วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2551

รมว.กลาโหมลั่นจะนำทหารให้ประชาชนไว้วางใจ



รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เผยจะมุ่งมั่นให้ทหาร เป็นทหารที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรีเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน


นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงกลาโหม แถลงว่า วันนี้ (29 ก.ย.) ถือเป็นวาระแรกหลังจากที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรม.กลาโหม จึงเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งได้รับการต้อนรับจากผู้บริหารระดับสูง รู้สึกว่ามีความอบอุ่น


ทั้งนี้จะมีการประชุมสภากลาโหมอีกครั้งหลังจากที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา


นายสมชาย กล่าวว่า ต่อไปจะร่วมมือกันทำงานเพื่อการพัฒนาทุกส่วนในกระทรวงกลาโหม ไม่ว่าจะเป็นส่วนขึ้นตรงหรือเหล่าทัพ คิดว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ และคิดว่าจะมุ่งมั่น พัฒนากระทรวงกลาโหม มุ่งมั่นให้ทหารของเราเป็นทหารที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรีเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน


ส่วนในฐานะรมว.กลาโหม จะเน้นนโยบายด้านใดเป็นพิเศษหรือไม่ นั้น นายสมชาย กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องของการเอาใจหรือไม่เอาใจแต่เราพูดในหลักการว่า เมื่อมาอยู่ในกระทรวงกลาโหมดูแลกระทรวงนี้ ก็มีความมุ่งมั่นใจการพัฒนาทั้งระบบและทหารก็เป็นหน่วยงานที่ต้องมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เป็นที่ยึดถือศรัทธาและไว้วางใจของประชาชน เขาก็ต้องให้การสนับสนุนงานของกระทรวงกลาโหม กองทัพที่ดูแลความมั่นคงให้กับประเทศชาติของเรา


ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาถือว่าทหารวางตัวมีศักดิ์ศรีและเป็นที่เชื่อถือของประชาชนหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ทหารก็มีเกียรติมีศักดิ์มาตลอดเราก็ต้องรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของท่านไว้

จับตาแก๊งพปช.ทึ้งเก้าอี้เลขารัฐมนตรีวันนี้



"สุขุมพงศ์ โง่นคำ" เผยนายกฯเรียกรมต.ถกเก้าอี้เลขา-ที่ปรึกษาเที่ยงนี้ พูดแปลกไม่ยึดโควตา แต่จะเลือกคนทำงานเข้าขารัฐมนตรี


นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการแต่งตั้งเลขานุการ และที่ปรึกษารัฐมนตรี ว่า จะไม่พิจารณาจากโควตา และไม่ใช่สักแต่จะแต่งตั้งขึ้นมาแต่ต้องพิจารณาจากคนที่ทำงานเป็น และทำงานเข้าขากับรัฐมนตรี และในช่วงเที่ยงวันนี้ (29 ก.ย.) นายกฯ เรียกรัฐมนตรีแต่ละคนไปคุยที่พรรคเพื่อหารือในเรื่องดังกล่าวด้วย


นายสุขุมพงศ์ ยังกล่าวถึงการแบ่งงานในส่วนของรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า เท่าที่ทราบเขาคงดูงานเดิมของนายชูศักดิ์ ศิรินิล อดีตรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ดูแลงานด้านกฎหมายเป็นหลัก รวมถึงก.พ.ร.ด้วย


ส่วนการดูแลสื่อนั้นยังไม่ทราบว่านายกฯ จะแบ่งกันอย่างไร จะให้เขาดูทั้ง 2 หน่วยงานหรือแบ่งกันดูระหว่างเขากับนายสุพล ฟองงาม รมต.ประจำสำนักนายกฯ


ต่อกรณีที่ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ออกมาระบุว่าพรรคพลังประชาชน ขณะนี้เหลือแต่ซาก นั้น ถือเป็นความคิดเห็นของร.ท.กุเทพ แต่สาเหตุที่ออกมาโจมตีพรรคจะมาจากความไม่พอใจเพราะร.ท.กุเทพ ก็เป็นสมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวินหรือไม่นั้น ไม่ทราบ ขอสอบถามเรื่องนี้ก่อน ซึ่งตามปกติแล้วเขากับ ร.ท.กุเทพ ก็สนิทกัน และก่อนหน้านี้ก็ทำหน้าที่โฆษกพรรคได้เป็นอย่างดี


วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2551

ตัดสินจันทร์นี้'รังสรรค์'จ้างวานฆ่า'ประมาณ'



ศาลอาญากรุงเทพใต้ นัดอ่านคำพิพากษาคดี ลอบสังหาร "ประมาณ ชันซื่อ"จันทร์นี้ (29 ก.ย.) โดยมี "รังสรรค์ ต่อสุวรรณ" สถาปนิกชื่อดัง กับพวกเป็นจำเลย


หลังจากสู้คดีกันมานาน 15 ปี วันที่ 29 ก.ย. นี้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีนายสมพร หรือหมา เดชานุภาพ นายเณร มหาวิไล นายอภิชิต อังศุธรางกูร หรือเล็ก สตูล และนายรังสรรค์ ต่อสุวรรณ นักธุรกิจ และสถาปนิกชื่อดัง ตกเป็นจำเลย ลอบสังหาร นายประมาณ ชันซื่อ ประธานศาลฎีกา (ขณะนั้น)


คำฟ้องโจทก์สรุปความว่า ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 2535 - 25 พ.ค. 2536 ติดต่อ จำเลยที่ 4ได้บังอาจเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อนโดยใช้ จ้าง วาน ยุยงส่งเสริมให้นายอภิชิต จำเลยที่ 3 จัดหาบุคคลไปฆ่านายประมาณ ชันซื่อ ให้ถึงแก่ความตาย จากนั้นนายอภิชิต เป็นผู้ใช้ให้นาย ให้จัดหาบุคคลไปฆ่านายประมาณ ซึ่งนายบรรเจิด ตอบตกลงตามที่นายอภิชิตจ้างวาน จึงติดต่อให้นายสมพร และนาย จัดหาบุคคลซึ่งได้นาประทุม สุดมณี และนายบำรุง ชัยเมือง ไปฆ่านายประมาณ แต่ภายหลังทั้งสองกลับใจไม่ยอมกระทำความผิด นาย จึงไม่ถูกฆ่าตาย


คดีนี้เมื่อปี 2536 เป็นข่าวครึกโครมขณะเกิดเหตุนายประมาณ เป็นประธานศาลฎีกา ส่วนนายรังสรรค์ ก็เป็นบุคคลมีชื่อเสียง และเป็นสถาปนิกชื่อดังมีภรรยาเป็นผู้พิพากษา โดยฝ่ายโจทก์มีนายตำรวจหลายนาย อาทิ พล.ต.ท.โสภณ สวิคามิน พล.ต.ท.ธนู หอมหวน พ.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย (ขณะนั้น) พ.ต.ต.ทวี สอดส่อง (ขณะนั้น


หลังเกษียณอายุราชการนายประมาณ ได้มาเป็นที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการ ให้กับพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี


นายประมาณ ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อต้นเดือน ก.พ.2550


'เรืองไกร'ยื่นกกต.ฟัน'สมชาย'ถือหุ้นขัดคุณสมบัติส.ส.-นายกฯ




ส.วเรืองไกร เปิดเอกสารการถือหุ้นสัมปทานรัฐของ 'สมชาย วงศ์สวัสดิ์' ส่งกกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดคุณสมบัติ ขัดรธน.ต้องพ้นจากส.ส. และนายกฯ พ่วงลูกสาว ส.ส.เชียงใหม่ ที่ไปมีหุ้นสัมปทาน ต้องพ้นจากส.ส.ด้วย


นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา เปิดเผย วันจันทร์ที่ 29 ก.ย.นี้ เวลา 09.30 นจะยื่นให้ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต ตรวจสอบนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่มีเงินลงทุนในบริษัท ซีเอส ล็อกอินโฟ จำกัด (มหาชน) หรือ CS Loxinfo เป็นจำนวน 100,000 หุ้น และได้เงินปันผลจากบริษัท ซี 0,000 ซึ่ง ดังกล่าวให้บริการอินเตอร์เน็ต และบริการรับ-ส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมเพื่อการสื่อสารทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยทำสัญญากับบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)


พฤติกรรมนี้ทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็นส.ส. เนื่องจากขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 ประกอบ มาตรา 265และมาตรา 106(6) อันเข้าลักษณะเป็นเหตุให้ความเป็นนายกฯ สิ้นสุดลงเพราะขาดคุณสมบัติการเป็นส.ส.ตามมาตรา 171 วรรคสองแล้ว ประกอบกับขาดคุณสมบัติตามมาตรา 48


รัฐธรรมนูญ มาตรา 48 ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม และนายสมชาย อาจขาดคุณสมบัติจากการเป็นส.ส. ตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค. 2551 เพราะเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม


ประกอบกับมาตรา 265 วรรคสาม ให้นำความในมาตรา 265 (2) (3) และ (4) มาใช้กับคู่สมรส และบุตรของส.ส. คือ .ส.ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน บุตรสาว ได้ยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินเมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2551 ว่ามีเงินลงทุนในบมจ.เอ็ม ลิ้งค์ เอ 70,000,000 หุ้น มูลค่า 128,100,000 บาท ซึ่งบริษัทดังกล่าว ก็เข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐวิสาหกิจคือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

“ อภิรักษ์ ” ส่อเจอใบเหลือง-ปชป.โวยโนวิชามาร



คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) และ กกต.กลาง ได้สอบสวนกรณีป้ายประชาสัมพันธ์ของ กทม.มีชื่อนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. หมายเลข 5 ติดอยู่ เป็นการโฆษณาหาเสียงแฝง ชี้ "อภิรักษ์" มีสิทธิเจอใบเหลือง ด้าน.โวย วิชามารกลั่นแกล้งช่วงโค้งสุดท้าย


หลังมีการร้องเรียนให้ตรวจสอบเรื่องป้ายโครงการกทม. และป้ายหาเสียงผู้ว่ากทม. ในส่วนของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นั้น นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม.ได้มอบหมายให้นายรัฐพล มีธนาถาวร รองปลัด กทมเก็บป้ายดังแล้ว ขณะเดียวกันนายรัฐพล ได้สั่งให้กองประชาสัมพันธ์ และสำนักการจราจรและขนส่ง(สจส.) ทำหนังสือชี้แจงเรื่องดังกล่าว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการชี้แจงใด ๆ จากหน่วยงานทั้งสอง


ดังนั้น จึงมีกระแสข่าวว่า จะมีคำสั่งโยกย้าย ผอ.กองประชาสัมพันธ์ ไปเป็นผู้ตรวจราชการ ขณะเดียวกันหาก กกต.สอบสวนแล้วพบว่าข้าราชการไม่เก็บป้ายเพราะเอื้อประโยชน์ให้กับนายอภิรักษ์ อาจมีความผิดตามมาตรา 60 กรณีข้าราชการผู้ใดวางตัวไม่เป็นกลางใช้ตำแหน่งหน้าที่กระทำการใดๆ อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัคร หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี
นอกจกากนี้ กรณีที่มีรูปข้าราชการ กทม.ไปปรากฏในป้ายหาเสียงของนายอภิรักษ์ 3 รูป ได้แก่ รูปขี่จักรยาน รูปนั่งเรือ และรูปเดินบนสะพานตรวจน้ำท่วม ซึ่งข้าราชการยืนยันว่าไม่ได้ยินยอมให้นำรูปไปใช้ในการหาเสียง แม้ทีมงานนายอภิรักษ์ จะเก็บป้ายบางส่วนออกไปแล้ว แต่เมื่อมีผู้ร้องมา กกต.ก็ต้องมาสอบถามข้อมูลจาก กทม. ซึ่งเรื่องนี้หากสืบไปถึงต้นตอของภาพทั้งหมดจะพบว่าเป็นรูปจากกองประชาสัมพันธ์ ซึ่งก็เข้าข่ายใช้สมบัติของราชการไปใช้หาเสียง อาจเข้าข่ายทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ทั้งนี้มีความเป็นไปได้ว่าทั้งสองกรณีนี้ กกต.อาจพิจารณาให้ใบเหลืองนายอภิรักษ์ ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่อีกรอบ ซึ่งทำให้นายอภิรักษ์เองต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งเป็นเงิน 158 ล้านบาท


นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.พรรคปชป.บอกว่า โค้งสุดท้ายมีการใช้วิชามารโจมตี ขณะนี้กำลังตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีคนที่เกี่ยวข้อง

วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2551

แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์คนใหม่

นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7 ผู้ที่ยื่น ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบการทุจริตเรื่องการขายทอดตลาดในกรมบังคับคดี แต่สุดท้ายโดนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สั่งตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง จึงต้องขอให้ ป.ป.ช. ดำเนินคดีกับนายสมชาย ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่ปราบปรามการทุจริตในวงราชการ นี่กำลังจะเป็นแจ๊คผู้ฆ่ายักษ์ คนต่อไปหรือไม่



การร้องเรียนทุจริตภายในกรมบังคับคดี เพราะผมเห็นความถูกต้องหลายประการ ผมพยายามร้องขอให้ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม ซึ่งตอนนั้นยังไม่แยกออกจากศาลยุติธรรม ตรวจสอบภายในก่อน แต่ดูเหมือนเรื่องจะล่าช้า ผมก็ต้องทวงถามหลายครั้ง
ผลของการร้องเรียน และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ผมมาโดนนายมานิตย์ สุธาพร ขณะนั้นเป็นรองอธิบดีกรมบังคับคดี ฟ้องผมทั้งคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ผมไม่มีปัญหาหาที่ไหนไปจ่ายให้ขนาดนั้นหรอก แกล้งไปฟ้องผมในคดีอาญาที่ศาลต่างจังหวัด ฐานหมิ่นประมาท ฟ้องผมในศาลอาญากรุงเทพฯใต้ รวมแล้ว 3 คดี
แต่ตอนนี้ผมค่อยยังชั่วแล้ว เพราะมีการพิสูจน์แล้วว่าที่ผมทำไปผมไม่ได้หมิ่นประมาทใคร ที่ผมพูดเป็นเรื่องจริง เพราะฉะนั้น ผมจึงต้องการให้คุณสมชาย ยืนยันเอกสารบางอย่างที่ผมเชื่อว่ามีความผิดปกติ ซึ่งคุณสมชาย น่าจะรู้ดี
เมื่อร้องภายในไม่คืบหน้า ผมก็ร้องไปที่ป.ป.ช. อีกหลายครั้ง
โดยเมื่อปี 2543 ผมได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้สอบสวนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม (ตำแหน่งในขณะนั้น) กรณีที่นายสมชาย ตั้งกรรมการสอบวินัย ผม อันสืบเนื่องมาจากการที่ผมเป็นผู้ร้องเรียนความไม่ชอบมาพากลกรณีที่กรมบังคับคดี ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมขายทอดตลาดทรัพย์ที่ดินคลองหลวง เอ่ยอย่างนี้ทุกคนอาจจะไม่รู้แต่ถ้าบอกว่า เป็นที่ดินตลาดไทในปัจจุบัน ทุกคนจะร้องอ๋อ โดยตามคำพิพากษาศาลจังหวัดธัญญบุรี การขายทอดตลาดต้องวางค่าธรรมเนียม แต่มีการสั่งให้คืนค่าธรรมเนียมให้ผู้ชนะการประมูล ราชการจึงได้รับความเสียหาย
ที่ผมต้องร้องเพราะผมโดนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เสนอ คณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) ให้ไล่ออกจากราชการ ถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากเพราะการเสนอให้ไล่ผู้พิพากษาคนหนึ่งออกจากราชการ จะต้องเป็นความผิดที่ร้ายแรงมาก แต่กรณีของผม ทำเรื่องนี้เพราะต้องการรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ ไม่ได้ทำเพื่อตัวผมเอง
แต่ผมไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ในตอนนี้ว่าเมื่อนายสมชาย เสนอให้ไล่ผมออกจากราชการแล้วมีการถวายฎีกา แต่ก็เป็นพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทำให้ผมยังอยู่ในอาชีพนี้ ในวันนี้
กรณีนี้ความจริงจะได้รับการเปิดเผยในอีกไม่นานนี้ ผมอยากให้ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดเรื่องนี้โดยเร็ว
เพราะในเดือนตุลาคม ผมจะขอให้ศาลแพ่ง เรียกนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี มาเบิกความในศาลแพ่ง ในคดีที่ผมโดนนายมานิตย์ สุธาพร อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และอดีตรองอธิบดีกรมบังคับคดี ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ซึ่งผมไม่หนักใจคดีนี้เพราะป.ป.ช.ได้ชี้มูลว่านายมานิตย์ มีความผิด อันเป็นมูลเหตุมาจากกรณีที่ผม ออกมาเปิดโปงเรื่องไม่ชอบมาพากลในกรมบังคับคดี
แต่ที่ผมไม่สบายใจก็คือการโยนความผิดให้คนตาย
อย่างไรก็ตาม ผมเตรียมเอกสารหลักฐานบางอย่างให้คุณสมชาย ยืนยันในชั้นศาล ว่า เชื่อหรือไม่ว่า บัญชีธนาคารมูลนิธิประมาณ ชันซื่อ ที่ธนาคารไม่ยอมมอบต้นฉบับให้ศาล แต่ถ่ายเอกสารส่งเป็นสำเนา แล้วมีตัวเลขหายไปแถบหนึ่ง เจ้าหน้าที่ธนาคารอ้างว่าเป็นเพราะเครื่องถ่ายเอกสารเสีย
นอกจากนั้น ผมยังต้องการถามนายสมชาย ว่า เชื่อตามที่คุณมานิตย์ กล่าวอ้างหรือไม่ว่า บัญชีมูลนิธิประมาณ ชันซื่อ ซึ่งเก็บอยู่ในห้องทำงานคุณมานิตย์ ที่อยู่ชั้น 11 อาคารศาลอาญา โดนเผาเพราะเกิดไฟไหม้ห้องทำงาน อยากทราบว่านายสมชาย ซึ่งอยู่ชั้น 13 ตึกเดียวกัน รู้เรื่องนี้หรือไม่ แล้วเชื่อด้วยหรือไม่ว่าเกิดไฟไหม้จริง
เรื่องนี้ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลว่า นายมานิตย์ สุธาพร รองอธิบดีกรมบังคับคดี ในขณะนั้น มีความผิดและต่อมากระทรวงยุติธรรม ได้มีคำสั่งให้นายมานิตย์ ออกจากราชการ แต่สำหรับผม ซึ่งเป็นผู้ร้องนายสมชาย ให้ตั้งกรรมการสอบสวนผม เท่ากับว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การที่ผมโดนนายสมชาย สั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัย ถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกมาก คนที่ปกป้องประโยชน์ของทางราชการ กลับโดนตั้งกรรมการสอบวินัย
คดีนี้มีความผิดร้ายแรงยิ่งกว่าคดีที่อดีตนายกรัฐมนตรี (สมัคร สุนทรเวช) โดนตัดสินว่าขาดคุณสมบัติเพราะจัดรายการชิมไปบ่นไป เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการปกป้องคนที่กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ในวงราชการ ซึ่งผมทราบว่าในส่วนที่เป็นข้าราชการพลเรือนคือนายมานิตย์ กฎหมายให้ลงโทษไล่ออก ปลดออก แต่สำหรับอธิบดีซึ่งเป็นตุลาการ คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) กำลังตั้งกรรมการสอบสวนอดีตอธิบดีกรมบังคับคดี คนดังกล่าว
นอกจากการไล่ออกแล้ว ยังจะต้องมีการเรียกเอาเงินคืนแผ่นดิน และในขณะที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ขณะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผมก็ทำหนังสือถามไป นายสมพงษ์ ให้เลขานุการรัฐมนตรี ตอบคำถามของผม ว่า เรื่องการหาคนเพื่อรับผิดทางแพ่ง กรณีกรมบังคับคดี ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมขายทอดตลาดทรัพย์ อยู่ระหว่างดำเนินการ
ผมก็ไม่รู้ว่าจะดำเนินการนายแค่ไหน เพราะผมทวงกับทุกรัฐมนตรี
กรณีคดีแพ่ง ที่กรมบังคับคดี ไม่ได้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมขายทอดตลาดทรัพย์ 45 ล้านบาท หากคิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ รวมแล้วเป็นเงินกว่า 90 ล้านบาท เรื่องนี้จะต้องหาคนรับผิดชอบในการคืนทรัพย์ให้แผ่นดิน และผมเห็นว่า นายสมชาย จะต้องเป็นผู้หนึ่งที่ต้องร่วมชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวด้วย
และภายหลังที่คุณมานิตย์ โดนป.ป.ช.ชี้มูลว่ามีความผิด เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2549 กรมบังคับคดีได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2550 ให้เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมขายทอดตลาดทรัพย์
กรณีที่ผมร้องเรียนไปยัง ป.ป.ช. หากป.ป.ช.ชี้มูลว่านายสมชาย มีความผิดจะต้องขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะตามกฎหมายแล้วให้ถือตามช่วงเวลาที่มีการชี้มูล ซึ่งตอนนี้นายสมชาย เป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี แม้ตอนที่กระทำความผิดเป็นข้าราชการ แต่ในช่วงที่มีการชี้มูล นายสมชาย เป็นนักการเมือง จึงจะต้องขึ้นศาลฎีกานักการเมือง
คดีนี้เป็นเรื่องข้าราชการระดับปลัดกระทรวง ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ปราบปรามขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในวงราชการ ซึ่งถือเป็นปัญหาการคุณธรรมและจริยธรรมที่ข้าราชการจะต้องมี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นอาญาแผ่นดิน ยอมความกันไม่ได้

