วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
วิฑูรย์แจงพรรควันพรุ่งนี้พร้อมประกาศไขก๊อกเพื่อรักษาพรรค
หมวดข่าว : การเมือง
โดยทีมข่าว : ทำเนียบรัฐบาล
รายงานข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์ แจ้งว่า การประชุมพรรคประชาธิปัตย์ ในวันอังคารที่ 3 ก.พ. นี้ นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสัวคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะเข้ามาชี้แจงกรณีปลากระป๋องเน่า ในถุงยังชีพ ที่แจกให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่จ.พัทลุง ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกพรรค
รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ผ่านมานายวิฑูรย์ เคยระบุว่า จะรอผลการสอบของคณะกรรมาธิการป.ป.ช. พิจารณาก่อน แต่ก็มีกระแสข่าวว่า นายวิฑูรย์ อาจจะแสดงความรับผิดชอบ โดยการลาออก และเลิกเล่นการเมืองไปเลย เพราะเนื่องจากทนต่อกระแสกดดันทางสังคมไม่ได้ และไม่อยากให้พรรคต้องมาเสียชื่อเสียงเพราะตน อีกทั้ง นายอภิสิทธิ์ ยังกำชับให้ครม.ยึดกฎเหล็ก 9 ข้อ เน้นทำงานซื่อสัตย์-สุจริต
สำหรับรายชื่อแคนดิเดตที่พรรคจะวางตัวแทนนายวิฑูรย์คือนายชินวรณ์ บุญเกียรติ์ ประธานวิปรัฐบาล
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับคณะรัฐมนตรี ว่า ก่อนหน้านี้เขาได้บอกไว้ว่าหลังเดินทางกลับมาจากการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส จะมาดูข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีที่มีเครื่องหมายคำถามจากสื่อมวลชน กับสังคมอยู่ ตอนนั้นขอเวลา 3 วัน วันนี้ก็เหลืออีก 2 วันขณะนี้ก็ได้รวบรวมข้อมูลไว้ได้พอสมควรแล้ว ทั้งในส่วนของรัฐมนตรีบุญจง (วงศ์ไตรรัตน์) และรัฐมนตรีวิฑูรย์ (นามบุตร) จากนั้นจะมีความชัดเจน
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการชี้ขาดเลยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็จะเรียนให้ทราบเลยว่าเขาได้ดูข้อมูลแล้ว คิดว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นความเหมาะสม ยืนยันว่าเขาไม่ได้ละเลยต่อความห่วงใยของสังคมที่มีต่อรัฐมนตรีจำนวนหนึ่ง และจะได้พิจารณา ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเขาจะรับผิดชอบกับการตัดสินใจของตัวเอง
ต่อข้อถามว่ายังจำเป็นต้องรอผลจากคณะกรรมการอิสระแต่ละชุด ที่กำลังตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะให้คำตอบว่าขณะนี้มีการตรวจสอบทั้ง 2 กรณีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นต้องอยู่ที่ว่าขณะนี้ในส่วนของฝ่ายบริหารเองจะทำอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ก็จะแจ้งให้ทราบภายใน 2 วันนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีนายบุญจง นั้น แกนนำของพรรคภูมิใจไทยออกมาบอกว่าจะไม่มีการปรับออก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มันเป็นอำนาจและเขาจะเป็นคนพิจารณาเรื่องนี้ และถ้าปรับครม. ก็จะต้องปรับให้เกิดความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลนี้ทำงานแล้วมีแนวทาง และมีมาตรฐานอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากพรรคร่วมไม่ยอมปรับจะตัดสินใจอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่จะดำเนินการ ทั้งหมดทำเพื่อต้องการให้รัฐบาลทำงานได้ เพราะถ้ารัฐบาลคิดถึงแต่ตัวเลขก็ไม่ได้ การทำงานจะสำเร็จได้ต้องได้รับการยอมรับความเชื่อถือ ต้องใช้ตรงนี้เข้ามาประกอบไม่เช่นนั้นคงไม่พูดถึงเรื่อง 9 มาตรการในการทำงานกับครม.นัดแรก
ผู้สื่อข่าวถามว่าพูดเช่นนี้เหมือนกับว่าจะมีการปรับ ครม.นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่พูดคือหลักการที่เขาใช้ ส่วนจะเป็นอย่างไรก็ขอให้รออีก 2 วันแล้วจะเรียนให้ทราบ และสังคมต้องเป็นคนตอบอีกที ส่วนตัวเขามีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการพิจารณา
ส่วนที่ฝ่ายค้านประกาศว่ามีข้อมูลเด็ดในการอภิปรายรัฐบาล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องรอให้ฝ่ายค้านยื่นและอภิปรายมาก่อนตอนนี้ไม่ทราบ การอภิปรายนายกฯ ก็เป็นสิทธิที่ทำได้ และตัวเขาก็ยอมรับการตรวจสอบ อีกทั้งไม่รู้สึกกังวล เพราะ 1 เดือนที่ผ่านมาได้ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ และมีความก้าวหน้า โดยที่เปลี่ยนแปลงไปมากก็คือมีระบบการตรวจสอบ เมื่อตัวเขามองข้ามอะไรไปแล้วฝ่ายค้านเสนอข้อมูลมาก็จะได้ดู และชี้แจงว่าที่ทำมามีเหตุผลอะไร
เมื่อถามว่าจริงหรือไม่ที่กระแสภายในพรรคประชาธิปัตย์อยากให้มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เขาฟังทุกๆ ความเห็น
ต่อข้อถามว่านายกฯ พูดถึงความน่าเชื่อถือของรัฐบาล แต่ตอนนี้นายวิฑูรย์ โดนมองว่าไม่น่าจะไว้วางใจได้แล้ว นายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธว่า "ถ้าหากจะปรับหรือไม่ปรับ ผมก็ต้องเป็นคนชี้แจงเหตุผลว่าปรับเพราะอะไร หรือไม่ปรับเพราะอะไร และเหตุผลนี้ก็เป็นตัวที่ผมหวังว่าจะทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในการทำงานของรัฐบาล ไม่ว่าการตัดสินใจจะไปในทิศทางใดก็ตาม ซึ่งทุกทางออกจะมีคำตอบ และผมจะเป็นคนให้คำตอบเอง"
ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องคุยกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะเลขาธิการพรรคหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เขาคุยกับหลายๆ ท่านแล้ว แต่ก็ยังไม่ครบทุกคน
"สุเทพ"รอประชุมพรรควันนี้ชี้ชะตา"วิทูรย์"
ส่วนนายสุเทพ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านระบุว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหากไม่มีหารปรับ ครม.ว่า การปรับ ครม.นั้นเป็นอำนาจของนายกฯ และนายกฯ ได้บอกแล้วว่าขอเวลา 2-3 วัน เพื่อดูข้อมูลหลักฐานทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวถามถึงความชัดเจนกรณีข่าวการปรับนายวิฑูรย์ ออกจากตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมฯ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ทราบว่าข่าวมาจากไหน เพราะยังไม่ได้ประชุมกรรมการบริหารพรรค หรือ ส.ส.ของพรรค ซึ่งจะมีการประชุม ส.ส.ของพรรคในช่วงบ่ายวันอังคารที่ 3 ก.พ.นี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า การทบทวนตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญของนักการเมือง หากโดนวิจารณ์มากๆ นายสุเทพ กล่าวว่า เป็นทัศนะและเป็นแนวความคิด ซึ่งทุกคนมีสิทธิเสนอแนวความคิด ดังนั้น นายวิฑูรย์ ควรรับฟังแนวความคิดของฝ่ายต่างๆ และประเมินดู
ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีที่ชาวพัทลุงได้รับแจกสิ่งของช่วยเหลือน้ำท่วม ซึ่งมีปลากระป๋องเน่า ว่า เขาและส.ส.ในพื้นที่รู้สึกน้อยใจและอับอาย ที่ชาวพัทลุงได้รับบริจากสิ่งของที่ไม่มีคุณภาพ เรื่องนี้ดังกล่าวมีต่อเนื่องมาเป็นเดือนแล้วแต่ก็ยังไม่จบเสียที ทั้งนี้ เพื่อนส.ส.บางจังหวัดได้ล้อเล่นว่า ถ้าเป็นพวกเขานำปลากระป๋องเน่าไปแจกคงเรียบร้อยไปนานแล้ว แต่ส.ส.พัทลุง กล้าทำ แม้จะแซวเล่นแบบนี้แต่เขาก็น้อยใจ เพราะรู้สึกตลอดเวลาว่าทำไมถึงปกป้องชาวบ้านที่เลือกเราไม่ได้ ดังนั้น รัฐบาลต้องทำเรื่องนี้ให้จบโดยเร็ว
ผมไปแก้รธน.เพราะเห็นว่ามีผลกับชีวิตผมมันคงเกินไป

หมวดข่าว : สัมภาษณ์พิเศษ
โดย : กองบรรณาธิการ
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ TheCityJournal ถึงสถานการณ์การเมืองที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่เวลานี้หลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหากไม่มีหารปรับ ครม. และเรื่องปัญหาคุณสมบัติรัฐมนตรี
รัฐบาลจะปรับครม.ตามที่คนเสื้อแดงเรีกยร้องไหม
การปรับ ครม.นั้นเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯ ได้บอกแล้วว่าขอเวลา 2-3 วัน เพื่อดูข้อมูลหลักฐานทั้งหมด ซึ่งคงต้องให้เวลานายกฯ ด้วย เพราะตอนนี้มีงานมากเหลือเกิน
การปรับครม.หากปรับไม่ดี อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
คงไม่เป็นปัญหา ต้องรอให้นายกฯ ได้ดูรายละเอียดทุกอย่างก่อนที่จะมีคำวินิจฉัย
จะปรับนายวิฑูรย์ นามบุตร ออกจากตำแหน่ง รมว.การกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไหมเพราะในพรรคก็เรียกร้องเหมือนกับที่นอกพรรคเรียกร้อง
ไม่ทราบว่าข่าวมาจากไหน เพราะยังไม่ได้ประชุมกรรมการบริหารพรรค หรือ ส.ส.ของพรรค ซึ่งจะมีการประชุม ส.ส.ของพรรคในช่วงบ่ายวันอังคารที่ 3 ก.พ.นี้
นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า การทบทวนตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญของนักการเมือง หากชี้แจงแล้วยังโดนวิจารณ์มากๆ
เป็นทัศนะและเป็นแนวความคิด ซึ่งทุกคนมีสิทธิเสนอแนวความคิด ดังนั้น นายวิฑูรย์ ควรรับฟังแนวความคิดของฝ่ายต่างๆและประเมินดู
ปัญหาของนายวิฑูรย์ถือเป็นปัญหาของพรรคประชาธิปัตย์ หรือ ในรัฐบาลหรือไม่
ไม่ถึงขนาดกับว่าจะเป็นปัญหาในพรรค หรือ เป็นปัญหาของรัฐบาล แต่เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข
พรรคภูมิใจไทยพยายามกดดันเพื่อไม่ให้มีการปรับนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทยออกจากตำแหน่ง แต่ถ้านายวิฑูรย์ แสดงสปิริตลาออกแล้วนายบุญจง ยังนิ่งเฉยจะกลายเป็นสองมาตรฐานหรือเปล่า
อย่าคิดไปเร็วขนาดนั้น เพราะยังไม่มีกรณีที่นายวิฑูรย์ ตัดสินใจทำอะไร หรือกรณีนายกฯ ตัดสินใจอะไรเกี่ยวกับนายวิฑูรย์ ดังนั้นจะบอกว่ากรณีของนายวิฑูรย์ จะไปกดดันกรณีของนายบุญจง คงไม่ใช่ และยังไม่มีเรื่องที่แสดงให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยมากดดันรัฐบาลเกี่ยวกับกรณีนายบุญจงแต่อย่างใด
จะเป็นการสวนทางกับที่นายกฯที่ไปยืนยันกับต่างชาติว่าสถานการณ์ประเทศไทยกำลังไปด้วยดี แต่ภายในรัฐบาลกำลังวุ่นวาย
ความจริงภายในรัฐบาลไม่มีอะไรวุ่นวาย เพียงแต่มีปัญหาที่เกิดประเด็นและเป็นที่สนใจของฝ่ายต่างๆ ซึ่งเราต้องสะสางเท่านั้นเอง
การแจกปลากระป๋องเน่า ทำไมจึงไม่มีการชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้
เป็นช่วงเวลาที่ได้ขอให้นายวิฑูรย์ไปรวบรวมหลักฐาน เอกสาร ข้อเท็จจริงต่างๆมาเสนอ เพื่อให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัย ถือว่าไม่ล่าช้าเท่าไรนัก ภายใน 2-3 วันนี้ก็จะชัดเจน
แล้วในกรณ๊รัฐมนตรีสายล่อฟ้าตัวจริงนายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ที่กลุ่มเสื้อแดงวิจารณ์ว่ามีประวัติมัวหมองไม่สมควรเป็นรัฐมนตรี
คำว่าประวัติมัวหมอง สำหรับคนที่จะเป็นรัฐมนตรีนั้นหมายถึงความมัวหมองในการปฏิบัติราชการ ส่วนกรณีของนายกษิต ไม่มีอะไรที่เป็นความมัวหมองในการปฏิบัติราชการ หรือ การทำหน้าที่เพื่อส่วนรวม
นายกษิต ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรและขึ้นเวทีปราศรัยที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของฝ่ายเสื้อแดง
ไม่ว่าจะขึ้นเวทีไหนก็แล้วแต่จะเป็นการพูดจากันไปตามความเชื่อ ตามความคิดของแต่ละคน พวกผมก่อนที่จะมาเป็น ส.ส. ก็ขึ้นเวทีปราศรัยกันมามากมาย เป็นเรื่องปกติ
รัฐบาลไม่แคร์เรื่องนี้
รัฐบาลไม่ได้เอามาเป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณา
แล้วกรณีที่กกต.ชี้มูลความผิดอาญานายสุเทพ กรณีไปช่วยน้องชายหาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี
ผมยืนยันว่าผมไม่ได้มีเรื่องเพราะไปช่วยหาเสียง เพราะผมไม่ได้ไปช่วยหาเสียง แต่ผมไปงานสงกรานต์ ไปทำบุญ ตักบาตร รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ตามประเพณี และหากเห็นว่าการที่ผมไปทำอย่างนั้นมีผลต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นเขาจึงให้ใบเหลืองนายกฯอบจ. ซึ่งต้องไปพิสูจน์กันที่ศาลว่าการที่ผมไปทำกิจกรรมตามประเพณีนั้นเป็นเรื่องที่เข้าข่ายกฎหมายกำหนด หรือไม่
แต่ผมมองว่ากฎหมายกำหนดเอาไว้ว่า ห้ามมิให้กระทำการใดที่ผิดกฎหมาย อาทิเช่น ซื้อเสียง แจกเงิน หรือกระทำทุจริต แต่ตนไม่ได้กระทำใดที่ทุจริตแต่อย่างใด
ตอนนี้รู้สึกไหมว่ามีความพยายามเอาผิดคนในรัฐบาลด้วยกฎหมายเลือกตั้งมาตรา 266 เป็นเรื่องผิดปกติหรือมีกระบวนการใดหรือไม่
ผมไม่มองอะไรมาก เป็นคนไม่คิดมาก หากมีกรณีคงต้องพิสูจน์กันเพราะเรามีกระบวนการยุติธรรม เราต้องเชื่อในกระบวนการยุติธรรม
น่าสงสัยหรือไม่ว่าทำไมจึงเป็น อบจ.สุราษฎร์ฯ มีการตั้งข้อสังเกตโดยคนใน กกต.จะมีการสอบถามเรื่องดังกล่าวหรือไม่
ไม่สอบถาม ไม่คุย หน้าที่ของ กกต.ท่านก็ทำหน้าที่ไป หากคิดว่าทำถูกต้องเหมาะสมแล้วก็ทำไป
คิดว่าจะตายน้ำตื้นหรือไม่
หากศาลวินิจฉัยว่าผมผิดผมก็ต้องรับผิด
คิดว่าจะเชื่อมโยงถึงการยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้หรือไม่
กรณีนี้ไม่มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการโยงไปถึงการยุบพรรคได้ เพราะกฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้อย่างนั้น แต่กฎหมายบัญญัติเฉพาะกรณีการเลือกตั้งส.ส.
