือนเรื่องจะล่าช้า ผมก็ต้องทวงถามหลายครั้ง
ผลของการร้องเรียน และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ผมมาโดนนายมานิตย์ สุธาพร ขณะนั้นเป็นรองอธิบดีกรมบังคับคดี ฟ้องผมทั้งคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ผมไม่มีปัญหาหาที่ไหนไปจ่ายให้ขนาดนั้นหรอก แกล้งไปฟ้องผมในคดีอาญาที่ศาลต่างจังหวัด ฐานหมิ่นประมาท ฟ้องผมในศาลอาญากรุงเทพฯใต้ รวมแล้ว 3 คดี
แต่ตอนนี้ผมค่อยยังชั่วแล้ว เพราะมีการพิสูจน์แล้วว่าที่ผมทำไปผมไม่ได้หมิ่นประมาทใคร ที่ผมพูดเป็นเรื่องจริง เพราะฉะนั้น ผมจึงต้องการให้คุณสมชาย ยืนยันเอกสารบางอย่างที่ผมเชื่อว่ามีความผิดปกติ ซึ่งคุณสมชาย น่าจะรู้ดี
เมื่อร้องภายในไม่คืบหน้า ผมก็ร้องไปที่ป.ป.ช. อีกหลายครั้ง
โดยเมื่อปี 2543 ผมได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้สอบสวนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม (ตำแหน่งในขณะนั้น) กรณีที่นายสมชาย ตั้งกรรมการสอบวินัย ผม อันสืบเนื่องมาจากการที่ผมเป็นผู้ร้องเรียนความไม่ชอบมาพากลกรณีที่กรมบังคับคดี ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมขายทอดตลาดทรัพย์ที่ดินคลองหลวง เอ่ยอย่างนี้ทุกคนอาจจะไม่รู้แต่ถ้าบอกว่า เป็นที่ดินตลาดไทในปัจจุบัน ทุกคนจะร้องอ๋อ โดยตามคำพิพากษาศาลจังหวัดธัญญบุรี การขายทอดตลาดต้องวางค่าธรรมเนียม แต่มีการสั่งให้คืนค่าธรรมเนียมให้ผู้ชนะการประมูล ราชการจึงได้รับความเสียหาย
ที่ผมต้องร้องเพราะผมโดนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เสนอ คณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) ให้ไล่ออกจากราชการ ถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากเพราะการเสนอให้ไล่ผู้พิพากษาคนหนึ่งออกจากราชการ จะต้องเป็นความผิดที่ร้ายแรงมาก แต่กรณีของผม ทำเรื่องนี้เพราะต้องการรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ ไม่ได้ทำเพื่อตัวผมเอง
แต่ผมไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ในตอนนี้ว่าเมื่อนายสมชาย เสนอให้ไล่ผมออกจากราชการแล้วมีการถวายฎีกา แต่ก็เป็นพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทำให้ผมยังอยู่ในอาชีพนี้ ในวันนี้
กรณีนี้ความจริงจะได้รับการเปิดเผยในอีกไม่นานนี้ ผมอยากให้ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดเรื่องนี้โดยเร็ว
เพราะในเดือนตุลาคม ผมจะขอให้ศาลแพ่ง เรียกนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี มาเบิกความในศาลแพ่ง ในคดีที่ผมโดนนายมานิตย์ สุธาพร อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และอดีตรองอธิบดีกรมบังคับคดี ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ซึ่งผมไม่หนักใจคดีนี้เพราะป.ป.ช.ได้ชี้มูลว่านายมานิตย์ มีความผิด อันเป็นมูลเหตุมาจากกรณีที่ผม ออกมาเปิดโปงเรื่องไม่ชอบมาพากลในกรมบังคับคดี
แต่ที่ผมไม่สบายใจก็คือการโยนความผิดให้คนตาย
อย่างไรก็ตาม ผมเตรียมเอกสารหลักฐานบางอย่างให้คุณสมชาย ยืนยันในชั้นศาล ว่า เชื่อหรือไม่ว่า บัญชีธนาคารมูลนิธิประมาณ ชันซื่อ ที่ธนาคารไม่ยอมมอบต้นฉบับให้ศาล แต่ถ่ายเอกสารส่งเป็นสำเนา แล้วมีตัวเลขหายไปแถบหนึ่ง เจ้าหน้าที่ธนาคารอ้างว่าเป็นเพราะเครื่องถ่ายเอกสารเสีย
นอกจากนั้น ผมยังต้องการถามนายสมชาย ว่า เชื่อตามที่คุณมานิตย์ กล่าวอ้างหรือไม่ว่า บัญชีมูลนิธิประมาณ ชันซื่อ ซึ่งเก็บอยู่ในห้องทำงานคุณมานิตย์ ที่อยู่ชั้น 11 อาคารศาลอาญา โดนเผาเพราะเกิดไฟไหม้ห้องทำงาน อยากทราบว่านายสมชาย ซึ่งอยู่ชั้น 13 ตึกเดียวกัน รู้เรื่องนี้หรือไม่ แล้วเชื่อด้วยหรือไม่ว่าเกิดไฟไหม้จริง