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2551

ป.ป.ช.เตรียมชี้มูลผู้พิพากษร้อง"สมชาย"ประพฤติมิชอบ

ดังที่เกริ่นเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย. วันนี้ (25) ก็ได้ฤกษ์ฉายตอนที่สองของเรื่อง

มันเป็นวิบากกรรมที่ครอบครัวนายกรัฐมนตรี ทั้งตัวเอง เมีย และลูกสาว กำลังเผชิญการตรวจสอบความผิดต่างกรรมต่างวาระ

แต่สำหรับตัวนายกฯ มีความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่ปราบปรามทุจริตในวงราชการ

นายชำนาญ ระวิวรรณพงษ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7 เปิดเผยว่า เมื่อปี 2543 เขาได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สอบสวนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม (ตำแหน่งในขณะนั้น) กรณีที่นายสมชาย ตั้งกรรมการสอบวินัยเขา อันสืบเนื่องมาจากการที่เขาเป็นผู้ร้องเรียนความไม่ชอบมาพากลกรณีที่กรมบังคับคดี ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมขายทอดตลาดทรัพย์ ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดธัญญบุรี ทำให้ราชการได้รับความเสียหาย

"เรื่องนี้ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลว่า นายมานิตย์ สุธาพร รองอธิบดีกรมบังคับคดี ในขณะนั้น มีความผิดและต่อมากระทรวงยุติธรรม ได้มีคำสั่งให้นายมานิตย์ ออกจากราชการ แต่สำหรับผมซึ่งเป็นผู้ร้องให้มีการสอบสวนการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กลับโดนนายสมชาย สั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัย ถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกมาก คนที่ปกป้องประโยชน์ของทางราชการ กลับโดนตั้งกรรมการสอบวินัย"

รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7 เปิดเผยด้วยว่า คดีนี้มีความผิดร้ายแรงยิ่งกว่าคดีที่อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช โดนตัดสินว่าขาดคุณสมบัติเพราะจัดรายการชิมไปบ่นไป เพราะเป็นเรื่องที่เกียวกับการปกป้องคนที่กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ในวงราชการ ซึ่งเขาทราบว่าในส่วนที่เป็นข้าราชการพลเรือนคือนายมานิตย์ กฎหมายให้ลงโทษไล่ออก ปลดออก แต่สำหรับอธิบดีซึ่งเป็นตุลาการ คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) กำลังตั้งกรรมการสอบสวนอดีตอธิบดีกรมบังคับคดี คนดังกล่าว

นายชำนาญ กล่าวว่า หากป.ป.ช.ชี้มูลว่านายสมชาย มีความผิดจะต้องขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะตามกฎหมายแล้วให้ถือตามช่วงเวลาที่มีการชี้มูล ซึ่งตอนนี้นายสมชาย เป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี แม้ตอนที่กระทำความผิดเป็นข้าราชการ แต่ในช่วงที่มีการชี้มูล นายสมชาย เป็นนักการเมือง จึงจะต้องขึ้นศาลฎีกานักการเมือง

"คดีนี้เป็นเรื่องข้าราชการระดับปลัดกระทรวง ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ปราบปรามขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในวงราชการ ซึ่งถือเป็นปัญหาการคุณธรรมและจริยธรรมที่ข้าราชการจะต้องมี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี"

เปิดกฎหมายป.ป.ช.-รธน.ฟันอาญานายกฯ

ทั้งนี้ มาตรา 66 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ระบุว่า ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีเหตุอันควรสงสัยหรือมีผู้กล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอื่น ร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงโดยเร็ว เว้นแต่ในกรณีที่ผู้กล่าวหามิใช่ผู้เสียหาย และคำกล่าวหาไม่ระบุพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปได้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะไม่ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงก็ได้

นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคสี่ บัญญัติว่า ถ้าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการเท่าที่มีอยู่ ว่าข้อกล่าวหาใดมีมูลนับแต่วันดังกล่าวผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติ และให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ส่งรายงานไปยังประธานวุฒิสภาเพื่อดำเนินการตามมาตรา 273 และอัยการสูงสุด เพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่ง แต่หากเห็นว่าไม่มีมูลให้ข้อกล่าวหานั้นตกไป

ป.ป.ช.เผยเตรียมจะสรุปสำนวนเร็ว ๆ นี้

ขณะที่นายกล้านรงค์ จันทิก กรรรมการป.ป.ช. ในฐานะเจ้าของสำนวนคดีร้องเรียนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปฏิบัติหน้าที่มิชอบเพราะตั้งกรรมการสอบวินัยนายชำนาญ ระวิวรรณพงษ์ ว่า ตั้งแต่มีการยื่นคำร้องมา ป.ป.ช.ก็ได้มีการสืบสวนสอบสวนมาเป็นระยะ เนื่องจากคดีนี้มีความเกี่ยวพันธ์กับบุคคลจำนวนมาก และมีหลายคำร้อง ป.ป.ช.จึงต้องใช้เวลา และมีการร้องเรียนเข้ามาที่คณะกรรมการป.ป.ช.หลายชุดด้วยกันจึงต้องมีการเรียกสอบเป็นช่วง ๆ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรรมการป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดผู้ที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ไปแล้ว 2 รายคือ นายมานิตย์ สุธาพร รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และอดีตอธิบดีกรมบังคับคดี ส่วนการชี้มูลความผิด นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นั้น ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนข้อมูลเพิ่มเติม คาดว่าอีกไม่นานคงได้ข้อสรุป

ด้านนายวิชา มหาคุณ กล่าวถึงกรณีเดียวกันนี้ว่า เรื่องนี้อยู่ในความรับผิดชอบของท่านกล้านรงค์ โดยมีการสอบสวนมาเป็นระยะ ๆ แต่เท่าที่ทราบขณะนี้การสืบสวนมีความคืบหน้าไปมากแล้ว และคาดว่าดจะสรุปผลคดีได้เร็ว ๆ นี้

ป.ป.ช.ชี้"มานิตย์"ทำรัฐเสียหาย70ล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2549 นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป.ป.ช. แถลงผลการประชุมว่า ได้พิจารณากรณี นายมานิตย์ สุธาพร อดีตรองอธิบดีกรมบังคับคดี ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตในการสั่งคืนเงิน 70 ล้านบาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดิน 897 ล้านบาท โดยไม่ได้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีของศาลจังหวัดธัญบุรี ตามกฎหมาย จึงมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะทำการส่งเรื่องให้แก่ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัย พร้อมส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดฟ้องคดีต่อศาลต่อไป

นายกล้านรงค์ ยืนยันว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาตามขั้นตอนที่ถูกต้องไม่ใช้การใส่ร้าย โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดเก่าได้ทำการพิจารณาสำนวนคดีและสอบพยานกว่า 40 ปาก และพิจารณาจากเอกสารสำนวน 74 รายการแล้วจึงแจ้งข้อกล่าวหา อีกทั้งนายมานิตย์ ก็ได้แก้ข้อกล่าวหาแล้ว ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงชี้มูลว่ามีความผิดจริง

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวเป็นคดีเดียวกับข้อกล่าวหานายสุทัศน์ เงินหมื่น อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่เนื่องจากเป็นคนละประเด็นคณะกรรมการจึงต้องแบ่งกันพิจารณาเป็นขั้นตอน