หากเห็นว่ามาตรา 266 มีปัญหาจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่
ผมยังไม่มีความเห็น ผมจะไปแก้รัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่ากฎหมายมีผลกับชีวิตผมมันคงเกินไป ต้องว่ากันไปตามมาตรฐานทั่วไป ซึ่งมีกรรมการพิจารณาอยู่ว่าข้อไหนดี ไม่ดี
กรณีที่กลุ่มเสื้อแดงเรียกร้องและให้ปฏิบัติภายใน 15 วัน รัฐบาลจะพิจารณาอย่างไร ทำได้หรือไม่ได้
ยังไม่ได้หารือกันในภาพรวม แต่ผมเห็นว่าบางเรื่อง อย่างกรณีดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกฎหมายนั้นดำเนินการอยู่แล้ว แต่เรื่องอื่นๆ คงทำไม่ได้ เรื่องยุบสภานั้นก็ไม่มีทาง เพราะกำลังแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอยู่แล้วจะไปทำให้สะดุดหยุดลงทำไม แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลไม่ได้ประมาท
วันนี้นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ยื่นป.ป.ช.ตรวจสอบกรณี 3 รัฐมนตรีที่ลงมติรับร่างพ.ร.บ.งบประมาณขัดกฎหมาย กังวลเรื่องนี้ไหม
นายเรืองไกร ก็ทำหน้าที่ของเขา ส่วนผู้มีหน้าที่ตีความ ตรวจสอบ วินิจฉัยก็ดำเนินการไป เพื่อจะได้เป็นบรรทัดฐาน ผมเข้าใจว่ารัฐบาลมีข้อมูลข้อเท็จจริงที่จะไปชี้แจง
อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญห้ามไว้ว่าคนที่เป็นรัฐมนตรี และ ส.ส.ในขณะเดียวกันจะไปยกมือในเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง อาทิเช่น กรณีโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่างนั้นรัฐธรรมนูญห้ามไม่ให้ทำ แต่การที่รัฐมนตรีทั้ง 3 คน ลงมตินั้นเป็นเรื่องของงบประมาณแผ่นดินที่จะนำมาช่วยประชาชน ไม่ได้มาช่วยรัฐมนตรี และความจริงงบฯที่ผ่านนั้นไม่ได้เกี่ยวกับกระทรวงของรัฐมนตรีที่ลงคะแนนเสียด้วยซ้ำไป ผมไม่คิดว่าจะเป็นปัญหา แต่ขออภัยหากความเห็นของตนจะไปล่วงล้ำหน้าที่ของผู้มีสิทธิตีความ
ปชป.ตำหนิพท.เปิดประตูให้ต่างชาติแทรกแซงไทย

หมวดข่าว : การเมือง
โดยทีมข่าว : รัฐสภา
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงอัดแกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดโอกาสให้องค์กรต่างชาติแทรกแซงการเมืองไทย โว รัฐบาลขับเคลื่อนฝ่าวิกฤติประเทศเองได้
วันนี้ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 10.30 น. น.พ.บุรณัชย์ สมุทรรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาตำหนิคำให้สัมภาษณ์ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับ สื่อต่างชาติที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิสเซอรแลนด์ เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของไทย ว่า นายอภิสิทธิ์ เป็นบุคคลที่ตระหนักถึงภาพลักษณ์ของประเทศ และระมัดระวังต่อการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ เกี่ยวกับการเมืองภายในประเทศไทย
ส่วนคำให้สัมภาษณ์ที่เกี่ยวกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น เป็นเพียงการตอบคำถามต่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏผ่านสื่ออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสื่อบางส่วนที่ตั้งประเด็นเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาล
น.พ.บุรณัชย์ กล่าวด้วยว่า อยากให้แกนนำพรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ทบทวนและยุติการเคลื่อนไหว เพราะหลังจากที่ได้ทำหนังสือถึงศาลโลก สหประชาชาติ สหพันธ์รัฐสภาระหว่างประเทศ รวมไปถึงกรณีที่นาย จักรภพ เพ็ญแข แกนนำ นปช. ที่ทำหนังสือถึงเอกอัครราชทูตอาเซียน 9 ประเทศ ซึ่งเป็นคำถามที่สื่อต่างชาติมี และถือเป็นผลสืบเนื่องโดยตรงต่อองค์กรนอกประเทศ ในการเปิดโอกาสให้องค์กรเหล่านั้นเข้ามาแทรกแซงการเมืองของไทย
"ปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นผลสืบเนื่องโดยตรงจากการดำเนินการของพรรคเพื่อไทย และ นปช. เอง หากพรรคเพื่อไทยมีข้อสงสัยในเรื่องของความชอบธรรมในเรื่องรัฐสภา หรือรัฐบาล ช่องทางขององค์กรอิสระภายในประเทศไม่ว่าจะเป็นศาลปกครอง หรือ ศาลรัฐธรรมนูญก็เปิดช่องให้อยู่แล้ว"
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลไทยจะกอบกู้ความเชื่อมั่นจากประชาคมโลก ส่วนหนึ่งคือสร้างความเชื่อมั่นจากต่างชาติ ซึ่งการชุมนุมของ นปช. แม้ที่ผ่านมาจะชุมนุมอย่างสงบ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นการตั้งใจชุมนุมในวันที่นายกรัฐมนตรีร่วมประชุมอยู่กับผู้นำในเวทีโลก ทำให้การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนต่างชาติ ต้องเสนอข่าวการชุมนุมในไทยไปด้วย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในประเทศไทย อย่างไรก็ตามตนเห็นว่า บทบาทของพรรคเพื่อไทย ในการช่วยคลี่คลายวิกฤตทางการเมือง เพราะเงื่อนไขของกลุ่ม นปช. ที่เสนอ 4 ข้อ เป็นการเสนอคำขาด แต่พรรคประชาธิปัตย์ ยึดมั่นแนวทางการหารือและเจรจา ซึ่งพรรคหวังว่า ช่วง 15 วัน ที่ นปช. ขีดเส้นตายให้รัฐบาลนั้น จะเป็นโอกาสที่การเจรจาหารือเริ่มต้นขึ้น ซึ่งทราบมาว่า รัฐบาลได้พยายามที่จะร้องขอให้กลุ่มเสื้อแดงส่งแกนนำมาเจรจา แต่ก็ได้รับการปฏิเสธมาโดยตลอด เช่นเดียวกับที่วิปฝ่ายค้านก็ปฏิเสธเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ อยากให้แกนนำพรรคเพื่อไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มเสื้อแดงให้ช่วยเปิดทางให้มีการพูดคุยถึงข้อห่วงในต่างๆ กับรัฐบาล เพราะมิเช่นนั้นจะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหาย หากมีการชุมนุมในช่วงประชุมสุดยอดอาเซียนปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้
น.พ.บุรณัชย์ กล่าวถึงข้อสงสัยที่ประชาชนมีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีหลายคน ขอยืนยันว่าประชาธิปัตย์ตระหนักดีถึงความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ว่า จะสามารถขับเคลื่อนฟันฝ่าวิกฤตและทำให้ประเทศหลุดพ้นจากภาวะที่ท้าทายมาหลายปี ซึ่งความคาดหวังดังกล่าวพรรคยืนยันว่า ภายใน 2-3 วันนี้ สิ่งที่เป็นข้อมูลข้อเท็จจริงที่พรรคได้รับจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทุกคน พรรคพร้อมที่จะเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบอย่างโปร่งใส ปราศจากการปิดบังใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งข้อสงสัยจากประชาชนมี 2 ส่วนคือ ทำให้ผลประโยชน์ของส่วนรวมเสียไปหรือไม่ และคนบางคนได้รับประโยชน์โดยมิชอบหรือไม่ ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้จะมีการหารือหลังจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลจะพูดคุยกัน
“ ผมได้คุยกับรัฐมนตรีวิฑูรย์ (นามบุตร รมว.พัฒนาสังคมฯ) ว่าเวลาที่ผ่านมานั้น ท่านได้สืบค้นข้อมูลทั้งหมด ซึ่งหลายส่วน ผมยังไม่ได้รับทราบโดยการประชุม ส.ส. พรรควันพรุ่งนี้ ( 3 ก.พ. 52) ผมคิดว่าความกระจ่างชัดในเรื่องของข้อเท็จจริงและข้อมูลต่างๆ คงจะครบถ้วนสมบูรณ์เพียงพอให้ประชาชนรับทราบ โดยรัฐบาลจะได้ดำเนินการต่อไปโดยคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนเป็นสำคัญทั้งนี้ท่านวิฑูรย์ ได้บอกกับผมว่า ที่ผ่านมาได้ให้คณะกรรมการทั้ง 7 ชุด ทำงานอย่างอิสระ และข้อมูลทั้งหมดจะรวบรวม นำเสนอโดยไม่แทรกแซงการทำงาน ดังนั้นในส่วนนี้ผมจึงอยากให้สังคมรอฟังข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสับสนต่างๆ เกิดขึ้นมาเป็นลำดับ ” น.พ.บุรณัชย์ กล่าว
"วิชา"ชี้3รัฐมนตรีไม่ผิดกฎหมายป.ป.ช.

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
อธิการหอการค้าชี้นศ.ขายตัวผ่านเว็บแค่เพิ่มค่าตัว
โดยทีมข่าว : สังคม
อธิการหอการค้า ในฐานะนายกสมาคมสถาบันอุดมเอกชนไทย เผยตรวจสอบเว็บนศ.ขายตัวแล้ว ไม่ใช่นศ.แต่แฝงขายตัว หวังเพิ่มต่าตัว ส่วนรมช.ศึกษา สั่งม.รัฐ-เอกชน-อาชีวะ คุมเข้มนักศึกษาขายตัวผ่านเวบฯ เร่งปลูกฝังให้มีจิตสาธารณะ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เล็งชงเข้าหารือกับกกอ.