เรื่องนี้ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลว่า นายมานิตย์ สุธาพร รองอธิบดีกรมบังคับคดี ในขณะนั้น มีความผิดและต่อมากระทรวงยุติธรรม ได้มีคำสั่งให้นายมานิตย์ ออกจากราชการ แต่สำหรับผม ซึ่งเป็นผู้ร้องนายสมชาย ให้ตั้งกรรมการสอบสวนผม เท่ากับว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การที่ผมโดนนายสมชาย สั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัย ถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกมาก คนที่ปกป้องประโยชน์ของทางราชการ กลับโดนตั้งกรรมการสอบวินัย
คดีนี้มีความผิดร้ายแรงยิ่งกว่าคดีที่อดีตนายกรัฐมนตรี (สมัคร สุนทรเวช) โดนตัดสินว่าขาดคุณสมบัติเพราะจัดรายการชิมไปบ่นไป เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการปกป้องคนที่กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ในวงราชการ ซึ่งผมทราบว่าในส่วนที่เป็นข้าราชการพลเรือนคือนายมานิตย์ กฎหมายให้ลงโทษไล่ออก ปลดออก แต่สำหรับอธิบดีซึ่งเป็นตุลาการ คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) กำลังตั้งกรรมการสอบสวนอดีตอธิบดีกรมบังคับคดี คนดังกล่าว
นอกจากการไล่ออกแล้ว ยังจะต้องมีการเรียกเอาเงินคืนแผ่นดิน และในขณะที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ขณะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผมก็ทำหนังสือถามไป นายสมพงษ์ ให้เลขานุการรัฐมนตรี ตอบคำถามของผม ว่า เรื่องการหาคนเพื่อรับผิดทางแพ่ง กรณีกรมบังคับคดี ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมขายทอดตลาดทรัพย์ อยู่ระหว่างดำเนินการ
ผมก็ไม่รู้ว่าจะดำเนินการนายแค่ไหน เพราะผมทวงกับทุกรัฐมนตรี
กรณีคดีแพ่ง ที่กรมบังคับคดี ไม่ได้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมขายทอดตลาดทรัพย์ 45 ล้านบาท หากคิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ รวมแล้วเป็นเงินกว่า 90 ล้านบาท เรื่องนี้จะต้องหาคนรับผิดชอบในการคืนทรัพย์ให้แผ่นดิน และผมเห็นว่า นายสมชาย จะต้องเป็นผู้หนึ่งที่ต้องร่วมชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวด้วย
และภายหลังที่คุณมานิตย์ โดนป.ป.ช.ชี้มูลว่ามีความผิด เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2549 กรมบังคับคดีได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2550 ให้เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมขายทอดตลาดทรัพย์
กรณีที่ผมร้องเรียนไปยัง ป.ป.ช. หากป.ป.ช.ชี้มูลว่านายสมชาย มีความผิดจะต้องขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะตามกฎหมายแล้วให้ถือตามช่วงเวลาที่มีการชี้มูล ซึ่งตอนนี้นายสมชาย เป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี แม้ตอนที่กระทำความผิดเป็นข้าราชการ แต่ในช่วงที่มีการชี้มูล นายสมชาย เป็นนักการเมือง จึงจะต้องขึ้นศาลฎีกานักการเมือง
คดีนี้เป็นเรื่องข้าราชการระดับปลัดกระทรวง ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ปราบปรามขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในวงราชการ ซึ่งถือเป็นปัญหาการคุณธรรมและจริยธรรมที่ข้าราชการจะต้องมี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นอาญาแผ่นดิน ยอมความกันไม่ได้