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2551

เอนก : การเมืองใหม่ไม่ต้องเป็นทาสตะวันตก

สูตรการเมืองใหม่ของพันธมิตร คิดว่าพอจะตรงกับสูตรการเมืองใหม่ที่อาจารย์คิดบ้างไหม
สูตรพื้นฐานข้างต้นก็เหมือนกัน คือทำยังไงให้นักการเมืองถูกตรวจสอบได้ง่าย ถูกถอดถอนได้ง่าย
แล้วเรื่องระบบตัวแทนกลุ่มอาชีพ อาจารย์เห็นด้วยหรือไม่
ผมก็ไม่ขัดอะไร เพราะตามทฤษฎีประชาธิปไตยแบบตะวันตกเอง การเป็นตัวแทนก็เป็นได้ทั้งสองอย่าง คือการเป็นโดยพื้นที่ (Territorial representation) กับเป็นโดยวิชาชีพ (Functional representation) ซึ่งทั้งสองวิธีมาจากการเลือกตั้ง
ดีกว่าสูตรแรกที่เสนอว่าส่วนหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง อีกส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง?
ครั้งนี้ดีกว่า ได้รับการยอมรับมากกว่า คือผมอยู่ในสภามานานก็เห็นว่า บรรดาตัวแทนที่อยู่ในสภานั้นคือนักเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นตัวแทนผลประโยชน์อะไรมากมาย เป็นเพียงนักเลือกตั้งที่ไปเอาเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนมาได้ แต่ในสภาผมไม่เคยเห็นชาวนาเลย ไม่เคยเห็นคนพิการ ไม่เห็นเพศที่สาม(ที่กล้าประกาศตัวชัดเจน) หรือเด็กๆที่อายุ 18-25 เห็นผู้หญิงไม่ค่อยมาก ไม่เห็นแม่บ้าน สื่อมวลชนก็ไม่มี คือถ้าคุณเป็นสื่อมวลชน เป็นนักวิชาการ เป็นหมอเป็นพยาบาลแล้วคุณอยากจะชนะเลือกตั้ง คุณก็ต้องทิ้งความเป็นวิชาชีพของคุณแล้วเปลี่ยนตัวเองมาเป็นนักเลือกตั้งคุณถึงจะชนะ แต่ถ้าหากเราเลือกผู้แทนแบบเป็นสมาคมวิชาชีพ เราก็จะได้ตัวแทนที่เป็นวิชาชีพ เช่นกลุ่มแพทย์และพยาบาล กลุ่มผู้ขายหมูปิ้ง กลุ่มร้านค้าโชว์ห่วย เป็นต้น แล้วกลุ่มเหล่านี้ก็จะไปคานอำนาจกับผู้แทนจากพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นวิธีนี้ก็ไม่เลว น่าสนใจ แต่ผู้แทนวิชาชีพก็ต้องไม่สังกัดพรรค
เราสามารถจัดกลุ่มนักศึกษาอยู่ในกลุ่มวิชาชีพเหล่านี้ได้ไหม
ก็ได้นะ แล้วแต่เราจะจัด เราจะเห็นได้ว่า นักวิทยาศาสตร์ในสภาก็ไม่มี แล้วประเทศไทยจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร มันมีอีกหลายอาชีพนะ นักออกแบบก็ไม่มี ศิลปินก็ไม่มี เพราะฉะนั้นการใช้ Functional representation ก็จะช่วยลดจุดอ่อนของสภาได้เหมือนกัน แต่อย่าเพิ่งไปคิดว่าจะไม่มีการใช้เงิน ใช้บารมี ใช้ระบบอุปถัมภ์ในการเลือกเข้ามา เดี๋ยวก็มี แต่ถ้าทำแบบที่ว่า คือเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ แล้วฝ่ายบริหารก็จะได้เอาคนที่บริหารเป็นจริงๆไปบริหาร ไม่ใช่รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ เอานายบุญลือ ประเสริฐโสภณอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าผมดูถูกเขา แต่ว่าเราควรจะพยายามทำให้การบริหารประเทศมีลักษณะเป็นความชำนาญเฉพาะทางมากขึ้น เช่นต่อไปเราพบว่าความสัมพันธ์กับเขมรเป็นเรื่องใหญ่ เราก็จะจ้องดูว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ถ้าสมมติพรรค ก. เสนอ สมมตินะ เสนอภรรยาของคุณยงยุทธ ติยะไพรัช มาเป็น รมต.ต่างประเทศ คนก็จะยี้ คือให้มันรู้กันไปเลยว่าคุณจะเอายี้มาเป็นรัฐมนตรีตั้งแต่ต้น จะได้ไม่เลือก
เพราะฉะนั้นตัวนายกฯ ไม่ได้สำคัญคนเดียว แต่มันสำคัญหมดกับทั้ง 36คนที่เขาจะเลือกมาเป็นทีม แล้วมันจะทำให้คนที่มีความสามารถแต่จะไม่มีทางผ่านการเลือกตั้งได้ มีโอกาสเข้าไปทำงานให้บ้านเมืองได้ คนในแวดวงธุรกิจที่ฝีมือดีๆก็มีตั้งหลายคน แต่ถ้าเขาต้องไปลงสมัครรับเลือกตั้ง แล้วต้องไต่เต้าระบบอุปถัมภ์ภายในพรรคมากว่าจะได้ ต้องไปรับใช้ภรรยาหัวหน้าพรรคในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เสี่ยงๆก่อนถึงจะได้เป็นรัฐมนตรี เขาก็ไม่อยากทำหรอก แต่ถ้าคุณต้องเลือกแบบที่ว่า ไปเป็น 36 คนหลังชื่อคนที่จะเป็นนายกฯ คุณก็จะมีโอกาสเป็นรัฐมนตรี แล้วถ้าคุณกลัวว่ารัฐมนตรีเหล่านี้จะขาดจากฐานประชาชนจนเกินไป คุณอาจจะกำหนดว่ารัฐมนตรีต่างประเทศ รัฐมนตรีมหาดไทย รัฐมนตรีคลัง สามตำแหน่งนี้สำคัญ ต้องมารับการเห็นชอบจากสภาก่อนก็ยังได้ คราวนี้เราก็จะได้ทีมผู้บริหารประเทศที่เป็นผู้บริหารจริงๆ
พูดถึงบทบาทของนักศึกษาแนวร่วม Young PAD เปรียบเทียบกับนักศึกษาช่วง 14 ตุลาฯ
ถ้าเป็นสมัยผมต้องมีความเป็นผู้นำสูง เพราะสมัยนั้นความกระตือรือร้นยังไม่มี ประชาชนยังไม่มีความรู้ เขาก็เห็นเราเป็นผู้นำ เพราะเราเรียนสูงกว่า แต่สมัยนี้คนที่ไปชุมนุมก็มีทั้งจบปริญญาโท ไปจนถึงปริญญาเอก ส่วนเยาวชนที่ไปขึ้นเวทีก็อยู่แค่ปีหนึ่งปีสอง เขาก็เห็นว่าน่ารักดี เป็นลูกหลาน แล้วถ้าเป็นสมัย 14 ตุลาฯ การพูดการปราศรัยจะไม่เล่น ไม่สนุกสนานแบบนี้ เป็นเรื่องจริงจัง แต่กลุ่มพวกนี้ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมสมัยใหม่ มีเต้น มีดนตรี แล้วตอนที่ผมทำ ผู้ชุมนุมก็นั่งกับพื้น แต่สมัยนี้มีเก้าอี้ แล้วเครื่องเสียงก็ดีกว่ามาก
ในมุมมองของอาจารย์ ถ้าพันธมิตรยังเคลื่อนไหวต่อไป เด็กๆจะออกมาร่วมต่อไหม
ตอนนี้ยังมีเรื่องเล่นไปได้เรื่อยๆนะ หมดสมัครแล้วก็มีสมชาย สมชายก็มีเรื่องผู้หญิงตายท้องกลมขึ้นมาอีก เดี๋ยวสมชายที่ดูน่ารักจะกลายเป็นสมชายที่ดูเจ็บป่วยไปเลย แล้วก็จะมีเรื่องยุบพรรค เรื่องคดี ก็ยังมีเรื่องเล่นอยู่ แล้วการชุมนุมไม่ได้ดูน่ากลัว กลับดูสนุก สามารถดึงเด็กๆให้ไปเข้าร่วมได้ ซึ่งจะทำให้การปราบปรามไม่สามารถทำได้ เพราะถ้าจะปราบคุณก็ต้องไปตีคนแก่ ไปรังแกเด็ก ซึ่งจะทำให้สังคมไม่พอใจ
ด้วยเหตุผลนี้หรือไม่ ที่ทำให้ทหารไม่กล้าออกมาปราบปรามผู้ชุมนุม
ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่ผมว่าทหารยุคนี้เป็นทหารที่ฉลาดที่สุด เขารู้ว่าถ้าเขายึดอำนาจได้ก็ปวดหัว อยู่แบบนี้ดีที่สุด โผทหารขออะไรไปเขาก็ให้ งบประมาณอยากได้อะไรก็ได้หมด ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
เราจะยังอยู่ในรัฐบาลที่ไร้ทำเนียบไปอีกนานแค่ไหน
คงอีกนาน ผมว่าเป็นอาทิตย์เป็นเดือน ที่ผมดูเมื่อวันอาทิตย์คนก็เยอะเหมือนกัน อาจจะจนถึงมีการยุบพรรค มีการตัดสินคดี แล้วผมว่าห้าแกนนำเขาพูดเก่ง มีข้อมูลที่ลึกมาก ถ้าให้ผมไปพูดตอนนี้คงสู้เขาไม่ได้ (หัวเราะ)
ผมลองมานั่งคิดดู การที่มีคนมาร่วมชุมนุมร่วมร้อยกว่าวัน แล้วก็ติดตามเอเอสทีวี ผมคิดว่าเป็นล้านคน มันแสดงให้เห็นว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยเบื่อมากกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบนี้ แล้วคิดว่านี่มันไม่ใช่ นี่มันเป็นวิธีการให้คนกลุ่มหนึ่งมายึดครองประเทศแล้วตักตวงผลประโยชน์ การเมืองสมัยที่ผมเป็นเด็กมันมีมารยาท เดี๋ยวนี้มารยาททางการเมืองก็ไม่มีแล้ว ดังนั้นคนที่ออกมาคิดเขาอยากจะเปลี่ยนแปลง ถามว่าเขาเป็นคนส่วนน้อยมั้ย ก็ยังถือว่าเขาเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลกรวมทั้งประเทศไทยเอง ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงของคนส่วนน้อยทั้งนั้น ซึ่งตั้งแต่ 14 ตุลาฯ เป็นต้นมา ก็มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่เกิดจากคนส่วนน้อยทั้งนั้น
เพราะฉะนั้นการเมืองไทยมันมีสองด้าน ด้านหนึ่งเป็นการเมืองเรื่องใช้เงิน แต่อีกด้านหนึ่งเป็นการเมืองที่ยอมต่อสู้เพื่อหลักการ อุดมการณ์ แล้วมันพลิกได้ ตอนที่เห็นคุณทักษิณก็ยังอดสรุปไม่ได้ว่า เขาเป็นคนที่ทำการเมืองด้านแรกได้สุดยอด สามารถเอาไปบวกกับมาร์เก็ตติ้ง บวกนโยบายเข้าไปด้วย แต่ก็เกิดคนอย่างสนธิขึ้นมาที่จะเอาการเมืองด้านอุดมการณ์ ที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่ออะไรใหม่ที่ดีขึ้น แล้วมีคนเป็นล้านที่ตามเรื่องนี้
ชาวบ้านไทยเวลานี้ เสพสื่อกันเป็นว่าเล่น เดี๋ยวนี้ชาวบ้านตื่นมาเขาคุยกันเรื่องการเมืองระดับชาติแล้ว เพราะสื่อที่เข้าถึงมากขึ้น ผมจึงคิดว่าการเมืองใหม่เป็นความจำเป็นของสังคม เพราะสังคมไทยมันเปลี่ยน ยังไงก็ต้องปรับการเมืองให้ใหม่ขึ้น แล้วผมว่าการเมืองไทยมันเปลี่ยนเร็วมาก
คิดว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นอุปสรรคของการที่จะเปลี่ยนไปสู่การเมืองใหม่หรือไม่
ก็คงไม่ต้องไปแก้ เพียงแต่เขียนเติมเข้าไป อะไรที่ไม่จำเป็นก็อย่าไปแก้ แต่ตอนที่ผมอยู่ในการเมืองผมรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญจุกจิกมาก ทำให้ทำงานไม่สะดวก แต่ผมก็คิดว่าความลำบากอยู่ที่นักการเมือง แต่ประชาชนได้ผลประโยชน์ ซึ่งเราก็ต้องยอม
คิดว่าตัวแทนที่มาจากวิชาชีพจะไปต้านทานแรงจากเงิน จากอำนาจได้หรือไม่ แค่ไหน
น่าจะได้อยู่พอสมควร ยิ่งถ้าเรากำหนดว่าเป็นได้สมัยเดียว แล้วไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ ไม่สามารถเป็นรัฐมนตรีได้ ก็ทำให้แรงจูงใจที่จะทำให้เขาทุจริตนั้นลดลง คนที่ซื้อก็ไม่รู้จะซื้อไปทำไม เพราะเขาแค่ออกกฎหมาย
การเมืองใหม่เนี่ย ผมว่าเดี๋ยวนี้เราต้องคิดว่าวุฒิทางปัญญาของคนไทยมีมากพอที่จะสร้างรูปแบบทางการเมืองของตัวเองได้แล้ว ไม่ต้องตามแบบตะวันตก ดูอย่างประเทศจีนที่เดี๋ยวนี้เจริญก้าวหน้า ทั้งๆที่ไม่ได้ทำตามระบบทุนนิยม ระบบประชาธิปไตยแบบตะวันตก ผมว่าเดี๋ยวนี้เราไม่ต้องไปตามแบบอังกฤษ ตามแบบวอชิงตันเหมือนทาส ถ้าอันไหนที่เราเห็นว่าใช้กับเราไม่ได้ก็ไม่ต้องไปใช้ แต่เราต้องปลูกฝังวัฒนธรรมของไทยให้เป็นวัฒนธรรมที่ไม่กลัวเงิน คนไทยนี่มันแปลก ผมเนี่ยให้บุญคุณกับคนมาตั้งเยอะ ผมสอนเขามาให้ได้ปริญญาตรี ปริญญาเอก เขากลับไม่ถือเป็นบุญคุณ แต่คนที่ให้ 500 บาท เขากลับถือเป็นบุญคุณ ดังนั้นเราต้องปลูกฝังให้คนรักศักดิ์ศรี
อย่างนี้ถ้าเราปลูกฝังความรักชาติ ความเป็นวัฒนธรรม จะช่วยให้ประชาธิปไตยไทยดีขึ้นไหม
ดี คิดว่าดี การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของเราต้องใช้วัฒนธรรมมากๆ ต้องปลูกฝังว่าการรับเงินซื้อเสียงเป็นเรื่องที่อุบาทว์ ซึ่งโฆษณา การรณรงค์ที่มีอยู่อาจจะยังไม่คลิก คือเราต้องสร้างอะไรหลายๆอย่างที่เงินซื้อไม่ได้ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เงินซื้อไม่ได้คือความรักพระเจ้าอยู่หัว

วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551

โมเดลการเมืองใหม่


(4)
โมเดลการเมืองใหม่ “รัสเซีย สวีเดน”
สูตรการเมืองใหม่ ที่นำเสนอไปแล้วยังมีอีกแนวทางหนึ่งก็คือ สูตรการเปลี่ยนแปลงที่ระบบการศึกษา สูตรนี้จะต้องใช้เวลา 16 ปี เมื่อปีที่ 17 เราจะได้คนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนวิธีคิด อันเป็นผลจากการเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษา
ขณะที่นักคิดนักเคลื่อนไหว ในรุ่นปัจจุบันจะเป็น คนรุ่นกลาง เป็นกันชน ระหว่างการเมืองรุ่นเก่ากับการเมืองรุ่นใหม่
การแก้ระบบการศึกษา นั้น รัสเซีย และสวีเดน เคยใช้วิธีการนี้เปลี่ยนแปลงทางการเมือง
“รัสเซีย” เมื่อช่วงการเปลี่ยนแปลงจากประเทศคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาแบบหักดิบ ด้วยการขับไล่อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ไม่มีความรู้ออกไปอยู่แถบไซบีเรีย จากนั้นเปลี่ยนคัดสรรนักวิชาการหัวก้าวหน้า มาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เพื่อนำเสนอแนวทางการเมืองรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่ระบบคอมมิวนิสต์
“สวีเดน” หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สวีเดนเปลี่ยนระบบการปกครองให้สถาบันกษัตริย์ อยู่ภายใต้ระบบการปกครองโซเซียลลิสต์ ซึ่งสามารถ ตอบโจทก์ได้ว่ากษัตริย์ สามารถอยู่ร่างกับโซเซียลลิสต์ ได้
การเลือกใช้เส้นทางนี้เพื่อไม่ให้ประเทศสะดุด
หมายความว่า ขณะที่เราต้องการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองภายในประเทศ แต่การค้าขายระหว่างประเทศยังจะต้องดำเนินควบคู่กันไปด้วย จะต้องเปิดรับเทคโนโลยี
ช่วงเวลา 16 ปี นอกจากการมุ่งสร้างคนรุ่นใหม่ มีความรู้เพียบพร้อม ทันโลก
หลักสูตรการเรียนการสอน จะต้องสอดแทรกด้านศีลธรรม คุณธรรม อะไรที่เกิดปัญหาทางสังคม ต้องได้รับการแก้ไขด้วยคุณธรรม และจริยธรรม แห่งภูมิปัญญา
ในช่วงปีที่ 16 ให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ทันโลก แต่เป็นรัฐธรรมนูญ แบบไทย ๆ อย่างแท้จริง
ปีที่ 17 จะได้คนรุ่นใหม่ ที่เข้าใจระบบการเมืองใหม่ โดยที่ไม่มีแรงเสียดทานจากคนสองความคิดดังที่เป็นอยู่ในเวลานี้
การเมืองใหม่ตามแนวทางนี้แม้จะดูช้า แต่จะได้การเมืองใหม่ที่มั่นคง ได้ฐานความรู้ของคนรุ่นใหม่ที่ทันสมัย และพร้อมที่จะก้าวนำไทยสู่การเมืองใหม่ อย่างสมบูรณ์เพียบพร้อม

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2551

เปิดโมเดลการเมืองใหม่ สภาประชาภิวัฒน์


(3)
สภาประชาภิวัฒน์
เป็นสภาประชาชน ด้วยการเปิดทางให้ประชาชนเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะการซื้อสิทธิ์ขายเสียง โกงการเลือกตั้ง จะไม่มีวันหมดไปจากสังคมการเมืองไทย ตราบใดที่โกงแล้วมีโอกาสได้ “ถอนทุน” คืน
นักการเมืองยิ่งไม่กลัวการตรวจสอบเพราะการเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก นั้น ยิ่งไม่จำเป็นต้องฟังเสียงประชาชน
อย่างไรก็ตาม หากประชาชน มีสภาประชาภิวัฒน์ เป็นตัวแทนคอยควบคุมความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด ให้อยู่ในลู่ทางถูกต้อง ตัดเส้นทางโกงกิน ขายชาติ ของนักการเมืองชั่ว และนายทุนสามานย์ ก็จะไม่สามารถผูกขาดถอนทุนคืน การโกงเลือกตั้ง ก็จะเลิกซื้อเสียงไปเอง
ขณะเดียวกันสภาประชาชน ก็จะต้องเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชนทั้งประเทศในสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
สภาประชาภิวัฒน์ จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพราะติดวังวนการซื้อสิทธิ์ ขายเสียง ไม่จบสิ้น และถ้าเป็นผู้ที่มาจากการแต่งตั้งลอย ๆ ก็อาจจะเป็นการเปิดช่องให้แต่งตั้งพวกพ้องของตนเองเข้ามาโดยไม่มีความยุติธรรม ทำให้ขาดความสมดุลในโครงสร้างของตัวแทนประชาชน
ดังนั้น ที่มาของสภาประชาภิวัฒน์ จึงต้องมาจากการสอบคัดเลือกเข้ามา ด้วยการสอบข้อเขียน และการสอบปากเปล่า (เหมือนการสอบในโรงเรียนของประเทศออสเตรีย)โดยกำหนดสัดส่วนจังหวัดละ 5 คน (375 คน) ส่วนกรุงเทพ ถือเป็นเมืองใหญ่ อยู่ใกล้ศูนย์กลางแหล่งเรียนรู้ ใกล้แหล่งข้อมูลข่าวสาร ให้มีตัวแทน 25 คน รวมแล้ว 400 คน
นอกจากนั้น สภาประชาภิวัฒน์ จะมาจากการสอบข้อเขียน และสอบปากเปล่า เพื่อคัดเลือกกลุ่มตัวแทนวิชาชีพต่าง ๆ อีก 200 คน
เพื่อให้สภาประชาภิวัฒน์ มีความหลายหลาย จำเป็นต้องมีตัวแทนจากเด็กและเยาวชน (เหมือนฝรั่งเศส) จำนวน 150 คน ซึ่งจะต้องพิจารณาจากจำนวนมหาวิทยาลัยที่มีอยู่ทั่วประเทศ ให้สอบคัดเลือก และสอบปากเปล่า (สัมภาษณ์)
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้บุคคลที่มีความรู้ ความเข้าใจ เห็นด้วยกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน และราชวงศ์ และจำเป็นต้องกำหนดคุณลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะได้รับการพิจารณา นี้ ให้เป็นคุณสมบัติของข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ทุกประเภทด้วย
นอกจากนั้น คุณสมบัติของสมาชิกสภาประชาภิวัฒน์ ต้องไม่มีประวัติทำร้ายประชาชน ต้องไม่มีประวัติทุจริตคอร์รัปชัน โกงบ้าน กินเมือง

หน้าที่ของสภาประชาภิวัฒน์
1. เข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิ “วีโต้” มติสภาผู้แทนราษฎร ได้
2. เผยแพร่จัดอบรม สัมมนาทางสื่อมวลชนทุกแขนง เพื่อความเข้าใจในเรื่องสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
3. ตรวจสอบการทำงานของข้าราชการประจำ และข้าราชการการเมือง ในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน
4. ดำเนินการเรียกร้องความเป็นธรรมแทนประชาชนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ
5. ดูแลส่งเสริมจริยธรรม และวัฒนธรรมไทย

งบประมาณการจัดตั้งสภาประชาภิวัฒน์
ให้ใช้งบกลางของรัฐบาล ที่นายกรัฐมนตรี สามารถอนุมัติได้ ทันที
สมาชิกสภาประชาภิวัฒน์ มีวาระ 2 ปี ไม่มีเงินเดือนประจำ แต่มีเบี้ยประชุม สามารถเบิกค่าที่พัก ค่ายานพาหนะได้
ทั้งนี้ สมาชิกสภาประชาภิวัฒน์ สามารถประกอบสัมมาชีพ ได้ตามปกติ ไม่ต้องยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สิน
สมาชิกสภาประชาภิวัฒน์ ยังสามารรถช่วยเหลือก้องกัน เวลาที่ประเทศชาติตกอยู่ในสภาวะที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติ สามารถใช้ความรู้ ส่งเสริมการเกษตรตามแนวพระราชดำหริ หรือโครงการหลวง ประสานให้ความรู้เหล่านี้ไปถึงประชาชนตามลักษณะของท้องถิ่น

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2551

ใบสั่งนายใหญ่ เขี่ย"เลี๊ยบ"พ้นคลัง คิวต่อไป "เน"



อนาคตการเมืองที่ดับวูบลงพร้อมกับคดีความที่จะต้องรอวันชี้ชะตาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งศาลนัดพิจารณาคดีนัดแรกวันที่ 26 ก.ย.นี้ กรณีทุจริตออกหวยบนดินสองตัวสามตัว

ผลจากคดีดีงกล่าวทำให้ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ประกาศตัดสินใจทิ้งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคลัง

ผลจากคดีดังกล่าว ทำให้กระทบไปถึงร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 โดน 30 ส.ว.ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยในประเด็นขัดรัฐธรรมนูญ (อ่านเปิดเอกสารส.ว.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตีความงบ 2552 ขัดรัฐธรรมนูญ) เพราะแทนที่จะยุติปฏิบัติหน้าที่ (ทันที่ศาลรับฟ้อง) แต่กลับตะแบบทำหน้าที่ต่อ และมาเป็นประธานกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ ซึ่งจะมีผลให้ต้องตีความต่อไปว่า จะทำให้ร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2552 ขัดรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับหรือไม่

ทั้งสองกรณีมีผลต่อรัฐบาล "สมชาย วงศ์สวัสดิ์"

เป็นสงสัยว่าทำไม สุรพงษ์ จึงเพิ่งตัดสินใจไม่รับเก้าอี้ ในห้วงเวลานี้

สายข่าวในพรรคพลังประชาชน ยื่นวันว่า มีคำสั่งตรงจากลอนดอน ให้ "เด็ดหัว" สุรพงษ์ ออกจากตำแหน่งคณะรัฐมนตรี เพราะไม่พอใจที่ไปตั้งตนเป็น "แก๊งออฟโฟร์" พยายามสร้างฐานอำนาจขึ้นมาเหนือ "นายใหญ่" ที่ร้ายกาจที่สุดคือความพยายามที่จะเตะตัดขา สมชาย วงษ์สวัสดิ์ ไม่ให้ขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยพยายามไปผลักดัน "สมัคร สุนทรเวช" ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี

เมื่อ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นรายแรกแล้ว รายต่อไปก็ย่อมมี

รายต่อไปคือกลุ่มเพื่อนเนวิน ที่คิดว่าตัวเองใหญ่คับพลังประชาชน ด้วยการสำแดงศักดิ์ดา ในการต่อรองให้ สมัคร กลับมาเป็นนายกฯ และถึงแม้จะพ่ายเกมในพรรคแล้วส่งส่งลูกน้องหางแถวออกแถลงการณ์ตอบโต้มติกรรมการบริหารพรรค ที่จะส่ง สมชาย ขึ้นเป็นนายกฯ

กลุ่มเพื่อนเนวิน ที่ดูเหมือนจะพ่ายแล้ว ยังสำแดงด้วยการประกาศต่อรองขอเก้าอี้รัฐมนตรีเพิ่ม โดยเฉพาะเก้าอี้ รมว.คมนาคม ที่จะให้ญาติอย่าง ทรงศักดิ์ ทองศรี ก้าวขึ้นสู่เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกรดเอ

แต่ที่สุดแล้ว เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ
กลุ่มเพื่อนเนวิน อาจจะฝันสลาย และหลังการยุบพรรค ก็คงต้องถึงคราวแยกทางบ๊ายบาย ปิดตำนานหมอฝีเขมร แห่งตึกไอเอฟซีที ณ บัดนั้น

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2551

โมเดลการเมืองใหม่ สภาประชาภิวัฒน์ (2)


การปล้นชาติ ของนักการเมืองในคราบ “ผู้แทน” และ “นายทุนนายเงิน” เหล่านี้ นานเข้าเกิดระบาดไปที่ระบบราชการ ธนาคาร การศึกษา เกิดระบบทุนสามานย์ผูกขาด ลามไปถึงการแทรกแซงสื่อ บิดเบือนข่าวสาร เพื่อหลอกลวงประชาชน จนกลายเป็นหายนะของประเทศ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา จึงพิสูจน์แล้วว่าระบอบทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยเลือกตั้ง ได้ทำลายประเทศไทยในทุก ๆ ด้านทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม คุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรม สร้างความขัดแย้งในสังคมด้วยการส่งเสริมค่านิยมทางวัตถุ
เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องแก้ไขวิกฤติเหล่านี้อย่างเร่งด่วน และโดยเร็วที่สุด คือ การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งจะต้องกำหนดนโยบายให้รอบคอบรัดกุม พร้อมกับการตั้ง “สภาประชาภิวัฒน์” ควบคู่กันไป โดยที่ไม่ไปแตะต้องระบบรัฐสภาเดิม (สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา)
รัฐบาลแห่งชาติ
วิกฤติคณะรัฐมนตรี ที่สืบเนื่องมาจากศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยว่า คณะรัฐมนตรีที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ (สมัคร สุนทรเวช) ได้ทำขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสอง ด้วยการยินยอมให้นภดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ในขณะนั้น) ไปลงนามข้อตกลงร่วมเพื่อให้กัมพูชา ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และลามมาถึงปัญหาการสูญเสียดินแดน ตามที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุนเซน ออกมาประท้วงประเทศไทย และขู่ว่าจะฟ้องไปที่ศาลโลกด้วย
มติคณะรัฐมนตรีครั้งนั้น มีผลทำให้ไทยเราต้องสูญเสียดินแดน อันเป็นการทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 119 มาตรา 120 ซึ่งมีโทษประหารชีวิต แต่วันนี้ หนึ่งในคณะรัฐมนตรีชุดนั้น (สมชาย วงศ์สวัสดิ์) ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี
ขณะที่คณะรัฐมนตรี มีการยืนยัน (18 ก.ย.) ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรีชุดเดิมเกือบทั้งหมด
นั่นแสดงว่า เป็นการท้าทายศาลรัฐธรรมนูญ และเป็นการแสดงให้เห็นถึงการขาดจริยธรรม และไร้ซึ่งคุณธรรม ของบรรดานักการเมืองเหล่านี้
นอกจากการทำผิดรัฐธรรมนูญกรณีดังกล่าวข้างต้นแล้ว พรรคร่วมรัฐบาล ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการเพื่อส่งฟ้องพรรคร่วมรัฐบาล 3 พรรคคือ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย ให้ศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรค เพราะกรรมการบริหารพรรคไปทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 วรรคสอง (ได้ใบแดง)
เมื่อตัวบุคคลที่มาเป็นนายกรัฐมนตรี ทำผิดรัฐธรรมนูญ และเรื่องนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และพรรคแกนนำรัฐบาล อยู่ระหว่างการพิจารณายุบพรรค จึงมองไม่เห็นหนทางที่จะทำให้การเมืองไทยดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง กลายเป็นวิกฤติความชื่อมั่นทั้งจากภายใน และนอกประเทศ
การตั้งรัฐบาล แห่งชาติจึงเป็นเหมือนทางรอดที่จะนำพาประเทศออกไปจากหล่มโคลนแห่งวิกฤตินี้
รัฐบาลแห่งชาติ คือการเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาบริหารประเทศ โดยที่ยังคงยึดตามรัฐธรรมนูญ ที่นายกรัฐมนตรี มาจากการเลือกตั้ง ส่วนคณะรัฐมนตรีเปิดโอกาสนำ “คนนอก” มาทำหน้าที่ โดยไม่จำเป็นต้องยึดตามระบบโควตา คนที่สมควรเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ต้องไม่มีความผิดที่ด่างพร้อย ไม่เป็นตัวแทนนายทุนนักการเมืองขายชาติ
รัฐบาลแห่งชาติ จะกำหนดนโยบายระยะสั้นเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของประเทศ ภายใต้เงื่อนไขจะต้องไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อช่วยเหลือตัวเองหรือพวกพ้องให้พ้นความผิด และต้องจัดตั้ง “สภาประชาภิวัฒน์” ให้ประชาชน มีส่วนร่วมในทางการเมือง ให้มีการรับรู้และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ก่อนที่จะเป็นปัญหาใหญ่ จนบานปลายเสียหายอย่างกว้างขวาง เช่นเป็นอยู่ในทุกวันนี้

เปิดเอกสารวุฒิฯยื่นศาลรธน.ตีความงบ2550

วุฒิสภา
ถนนอู่ทอง กรุงเทพฯ

๑๙ กันยายน ๒๕๕๑
เรื่อง ขอให้ส่งเรื่องศาลรัฐธรรมนูญเพื่อชี้ขาดว่าพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๘

กราบเรียน ประธานวุฒิสภา สิ่งที่ส่งมาด้วย ๑. คำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ อม. ๑/๒๕๕๑ ๒. หนังสือของสำนักงบประมาณ ที่ นร ๐๗๑๑/๑๗๓๑๔ ๓. สรุปเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๖๗ ๔. ข่าวหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๒


ข้าพเจ้าทั้งหลายผู้ที่ได้ลงลายมือชื่อท้ายหนังสือนี้ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา มีความเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่วุฒิสภาจะทำการพิจารณาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ขัดต่อบทบัญญัติและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ดังจะกราบเรียนต่อไปนี้คือ

๑. การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ในวาระที่ ๒ ขัดมาตรา ๑๖๘ วรรค ๕ และวรรค ๖ กล่าวคือว่า มีการตัดลดงบประมาณ ๔๕,๐๐๙,๕๘๕,๗๐๐ บาท แต่มีการตั้งงบประมาณเพิ่มกลับมาเท่าจำนวน ๔๕,๐๐๙,๕๘๕,๗๐๐ บาท โดยมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการกระทำฝ่าฝืนต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ เพราะคณะรัฐมนตรีซึ่งมีสถานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย ดังนั้นจึงต้องห้ามในการแปรญัตติหรือกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผล หรือมีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายตามมาตรา ๑๖๘ วรรค ๖ แต่คณะรัฐมนตรีซึ่งมีฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยกลับมีมติให้เพิ่มงบประมาณเท่ากับส่วนที่ถูกปรับลดกลับเข้ามาอีก ทั้ง ๆ ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ใช้ และหรืออนุมัติงบประมาณ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรา ๑๖๘ วรรค ๖

๒.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือ นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ถูกคตส. (คณะ กรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ) ยื่นฟ้องเป็นคดีอาญาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขดำที่ อม. ๑/๒๕๕๑ ข้อหาทุจริตประพฤติมิชอบคดีการออกสลากเลขท้าย ๒ ตัว ๓ ตัว (คดีหวยบนดิน) ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งประทับรับฟ้องไว้แล้ว (ปรากฏตามสำเนาคำฟ้องท้ายคำร้องนี้) กรณีนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๒๗๒ ประกอบมาตรา ๒๗๕ บัญญัติว่าต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่บุคคลดังกล่าวยังคงปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะการทำหน้าที่ในการเป็นประธานกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ฉบับนี้ ซึ่งไม่อาจทำได้การประชุมและการพิจารณาของคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระบวนการตราจึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ

๓. เนื่องด้วยมาตรา ๑๖๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ บัญญัติให้การนำเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ต้องมีเอกสารประกอบซึ่งรวมถึงประมาณการรายรับและวัตถุประสงค์ กิจกรรม แผนงานโครงการในแต่ละรายการของการใช้จ่ายงบประมาณให้ชัดเจน รวมทั้งต้องแสดงฐานะการเงินการคลังของประเทศเกี่ยวกับภาพรวมของภาวะเศรษฐกิจที่เกิดจากการจ่ายและการจัดหารายได้ แต่ปรากฏว่าในการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ไม่มีเอกสารประกอบตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๗ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ปรับเพิ่มงบประมาณจำนวน ๔๕,๐๐๙,๕๘๕,๗๐๐ บาท ซึ่งในส่วนนี้จำนวนหนึ่งเป็นการปรับเพิ่มงบประมาณให้แก่กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม จำนวน ๖,๗๐๐ ล้านบาท แต่ไม่มีรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ ในแต่ละรายการของการใช้จ่ายงบประมาณให้ชัดเจน ปรากฏตามหนังสือตอบของสำนักงบประมาณที่ นร. ๐๗๑๑/๑๗๓๑๔ ลวท. ๑๖ กันยายน ๒๕๕๑ หน้าที่ ๒ ข้อที่ ๓ ท้ายคำร้องนี้เป็นต้น ดังนั้นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ในส่วนที่มีการแปรญัตติปรับเพิ่มไม่มีข้อความและรายละเอียดตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ จึงขัดต่อรัฐูธรรมนูญ

๔. นอกจากนี้ตามมาตรา ๑๖๗ วรรค ๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้บัญญัติวิธีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีว่า งบประมาณรายจ่ายงบกลางจะจัดทำขึ้นได้ต้องเป็นกรณีที่รายจ่ายนั้นไม่สามารถจัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วย งานอื่นใดของรัฐได้โดยตรง จึงจะจัดไว้ในรายการรายจ่ายงบกลางได้ แต่โดยต้องแสดงเหตุผลและความจำเป็นด้วย แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้มีการจัดทำรายจ่ายงบกลางไว้ในมาตรา ๔ ของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นจำนวนเงินถึง ๒๔๙,๕๖๕,๗๒๕,๕๐๐ บาท (สองแสนสี่หมื่นเก้าพันห้าร้อยหกสิบห้าล้านเจ็ดแสนสองหมื่นห้าพันห้าร้อยบาทถ้วน) ทั้ง ๆ ที่งบประมาณดังกล่าวหลายรายการสามารถจัดสรรให้แก่หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐได้โดยตรง แต่กลับมาจัดไว้เป็นรายจ่ายงบกลางโดยไม่แสดงเหตุผลและความจำเป็น จึงขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๗ วรรค ๒ ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี

๕. นอกจากนี้นโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ วัตถุประสงค์ของกิจกรรม แผนงาน และโครงการต่าง ๆ ที่ปรากฏในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ปรากฏแผนงาน และโครงการที่มีวัตถุประสงค์ในการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามมาตรา ๗๕ และ ๗๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งบัญญัติให้ คณะรัฐมนตรีต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งแสดงมาตรการและรายละเอียดของแนวทางในการปฏิบัติราชการซึ่งจะต้องสอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ การจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบ ประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ดังนั้นโดยสรุปการแปรญัตติตั้งงบประมาณเพิ่มจำนวน ๔๕,๐๐๙,๕๘๕,๗๐๐ บาท จึงดำเนินการในขั้นตอนพิจารณาอนุมัติโดยไม่มีเอกสารประกอบประมาณการรายรับ และวัตถุประสงค์ กิจกรรม แผนงาน โครงการในแต่ละรายการของการใช้จ่ายงบประมาณให้ชัดเจนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ และคณะรัฐมนตรีและกรรมาธิการซึ่งมีสถานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ด้วย ได้เร่งรัดพิจารณาอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมโดยคำนึงถึงเฉพาะให้ได้มาซึ่งวงเงินงบประมาณเท่านั้น เพื่อที่จะนำมาจัดสรรให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีส่วนในทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย ดังที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับเป็นที่ทราบกันทั่วไป ซึ่งถือได้ว่าการแปรญัตติเพิ่มเติมงบประมาณมิได้จัดทำให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ วรรค ๒

อาศัยบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๘ วรรค ๗ ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงขอให้ ท่านประธานวุฒิสภาส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าการแปรญัตติเพิ่มเติมงบประ มาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ฝ่าฝืนหรือขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ และให้สิ้นผลไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และโปรดดำเนินการต่อไป

ลงชื่อ...............................
( )

โมเดลการเมืองใหม่ สภาประชาภิวัฒน์


(1)

การเมืองใหม่ ที่ดูเหมือนจะเป็น “แฟชั่นวิชาการ” เพราะบรรดานักวิชาการต่างพากันกระโดดขึ้นรถไฟขบวนนี้กันเป็นทิวแถว
การเมืองใหม่ ที่เริ่มเห็นข้อเปรียบเทียบความแตกต่างหลังจากที่เราใช้รูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แบบรัฐสภา
กว่า 76 ปีที่การเปลี่ยนผ่านการปกครองมาสู่รูปแบบปัจจุบัน
ประชาธิปไตยระบบตัวแทน เป็นรูปแบบการปกครองที่เรานำต้นแบบมาจากชาติตะวันตก
แต่ประชาธิปไตยแบบตัวแทนของไทย เราได้ “ผู้แทน” ที่ขาดจิตสำนึกสาธารณะ ในยุคแรก ๆ เราได้ผู้แทน “หมาหลง” ได้ผู้แทน “ข้าวนอกนา” คือ หิ้วกระเป๋า (เงิน) ไปลงเลือกตั้งในพื้นที่ไกลปืนเที่ยง เริ่มเข้าสู่การเมืองด้วยการใช้ “เงิน” เพราะฉะนั้น จึงต้อง “ถอนทุน” จากการขายโหวตในสภา และการหากินกับงบส.ส.สร้างถนนหนทาง สร้างศาลารอรถโดยสารประจำทาง (งบพัฒนาจังหวัด)
ต่อมา ในยุคที่นายทุน เริ่มที่จะก้าวเข้ามาเป็นผู้เล่นเอง เริ่มคัดตัวแทน (นอมินี) เพื่อส่งลงเลือกตั้งเป็น “ผู้แทน” ทำให้ “ผู้แทน” ลดเกรดตัวเองลง จากการลงทุนเอง มาเป็นลูกจ้างนายทุนนายเงิน เพราะต้อง “ขายตัว” ด้วยการเพิ่มมูลค่าของตนเองจากความเป็นอดีตส.ส. และบวกด้วยความเป็นไปได้ในการจะได้รับเลือกตั้ง เพื่อแลกเงิน 20-50 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้ง
บรรดาผู้แทนเหล่านี้ ชอบที่จะเป็นแบบนี้เพราะไม่ต้องลงทุนความเสี่ยงด้วยเงินของตัวเอง แต่จะมีนายเงินนายทุนมาเป็นผู้ลงทุนความเสี่ยงด้วยตัวเอง
แม้รูปแบบการลงทุนเพื่อเป็น “ผู้แทน” จะแตกต่างออกไปจากยุคแรก ๆ แต่การถอนทุนของ “ผู้แทน” ยังคงเหมือนเดิม แต่การ “ถอนทุน” ของผู้ที่เป็นนายทุนนายเงิน ถอนทุนจาก “งบประมาณประเทศ” ซึ่งมีมูลค่าปีละหลายแสนล้านบาท
ความเหลวแหลกเหล่านี้ทำให้เกิดการโกงกินกันมากมายมหาศาล
ระบบตัวแทนที่เลือกกันเข้ามาเพื่อเป็นข้าทาสรับใช้นายทุนนายเงิน

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551

สุขเพียงชั่วข้ามคืน?


ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของ ครอบครัว "วงศ์สวัสดิ์" ณ วินาทีนี้คงจะหาใครเทียบเปรียบได้ เมื่อ "เสาหลัก" ของครอบครัวได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 26 ของประเทศไทยแข่งอะไรก็แข่งได้ แต่อย่าแข่งบุญแข่งวาสนาไล่เรียงลำดับนายกรัฐมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" ย่อมมีคนกล่าวถึงว่าเป็นนักการเมืองเพียง 7 เดือนก็ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช เล่นการเมืองตั้งแต่วัยหนุ่ม อายุ 73 ปี จึงได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองชวน หลีกภัย ก็เช่นกันตั้งแต่หนุ่มจนแก่กว่าจะถึงดวงดาวทักษิณ ชินวัตร ลงทุนลงแรงตั้งพรรคการเมืองกว่า 2 ปีและต้องลงแข่งขันสู้ศึกเลือกตั้งกว่าจะก้าวมาเป็นนายกฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ บรรหาร ศิลปอาชา ล้วนแต่ใช้ชีวิตในถนนการเมืองหลายปีกว่าจะมีวันที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศไทย
ผู้คนทุกคนล้วนมีที่มาสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็เช่นกันการเริ่มต้นที่ชีวิตราชการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา และจบชีวิตราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงาน (ลาออกจากราชการเพราะมีการทำรัฐประหาร 19 ก.ย.2549) ระหว่างที่เป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงยุติธรรมสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องจำชื่อบุคคลผู้นี้ได้"ชำนาญ ระวิวรรณพงษ์"และต้องจดจำชื่อ "มานิตย์ สุธาพร"อดีตรองปลัดกระทรวงยุติรรมได้ชำนาญ ระวิวรรณพงษ์ เป็นผู้พิพากษาที่ตรงยิ่งกว่าไม้บรรทัด เมื่อเห็นอะไรไม่ชอบมาพากลก็เลือกการปกป้อง "องค์กร" แทนที่จะเลือก "พวกพ้อง"ผลการทำหน้าที่ตรงไปตรงมา "ชำนาญ" โดนตั้งกรรมการสอบสวนโดยมิชอบ ทำให้ต้อง "แป๊ก" อยู่หลายปี จนเพื่อนผู้พิพากษาแซงหน้าไปหมดแต่สวรรค์มีตามีตาที่ต่อมา "มานิตย์" โดนให้ออกจากราชการ"ชำนาญ" จึงเรียกหาความเป็นธรรมให้กับตัวเองด้วยการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตรวจสอบคำสั่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่สั่งตั้งกรรมการสอบสวนโดยมิชอบซึ่งเท่ากับปลัดกระทรวงยุติธรรม คนนั้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ประมวลกฎหมายอาญา ม.157)ตามกฎหมายป.ป.ช. นั้น หากป.ป.ช.ชี้มูล ข้าราชการผู้นั้นต้องพักการปฏิบัติหน้าที่ หากผู้นั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ต้องพักการปฏิบัติหน้าที่ ทันทีที่ป.ป.ช.ชี้มูล
นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของวิบากกรรม นายกรัฐมนตรี คนใหม่ดังนั้น จึงมีคนใกล้ชิดพยายามหา "คนกลาง" มาเจรจาให้ "ชำนาญ" ถอนคำร้องแค่อย่างที่ทราบ "ชำนาญ" นั้นตรงยิ่งกว่าไม้บรรทัด
คอยติดตามจุดจบของเรื่องนี้ ที่นี่ เร็วๆ นี้

วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

Jakrapob’s Code : ถอดรหัสลับทรรศนะอันเป็นอันตราย




โดย อนันต์ เหล่าเลิศวรกุลคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


นานนับสัปดาห์ที่คุณจักรภพ เพ็ญแข ตกเป็นข่าวให้ผู้คนกล่าวถึง ภายหลังจากที่บทแปลปาฐกถาที่คุณจักรภพเคยแสดงไว้ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (FCCT) เมื่อเดือนกันยายน 2550 เผยแพร่สู่สาธารณะ ก็ก่อให้เกิดประเด็นให้ผู้คนกล่าวถึงอย่างกว้างขวางว่า ถ้อยคำและเนื้อหาที่คุณจักรภพแสดงปาฐกถาไว้นั้นเข้าข่าย “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” นอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังแสดงความเห็นด้วยว่า ทรรศนะของคุณจักรภพ เพ็ญแขที่แสดงไว้ที่ FCCT เป็น “ทรรศนะอันเป็นอันตราย” ผู้เขียนสนใจใคร่รู้ว่าทรรศนะของคุณจักรภพที่กล่าวกันว่าเป็นอันตรายนั้นมีลักษณะอย่างไร จึงได้ลองวิเคราะห์ปาฐกถาของคุณจักรภพอย่างเป็นวิชาการตามแนวทางอักษรศาสตร์ดู


ข้อตกลงเบื้องต้น


เนื่องจากปาฐกถาที่ FCCT บรรยายเป็นภาษาอังกฤษ ตามที่จะยกมานี้ เมื่อต้องยกตัวอย่าง ผู้เขียนจะยกโดยใช้คำแปลภาษาไทยซึ่งผู้เขียนแปลเอง คำแปลที่ใช้ เลือกใช้วิธีแปลแบบเอาความซึ่งมุ่งความเข้าใจในบทพากย์ภาษาไทยมากกว่าจะสนใจเก็บรักษาทุกถ้อยคำตามภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาต้นฉบับ การวิเคราะห์ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า คุณจักรภพเป็นผู้รู้ภาษาอังกฤษระดับดีมากจนสามารถสื่อความคิดที่ซับซ้อน เรียบเรียงออกมาให้เข้าใจง่ายด้วยภาษาง่ายๆ และสามารถโต้ตอบกับผู้ฟังได้คล่องแคล่ว ผู้เขียนไม่สนใจประเมินภาษาอังกฤษของคุณจักรภพว่า เป็นภาษาที่สวยงามหรือไม่ ถูกไวยากรณ์มากน้อยเพียงใด คำที่ใช้ใช้ตามแบบเจ้าของภาษาอย่างรู้จริงหรือไม่ เนื่องจากผู้เขียนต้องการวิเคราะห์ทรรศนะหรือความคิดของคุณจักรภพมากกว่าจะวิเคราะห์ตัวภาษาในฐานะที่เป็น form หรือพาหะของความคิด


โครงสร้างเนื้อหาปาฐกถาที่ FCCT


หัวข้อปาฐกถาของคุณจักรภพที่ FCCT คือ Democracy and Patronage System of Thailand—ประชาธิปไตยกับระบบอุปถัมภ์ของไทย คุณจักรภพแสดงโดยเหลือบดูบทร่างเป็นระยะๆ ปาฐกถานี้มีเนื้อหาเป็นเอกภาพอย่างยิ่ง เนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ


ส่วนที่ 1 ว่าด้วยประวัติและพัฒนาการระบบอุปถัมภ์ของไทยในสมัยสุโขทัยมาจนถึงปัจจุบันอย่างย่อๆ ส่วนนี้คุณจักรภพพยายามวิเคราะห์ให้เห็นรากเหง้าของระบบอุปถัมภ์ของไทยและผลกระทบที่มีต่อวิกฤติการเมืองของไทยในปัจจุบัน


ส่วนที่ 2 เป็นบทสรรเสริญความกล้าหาญ พ.ต.ต. ทักษิณ ชินวัตร ที่กล้าเผชิญหน้ากับระบบอุปถัมภ์อย่างซึ่งๆ หน้า และผลงานบริหารราชการแผ่นดินของ พ.ต.ต. ทักษิณ ได้มีส่วนอย่างสำคัญในการทำลายระบบอุปถัมภ์ของไทย และ


ส่วนที่ 3 เป็นคำประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดแจ้งและแรงกล้าของคุณจักรภพว่า คุณจักรภพและพวกจะทำลายระบบอุปถัมภ์ของไทยให้ภินท์พังลงแบบชนิดขุดรากถอนโคน และตั้งใจจะทำให้เกิดขึ้นในช้าไม่นานหลังจากนี้


Patronage System : คำที่มีสถิติใช้สูงสุด


คำที่เป็น key word ในปาฐกถาที่ FCCT ของคุณจักรภพคือ patronage system ผู้เขียนมีข้อสังเกตเกี่ยวกับ key word ของคุณจักรภพดังนี้


1) คุณจักรภพใช้คำว่า patronage หรือ patronage system รวมจำนวน 24 แห่ง (ไม่นับที่เป็นชื่อหัวข้อปาฐกถาและที่ปรากฏในส่วนคำถามคำตอบท้ายปาฐกถา) และใช้คำว่า patronizeจำนวน 7 แห่ง


2) โดยทั่วไป patronage มักแปลว่า ความอุปถัมภ์ patronage system แปลว่า ระบบอุปถัมภ์ ส่วน patronize แปลว่า อุปถัมภ์, อุปถัมภ์ค้ำจุน, ช่วยเหลือ, เกื้อกูล


Patronage System : คำความหมาย 2 นัยยะ


คุณจักรภพใช้คำว่า patronage หรือ patronage system ในความหมายที่แตกต่างกัน 2 นัยยะ ดังนี้


นัยยะที่ 1 : patronage system คือ “ระบบที่ยอมรับความแตกต่างของฐานะของคนในสังคมระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อย ผู้ใหญ่และผู้น้อยมีส่วนช่วยเหลือเกื้อกูลกันและอำนวยประโยชน์แก่กัน”


ตามนัยยะนี้ ระบบอุปถัมภ์เป็นระบบ win-win ทั้งผู้เกื้อกูลและผู้รับประโยชน์เกื้อกูล ส่วนผู้ที่ไม่ win ด้วย คือ ผู้น้อยคนอื่นที่ไม่ได้รับประโยชน์เกื้อกูลด้วย ดังนั้นระบบอุปถัมภ์จึงไม่ใช่ระบบที่ยืนอยู่บนความคิดเสมอภาค แต่ก็ไม่ถึงกับขัดหรือแย้งกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยในลักษณะที่จะอยู่ร่วมกันไม่ได้ ประการสำคัญตามนัยยะนี้ ระบบอุปถัมภ์ไม่ใช่อุดมการณ์ทางการเมือง ไม่ใช่ระบอบการปกครอง แต่เป็นระบบความสัมพันธ์ของคนในสังคม และไม่ใช่ระบบที่มีอยู่เฉพาะในประเทศไทย ปัจจุบัน จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และหลายชาติของเอเชียก็ยังมีระบบนี้อยู่


คุณจักรภพใช้ patronage system ตามนัยยะนี้เพียง 2 แห่ง ทั้ง 2 แห่งใช้เมื่อกล่าวถึงตนและครอบครัวซึ่งเติบโตขึ้นมาในสังคมไทยที่มีระบบช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดังนี้


I myself grew up in patronage system.—ตัวผมเองเติบโตขึ้นมาภายใต้ระบบอุปถัมภ์


He grew up in patronage system too.—เขา (หมายถึงบิดาของคุณจักรภพ) ก็เติบโตขึ้นมาในระบบอุปถัมภ์เช่นกัน


นัยยะที่ 2 : patronage system ตามนัยยะที่ 2 เป็นความหมายเฉพาะของคุณจักรภพ ซึ่งผู้เขียนจะวิเคราะห์ในลำดับต่อจากนี้ไปว่ามีความหมายเฉพาะว่าอย่างไร คุณจักรภพใช้คำว่า patronage หรือ patronage system ตามนัยยะนี้มากถึง 21 แห่ง มีแห่งเดียวที่กำกวม ไม่แน่ใจว่าคุณจักรภพใช้คำว่า patronage system ตามนัยยะที่ 1 หรือนัยยะที่ 2


ทำไม patronage system ของคุณจักรภพจึงได้มี 2 นัยยะ ?


ตามปรกติคำที่เราใช้สื่อสารกัน แม้ว่ามี form เดียวกัน แต่ผู้ใช้ภาษาอาจใช้ในความหมายแตกต่างกันได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำที่มีความหมายเชิงนามธรรม ความหมายที่แตกต่างกัน อาจเกิดจากสาเหตุที่ผู้ใช้เข้าใจความต่างกัน ตีความต่างกัน หรือผู้ใช้กำหนดความหมายของคำให้แตกต่างกันก็ได้ เช่นคำว่า แม่ชี คนกลุ่มหนึ่งอาจตีความเคร่งครัดตามหลักพุทธศาสนาเถรวาทว่า ไม่ใช่นักบวช เป็นฆราวาส มีฐานะเพียงอุบาสิกาซึ่งถืออุโบสถศีล หรือ ศีล 8 แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งอาจตีความตามความเข้าใจของคนไทยปัจจุบันว่า แม่ชีเป็นนักบวชหญิงในพุทธศาสนาเถรวาทแบบไทยๆ


ตามความรู้รัฐศาสตร์ที่คุณจักรภพได้ร่ำเรียนมา คุณจักรภพย่อมรู้จัก patronage system ตามนัยยะที่ 1 อย่างดี แต่คุณจักรภพเลือกที่จะกำหนดความหมายใหม่ ซึ่งเป็นความหมายเฉพาะแก่คำว่า patronage system ทำให้คำนี้มีความหมายเฉพาะแตกต่างกับความหมายตามนัยยะที่ 1 หลายประการ ดังนี้


1) เป็นระบบที่ผู้น้อยเป็นฝ่ายพึ่งพิงหรือคอยเฝ้ารับประโยชน์เกื้อกูลแต่ฝ่ายเดียว ในทำนองเดียวกัน ผู้ใหญ่ก็เป็นฝ่ายเกื้อกูลเพียงลำพัง ส่งผลให้ผู้คน ask about dependency before our own capability to do things—ร่ำร้องหาแต่ที่จะพึ่งพาอาศัยผู้อื่นโดยไม่คิดจะพึ่งพาความรู้ความสามารถของตนเองก่อนเลย


2) เป็นระบบที่ฝ่ายที่คอยเฝ้ารับประโยชน์หรือพึ่งพิงต้องจ่ายค่าตอบแทนความเกื้อกูลด้วย ความจงรักภักดี และเป็นระบบที่คุณจักรภพคิดว่า มีแต่เฉพาะในประเทศไทย จึง makes Thai people different from many peoples around the world…So people had duty to be loyal.— ทำให้คนไทยแตกต่างกับผู้คนอื่นใดในโลก…ดังนั้นประชาชนจึงมีหน้าที่ต้องจงรักภักดี


3) เป็นระบบที่ฝ่ายเกื้อกูลคือพระมหากษัตริย์ ส่วนฝ่ายเฝ้ารับประโยชน์คือสามัญชน


คุณจักรภพเชื่อมโยงความคิดอย่างมีชั้นเชิงโดยเริ่มต้นกล่าวว่า …we have started off as a country in patronage system—เราตั้งต้นด้วยการเป็นประเทศที่อาศัยระบบอุปถัมภ์ แล้วก็กล่าวข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ที่โปรดให้แขวงกระดิ่งร้องทุกข์ไว้หน้าวัง จักรภพมองว่า ประชาชนที่ไปสั่นกระดิ่ง คือผู้เมื่อเดือดร้อนก็ที่ไม่ยอมพึ่งตนเอง แต่กลับไปรับประโยชน์อุปถัมภ์จากพ่อขุนรามคำแหง คุณจักรภพแสดงทรรศนะว่า นี่เป็นเหตุให้ผู้คน …are led into the patronage system—เราก็ได้ถูกชักนำเข้าไปสู่ระบบอุปถัมภ์


นั่นหมายความว่า คุณจักรภพกำหนดความหมาย ผู้ใหญ่กับผู้น้อยให้แคบลงมากว่าความหมายของ patronage system ตามนัยยะที่ 1 คือ ผู้ใหญ่ที่ให้ความอุปถัมภ์คือพระมหากษัตริย์ ส่วนผู้น้อยที่คอยเฝ้าแต่จะรับการอุปถัมภ์โดยไม่พึ่งพาตนเองคือประชาชนทั่วไป


4) เป็นระบบที่ทำให้คนไทยคิดว่า we don’t actually need democracy. We are led into believing that the best form of government is guided democracy, or democracy with His Majesty greatest guidance…which I see as a clash or the clash between democracy and patronage system.— คนไทยเราจึงไม่ได้ปรารถนาประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เราถูกชักนำให้เชื่อว่า รูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดคือ ประชาธิปไตยแบบชี้นำ หรือประชาธิปไตยภายใต้การชี้นำอย่างมากมายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน


5) เป็นระบบที่ is in direct conflict with democratization—ขัดแย้งโดยตรงกับกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย


ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่คุณจักรภพจะใช้คำว่า patronage system เป็นคู่ตรงข้ามกับ democracy หรือ ประชาธิปไตย คุณจักรภพจึงแสดงทรรศนะว่า ระบบอุปถัมภ์กับประชาธิปไตยไม่อาจอยู่ร่วมกันได้


คุณจักรภพวิเคราะห์ว่า Current political crisis in my opinion is the clash between democracy and patronage system directly.— ในทรรศนะของผมวิกฤติทางการเมืองในปัจจุบันเป็นการปะทะกันระหว่างประชาธิปไตยกับระบบอุปถัมภ์


และแสดงความชื่นชม พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรว่า เป็นผู้ทำลายระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย …what he did was to release people from patronage system, but when the most crucial decision comes, even him, made the decision out of patronage system. So the deep root of the patronage system is here…—สิ่งที่ท่านนายกฯ ทักษิณทำเป็นการปลดปล่อยประชาชนออกจากระบบอุปถัมภ์ เมื่อได้ตัดสินใจครั้งสำคัญ ท่านก็ตัดสินใจออกจากระบบอุปถัมภ์ แต่ระบบอุปถัมภ์ได้หยั่งรากลงลึกเสียแล้ว


เมื่อจบปาฐกถาผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้ถามคำถามย้อนคุณจักรภพเกี่ยวกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรกับระบบอุปถัมภ์ว่า


Wasn’t it as much patronage under Taksin Shinawatra? Doesn’t he rely on patronage to bring people on board as well?— ก็มีระบบอุปถัมภ์อย่างมากมายในสมัย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มิใช่หรือ ? ทักษิณเองก็อาศัยระบบอุปถัมภ์ดึงประชาชนมาเป็นพวกอย่างมากเหมือนกันมิใช่หรือ ?


คำถามดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ตั้งคำถามเข้าใจคำว่า patronage system ตามนัยยะที่ 1 ซึ่งผู้ให้ความอุปถัมภ์อาจเป็นใครก็ได้ ตามนัยยะนี้ ผู้ถามจึงเข้าใจว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จัดเป็นผู้ใหญ่คนสำคัญที่ให้ความอุปถัมภ์แก่ผู้น้อยคือประชาชน เป็นคนละนัยยะกับของคุณจักรภพ เพราะตามนัยยะของคุณจักรภพ ผู้ใหญ่ในระบบอุปถัมภ์จำกัดว่าเป็นพระมหากษัตริย์เท่านั้น


Patronage System = Monarchy ???!!!