รศ.ดร.จีรเดช อู่สวัสดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และนายกสมาคมสถาบันอุดมเอกชนแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.)เปิดเผยว่าได้รับการร้องเรียนจากคนไทยในต่างประเทศว่ามีนักศึกษาไทยขายบริการทางเพศผ่านเวบไซต์และไฮไฟว์เป็นจำนวนมาก ว่า เมื่อทราบปัญหาดังกล่าวไม่ได้นิ่งนอนใจ เขาได้ให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่มีเบอร์โทรศัพท์ ชื่อ ที่อยู่ที่ปรากฎบนเว็บไซต์ ปรากฎว่า ไม่ใช่นักศึกษา กลับเป็นผู้หญิงขายบริการทั่วไป แต่อ้างเป็นนักศึกษา เพราะต้องการเพิ่มค่าตัว
"เมื่อเรานำเอาชื่อ สกุล ไปตรวจสอบตามมหาวิทยาลัยเอกชน ก็ไม่พบว่าเป็นนักศึกษา ทั้งที่ทุกมหาวิทยาลัยจะมีทะเบียนนักศึกษาทุกคนอยู่ หากรายชื่อดังกล่าวเป็นนักศึกษาจริง จะต้องตรวจสอบได้ในทะเบียนนักศึกษา แต่กรณีดังกล่าวไม่พบ ผมจึงมองว่าเป็นเรื่องของการแอบอ้างใช้ชุดนักศึกษาเพิ่มค่าตัวมากกว่า"
รศ.ดร.จีรเดช กล่าวว่า เราคงไม่ต้องไปนั่งแก้ปัญหานี้ ยิ่งแก้เหมือนยิ่งมีปัญหา ยิ่งพูดยิ่งเข้าตัว อีกอย่างเรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่ใช่นักศึกษาของเรา ไม่จำเป็นต้องไปนั่งแก้ นั่งแถลง
อย่างไรก็ตาม การที่มีผู้แอบอ้างเช่นนี้เพราะไม่มีรายได้ บวกกับพิษเศรษฐกิจตกต่ำ จึงพยายามหาทางที่จะหาเงินได้ง่าย และมากๆ จึงมาแอบอ้างเป็นนักศึกษา เรามหาวิทยาลัยเอกชนถูกกล่าวหาเรื่องนี้มาตลอด ทั้งที่ความจริงแล้ว เด็กที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชน ถือว่าพ่อแม่มีเงิน ฐานะปานกลาง คงไม่จำเป็นต้องไปขายบริการ อีกทั้ง เมื่อทุกคนมีเงิน แล้วใช้ของฟุ้งเฟ้อแล้ว ก็ไม่จำเป็ต้องเอาตัวเข้าแลก เพราะต่างมีเงินจับจ่ายหาซื้อของมาใช้อยู่แล้ว ข้อเท็จจริงมันไปด้วยกันไม่ได้ เพราะไม่ใช่เด็กมหาวิทยาลัยเอกชน" รศ.ดร.จีรเดช กล่าวทิ้งท้าย
ด้านนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.)กล่าวว่า ก่อนมีข่าวออกมาได้แจ้งไปยังสถาบันอุดมศึกษาทั้งรัฐและเอกชน และสถาบันอาชีวศึกษาผ่านสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ขอให้ช่วยกวดขันดูแลนักศึกษาไม่ให้มีการขายบริการทางเพศ ซึ่งคิดว่าปัญหามีสาเหตุจากนักศึกษามีค่านิยมที่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ตามกระแสวัตถุนิยมและปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ
"กรณีปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำนั้นทุกฝ่ายต่างเจอปัญหานี้ทั้งนั้น ดังนั้น นักศึกษาจึงต้องรู้จักหาทางออกที่เหมาะสม และศธ.มีกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)ให้นักเรียน นักศึกษากู้ยืมเรียนอยู่แล้ว ปีนี้ได้เสนอรัฐบาลให้ขยายฐานผู้กู้ กยศ.โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 2-4 ที่กู้กองทุนกยศ.ไม่ได้ในช่วงเรียนปีที่ 1 สามารถกู้ได้และใช้งบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านบาทซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)แล้ว"
ส่วนปัญหานักศึกษามีค่านิยมฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือยนั้น ศธ.คงแก้ปัญหาโดยลำพังไม่ได้ แต่จะต้องร่วมมือกับทุกฝ่ายเช่น กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.)กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)ช่วยกันปลูกฝังให้นักศึกษามีความรับผิดชอบมากขึ้น มีจิตสาธารณะและดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ดังนั้น จะนำปัญหานี้ไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.)ด้วย
“บัญญัติ”ชี้“วิฑูรย์”ทบทวนตัวเอง
โดยทีมข่าว : ทำเนียบรัฐบาล
“บัญญัติ”แนะ“วิฑูรย์”หากแจงปลากระป๋องเน่าแล้วสังคมไม่เชื่อ ควรทบทวนตัวเอง ชี้ เสียงวิจารณ์จะเป็นตัวชี้วัด พรรคการเมือง-นักการเมืองไม่ควรละเลย และรัฐบาลรู้ดีว่าต้องระวังไม่ให้มีเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน
นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ประธานพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กำลังประสบปัญหาโครงการแจกถุงยังชีพช่วยผู้ประสบอุทกภัย จ.พัทลุง แล้วมีปลากระป๋องเน่า ว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและรัฐมนตรีต้องจัดการปัญหาเหล่านี้ให้คลี่คลายลงให้ได้ ถ้าสร้างความเข้าใจไม่ได้ก็ต้องพิจารณาว่าหลังจากรัฐมนตรีชี้แจงแล้ว เสียงสะท้อนของสังคมเป็นอย่างไร ตรงนี้คือภารกิจของการเมืองยุคนี้ ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารรวดเร็วมาก และประชาชนก็พร้อมที่จะแสดงออกว่าชอบหรือไม่ชอบ เสียงสะท้อนนั้นจะปรากฎจากการวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นตัวชี้วัด ทำให้พรรคการเมืองและนักการเมืองละเลยไม่ได้
ต่อข้อถามว่า จนถึงวันนี้จับเสียงสะท้อนของประชาชนได้หรือยังว่าประชาชนจะเอาอย่างไร กรรมการสภาที่ประธานพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทัศนคติของประชาชน ที่มีต่อนักการเมืองเรื่องคร์อรัปชันค่อนข้างที่จะรุนแรง ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลก็ตระหนักในเรื่องนี้ โดยเฉพาะในกฎ 9 ข้อที่นายกฯพูดเอาไว้กับครม.
"ผมจำได้ว่าในข้อที่ 2 ชัดเจนในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต และอีกข้อคือความรับผิดชอบของนักการเมืองที่ต้องรับผิดชอบมากว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วยซ้ำไป นายกฯต้องดูปฏิกิริยาที่สะท้อนกลับมาด้วย"
นายบัญญัติ กล่าวว่า ที่น่ายินดีที่สุดคือนายวิฑูรย์ บอกว่า ถึงอย่างไรก็ต้องรักษามาตรฐานของพรรคประชาธิปัตย์ ในเรื่องความซื้อสัตย์สุจริตไว้ และจะไม่ให้เรื่องราวของตัวเองเป็นภาระกับรัฐบาล และให้นายกฯมีโอกาสแก้ไขปัญหาไปได้ คิดว่าถ้าชี้แจงแล้วคนยังไม่เชื่อ ไม่ว่าตัวเองจะผิดหรือไม่ผิด ก็ต้องกลับมาคิดกันแล้วว่าควรจะช่วยกันรักษาระดับความเชื่อมั่นที่จะต้องมีในรัฐบาลโดยรวมอย่างไร โดยวัฒนธรรมประเพณีของพรรคเมื่อไหร่ก็ตามหากประชาชนไม่สบายใจก็ต้องพึงทบทวนต่อสิ่งเหล่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า มาตรฐานของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นอย่างไรต่อกรณีนี้ นายบัญญัติ กล่าวว่า มาตรฐานของพรรคพูดได้ว่าความซื่อสัตย์สุจริตเป็นหัวใจของอุดมการณ์ในการทำงานการเมือง วันนี้นายวิฑูรย์ พูดว่าถ้าผิดจริงก็ไม่ต้องเป็นห่วง นายกฯ ก็บอกว่ากลับมาจากต่างประเทศแล้วจะดู รัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ได้อย่างแรกก็คือผลงานของรัฐบาล และตนเคยบอกกฎ 5 ข้อที่บอกว่าไม่ และเอาไว้ให้รัฐบาลทำ คือ ไม่แบ่งแยก ไม่พูดจาท้าทาย ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่มีคำมั่นสัญญา และไม่ทุจริต คอร์รัปชัน อย่าให้ประชาชนระแวงแคลงใจเรื่องนี้เด็ดขาด เพราะประชาชนรับไม่ได้กับการทุจริต