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2551

ป.ป.ช.เตรียมชี้มูลผู้พิพากษร้อง"สมชาย"ประพฤติมิชอบ

ดังที่เกริ่นเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย. วันนี้ (25) ก็ได้ฤกษ์ฉายตอนที่สองของเรื่อง

มันเป็นวิบากกรรมที่ครอบครัวนายกรัฐมนตรี ทั้งตัวเอง เมีย และลูกสาว กำลังเผชิญการตรวจสอบความผิดต่างกรรมต่างวาระ

แต่สำหรับตัวนายกฯ มีความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่ปราบปรามทุจริตในวงราชการ

นายชำนาญ ระวิวรรณพงษ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7 เปิดเผยว่า เมื่อปี 2543 เขาได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สอบสวนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม (ตำแหน่งในขณะนั้น) กรณีที่นายสมชาย ตั้งกรรมการสอบวินัยเขา อันสืบเนื่องมาจากการที่เขาเป็นผู้ร้องเรียนความไม่ชอบมาพากลกรณีที่กรมบังคับคดี ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมขายทอดตลาดทรัพย์ ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดธัญญบุรี ทำให้ราชการได้รับความเสียหาย

"เรื่องนี้ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลว่า นายมานิตย์ สุธาพร รองอธิบดีกรมบังคับคดี ในขณะนั้น มีความผิดและต่อมากระทรวงยุติธรรม ได้มีคำสั่งให้นายมานิตย์ ออกจากราชการ แต่สำหรับผมซึ่งเป็นผู้ร้องให้มีการสอบสวนการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กลับโดนนายสมชาย สั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัย ถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกมาก คนที่ปกป้องประโยชน์ของทางราชการ กลับโดนตั้งกรรมการสอบวินัย"

รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7 เปิดเผยด้วยว่า คดีนี้มีความผิดร้ายแรงยิ่งกว่าคดีที่อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช โดนตัดสินว่าขาดคุณสมบัติเพราะจัดรายการชิมไปบ่นไป เพราะเป็นเรื่องที่เกียวกับการปกป้องคนที่กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ในวงราชการ ซึ่งเขาทราบว่าในส่วนที่เป็นข้าราชการพลเรือนคือนายมานิตย์ กฎหมายให้ลงโทษไล่ออก ปลดออก แต่สำหรับอธิบดีซึ่งเป็นตุลาการ คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) กำลังตั้งกรรมการสอบสวนอดีตอธิบดีกรมบังคับคดี คนดังกล่าว

นายชำนาญ กล่าวว่า หากป.ป.ช.ชี้มูลว่านายสมชาย มีความผิดจะต้องขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะตามกฎหมายแล้วให้ถือตามช่วงเวลาที่มีการชี้มูล ซึ่งตอนนี้นายสมชาย เป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี แม้ตอนที่กระทำความผิดเป็นข้าราชการ แต่ในช่วงที่มีการชี้มูล นายสมชาย เป็นนักการเมือง จึงจะต้องขึ้นศาลฎีกานักการเมือง

"คดีนี้เป็นเรื่องข้าราชการระดับปลัดกระทรวง ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ปราบปรามขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในวงราชการ ซึ่งถือเป็นปัญหาการคุณธรรมและจริยธรรมที่ข้าราชการจะต้องมี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี"