คำว่า patronage มาจากต้นศัพท์ภาษาละตินว่า pater แปลว่า “พ่อ” คำว่า pater เป็นคำร่วมเชื้อสายกับคำว่า father ในภาษาอังกฤษ


ทันทีที่คุณจักรภพเริ่มกล่าวถึงต้นพัฒนาการของ patronage system คุณจักรภพก็กล่าวถึงพ่อขุนรามคำแหง คุณจักรภพเลือกใช้คำว่า Great father แทนคำว่า พ่อขุน ดังนี้


In Sukhothai…we were led to know and believe that one of the kings during Sukhothai period, King Ramkhamhaeng, at the time, to be more precisely “Great Brother” –er I’m sorry “Great Father Ramkhamhaeng”— สมัยสุโขทัย…เราถูกชักนำให้เชื่อว่ากษัตริย์องค์หนึ่งในสมัยสุโขทัยคือพระเจ้ารามคำแหง หรือที่ถูกต้องคือ พี่ขุน อ้อ ขอโทษครับ พ่อขุนรามคำแหง


คำว่า พ่อขุน มีความหมายเหมือนคำว่า king จากคำปาฐกถาของคุณจักรภพ คุณจักรภพก็รู้ดี เมื่อรู้ดีเช่นนั้นทำให้เกิดคำถามว่


า ทำไมคุณจักรภพไม่ใช้คำว่า King Ramkhamhaeng แต่กลับเจตนาใช้ Great father Ramkhamhaeng ?


คำตอบที่เป็นไปได้มี 2 ทาง


คำตอบทางที่ 1 : คุณจักรภพต้องการแปลให้ตรงกับภาษาไทย พ่อขุนรามคำแหง = Great father Ramkhamhaeng ถ้าคำตอบเป็นคำตอบนี้ จะทำให้เกิดคำถามตามมาอีกว่า ใช้ Great father Ramkhamhaeng สื่อความคิดดีหรือมีประสิทธิภาพกว่า King Ramkhamhaeng อย่างไร ? คำตอบที่จะให้แก่คำถามหลังนี้ หาไม่พบจากปาฐกถาของคุณจักรภพหรือแม้แต่จากที่อื่นๆ


ถ้าเช่นนั้น ลองพิจารณาคำตอบทางที่ 2


คำตอบทางที่ 2 : มีความเป็นไปได้สูงมากว่า คุณจักรภพรู้ว่าต้นศัพท์ของ patronage คือ pater ซึ่งเป็นคำร่วมเชื้อสายกับ father คุณจักรภพเลือกใช้คำว่า Great Father Ramkhamhaeng แทน king Ramkhamhaeng เพื่อที่จะบ่งเป็นนัยๆ อย่างชาญฉลาดแก่ผู้ฟังว่า


patronage = Great Father = king


คุณจักรภพสร้างตรรกะดังกล่าวก็เพื่อวัตถุประสงค์ปลายทางคือการกำหนดความหมายเฉพาะแก่คำว่า patronage system ซึ่งเป็น key word ในปาฐกถาว่า ไม่มีนัยยะที่ 1 แต่มีนัยยะที่ 2 คือ “ระบบที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์สำคัญในสังคม เป็นระบบที่พระมหากษัตริย์ทรงมอบความอุปถัมภ์ในรูปของความช่วยเหลือเพียงน้อยนิดแก่ประชาชนเพื่อแลกกับความจงรักภักดีและแลกกับการคงดำรงอยู่ในฐานะสูงสุดในทางการปกครอง” ความหมายใหม่นี้เองทำให้คุณจักรภพกล่าวว่า ระบบอุปถัมภ์นั้น is in direct conflict with democratization—ขัดแย้งโดยตรงกับกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย ดังได้กล่าวมาแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้วิเคราะห์ระบบคิดของคุณจักรภพได้ว่า


เมื่อ Patronage = Great Father = King


การอุปถัมภ์ = พ่อขุน = กษัตริย์


ดังนั้น Patronage System = King system = Monarchy


ระบบอุปถัมภ์ = ระบบกษัตริย์ = ระบอบกษัตริยาธิปไตย


เมื่อลองนำคำว่า monarchy ไปแทนที่คำว่า patronage หรือ patronage system ซึ่งใช้ตามนัยยะที่ 2 และใช้จำนวนมากถึง 21 แห่ง ก็พบว่า แทนที่กันได้และเข้ากับเนื้อความได้สนิทเป็นอย่างดี


When we have problem, turn to someone who can help you. So before we know it, we are led into the PATRONAGE SYSTEM because we ask about dependency before our own capability to do things.


When we have problem, turn to someone who can help you. So before we know it, we are led into the MONARCHY because we ask about dependency before our own capability to do things.


ดังนั้น ข้อความข้างต้นแทนที่จะแปลว่า


—ยามใดที่เราเมื่อประสบปัญหา เราก็หันไปพึ่ง บุคคลใดบุคคลหนึ่งซึ่งสามารถช่วยเราได้ ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่เราจะทันรู้ตัว เราก็ได้ถูกชักนำเข้าไปสู่ระบบอุปถัมภ์เสียแล้ว เพราะเราร่ำร้องหาแต่ที่จะพึ่งพาอาศัยผู้อื่นโดยไม่คิดจะพึ่งพาความรู้ความสามารถของตนเองก่อนเลย


ที่ถูกควรแปลว่า


—ยามใดที่เราเมื่อประสบปัญหา เราก็หันไปพึ่งพระองค์ผู้เดียวซึ่งสามารถช่วยเราได้ ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่เราจะทันรู้ตัว เราก็ได้ถูกชักนำเข้าไปสู่ระบอบกษัตริยาธิปไตยเสียแล้ว เพราะเราร่ำร้องหาแต่ที่จะพึ่งพาอาศัยผู้อื่นโดยไม่คิดจะพึ่งพาความรู้ความสามารถของตนเองก่อนเลย


ที่สำคัญเมื่อแทนที่ patronage system ทำให้เข้าใจกระจ่างกว่าด้วยซ้ำว่า เหตุใดคุณจักรภพจึงแสดงตัวอย่างเฉพาะความอุปถัมภ์ที่พระมหากษัตริย์ทรงมอบแด่ประชาชน โดยเว้นไม่อภิปรายถึงความอุปถัมภ์ลักษณะอื่นๆ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างขุนนางผู้ใหญ่กับขุนนางผู้น้อย นายกับบ่าว ฯลฯ ในกรณีสังคมเก่า หรือ ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง เพื่อนกับเพื่อน รุ่นพี่กับรุ่นน้อง นักการเมืองกับหัวคะแนน ฯลฯ ในกรณีสังคมปัจจุบัน


“โอกาสที่สูญเสียไป” ในทรรศนะของจักรภพ ?


คุณจักรภพคิดว่า ระบบอุปถัมภ์ หรือให้ตรงกว่านั้น ระบอบกษัตริยาธิปไตย มีกำเนิดและหยั่งรากฝังลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ใน “ระยะเวลาที่ยาวนาน” ของประวัติศาสตร์ระบบอุปถัมภ์หรือระบอบกษัตริยาธิปไตย การครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชก็เป็นส่วนหนึ่งอยู่ด้วย เวลาที่ยาวนานทำให้ประชาชนแยก perception หรือ การรับรู้ ไม่ออกว่า เป็น ความจริง หรือเป็น ปะรำปะราคติ


And then, here we are in the reign of the current King, King Bhumibhol or Rama IX. We have all of that combined. And because he reigns for so long of a time, 60 some years now, his being in Thailand has been promoted to the state of myth. People don’t know whether or not they’re talking about realities or belief about him. Because he reigns long enough that he could be all of those combined: the traditional King, the scientific King, the developing King, the working monarch, and now so, he can still be the guardian of the new invention to Thailand, democracy.


— ขณะนี้เราอยู่ในรัชกาลปัจจุบัน รัชกาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หรือรัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์รัชกาลนี้มีทุกประการที่ผมได้กล่าวมาแล้วรวมกัน เนื่องจากพระองค์ทรงครองราชย์ยาวนานกว่า 60 ปีแล้ว ประชาชนจึงยกพระองค์ขึ้นสู่เทวตำนาน โดยมิพักรู้เลยว่า พวกเขากำลังกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะที่เป็นบุคคลจริงหรือเป็นบุคคลในความเชื่อปะรำปะราคติ ด้วยว่าพระองค์ทรงครองราชย์ยืนนานมาจนทรงสามารถเป็นได้ทุกอย่างรวมกัน ทั้งกษัตริย์ที่สืบคติต่อกันมา กษัตริย์นักวิทยาศาสตร์ กษัตริย์นักพัฒนา กษัตริย์ผู้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ และทุกวันนี้ ยังได้ทรงดำรงฐานะผู้พิทักษ์สิ่งใหม่ของไทย คือ ประชาธิปไตย


ข้อความตอนท้ายที่ว่า ยังได้ทรงดำรงฐานะผู้พิทักษ์สิ่งใหม่ของไทย คือ ประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่คุณจักรภพต้องการให้ผู้ฟังใช้วิจารณญาณตรองอีกครั้งว่าเป็น reality หรือ belief จากนั้นคุณจักรภพต่อความคิดทันทีว่า


We missed some opportunities in the past like when Predee Panomyong, the civilian leader of the revolution of 1932, 2475 for Thai people, that the system was turned from absolute monarchy into constitutional monarchy.


— ในอดีตเราสูญเสียโอกาสอย่างในสมัยอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำพลเรือนในการปฏิวัติเมื่อ ค.ศ.1932 หรือ พ.ศ. 2475 กลายเป็นว่า เป็นการปฏิวัติที่เปลี่ยนจากระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูไป


คุณจักรภพเจตนาใช้คำว่า civilian leader ขยายคุณสมบัติของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เพื่อย้ำว่าว่าบุคคลที่คุณจักรภพเพิ่งกล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นกษัตริย์ผู้นำ ซึ่งคุณจักรภพคิดว่านั่นเป็นเพียง myth หรือ belief


ดังนั้น โอกาสที่สูญเสียไปในทรรศนะของคุณจักรภพคือ ทั้งๆ ที่ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำพลเรือน แต่ก็มิได้เปลี่ยนการปกครองจากระบอบกษัตริยาธิปไตยให้กลายเป็นระบอบประชาธิปไตยที่พลเรือนเป็นทั้งผู้นำรวมถึงทั้งประมุขของรัฐ


คุณจักรภพเชื่อสนิทใจว่า ประชาธิปไตยกับระบบอุปถัมภ์ (ระบอบกษัตริยาธิปไตย) ขัดแย้งกันโดยตรง จึงได้กล่าวหนักแน่นภายหลังว่า


WE have to undo it. WE have to personalize patronage system by saying that, well, who keeps patronizing people. And I believe that the time is near to do that.


— พวกเราต้องแก้ไข พวกเราต้องเปลี่ยนแปลงระบบอุปถัมภ์ (ระบอบกษัตริยาธิปไตย) โดยช่วยกันตั้งคำถามว่า ใครกันที่เฝ้าวนเวียนแต่คอยหยิบยื่นความอุปถัมภ์แก่ประชาชน ผมเชื่อว่า เวลาที่จะทำดังว่าใกล้เข้ามาแล้ว


คำถาม 2 คำถามสุดท้ายมีว่าคำว่า we หรือ พวกเรา หมายถึงใครแน่ ? หมายถึง คุณจักรภพในฐานผู้แสดงปาฐกถารวมทั้งผู้ฟังปาฐกถา ? หมายถึงประชาชนคนไทยทั่วไป ? หรือหมายถึง คุณจักรภพ กับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และผู้แวดล้อมวงในทั้งหมด ??? กับคำถามว่า เวลาที่จะทำดังว่าใกล้เข้ามาแล้ว คือ วันนี้หรือพรุ่งนี้ ?


คำตอบมิได้อยู่ในสายลม และเป็นคำตอบที่ “ฟ้ารู้ ดินรู้ เรารู้ ท่านรู้” และแน่นอน บุรุษชื่อ จักรภพ เพ็ญแข ก็รู้ และ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ก็รู้ นอกจากนี้ ศาลท่านจะรู้หรือไม่ ? และจะทำให้ประชาชนทั่วไปรู้หรือไม่ ? และเมื่อคนไทยรู้แล้วจะคิดหรือทำอะไรเป็นประการต่อไป ???


วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

"สมศักดิ์"สวมวิญญาณชาวนาจวก"ทักษิณ"คิดขายชาติ


เครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศเดินหน้าต่อต้านแนวคิดอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ชักนำนักลงทุนประเทศดูไบ มาร่วมทุนตั้งบริษัททำนาโดยให้ชาวนารับจ้างในราคาไร่ละ 5 พันบาท

นอกจากนั้น นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดที่จะชักชวนนักลงทุนต่างชาติมาปลูกข้าวในไทยถือว่าเป็นแนวคิดของการ "ขายชาติ" กระทรวงเกษตรฯไม่เห็นด้วยและขอคัดค้านถึงที่สุด เพราะการเกษตรเป็นวัฒนธรรมที่ผูกติดกับวิถีชีวิตของผู้คนในสังคม ทุกครั้งที่ชาติและสังคมได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ภาคการเกษตรเท่านั้นที่ช่วยรักษาชาติไว้
"ตอนนี้ก็ยังไม่ถึงขั้นสิ้นไร้ไม้ตอก ขนาดที่ต้องพึ่งต่างชาติมาลงทุนทำนาให้ ถ้ามองไม่เห็นความสำคัญของภาคการเกษตร แถมยังชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน กระทรวงเกษตรฯขอปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง อย่ามองแง่ธุรกิจ ผลประโยชน์เท่านั้น จะทำให้ความเป็นชาติ พินาศ สลายไปอย่างแน่นอน อยากให้ทุกคนที่มีแนวคิดดังกล่าวน้อมนำเอาพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯมาใส่เกล้าใส่กระหม่อมบ้าง ว่าจะคิดรักษาชาวนาไว้อย่างไร อย่าคิดเอาผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง
ยิ่งมองเห็นรูปแบบวิธีคิดแล้ว เป็นการทำลายล้างชาวนา และเกษตรกรให้หมดไปจากแผ่นดิน มีอย่างที่ไหนจะรวบรวมเอานักวิชาการและเกษตรกรไปรับจ้างปลูกข้าวไร่ละ 5 พันบาท ไม่คิดถึงหัวอกชาวนาไม่มีที่นาของตนเองจะทำบ้างหรือ กว่า 62%ในพื้นที่ภาคกลางต้องเช่านาทำ ต่อไปเจ้าของที่ดินก็ไล่ชาวนาออกไป แล้วไปจ้างพวกนี้มาทำนาให้ไร่ละ 5,000 บาท ชาวนาจะอยู่ที่ไหน ใครจะรักษาชาวนา การชวนชาวต่างชาติมาลงทุน ภาคอุตสาหกรรม หรือภาคอื่นๆ มีอีกเยอะ อย่ามาทำลายภาคการเกษตรเลย"
อย่างไรก็ตามยังมีกฎหมายที่คุ้มครองอาชีพเกษตรกร เป็นอาชีพสงวนอยู่ ถ้ากระทรวงเกษตรฯ ไม่ร่วมมือก็ไม่สามารถทำได้ ซึ่งการจะยกเลิกกฎหมายได้นั้น ต้องนำเข้าสู่สภา ตนก็อยากจะดูว่าเมื่อ เวลานำเข้าสู่สภาแล้วผู้แทนราษฎรคนไหนจะยกมือสนับสนุน แล้วก็จะได้รู้กัน ทำไมเมื่อก่อนนี้ผลผลิตทางการเกษตรไม่ดีถึงไม่มาคิด และวันนี้ประเทศที่จะมาลงทุนปลูกข้าวเป็นประเทศมหาเศรษฐีทางน้ำมัน รู้ว่าวิกฤตโลกกำลังเกิดจากการขาดอาหาร ทำไมถึงคิดช้า

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

'ถ้าไม่มีความยุติธรรม บ้านเมืองก็จะล่มจม'