ต่อข้อถามว่า เท่าที่ฟังหาเสียงของท่านเหมือนกับว่ารัฐมนตรีที่โดนกล่าวหาควรจะต้องแสดงสปิริต กรรมการสภาที่ประธานพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่ที่ตัวรัฐมนตรีและรัฐบาล ที่คงละเลยปัญหานี้ไปไม่ได้ รัฐบาลต้องรักษาระดับความเชื่อมั่นต่อประชาชนสูงมากใน 2 เรื่อง คือ 1.เรื่องเศรษฐกิจและ 2.ความเชื่อมั่น ว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้เข้ามาหาเศษหาเลย วิกฤติการเมืองทำให้คนขาดความเชื่อมั่นเหมือนในอดีตที่ผ่านมา จนทำให้เกิดการคดโกงทางการเมืองนั้น ณ วันนี้รัฐบาลนี้จะต้องระมัดระวังว่าจะไม่มีเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน และเชื่อว่านายกฯ ตระหนักเรื่องนี้อยู่แล้ว เราต้องยอมรับว่าถ้าพูดเรื่องคอรัปชันประชาชนก็เชื่อไว้ก่อนแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า เดาใจนายกฯออกหรือไม่ว่าจะเอาอย่างไรกับกรณีนี้ นายบัญญัติ กล่าวว่า นายกฯ คงคิดเหมือนที่เขาพูดเอาไว้ว่า รัฐบาลที่เข้ามาภายใต้วิกฤติเช่นนี้ รัฐบาลต้องรักษาระดับความเชื่อมั่นของประชาชนเอาไว้ เพราะความเชื่อมั่น ความเชื่อถือ ความไว้วางใจมันเป็นปัจจัยข้อแรกในการทำงาน ถ้าคนไม่เชื่อมั่น ทำอะไรก็ยาก นายกฯคงต้องคิดอ่านเพื่อรักษาความเชื่อถือเอาไว้ให้ได้
กกต.ชี้อาญา"สุเทพ"โยงยุบปชป.ไม่ได้
โดยทีมข่าว : รัฐสภา
แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งชี้การดำเนินคดีอาญา "สุเทพ" โยงไปสู่การดำเนินคดีเพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ชี้เป็นความผิดส่วนบุคคล
มติคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่สั่งให้ดำเนินคดีอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดกรณีนายธานี เทือกสุบรรณ น้องชายของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ทุจริตการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพราะไปแจกทุนการศึกษาในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง โดยหนึ่งในนั้น คือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้ได้ส่งให้ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยชี้ขาดเป็นขั้นตอนสุดท้าย
ทั้งนี้ หากศาลอุทธรณ์ พิจารณาแล้วเห็นว่าชอบกับกกต. ผู้ที่เกี่ยวข้องจะมีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 2 หมื่นถึง 2 แสนบาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
ผลของคดีนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่านายสุเทพ เป็นคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่ง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 ระบุว่า หากกรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็นกับการทุจริตเลือกตั้ง จะต้องยุบพรรค แต่ในพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 ไม่ได้กำหนดโทษยุบพรรคการเมืองเอาไว้ด้วย
แหล่งข่าวจากสำนักงานกกต. เปิดเผยว่า กรณีของนายสุเทพ นั้นเป็นความผิดส่วนบุคคล ไม่สามารถนำไปโยงเป็นเหตุให้ต้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ แม้ว่านายสุเทพ จะเป็นกรรมการบริหารพรรคก็ตาม คงมีโทษทางอาญาเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม อาจจะมีความพยายามที่จะโยงว่า การแจกสิ่งของมีสัญลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ น่าจะเป็นความผิดของพรรคด้วย นั้น แหล่งข่าวกล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ว่าพรรคมีส่วนรู้เห็นว่าเป็นผู้สั่งให้กระทำและแจกสิ่งของนั้น ๆ จึงยากที่จะสาวไปให้เป็นความรับผิดชอบของพรรคประชาธิปัตย์
รายงานข่าวจากกกต. แจ้งว่า กรณีกกต.มีมติให้มีการเลือกตั้งนายกอบจ.สุราษฎร์ธานี ใหม่ และสั่งให้ดำเนินคดีอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องและร่วมแจกทุนการศึกษา ประกอบด้วย นายสุเทพ นายชุมพล กาญจนะ ส.ส. สุราษฎร์ และนายประพนธ์ นิลวัชรมณี หัวคะแนน โดยขณะนี้กรณีดังกล่าวอยู่ระหว่างดำเนินการเขียนสำนวนส่งให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย หากศาลไม่เห็นด้วยกับมติของกกต. นายสุเทพ ก็ถือว่าไม่มีความผิด
อย่างไรก็ตาม กรณีนี้มีความเป็นไปได้ว่าศาลอาจจะสั่งยกฟ้องเนื่องจากในสำนวนที่กกต.สั่งเลือกตั้งใหม่ และให้ดำเนินคดีอาญาและเตรียมส่งฟ้องศาลนั้นปรากฏว่าไม่ได้เรียกนายสุเทพ มาสอบสวนทั้งในชั้นกกต.จังหวัด และกกต.กลาง ซึ่งมีผลทำให้สำนวนอ่อนลง และเชื่อว่านายสุเทพ จะยกประเด็นนี้ขึ้นมาต่อสู้ในชั้นศาลด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลยกคำร้องกกต.ไม่สามารถนำคำร้องกลับมาสอบสวนเพิ่มเติมได้ เนื่องจากอายุความเกิน 1 ปีแล้ว ทั้งนี้ กกต.ก็อาจมีความเสี่ยงผิดตามพ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 มาตรา 29 ห้ามมิให้กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด และอนุกรรมการ กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่เพื่อเป็นคุณ หรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดในการเลือกตั้ง หรือกระทำการหรือละเว้นกระทำการ โดยทุจริตหรือประพฤติมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หรือการออกเสียงประชามติ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 - 10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี
วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2552
ผบ.ตร.ขึงขังขู่"เสื้อแดง"ผิดกฎหมายจับทันที

โดยบ่ายวันนี้ (30 ม.ค.) พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เข้าร่วมรับฟังการประชุมซักซ้อมทำความเข้าใจแผนปฏิบัติดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยของตำรวจนครบาลในการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. พร้อมประเมินสถานการณ์ความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด โดยเชิญ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และ ปลัด กทม. เข้าแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวภายหลังการประชุมว่า ประเมินสถานการณ์ร่วมกับกองทัพ เตรียมพร้อมรับมือผู้ชุมนุมเคลื่อนไหว โดยเน้นย้ำผู้ปฏิบัติให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด หากพบผู้ชุมนุมการกระทำผิดกฎหมาย มีการเตรียมพร้อมพนักงานสอบสวนไว้ดำเนินคดีแล้ว และหากกำลังตำรวจไม่เพียงพอจะประสานขอกำลังเสริมจากทหารมา เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานด้วย ซึ่งหากมีการบุกรุกเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลคงไม่ยอมแน่นอน
ด้านพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวว่า การชุมนุมหรือเคลื่อนขบวนสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และปราศจากอาวุธ พร้อมยืนยันว่า ตำรวจจะไม่ใช้ความรุนแรง หรือแก๊สน้ำตา แต่จะมีเพียงโล่เป็นอาวุธป้องกันเท่านั้น
ส่วนแผนปฏิบัติดูแลความสงบเรียบร้อย ตำรวจนครบาลจะใช้แผนปฏิบัติเดิม คือ" แผนกรกฏ48" ใช้กำลังประมาณ 35 กองร้อยจำนวน 5,250 นายต่อ 1 ผลัด ผลัดละ 12 ชม. ระดมมาจาก บช.น. บช.ภ.1,2,7 บช.ก.และ ตชด.โดยมีการขอกำลังทหารมาช่วยอีก 22 กองร้อยมาช่วยดูแลความสงบ รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากทาง กทม.เป็นอย่างดี ทั้ง รถน้ำ รถดับเพลิง และรถไฟส่องสว่าง
"จะใช้การเจรจาเป็นหลัก โดยมีจุดเจรจา 4 จุดคือ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สะพานผ่านฟ้า แยกจปร. และสะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งได้มอบหมายให้รอง ผบช.น.และ รองผบก.ต่างๆ คุมกำลังตามจุดที่กำหนด และจาการคาดการคิดว่ากลุ่มผู้ชุมนุมน่าจะมีประมาณ 20,000 " พล.ต.ท.สุชาติ กล่าว
"เทพเทือก"ส่งสัญญาณปรับครม.