เปิดกฎหมายป.ป.ช.-รธน.ฟันอาญานายกฯ

ทั้งนี้ มาตรา 66 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ระบุว่า ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีเหตุอันควรสงสัยหรือมีผู้กล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอื่น ร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงโดยเร็ว เว้นแต่ในกรณีที่ผู้กล่าวหามิใช่ผู้เสียหาย และคำกล่าวหาไม่ระบุพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปได้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะไม่ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงก็ได้

นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคสี่ บัญญัติว่า ถ้าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการเท่าที่มีอยู่ ว่าข้อกล่าวหาใดมีมูลนับแต่วันดังกล่าวผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติ และให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ส่งรายงานไปยังประธานวุฒิสภาเพื่อดำเนินการตามมาตรา 273 และอัยการสูงสุด เพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่ง แต่หากเห็นว่าไม่มีมูลให้ข้อกล่าวหานั้นตกไป

ป.ป.ช.เผยเตรียมจะสรุปสำนวนเร็ว ๆ นี้

ขณะที่นายกล้านรงค์ จันทิก กรรรมการป.ป.ช. ในฐานะเจ้าของสำนวนคดีร้องเรียนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปฏิบัติหน้าที่มิชอบเพราะตั้งกรรมการสอบวินัยนายชำนาญ ระวิวรรณพงษ์ ว่า ตั้งแต่มีการยื่นคำร้องมา ป.ป.ช.ก็ได้มีการสืบสวนสอบสวนมาเป็นระยะ เนื่องจากคดีนี้มีความเกี่ยวพันธ์กับบุคคลจำนวนมาก และมีหลายคำร้อง ป.ป.ช.จึงต้องใช้เวลา และมีการร้องเรียนเข้ามาที่คณะกรรมการป.ป.ช.หลายชุดด้วยกันจึงต้องมีการเรียกสอบเป็นช่วง ๆ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรรมการป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดผู้ที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ไปแล้ว 2 รายคือ นายมานิตย์ สุธาพร รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และอดีตอธิบดีกรมบังคับคดี ส่วนการชี้มูลความผิด นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นั้น ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนข้อมูลเพิ่มเติม คาดว่าอีกไม่นานคงได้ข้อสรุป

ด้านนายวิชา มหาคุณ กล่าวถึงกรณีเดียวกันนี้ว่า เรื่องนี้อยู่ในความรับผิดชอบของท่านกล้านรงค์ โดยมีการสอบสวนมาเป็นระยะ ๆ แต่เท่าที่ทราบขณะนี้การสืบสวนมีความคืบหน้าไปมากแล้ว และคาดว่าดจะสรุปผลคดีได้เร็ว ๆ นี้

ป.ป.ช.ชี้"มานิตย์"ทำรัฐเสียหาย70ล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2549 นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป.ป.ช. แถลงผลการประชุมว่า ได้พิจารณากรณี นายมานิตย์ สุธาพร อดีตรองอธิบดีกรมบังคับคดี ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตในการสั่งคืนเงิน 70 ล้านบาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดิน 897 ล้านบาท โดยไม่ได้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีของศาลจังหวัดธัญบุรี ตามกฎหมาย จึงมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะทำการส่งเรื่องให้แก่ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัย พร้อมส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดฟ้องคดีต่อศาลต่อไป

นายกล้านรงค์ ยืนยันว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาตามขั้นตอนที่ถูกต้องไม่ใช้การใส่ร้าย โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดเก่าได้ทำการพิจารณาสำนวนคดีและสอบพยานกว่า 40 ปาก และพิจารณาจากเอกสารสำนวน 74 รายการแล้วจึงแจ้งข้อกล่าวหา อีกทั้งนายมานิตย์ ก็ได้แก้ข้อกล่าวหาแล้ว ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงชี้มูลว่ามีความผิดจริง

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวเป็นคดีเดียวกับข้อกล่าวหานายสุทัศน์ เงินหมื่น อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่เนื่องจากเป็นคนละประเด็นคณะกรรมการจึงต้องแบ่งกันพิจารณาเป็นขั้นตอน