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 15 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ณ พระตำหนักสวนจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา นำผู้พิพากษาประจำศาล สำนักงานศาลยุติธรรม จำนวน 118 คน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับหน้าที่
โอกาสนี้ได้พระราชทานพระบรมราโชวาท เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานแก่บรรดาผู้พิพากษา ความว่า ผู้ที่จะทำหน้าที่ผู้พิพากษาได้ปฏิญานตน อย่างเข้มแข็งนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญเพราะว่าบ้านเมืองต้องมีผู้พิพากษาต้องมีผู้ที่รักษาความยุติธรรม ต้องมีศาลเพื่อที่จะรักษาความยุติธรรมนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะว่า ในบ้านเมืองถ้าไม่มีความยุติธรรม บ้านเมืองก็จะล่มจม และสำคัญท่านทั้งหลายได้ตั้งใจที่จะทำหน้าที่นี้ ซึ่งท่านจะทำหน้าที่ท่านได้เตรียมตัวไว้แล้วอย่างดี คือท่านได้เรียนรู้ และเตรียมตัวที่จะทำหน้าที่
หน้าที่นี้เป็นการทำสิ่งที่เป็นความยุติธรรม คำว่า ยุติธรรมนี้ หมายความว่าเป็นคนที่จะวางตัวให้ดี วางตัวให้ตรง วางตัวที่จะทำอะไรที่ตรงไปตรงมา ในโรงศาลเองก็จะต้องทำ แต่นอกโรงศาลก็จะต้องทำ ถ้าทุกแห่งท่านจะต้องทำตัวให้ดี ให้ยุติธรรม เพราะว่า ผู้ที่เป็นผู้พิพากษา เป็นตัวอย่างของความดี ความดีของผู้ที่จะวางตัวให้ดี หรือวางตัวให้ตรง วางตัวให้ยุติธรรมคือวางตัวให้ดี ที่ดีๆลำบาก เพราะว่า ถ้าท่านทำอะไรที่ตรงไปตรงมา คือแบบไม่มีอะไร ไม่มีปัญหา
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ความตรงไปตรงมานี้อยู่ที่ไหน ความตรงไปตรงมาคือทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านจะทำ ในเวลาทำหน้าที่และมอบหน้าที่ จะต้องวางตัวให้ดี หมายความว่า แต่ละท่านจะต้องพยายามที่จะทำเป็นตัวอย่างแก่ประชาชน ทำเป็นตัวอย่างที่ดี แสดงให้เห็นว่าไม่มีอะไรที่อยู่เหนือความยุติธรรม
บางทีคนที่เป็นผู้พิพากษาเข้าใจว่า จะทำความยุติธรรมนั้น เวลาขึ้นศาลในโรงศาล แต่ไม่ใช่อย่างนั้น จะต้องทำตัวอย่างในเวลาทุกเมื่อ ถ้าทำตัวอย่างในเวลาทุกเมื่อนั้น ท่านจะเป็นผู้พิพากษาที่ดี ก็พูดยากว่า จะทำอย่างไร การที่เป็นตัวอย่างที่ดี ท่านคงได้เห็นว่า มีผู้พิพากษาในโรงศาล และนอกโรงศาลด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่ท่านลำบากเพราะว่า ถ้าท่านวางตัวให้ดีนอกโรงศาลด้วย อันนั้นจะเป็นผู้พิพากษาที่ครบถ้วน
ถ้าท่านทำอย่างนั้นได้ คนก็จะเชื่อถือ คนเชื่อถือได้ ก็หมายความว่า ประเทศชาติมีขื่อมีแปได้ทุกเมื่อ อันนี้สำคัญ ฉะนั้นขอให้ท่านได้วางตัวให้ดี สิ่งที่ได้เรียนรู้ไว้ สิ่งที่ได้ฝึกฝนไว้ให้ปฏิบัติดีทุกเมื่อ อันนี้สำคัญ ถ้าปฏิบัติตนให้ดีทุกเมื่อก็จะทำให้มีหลักมีเกณฑ์ในบ้านเมือง อันนี้สำคัญ
ถ้าท่านทำอย่างนี้ทุกคน ประชาชนทุกคนก็จะรู้ว่า ในบ้านเมืองมีความยุติธรรม แล้วก็ท่านก็เป็นตัวอย่างของความมยุติธรรม สิ่งที่ทำยากเพราะว่าจะต้องมีความรู้ จะต้องมีความสามารถในตัว ฉะนั้นที่พูดซ้ำซากอย่างนี้ ก็เพราะว่า เป็นสิ่งที่ยากที่จะวางตัวให้ยุติธรรม ถ้าวางตัวให้ยุติธรรมประชาชนจะเห็นว่าในเมืองในบ้านเมือง มีคนที่ดี และถ้าทำได้ก็เชื่อว่าบ้านเมืองจะอยู่เย็นเป็นสุขได้
ที่ขอร้องให้ท่านเป็นตัวอย่างเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรม เป็นสิ่งที่ช่วยบ้านเมืองให้ปลอดภัยได้ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ง่ายว่า เพราะต้องเสียสละมากๆ ความเสียสละของผู้พิพากษา เป็นสิ่งที่ทำยากแต่ถ้าทำได้ ท่านก็เป็นตัวอย่างของความดี ท่านก็เป็นผู้ที่เป็นประกันของความยุติธรรมของศาล และเป็นผู้จะสามารถรักษาความยุติธรรมให้บ้านเมือง ถ้าทำได้แล้วท่านก็จะเป็นคนที่ดี เป็นคนที่ช่วยบ้านเมืองให้อยู่ได้ ให้ปลอดโปร่งได้ ขอให้ท่านได้พยายามทำ เพื่อที่ให้บ้านเมืองมีขื่อมีแป มีขื่อมีแปก็หมายความว่ามีความสุข ความยุติธรรม
ถ้าท่านรักษาความยุติธรรมได้แท้ๆ ท่านจะเป็นผู้ที่ได้ทำ ได้ช่วยให้บ้านเมืองอยู่ได้ ถ้าไม่มีความยุติธรรมบ้านเมืองอยู่ไม่ได้ เพราะคนก็จะสงสัยอยู่เสมอ จะต้องไม่ให้มีความสงสัยในบ้านเมือง แต่บ้านเมืองต้องมีแต่ความยุติธรรม
ฉะนั้นก็ขอร้องให้ท่านได้พยายามและรักษาความยุติธรรมแท้ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมาก แต่เชื่อว่า ท่านตั้งใจจะทำ ก็ขอให้ท่านตั้งใจรักษาความยุติธรรมในบ้านเมือง การรักษาความยุติธรรมในบ้านเมืองนี้ก็เหมือนกับง่ายๆคือ ท่านเป็นผู้พิพากษา ถ้ารู้จักความเป็นผู้พิพากษาสักนิดเดียวก็จะไม่ใช่เรื่องเสียหาย
ฉะนั้นขอให้ท่านรักษาความยุติธรรมในบ้านเมืองตามความรู้ที่ท่านได้ฝึกฝนมาด้วยการเรียนและการปฏิบัติ แต่ว่า ถ้าทำได้ก็จะเป็นเรื่องดี แต่ก็เป็นเรื่องที่ยาก ถ้าทำได้ท่านก็จะเป็นวีรบุรุษของบ้านเมืองเป็นผู้ที่รักษาความยุติธรรม
ฉะนั้นขอให้ท่านวางตัวเป็นวีรบุรุษรักษาความเรียบร้อยของบ้านเมือง ดูเหมือนว่า ให้ท่านรักษาหน้าที่ที่วางอยู่บนหัวของตัวเองก็เป็นเรื่องที่ขอร้องให้ท่านรักษาความดีให้อยู่กับตัวเองทุกเมื่อทั้งอยู่ในโรงศาลและนอกโรงศาล
ขอให้ท่านสามารถที่จะทำ ทำให้บ้านเมืองเรียบร้อยอยู่เย็นเป็นสุข อยู่รอด ท่านอาจจะนึกอยู่ในใจว่า ทำไมท่านจะต้องรักบ้านเมืองอยู่คนเดียวเป็นภาระที่ต้องรับเพราะว่า ท่านเลือกที่จะทำหน้าที่นี้ต้องทำให้ดีก็ขอให้ท่านได้ทำหน้าที่ให้สำเร็จเรียบร้อย ถ้าทำได้แล้วท่านก็จะมีความพอใจแล้วท่านก็จะเป็นคนที่นับถือได้
ความที่คนนับถือนี้สำคัญมากการทำให้คนนับถือนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าทำได้แล้วท่านเองก็จะมีความพอใจตลอดต่อไป ขอให้ท่านรักษาศักดิ์สิทธิ์ของศาลของระบบยุติธรรม ขอให้ท่านทำสำเร็จ
ถ้าทำสำเร็จท่านจะมีความดีตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ท่านได้ทำหน้าที่ผู้พิพากษาอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ท่านก็จะเป็นคนดี การที่เป็นคนดีนี้ดูเหมือนพูดง่ายๆแต่ว่าไม่ใช่ง่ายคนดีต้องมีความดี คนดีจะต้องรักษาไว้ ก็ขอให้ท่านเป็นคนดี เป็นคนดีแล้วท่านก็จะมีความภูมิใจเป็นความภูมิใจตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตายก็ถือว่า เป็นเกียรติท่านตายก็จะสบาย ท่านตายได้สบาย
ขอให้ท่านจงถือว่าได้มีคนดีอยู่ในชาติบ้านเมืองเพราะว่าท่านได้เกิดมาดีแล้วทำงานดีเป็นผู้พิพากษา

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

"รัฐบาลลูกกรอก1" : ปลุกเสกจากทารกที่หมดอายุขัย


"ธีรยุทธ" : ตั้งฉายารัฐบาลสมัคร
"รัฐบาลลูกกรอก1" : ปลุกเสกจากทารกที่หมดอายุขัย
หมยเหตุ : นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ แถลงข่าววิเคราะห์การเมืองไทย วิพากษ์จุดแข็งจุดอ่อนและโอกาสรัฐบาลพลังประชาชน แนวโน้มอนาคตการเมืองไทยและทางออกปัญหา โดยตั้งฉายา รัฐบาลหมัก เป็นรัฐบาลลูกกรอก 1 ปลุกเสกจากทารกที่หมดอายุขัย มี “รักเลี๊ยบ-ยมมิ่ง” เป็นผู้นำคณะลูกกรอก

สถานการณ์โลกกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เศรษฐกิจอเมริกา ถดถอย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเอเชีย ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในหัวรถจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก มีการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ด้านเศรษฐกิจการเงิน ด้านวัฒนธรรม ด้านประชากร ฯลฯ ใหม่หมด ไทยต้องปรับโครงสร้าง (restructuring) ตัวเอง เพื่อฉวยประโยชน์ให้มากที่สุด เนื่องจากประชากรเอเชียที่ร่ำรวยขึ้นมีจำนวนมาก ทำให้อาหาร และวัตถุดิบราคาสูงขึ้น เป็นโอกาสที่ดีของภาคเกษตรวัตถุดิบของไทย
ไทยยังมีความสามารถเป็นผู้นำด้านวัฒนธรรม การบริการ การแพทย์ และการท่องเที่ยว ที่จะเติบโตขึ้นอีกมหาศาลได้
ในทางภูมิศาสตร์ไทยยังเป็นศูนย์กลางทางคมนาคม ขนส่งและจัดการสินค้าวัตถุดิบ (logistic hub) ได้ดีดังนั้น รัฐบาลต้องฉวยโอกาสนี้ให้ดี อย่าหมกมุ่นกับการแก้ปัญหาตัวเอง
ทั้งนี้ จุดแข็ง จุดอ่อน พรรคพลังประชาชน นั้น
จุดอ่อน ก็อยู่ตรงที่นโยบายประชานิยม ซึ่งเกิดข้ออ่อนหลายอย่าง คือ
1.การจัดตั้งรัฐบาลต้องเอาตัวแทนจากท้องถิ่นมาเป็นรัฐบาลมากขึ้น จึงขัดแย้งกับชนชั้นกลางใน กทม. และตัวจังหวัดใหญ่ต่าง ๆ ที่คาดหวังการตั้งรัฐบาลที่มีผู้เชี่ยวชาญหรือมืออาชีพเป็นหลัก
2.ระบอบพรรคการเมืองไทยอยู่กับการซื้อเสียงจ่ายเงินให้ชาวบ้าน จึงต้องถอนทุนคืน การคอร์รัปชันในสมัยรัฐบาลชุดนี้จะนำไปสู่การคัดค้านของสังคมอย่างกว้างขวาง และขยายตัวเป็นการขับไล่รัฐบาลได้
3.จะเกิดความขัดแย้งผลประโยชน์ระหว่างจอมขมังเวท กุมารทอง และบรรดาลูกกรอก ในรัฐบาลสมัคร
4.ทั้งพวกรักทักษิณ และพวกคัดค้านทักษิณ มีกลุ่มที่มีความคิดสุดขั้วแฝงอยู่ ในพวกรักทักษิณ มีสุดขั้วเชิงอุดมการณ์ที่ต้องการเปลี่ยนประเทศอย่างสุดโต่ง ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้ความขัดแย้งในสังคมเกิดเร็วขึ้น และขยายตัวได้ง่าย
5.ปัญหาเศรษฐกิจมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะปัญหาเงินเฟ้อ บุคลากรของ พปช. ขาดความเป็นมืออาชีพ อาจทำให้ปัญหาแรงขึ้นกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญของรัฐบาลได้

ฉายารัฐบาลสมัคร : รัฐบาลลูกกรอก
ฉายารัฐบาลสมัคร เป็นรัฐบาลลูกกรอก 1 เพราะรัฐบาลสมัคร มีลักษณะเป็นผู้มีอาคมปลุกเสกจากทารกที่หมดอายุขัยไปแล้วให้กลับมามีอิทธิฤทธิ์ ควบคุมจิตใจให้ซื่อสัตย์ จงรักภักดี คอยช่วยทำงานให้ โดยที่ พปช. โดนกล่าวหาว่าเป็น “นอมินี” ของพรรคไทยรักไทย ซึ่งแปลว่าหุ่นเชิด นั้นไม่ตรงนัก เพราะหุ่นไม่มีชีวิตจิตใจ โดยนอมินี มักเป็นบุคคลที่อ่อนวัยวุฒิกว่า ด้อยคุณวุฒิ ความฉลาดน้อยกว่าเจ้าของแต่มีความซื่อสัตย์จงรักภักดีสูง จึงควรแปล “ นอมินี” ว่า “ ลูกกรอก”
ลูกกรอกคณะนี้มีระดับผู้นำอยู่ 2 ตน คือ “รักเลี้ยบ – ยมมิ่ง” มีฤทธิ์เดชฉกาจฉกรรจ์ ส่วนหัวหน้าคณะลูกกรอกมี 2 ตน เป็น “กุมารทองคะนองฤทธิ์” ตนที่หนึ่งเป็นกุมารทองคะนองปาก คิดอะไรก็พูดอย่างนั้นทันที จนสร้างศัตรูไปทั่วทุกกลุ่ม กุมารทองตนที่ 2 “กุมารทองคะนองอำนาจ” ชอบอยู่กระทรวงที่มีอำนาจ เชื่อมั่นว่าอำนาจจะสามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องเกรงใจใคร
รัฐบาลคณะลูกกรอก แม้จะมีฤทธิ์เดช แต่ด้อยวัยวุฒิ คุณวุฒิ ความสามารถกว่าจอมขมังเวทผู้เป็นเจ้าของ จึงทำให้ความชอบธรรมไม่สูงเท่าที่ควรจะเป็น สองกุมารทองผู้นำก็ทะเลาะกับผู้คนไปในทุก ๆ เรื่อง ทำให้รัฐบาลตกอยู่ในฐานะมีตำแหน่งอำนาจได้แต่ปกครองไม่ได้ ภายใน 6 เดือนถึง 1 ปีคาดว่าจะโดนผู้คนต่อต้านหนักมากขึ้น แต่รัฐบาลน่าจะอยู่ได้ยาวกว่านี้เพราะความชอบธรรมที่มีพื้นฐานมาจากการเลือกตั้ง

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่วัฏจักรนักการเมืองชั่วครองเมือง
ส่วนแนวโน้มอนาคตการเมืองไทยว่า ต้องระวังที่ประเทศไทยอย่ากลับไปสู่วัฏจักรวิบัติที่ก้าวจากยุค คมช. สู่ยุค ชคม. คือ ยุคนักการเมืองชั่วครองเมือง ซึ่งการกล่าวเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการตราหน้าบุคคลหรือคณะบุคคลเป็นการเจาะจง แต่เป็นการเตือนนักการเมืองโดยรวมอย่างจริงจังว่าอย่าก้าวไปสู่จุดนั้น ซึ่งจะเป็นความเสียหายร้ายแรงมากกว่าทุกครั้งในประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งในอดีตการเมืองไทยตกอยู่ภายในวงจรอุบาทว์ คือมีการซื้อเสียงเลือกตั้งนำไปสู่รัฐบาลเลือกตั้ง ซึ่งคอร์รัปชันกว้างขวางเพื่อถอนทุนคืน จนผู้คนเอือมระอา เกิดการปฏิวัติ นำไปสู่การต่อต้านคัดค้านของพลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แล้วเกิดการเลือกตั้งซื้อเสียงเป็นวงจรไปเรื่อยๆ
ปัจจุบันซึ่งเป็นยุคโลกาภิวัตน์ “ทุน” และ “ความคิดเสรีนิยม” ขยายตัวไร้ขอบเขต จนทะเลาะกับชุมชน สถาบันสังคมต่าง ๆ และยังเป็นการเมืองยุคประชานิยม ปัญหาจึงกินลึกลงไปอีกกลายเป็นวัฏจักรวิบัติ มี คมช. จากการปฏิวัติ เกิดการต่อต้านจากฝ่ายประชาธิปไตย และรากหญ้า จนมีเลือกตั้ง ตั้งรัฐบาล ซึ่งเกือบทุก ๆ ชุดจะโกงกินมโหฬารและใช้อำนาจบาตรใหญ่ และปิดกั้นไม่ให้มีการตรวจสอบลงโทษ กลายเป็นยุค ชคม. นักการเมืองชั่วครองเมือง ซึ่ง ชมค.จะถูกต่อต้านจากชนชั้นกลาง ภาคสังคม ประชาชนที่ต้องการรักษาคุณธรรม และความสมดุลให้สังคม ปฏิเสธการขยายอำนาจอย่างไม่มีขีดจำกัด จนกลายเป็นความขัดแย้งวุ่นวาย เกิดการปฏิวัติ หรือ คมช. ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ฝ่ายประชาธิปไตยเลือกตั้ง และกลุ่มรากหญ้าอีกเกิดเป็นวนเวียนเป็นวัฏจักรจนในที่สุดเกิดเป็นความขัดแย้งเชิงซ้อน ซึ่งนอกจากความขัดแย้งประชาธิปไตยกับเผด็จการ ความขัดแย้งเสรีนิยมสุดขั้วกับสถาบันต่าง ๆ ในประเทศแล้ว จะเกิดความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับชนชั้นกลางในเมือง กลายเป็นความขัดแย้งของคนทั้งชาติอีกด้วย
เราผ่านวิกฤติทักษิณมา 1 รอบที่ได้สร้างผลเสียแก่ประเทศมากมหาศาล และหากรัฐบาลยืนกรานแก้รัฐธรรมนูญ ให้ตัวเองพ้นผิด พวกพ้องหลุดจากคดี ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นวิกฤติรอบ 2 แต่เนื่องจากครั้งนี้ประเทศมีปัญหามากมาย ความขัดแย้งเริ่มต้นจะไม่เข้มข้นเท่าครั้งก่อน แต่จะยืดเยื้อยาวนาน ไม่มีคนแพ้คนชนะ รัฐบาลจะปราบปรามประชาชนก็ไม่ได้ พันธมิตรก็ไม่มีข้ออ้างล้มรัฐบาล ทหารก็ต้องไม่รัฐประหารอีกต่อไปแล้ว