ท่ามกลางกระแสปรับครม. วันนี้ (30) ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 14.00 น. ทีมงานสำนักเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อาทิเช่น นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายธีระ สลักเพชร รมว.วัฒนธรรม รองเลขาธิการพรรค นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรูพ่าย รองเลขาธิการพรรค นายเทพไท เสนพงศ์ นางนวลพันธุ์ ล่ำซำ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรค นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.สัดส่วน ได้เดินทางเข้าพบและหารือกับนายสุเทพ ที่ห้องทำงาน ตึกบัญชาการ โดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง
ส่วนนายเทพไท กล่าวถึงความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัน ส.ส.สัดส่วน เข้ามารับตำแหน่งรมว.พม. นายเทพไท กล่าวว่า ก็เป็นคนหนึ่ง เพราะนายไกรศักดิ์ เคยเป็นรัฐมนตรีเงาพม.มาก่อน
ด้านนายอิสสระ สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวระบุว่าเป็นหนึ่งในว่าที่รัฐมนตรีแทนนายวิฑูรย์ ว่า อย่าเพิ่งพูดไปไกลถึงขนาดนั้น เพราะที่ผ่านมานายวิฑูรย์ เองก็สามารถชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านได้ดี ขอให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ในพรรคที่จะพิจารณาน่าจะดีที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวนอกจากนายอิสสระ แล้ว ยังมีชื่อนายศุภชัย ศรีหล้า ที่จะมีคั่วตำแหน่งรัฐมนตรีพม.ในครั้งนี้ด้วย
ประธานวุฒิชี้รมต.ลงมติงบไม่ขัด177

หมวดข่าว : การเมือง
โดยทีมข่าว : รัฐสภา/ทำเนียบรัฐบาล
ประธานวุฒิสภา ชี้รัฐมนตรีลงมติผ่านงบกลางปีไม่น่าขัดรัฐธรรมนูญ แต่หากเพื่อไทยติดใจยินดียื่นป.ป.ช.-ศาลรธน.ชี้ขาด เผยคำวินิจฉัยศาลรธน.เคยยกคำร้อง 30 ส.ว.กรณีครม."สมชาย" มีเอี่ยวงบ 45,000 ล้าน เลขานุการกมธ.ยกร่างฯ ชี้ฝ่ายค้านคิดเลยเถิด ด้านเพื่อไทย บี้ 3 รมต.โหวตรับงบเพิ่มเติมให้ลาออก พ่วงไล่รมต.ปลากระป๋อง-รมต.ผ้าห่ม ให้เวลาถึงวันจันทร์ หากไม่ออก จะยื่นศาลรธน.จัดการ
นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่ส.ส.ฝ่ายค้าน เตรียมที่จะเข้าชื่อ 1 ใน 4 เพื่อยื่นถอดถอน 3 รัฐมนตรีที่ลงมติร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2552 เพราะทำขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 177 วรรคสอง เนื่องจากรัฐธรรมนูญห้ามรัฐมนตรีที่เป็นส.ส.ลงมติในเรื่องที่ตัวเองมีส่วนได้เสีย ว่า เขาเข้าใจว่าเป็นคนละเรื่องกัน ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันโดยตรง
ประธานวุฒิสภา บอกว่า สมมติว่ามีคนเอาหนังสติ๊กไปยิงไก่ แล้วเกิดไก่วิ่งไปชนหม้อแกงหก จนทำให้ไม่สามารถกินได้ แล้วอย่างนี้จะไปโทษคนยิงไก่ได้อย่างไร แต่ถึงอย่างไรหาก ส.ส.ยื่นเรื่องมาก็ต้องตรวจสอบรายชื่อ รวมถึงข้อหา ก่อนจะส่งไปให้ป.ป.ช.หรือศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยชี้ขาด
ผู้สื่อข่าวถามว่าในฐานะนักกฎหมายตีความคำว่า มีส่วนได้เสีย อย่างไร นายประสพสุข กล่าวว่า ความหมายคืองบประมาณที่ลงไปอยู่ในโครงการแล้วส.ส.มีส่วนได้เสียโดยตรง แต่ถ้าเป็นงบประมาณโดยรวมแสนกว่าล้านบาทแล้วนำไปใช้กับประชาชนทั่วประเทศอย่างนี้ ก็ต้องดูว่าโดยตรงหรือไม่
บรรทัดฐานศาลรธน.กรณีมีส่วนได้เสีย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้าที่ ส.ว.30 คน นำโดยน.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ได้เข้าชื่อกันและยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2552 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 168 หรือไม่ เนื่องจากเห็นว่า มีการแปรงบประมาณเพิ่ม 45,000 ล้านบาท โดยครม. เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เนื่องจาก ครม.ที่มีสถานะเป็นส.ส.ด้วย ซึ่งมีข้อห้ามแปรญัตติงบประมาณ มาตรา 168 วรรค 6
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญคำวินิจฉัยว่า การที่ครม.มีมติให้เสนอเพิ่มงบประมาณ (45,000 ล้านบาท) ต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เป็นการกระทำในฐานะฝ่ายบริหาร มิได้กระทำในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 168 วรรค 6
กมธ.ยกร่างฯรธน.2550ชี้ไม่ขัดรธน.
ด้านนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 กล่าวว่า มาตรา 177 มีเจตนารมณ์ให้มุ่งตีความโดยแคบป้องกันไม่ให้รัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.โหวตสนับสนุนในเรื่องที่ตัวเองมีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวเอง หรือในส่วนของการเสนอกฎหมายนั้นรัฐธรรมนูญไม่ให้โหวตในกฎหมายที่ตัวเองมีส่วนได้เสียโดยตรง
"การตีความของพรรคฝ่ายค้านนั้นกว้างขวางเกินไปไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ เป็นการตีความที่ทำให้การทำงานทำไม่ได้ เพราะการยึดว่ารัฐมนตรีเป็นผู้เสนอกฎหมายแล้วลงมติไม่ได้ก็เท่ากับว่า ครม.ทั้งชุดลงมติกฎหมายที่ออกมาจาก ครม.ไม่ได้เลย ถือว่าตลกมาก เลยเถิดไปกันใหญ่ การใช้กฎหมายต้องทำอย่างเป็นปกติไม่ใช่ตีความเพื่อเล่นงานใครคนใดคนหนึ่ง"
ที่รัฐสภา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ แถลงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งตรากฎเหล็ก 9 ข้อ ที่รัฐมนตรีต้องมีความรับผิดชอบทางการเมืองสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย นายกฯจึงต้องรับผิดชอบด้วย และหากนายกฯ ยังไม่ดำเนินการอะไร หรือรัฐมนตรียังไม่ลาออก จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาทันทีในสัปดาห์หน้า
พท.ยื่นหลักฐานป.ป.ช.เพิ่มกรณี"บุญจง"
ส่วนที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางเข้ายื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมให้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีกล่าวหานายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย แจกเงินพร้อมแนบนามบัตร โดยเป็นภาพวิดีโอ และได้ทำหนังสือขอรายชื่อผู้มีสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากทราบว่าที่แจกกันในวันนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นประชาชนที่หัวคะแนนนายบุญจง
นายพร้อมพงศ์ กล่าวถึงกรณีนายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ว่า อีก 2 สัปดาห์จะเปิดเผยข้อมูลคนใกล้ชิดนายวิฑูรย์ ซึ่งเป็นส.ส.ในพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทำตัวเป็นเจ้าแม่ในกระทรวงพม. ที่มีอักษรย่อชื่อเล่น "บ" ซึ่งควรโดนตรวจสอบโดยมาตรา 266 เพราะใช้อำนาจ ส.ส.ไปก้าวก่ายข้าราชการประจำ และหาผลประโยชน์ จึงขอเรียกร้องไปยังนายกฯ ว่าหากไม่รีบตัดตอนนายวิฑูรย์ ก็จะลามไปถึงคนใกล้ตัวนายกฯ เพราะเจ้าแม่ "บ" คนนี้ สนิทสนมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
"อภิสิทธิ์"คุยโต๊ะกลม"อันนัน-บิล เกตส์"ถกความมั่นคงอาหาร

หมวดข่าว : การเมือง
โดยทีมข่าว : ทำเนียบรัฐบาล
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รักษาการโฆษกรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางเข้าร่วมประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (WEF) ครั้งที่ 39 ณ กรุงดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 30 ม.ค. ถึง 1 ก.พ. ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า การร่วมประชุมประจำปีผู้นำเศรษฐกิจโลกทั้งภาครัฐบาลและเอกชนของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งจะได้พบกับภาคเอกชน ซึ่งเป็นผู้จัดงานโดยจะได้พูดคุยกันเรื่องของสภาพเศรษฐกิจโดยรวม แต่ไม่ได้มีผลผูกพันทางการเมือง หรือทางกฎหมาย
"เป็นการประชุมที่เปิดกว้างให้ผู้นำภาคธุรกิจและภาครัฐมาแสดงความคิดเห็น แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า รอบหลายปีที่ผ่านมาปรากฏว่าการประชุม WEF กลับมีผลผูกมัดในเชิงนโยบาย คือ มีการนำไปปฏิบัติ เวที WEF จึงเป็นที่สนใจของผู้นำโลกที่จะเข้ามาแสดงจุดยืนความคิดเห็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ปัญหาทุนนิยม ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่กำลังพัฒนารวมทั้งแนวทางใหม่ๆ ที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกเจริญเติบโต
ในการสัมมนากลุ่มย่อย WEF จะมีผู้นำที่หลายหลายเข้ามาร่วมเป็นผู้อภิปราย บางกลุ่มเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ นายอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีของไทยจะแสดงปาฐกถาเปิดการเสวนาในบางกลุ่ม และอาจเป็นผู้ร่วมเข้าฟังในบางกลุ่ม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้นำอื่นๆ เข้ามาร่วมเสวนา บรรยากาศเป็นไปแบบสบายๆ แต่หัวข้อการพูดคุยค่อนข้างเข้มข้น โดยสิ่งที่เราจะพูดจะมีเฉพาะส่วนที่เราเข้มแข็ง อาทิเช่น เรื่องการค้า การท่องเที่ยว
ทั้งนี้ ในวันนี้ 30 ม.ค. เวลา 12.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้กล่าวเปิดเสวนาเรื่อง "การเจริญเติบโต ผ่านการเดินทางและการท่องเที่ยว " เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าไทยเข้มแข็ง ในแง่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมบริการ และอุตสาหกรรมการเดินทาง
"ท่านนายกฯ ได้นำเสนอว่า ในยามที่วิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้น ถ้าเรามีการท่องเที่ยวการเดินทางที่ดีจะพยุงผลกระทบจากเศรษฐกิจได้ โดยไม่ต้องคิดถึงการส่งออกมากนัก แต่การส่งออกยังเป็นเรื่องสำคัญจะต้องมีมาตรการหนุนการส่งออก"
นายปณิธาน เปิดเผยด้วยว่า แม้ว่าต่างชาติเขาซื้อสินค้าเราไม่ได้ แต่เขาสามารถมาเที่ยวในไทยได้ คนไทยเที่ยวกันเอง เศรษฐกิจก็จะประคับประคองตัวได้ แต่จะต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะมาตรการรักษาความปลอดภัยของสนามบิน ซึ่งในเชิงบริหารของไทยได้ให้มีการยกระดับให้มีการรักษาความปลอดภัยโดยการร่างกฎหมายออกมา และนอกจากมาตรการรักษาความปลอดภัยแล้ว ไทยยังมีมาตรการจูงใจยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า 3 เดือน ลดค่าใช้จ่ายเที่ยวบินเหมาลำที่จะลงจอดสนามบิน มาตรการลดภาษีต่างๆให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้งหมดเป็นการกระตุ้นด้านการท่องเที่ยว
"การที่ไทยได้ไปร่วมครั้งนี้ถือเป็นการโชคดีที่เป็นสัญญาณว่าไทยได้กลับมามีผู้นำเข้มแข็งและพร้อมจะเดินหน้าประเทศต่อไป"
ขณะที่กำหนดการช่วงบ่ายวันที่ 30 ม.ค. นายกรัฐมนตรี เข้าประชุมร่วมกับผู้นำโลกหลายประเทศ เพื่อถกปัญหาของวิกฤติเศรษฐกิจโลก โดยนายกรัฐมนตรีไทย มีโอกาสนำเสนอประสบการณ์ว่า วิกฤติเศรษฐกิจโลกตอนนี้เกิดขึ้นกับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ประเทศที่กำลังพัฒนาเคยประสบวิกฤติเศรษฐกิจแบบนี้มาแล้วอย่างรุนแรงและไทยเอาตัวรอดมาได้อย่างไร มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพิ่มความเข้มแข็งสถาบันการเงินอย่างไร
“ท่านนายกฯ พร้อมเล่าให้ฟังในเวทีโลก ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อเขาในการแก้วิกฤติเศรษฐกิจโลก พร้อมกับมีการเสนอให้ปรับโครงสร้างของทุนนิยมโลก ปฏิรูปสถาบันการเงินในระบบทุนนิยม อาทิเช่น ไอเอ็มเอฟ และ สถาบันอื่นๆ"
นายปณิธาน กล่าวอีกว่า โอกาสนี้นายกรัฐมนตรี จะคุยเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เชื่อว่าเรื่องนี้หลายประเทศจะสนใจฟัง โดยจะมีนายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ นายบิล เกตส์ เจ้าของบริษัทไมโครซอฟท์ ประธานมูลนิธิบิล เกตส์ รวมไปถึงประธานบริษัทผลิตอาหารยักษ์ใหญ่หลายแห่งของสหภาพยุโรปเข้าร่วมด้วย
"โอกาสนี้นายอภิสิทธิ์ จะกล่าวถึงความได้เปรียบของไทยในการเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา ซึ่งเวลานี้หลายประเทศต้องการอาหารจากไทยเพราะมีหลายประเทศที่ประสบกับวิกฤติทางด้านอาหาร ก็จะระงับการส่งออกหรือไม่ก็ตั้งกำแพงภาษี โดยสรุปแล้วเวทีนี้ไทยจะมีบทบาทสูง
ในฐานะเป็นผู้ผลิตที่หลายประเทศสนใจ"
ส่วนช่วงเย็นนายอภิสิทธิ์ จะพูดคุยถึงบทบาทของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมกับเศรษฐกิจโลก 20 ประเทศ ตรงนี้จะลงรายละเอียดของการปฏิรูปโครงสร้างทุนนิยม บทบาทของกลุ่มประเทศ G20 ที่ตกลงจะทำงานร่วมกันในเรื่องความโปร่งใส ความรับผิดชอบในแง่ทุนนิยม เรื่องการออมและการปฏิรูปสถาบันต่างๆ และทำตามนโยบายในการปรับปรุงโครงสร้างทุนนิยมโลกให้มีความเป็นธรรม และในช่วงค่ำจะมีการพบปะกับนักธุรกิจและผู้นำประเทศต่างๆ อีกครั้ง
"นายกรัฐมนตรีจะประกาศต่อหน้าซีอีโอบริษัทยักษณ์ใหญ่นานาประเทศว่า ประเทศไทยเริ่มกลับมาสู่ภาวะปกติ รัฐบาลไทยมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น-ระยะกลางออกมาแล้ว ซึ่งได้รับการตอบรับพอสมควรและอาจจะมีการกระตุ้นอีกระลอกหากไม่ได้ผล เพราะมีการคาดการณ์ว่าอีก 3-4 เดือนข้างหน้าจะหนัก ซึ่งอาจจะมีการทบทวนโครงการและผลักดันให้เกิดโครงการลงทุนระยะกลาง และระยะยาวต่อ หลังจากนั้นเชื่อว่านานาประเทศจะเข้าใจว่าไทยกลับมาทำงานผลักดันนโยบายผ่านสภา เพื่อให้ฝ่ายบริหารนำไปปฏิบัติ แม้ในทางการเมืองจะมีการชุมนุมประท้วงมีความเห็นแตกแยกกันบ้าง แต่ความร้อนแรงและการเผชิญหน้าก็ลดลงเรื่อยๆ การเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมารัฐบาลได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ที่เหนือความคาดหมาย ส่วนต่างประเทศก็ลดระดับการเฝ้าระวังของไทยลง รวมถึงยกเลิกมาตรการเตือนไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในไทย อัตราของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในไทยก็มากขึ้นถึง 80 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นว่าด้านการเมืองและเศรษฐกิจเริ่มกลับมามีเสถียรภาพ”
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแนวทางแก้ไขปัญหาการเมืองโดยพยายามตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองจากคนที่ได้รับการยอมรับเพื่อมองหาแนวทางแก้วิกฤติทางการเมือง ตรงนี้ต่างประเทศจะมั่นใจว่า ไทยมีกระบวนการแก้ไขปัญหาในเรื่องต่างๆ และรัฐบาลจะมีมาตรการอื่นๆออกมาเป็นระยะเพื่อให้ต่างประเทศเห็นว่า ไทยมีความพยายามและความตั้งใจจริง
"ตอนนี้ต้องรอผลจากการทำงานเหล่านี้ในระยะเวลา 3-6 เดือนจะเป็นอย่างไร เชื่อว่าน่าจะเห็นผลบ้างอย่างน้อยยังดีกว่าในช่วงที่เกิดความขัดแย้งที่อยู่ในสภาวะชะงักงัน อย่างไรก็ตามเรื่องของการเมืองและเศรษฐกิจ อาจไม่ได้ขึ้นอยู่ที่รัฐบาลอย่างเดียว ถ้าเศรษฐกิจโลกไม่ดี เราทำทุกอย่างเต็มที่แล้วตลาดที่เราจะขายยังมีปัญหา ไทยก็ทำอะไรได้ไม่มากจึงใช้เวทีการประชุมดังกล่าวบอกให้นานาชาติรู้ว่าเราทำเต็มที่ และในฐานะไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมอาเซียนซัมมิต นานาประเทศคงอยากรู้ว่าไทยมีความคิดอย่างไรต่อประเด็นต่างๆในเวทีโลก"