10แนวโน้มสู่ความรุนแรง
เวลานี้ประเทศมีปัจจัยที่เอื้อให้อยู่ในความเสี่ยงสูงมาก ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้ประเทศอยู่ในแนวโน้มสูงว่าจะเกิดความรุนแรงมี 10 ประการ คือ
1. การมองปัญหาอย่างแยกส่วนตัดตอน โดยความสมานฉันท์คนในชาติหลังจากเกิดวิกฤติครั้งใหญ่ จะเกิดขึ้นได้ต้องสร้างให้มีพื้นที่แห่งความเข้าใจร่วมกันก่อน ซึ่งควรจะมองเหตุการณ์อย่างไม่บิดเบือน และเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจริง ไม่มองแบบแยกส่วน แต่จุดนี้ยังมองต่างกันอย่างมากคือ สังคมไทยโดยทั่วไปมองต้นตอเกิดจากการคอร์รัปชัน และการใช้อำนาจยับยั้งไม่ให้มีการตรวจสอบการคอร์รัปชันของรัฐบาล ทรท. สิ่งที่คตส. ป.ป.ช. ได้ทำมา คือการเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง (facts) แก่สังคม และศาล
ทักษิณ และพวกพ้องจะผิดหรือไม่ผิดขึ้นอยู่กับศาลจะเป็นผู้ตัดสิน แต่กลุ่มกองเชียร์ทักษิณ มองปัญหาเลื่อนมาอยู่ที่เผด็จการรัฐประหาร และใช้วิธีการไม่ให้เรื่องไปจบลงที่ศาล โดยการแก้รัฐธรรมนูญ เปลี่ยนแปลงองค์กรอิสระ เมื่อมองต่างกัน ใช้ตรรกะต่างกัน วิกฤติก็ไม่จบ
2. วัฒนธรรมไทยไม่เอื้อต่อการแก้วิกฤติ สังคมไทย ซึ่งไทยเป็นสังคมกลุ่มอุปถัมภ์ และนิยมวัฒนธรรมการใช้อำนาจ เราไม่ได้แก้ปัญหาโดยใช้กฎระเบียบกติกา โดยในอดีตเรามีวัฒนธรรมแบบศรีธนญชัย แต่ปัจจุบันได้เกิด “วัฒนธรรมศรีตะแบงไช” คือบรรดานักการเมืองผู้มีอำนาจส่วนใหญ่ได้พัฒนาตัวเองเป็นหลวงศรีตะแบงไช ด้วยการตะแบงการตีความกฎหมาย อำนาจ และผลประโยชน์แล้ว ยังชอนไชทะลุทะลวงกฎหมายรัฐธรรมนูญ รวมทั้งสถาบัน องค์กรอิสระ กระบวนการทางกฎหมาย และยุติธรรมอย่างต่อเนื่องด้วย
หัวโจกใหญ่ของบรรดาหลวงศรีตะแบงไช ก็คือตะแบงชะเวตี้ ที่ “ตะแบง” ตั้งแต่เรื่องซุกหุ้นว่าบกพร่องโดยสุจริต แต่ก็ยังซุกหุ้นตัวเองไว้ในกองทุนต่างประเทศต่อมาอีกเกือบสิบปี ตะแบงว่าช่วยเหลือต่างประเทศ แต่กลับเอาเข้าพกเข้าห่อตัวเอง ตะแบงว่าจะเปิดเสรีคมนาคม แต่ประโยชน์กลับเข้าบริษัทของครอบครัว ตะแบงว่าจะไม่ยุบสภา แต่ก็ยุบสภา ตะแบงว่าจะไม่เล่นการเมือง แต่ก็ชักใยพรรคการเมืองใหม่ และเตรียมสร้างภาพพจน์ล้างมลทินตัวเองอยู่ตลอดเวลา สักวันหนึ่งคนกลุ่มตะแบงชะเวตี้ นี้จะทำให้เสียบ้านเสียเมืองในที่สุด
3. กลไกแก้ไขปัญหาทางสังคมคือการใช้เหตุผล โดยสื่อมวลชน นักวิชาการ ผู้นำทางความคิดใช้ไม่ได้ในปัจจุบัน เพราะความหลากหลายมีมาก และการแบ่งขั้ว ดึงดันเอาชนะกันสูงมากเกินไป เมื่อคนไม่เชื่อเหตุและผลก็จะหันไปหาความรุนแรงได้ง่าย
4. พรรคการเมืองแตกขั้ว คนไม่ศรัทธาในกระบวนการแก้ปัญหาของรัฐสภาที่ปกป้องคนโกง โดยเฉพาะนับตั้งแต่กรณีคอร์รัปชัน CTX 9000 เป็นต้นมา
5. กลไกข้าราชการมีส่วนซ้ำเติมปัญหาให้เป็นวิกฤติรุนแรงขึ้น เพราะเกิดโลภคติในผลประโยชน์ เกิดภยาคติกลัวสูญเสียตำแหน่ง ไม่ยอมทำหน้าที่ของตัวเอง
6. โดยปัจจัยทางสังคมจิตวิทยา ในภาวะสับสนขาดความชัดเจนในโครงสร้างอำนาจ และข้อมูลข่าวสารที่เรียกว่าการไม่ลงรอยในการรับรู้ เช่น ครม. ควรจะมีอำนาจ แต่คนรับรู้ว่ายังมีผู้มีอำนาจจริงอยู่อีกชุดหนึ่ง หรือพลเอกเปรม (ติณสูลานนท์) ที่เกษียณอายุไปนานแล้ว แต่ยังมีความเชื่อว่ายังคุมอำนาจในกองทัพอยู่ สภาพเช่นนี้จะเกิดคำนินทาว่าร้าย ข่าวลือได้ง่าย เกิดจิตวิทยามวลชน เชื่อกันไปปากต่อปาก พัฒนาเป็นความเชื่อว่าแต่ละฝ่ายคิดการร้าย หรือมีแผนการที่ชั่วร้ายอยู่ นำไปสู่ความเกลียดชังและพัฒนาเป็นความรุนแรงในที่สุด
7. คนไทยอยู่ในความตึงเครียดมานาน เบื่อหน่ายกับการเมือง ส่งผลให้ขีดความอดทนลดต่ำลง เกิดความรุนแรงได้ง่าย ดังจะเห็นได้จากกรณีตีหัวทนายความ กระโดดถีบในสภา ขว้างปาอิฐหินใส่ผู้ชุมนุม โชว์ของลับ ฯลฯ
8. ภาวะดังกล่าวทำให้คนไทยอ่อนไหวต่อสิ่งที่มากระทบต่อความเชื่อร่วม (collective belief) อาทิเช่น อุดมการณ์ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จากเรื่องเล็กพัฒนาเป็นเรื่องใหญ่ได้ ต้องมองปัญหาอย่างมีสติ อดกลั้น ปัญหาเหล่านี้เคยเกิดมาในหลายประเทศ ถ้าเป็นคดีความศาลมักต้องชั่งน้ำหนักสัดส่วนระหว่างสิทธิเสรีภาพบุคคล ซึ่งกำลังขยายตัว กับสิทธิความเชื่อของกลุ่ม
9. ระวังกระบวนการสร้างคนไทยด้วยกันเป็น “พวกอื่น” กระบวนการนี้ทางปรัชญามองว่าเกิดจากการจินตนาการภาพขึ้นจากสิ่งชั่วร้ายในจิตใจ ที่เราคิดขึ้นเองไปให้กับคนที่ต่างไปจากเราในภาวะสับสน ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นคนไทยด้วยกันเองจะถูกมองเป็นคนอื่น พวกอื่น ดังเช่นสมัย 6 ตุลาคม 2519 นักศึกษาโดนสร้างภาพเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นปีศาจ เป็นยักษ์มาร เป็นต้น
10. ความต่างเชิงวัฒนธรรมระหว่างประชากรภาคต่าง ๆ อาจโดนวิกฤติครั้งนี้นำไปสู่ความขัดแย้งร้าวลึกได้
รัฐบาลต้องหาทางแก้ไขทั้ง 10 ปัจจัยความรุนแรงดังกล่าว ที่สำคัญเฉพาะหน้าคือต้องแยกม็อบระหว่างฝ่ายพันธมิตรกับฝ่ายรักทักษิณออกจากกันอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันความรุนแรงที่พร้อมจะขยายตัวดังกล่าวมาแล้ว

ทางออกการเมืองไทยสร้างประชาธิปไตยสมดุล
ทางออกของการเมืองไทย ที่ขณะนี้มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงอีก ทางออก ในเชิงปฏิบัติ คือ พปช. ต้องทำตามหน้าที่ของตัวเองที่ได้รับจากการเลือกตั้ง คือการบริหารประเทศให้ได้ดี เพราะมีฐานเสียงที่หนักแน่น มีโอกาสเป็นรัฐบาลต่อเนื่องหลายสมัยอยู่แล้ว ไม่ควรรีบร้อนแก้รัฐธรรมนูญ แล้วบ้านเมืองก็หมดปัญหา ส่วนคตส.และป.ป.ช. ก็เร่งทำคดีอย่างเต็มที่ และถ้าศาลได้พิจารณาคดีความต่าง ๆ อย่างเที่ยงตรงยุติธรรมและรวดเร็วทันกาล ก็จะคลี่คลายปัญหาลงไปได้
ส่วนเชิงโครงสร้างวิกฤติที่ยังดำรงอยู่ เป็นปัญหาระหว่างกลุ่มทุนเลือกตั้งผนวกกับชาวบ้าน ภายใต้อุดมการณ์ประชาธิปไตยเลือกตั้ง ขัดแย้งกับกลุ่มชนชั้นกลาง เทคโนแครต ชนชั้นนำไทย ภายใต้อุดมการณ์ประชาธิปไตยที่มีการถ่วงดุล ตรวจสอบ ประเทศไทยได้พัฒนามาถึงขั้นที่ทั้งสองฝ่ายมีพลังทัดเทียมกัน จึงจะไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดชนะได้เด็ดขาด ประเทศไทยดำรงอยู่ไม่ได้ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยเลือกตั้งขยายอำนาจของตนตามอำเภอใจอย่างไม่มีขอบเขต และก็อยู่ไม่ได้เช่นกันถ้าจะหวนกลับไปสู่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือยุคอำมาตยาธิปไตย
ดังนั้น ทางออกเชิงโครงสร้างคือการอยู่อย่างสมดุล มีประชาธิปไตยสมดุล มีทั้งประชาธิปไตยเลือกตั้งซึ่งประชาชนยอมรับ และอำนาจตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญที่มีที่มาอิสระทำงานอย่างได้ผล ปราศจากอคติ และการเกรงกลัวภัยจากนักการเมือง ภาคสังคมและประชาชนเข้มแข็งในการตรวจสอบวิจารณ์รัฐบาลมากขึ้น

แก้ไขรธน.ต้องไม่ทำลายหลักปกครอง
ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ทำได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม บนหลักการ 3 ข้อ คือ
1. สปิริตของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 คือจำกัดอำนาจบริหารไม่ให้ล้นเกิน และป้องกันการคอร์รัปชัน ซื้อเสียง แต่การจัดความสัมพันธ์อำนาจต่าง ๆ มีปัญหาอยู่บ้าง
2. รัฐธรรมนูญประเทศไทยปัจจุบันแบ่งออกเป็น 4 อำนาจคือ อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ และอำนาจตรวจสอบ ต้องเคารพลักษณะหน้าที่ขอบเขตของแต่ละอำนาจ จัดวางความสัมพันธ์แต่ละอำนาจให้ถูกต้อง จำแนกแยะที่มาของอำนาจต่างๆ ให้ชัดเจนเหมาะสม
3. รัฐธรรมนูญ มาตรา 237 ซึ่งลงโทษยุบพรรคเมื่อกรรมการบริหารทำผิด ควรได้รับการถกเถียงอย่างกว้างขวางในนักวิชาการสายนิติศาสตร์ เพราะกฎหมายนี้ได้มีบทบัญญัติลงโทษกลุ่ม (collective) เมื่อบุคคลทำผิด จะเป็นการย้อนยุคหรือไม่ และจะบรรลุวัตถุประสงค์ป้องกันการซื้อเสียงหรือไม่ แต่การรีบร้อนแก้ไขของ พปช. เพื่อให้ตัวเองพ้นผิดก็ไม่ควรทำ เพราะเป็นการทำลายหลักการการปกครองโดยกฎหมาย (rule of law) เช่นกัน
การแก้รัฐธรรมนูญ ก็ควรสร้างบรรทัดฐานที่ดีในการแก้รัฐธรรมนูญ ให้ถูกต้อง อย่าให้เกิดประเพณีว่าพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากสามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ตามอำเภอใจ เพื่อประโยชน์ตัวเอง ควรให้ภาคสังคม ภาคประชาชนมีส่วนร่วม ให้มีประชาพิจารณ์หรือมีประชามติ ให้มีกรรมการร่วมพรรคฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลพิจารณาร่วมกัน ให้มี ส.ส.ร. 3 เป็นต้น

ดื้อ แก้ รธน.จุดชนวนความรุนแรงรอบสอง
กรณีที่รัฐบาลมีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญในเวลานี้ เกรงว่าประเทศจะเข้าสู่วิกฤติรอบ 2 โดยกลุ่มที่เคยเข้ามาแก้ปัญหาการใช้อำนาจผิดพลาดโดยใช้รัฐธรรมนูญ คมช.จะมาประท้วงร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ จะเกิดความขัดแย้งแม้ไม่เข้มข้น แต่จะยืดเยื้อ ทวีความรุนแรง แม้เป็นเอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ส.ส. แต่ก็ต้องเป็นไปด้วยความถูกต้องชอบธรรม
ผมเป็นห่วงปัญหาการชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อมีความรุนแรง จะเกิดการรัฐประหารย่อย ๆ หรือ “มินิคูเดอร์ต้า” ที่เป็นการขัดแย้งกันเองในหมู่ทหารที่เคยเกิดขึ้นในประเทศมีสิทธิจะเกิดขึ้นได้อีกในประเทศไทย เพราะประเทศที่มีการใช้นโยบายประชานิยม ก็เกิดการรัฐประหารบ่อย ๆ มีความรุนแรงระดับมวลชนเช่นกัน
ส่วนที่ผบ.ทบ.ออกมาประกาศยืนยันว่าจะไม่มีการปฏิวัติและไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองนั้น ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะประเทศชาติ บอบช้ำจากการปฏิวัติมามาก ดังนั้น การยืนยันจากผู้นำกองทัพ จึงสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน
อย่างไรก็ตามผมมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด จะเป็นชนวนเหตุให้ปัญหาลุกลาม ถ้ารัฐบาลยังดึงดัน ก็จะนำมาซึ่งความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ และเป็นจุดเริ่มต้นให้กองทัพอาจอ้างสถานการณ์ และเข้ามาแทรกแซงมายึดอำนาจอีกได้ แต่มองว่ายังเป็นเรื่องที่ไกล อีกหลายปีข้างหน้าจึงจะเกิดขึ้น
ต่อกรณีที่เคยมองว่าสังคมไทยเกิดความเสื่อมจากการที่ไม่ฟังผู้ใหญ่ ในบ้านเมือง แต่ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร. ระบุว่า ขณะนี้ผู้ใหญ่กำลังพยายามแก้ไขวิกฤต นั้น ผมยังยืนยันว่าบ้านเมืองเราประสบภาวะความเสื่อมโดยให้ความสำคัญกับบทบาทผู้ใหญ่ที่มีอาวุโส เป็นระดับชั้นนำเทคโนแครต น้อยลง แต่กระจายบทบาทไปสู่ทุกระดับชนชั้น ชาวบ้านพอใจกับ ส.ส.รากหญ้าที่มาจากการเลือกตั้งที่มาเป็นรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณวุฒิ วัยวุฒิน้อยลง จนไม่เกิดปรากฏการณ์เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด ที่ออกมาพูดแล้วคนเกรงใจอีกแล้ว
แต่ผมมองว่าส่วนของสถาบันกองทัพ อาจยังมีความเกรงใจกันอยู่ โดยยังยึดเรื่องอาวุโสที่สูงกว่า และการเคารพตามสายบังคับบัญชา

ผลคดี“ทักษิณ”ทุจริตจะมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ส่วนความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน กลับมาทำงานการเมือง พร้อมชู พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นนายกฯ อีกครั้ง ก็เป็นอีกปัญหาที่คนมองว่า คดีในอดีตของรัฐบาลที่แล้วจะจบไป รวมทั้งมีการล้มและครอบงำองค์กรอิสระ หากจะแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นที่ดี คนก็อาจรับฟัง
อย่างไรก็ตาม คดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ตัดสินออกมาอย่างไร ย่อมมีคนบางกลุ่มไม่พอใจ แต่สังคมก็พยายามแก้วิกฤตทุกวิธีแล้ว ต้องถือว่า องค์กรอิสระที่ตั้งขึ้น คือ คตส. และ ป.ป.ช. ได้ค้นหาความจริงแล้ว ดังนั้น หากศาลตัดสินออกมาอย่างไร ทุกฝ่ายควรรับฟัง และหมดข้อยุติ ถ้าหากไม่จบ ก็ไม่มีกลไกสถาบันใดคลี่คลายได้
นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ แม้จะมีทีมาจาก คมช.แต่ก็ผ่านกระบวนการลงประชามติ ถือว่าชอบธรรม แต่ก็มีข้อบกพร่อง สังคมควรใช้โอกาสนี้พูดคุยเพื่อว่าจะแก้ไขอย่างไร โดยใช้ความรู้ไม่ใช่ใช้อำนาจมาแก้ไข เพราะผิดวัตถุประสงค์คนจะไม่พอใจและไม่ใช่บรรทัดฐานที่ดี โดยข้อบกพร่องรัฐธรรมนูญคงเป็นในส่วนที่มาขององค์กรอิสระและวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2540 ก็มุ่งให้นักวิชาการเข้ามาเป็นองค์กรอิสระเหมือนกัน แต่รัฐธรรมนูญ 2550 เพิ่มให้ศาลเข้ามาก็ทำได้ แต่ต้องเป็นอำนาจตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ใช่การใช้อำนาจบริหารเสียเอง มีการก้าวล่วงอำนาจกันอยู่เป็นข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข
ขณะที่กรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี งดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ก็เป็นเรื่องดี เชื่อว่าจะช่วยคลี่คลายบรรยากาศทางการเมืองให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น เพราะถือว่าการที่นายสมัคร พูดเยอะนั้นเป็นไปตามฉายาที่ตั้งไว้ เป็นลักษณะทางบุคคลที่แก้ไขยาก
สำหรับกลุ่มประท้วงรัฐบาล จะมีความชอบธรรมที่จะคัดค้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ ความชอบธรรมมีหลายด้าน หากรัฐบาลมีปัญหาเรื่องจริยธรรมคุณธรรม การคอร์รัปชัน ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ มีปัญหาที่วิวัฒนาการขึ้นมา หากใน 4 ปี รัฐบาลทำไม่ดีก็ชุมนุมประท้วงได้ แต่หากจะบานปลายถึงขั้นขับไล่รัฐบาลคงต้องเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ ถึงจุดนั้นประเทศก็เริ่มวิกฤตอีกครั้ง