หลังเดินทางกลับจากเวที WEF รัฐบาลจะประเมินการตอบรับของต่างประเทศ ซึ่งหากได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้นจะใช้รูปแบบนี้ในเวทีอื่นๆ ต่อไปเพราะนายกรัฐมนตรีมีแผนที่จะเดินทางไปโรดโชว์ยังญี่ปุ่น และจีน รวมถึงประเทศต่างๆ ในอาเซียนหลายประเทศด้วย
"สมิทธ์"เตือนรับมือโลกร้อน 45 องศา-น้ำท่วมกรุงเทพฯ

คลื่นความร้อนที่ทำให้ชาวออสเตรเลีย ต้องออกมานอนรับลมใต้ร่มไม้ ตามชายหาด ส่งสัญญาณว่าโดกกำลังจะร้อนขึ้น กรณีนี้ นายสมิทธ์ ธรรมสโรช อดีตประธานกรรมการอำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ให้เหตุผลว่า โลกเราหมุนรอบดวงอาทิตย์เป็นวงกลม และวงรี ซึ่งข้อมูลดาราศาสตร์ทั้งต่างประเทศและประเทศไทย


วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552
นายกฯต้องสร้างมาตรฐานจริยธรรม
หมวดข่าว : วิเคราะห์รวบแล้วเสี่ยเต้นท์รถนายทุนผลิตแบงค์ปลอม

หมวดข่าว : สังคม
โดยทีมข่าว : อาชญากรรม
เสี่ยเต้นท์รถนายทุนจ้างทำแบงค์ปลอมจนมุมพร้อมลูกน้อง ตำรวจโคราชรวบถึงบ้านย่านลาดพร้าว ของกลางเพียบ ยังปากแข็งปฏิเสธ ด้านลูกมือสารภาพสิ้นไส้ ปลอมทั้งแบงค์ไทย เขมร พม่า ไม่เว้นแม้ประเทศแถบแอฟริกาใต้ พาสปอต วีซ่า เอทีเอ็ม ผบช.ภ. 3 ระบุเป็นขบวนการใหญ่ระดับชาติ สร้างความสูญเสียให้เศรษฐกิจอย่างมาก
วันที่ 29 ม.ค. เมื่อเวลา 09.45 น. ที่หน้ากองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 อ.เมือง จ.นครราชสีมา พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ฉัตรกนก เขียวแสงส่อง ผบก.ภ.นครราชสีมา และพ.ต.อ.พงษ์เดช พรหมมิจิตร รอง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา หัวหน้าชุดสืบสวนจับกุม ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมขบวนการผลิตแบงค์ปลอม ได้ผู้ต้องหา 3 ราย คือ นายศรรามณ์ หรือพงษ์เดช ติงวัฒนะ อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 235 ซอยลาดพร้าว 115 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ เสี่ยเต้นท์ขายรถยนต์มือสองนายทุนใหญ่ ที่สั่งผลิตแบงค์ปลอม นายอลงกต เที่ยงคืน อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12 ถ.ปทุมกรุงเทพฯ ต.บางปรอก อ.เมือง จ.ปทุมธานี ลูกน้องคนสนิทของนายศรรามณ์ และนางกัลยา ท่านมุข อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8/2 หมู่ 5 ต.หนองปลาไหล อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร ภรรยานายอลงกต
สำหรับของกลางที่ตรวจยึดครั้งนี้ประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องปริ้นเตอร์ เครื่องปั้มเอกสารนูน เครื่องตัดกระดาษ แผ่นฟรอยสีทอง แผ่นโลหะ เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด และอุปกรณ์อื่นๆที่ใช้ในการผลิตธนบัตรปลอมของไทย กัมพูชา พาสปอต เอทีเอ็ม ตราประทับทางราชการประเทศต่างๆ และวีซ่าปลอมอีกหลายประเทศ รวม 48 รายการ
พล.ต.ท.กฤษฎา กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 51 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาได้บุกจับกุม นายสนอง เงินจันทร์ อายุ 54 ปี นายวิทยา บัวรอด อายุ 28 ปี และนายดำรงชัย มะยมหิน อายุ 35 ปี ได้ที่โรงพิมพ์เอ็มบางกอก เลขที่ 4032/2 ถ.จตุรทิศ แขวงดินแดง กรุงเทพฯ พร้อมยึดของกลางธนบัตรปลอมราคาฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 46 ฉบับ กระดาษชนิดมันที่ใช้ผลิตธนบัตรปลอมจำนวน 800 แผ่น แท่นพิมพ์จำนวน 2 แท่น แผ่นแถบสะท้อนแสง แผ่นเพลท สำหรับทำแม่พิมพ์ เครื่องอัดเพลท 1 เครื่อง เครื่องอคมพิวเตอร์ 2 ชุด เครื่องปริ๊นเตอร์สี 2 เครื่อง สีกระป๋องที่ใช้พิมพ์ธนบัตร ที่รองกระดาษ กาวทาเพลท และอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตธนบัตรปลอมรวมอีกกว่า 10 รายการ
ครั้งนั้นผู้ต้องหารับสารภาพว่า ได้ร่วมกันผลิตธนบัตรปลอมมานานหลายเดือนแล้ว โดยมีนายทุนใหญ่คือนายพงษ์เดช เจ้าของเต้นท์รถมือสองในเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร และนายอลงกต เป็นผู้ว่าจ้างให้ผลิตธนบัตรปลอมฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 10,000 ฉบับ แลกกับเงินค่าจ้างจำนวน 200,000 บาท
ต่อมาศาลจังหวัดนครราชสีมา ได้ออกหมายจับนายอลงกต และทีมสืบสวนได้ตามแกะรอยนานนับเดือน กระทั่งสามารถจับกุม นางกัลยา ภรรยาของนายอลงกต ได้เป็นคนแรก เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 52 ที่บ้านพักภายในหมู่บ้านอัมรินทร์ แขวงสายไหม โชคชัย 4 กรุงเทพฯ จากนั้นชุดสืบสวนได้ติดตามจับกุมนายอลงกต ได้ในค่ำวันเดียวกัน ขณะกบดานอยู่ภายในบ้านเช่าไม่มีเลขที่ ซอยลาดพร้าว-วังหิน 62 โชคชัย 4 กทม. จนกระทั่งคืนวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา จึงติดตามจับ นายพงษ์เดช ที่เปลี่ยนชื่อเป็น นายศรรามณ์ ไว้ได้ภายในบ้านพักเลขที่ 235 ซอยลาดพร้าว 115 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ
สอบสวนนายอลงกต สารภาพว่า นายศรรามณ์ สัญญาว่าจะให้บ่อปลา 1 บ่อ ย่าน ต.บางปรอก จ.ปทุมธานี เป็นค่าจ้าง ในการไปว่าจ้างพรรคพวก 3 คนที่ถูกจับก่อนหน้านี้ พิมพ์ธนบัตรปลอมที่โรงพิมพ์เอ็มบางกอก กรุงเทพฯ จำนวน 10,000 ฉบับ มูลค่ารวม 10 ล้านบาท ด้วยเงินค่าจ้าง 2 แสนบาท จากนั้นจะมีลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ภาคอีสาน เหนือ และใต้ ที่สั่งซื้อมารับธนบัตรปลอมไปกระจายสู่ตลาดอีกครั้ง
นายอลงกต สารภาพว่า นอกจากนี้นายศรรามณ์ ยังได้สั่งให้ผลิตธนบัตรปลอมอีกหลายประเทศ อาทิ แบ็งค์กีนี (แอฟริกาใต้ ธนบัตรกัมพูชา และธนบัตรพม่าตลอดจนพาสปอต วีซ่า และเอทีเอ็มปลอมอีกหลายประเทศตลอดจนบัตรประชาชน และหลักฐานสำคัญอื่นๆอีกหลายรายการ ส่วนนางกัลยาภรรยาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตธนบัตรปลอม เป็นเพียงคนช่วยขนสิ่งของหลบหนี ระหว่างที่นายอลงกตถูกตำรวจติดตามจับกุมตัวเท่านั้น
พล.ต.ท.กฤษฎา กล่าวว่า เบื้องต้นนายอลงกต ให้การรับสารภาพและให้การซัดทอดนายศรรามณ์ว่าเป็นนายทุนใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการผลิตธนบัตรปลอมระดับชาติครั้งนี้ แต่ตัวนายศรรามณ์ยังคงให้การปฏิเสธทุกข้อหาและขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น แต่ตำรวจมีหลักฐานพยานแน่นหนาสามารถดำเนินคดีได้อย่างแน่นอน
"สำหรับการจับกุมครั้งนี้ ถือเป็นการถอนรากถอนโคนขบวนการผลิตแบงค์ปลอม ที่ถือว่าเป็นขบวนการระดับชาติ เพราะจากการสืบสวนและพบหลักฐาน มีการผลิตธนบัตรปลอมของต่างชาติอีกหลายประเทศ พร้อมเอกสารสำคัญอย่างอื่น เช่น พาสปอต วีซ่า บัตรประชาชน เอทีเอ็ม และตราประทับทางราชการของประเทศต่างๆอีกหลายรายการ ขบวนการผลิตธนบัตรปลอมนี้ สร้างความเสียหายในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศอื่นๆตำรวจจะได้ประสานกับประเทศที่เสียหายมาแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ต้องหาต่อไป " พล.ต.ท.กฤษฏากล่าว
"สุเทพ"ต่ออ๊อกซิเจน"วิฑูรย์"ให้โอกาสแจงปลากระป๋องเน่า

หมวดข่าว : การเมือง
โดยทีมข่าว : ทำเนียบรัฐบาล
แม่บ้านรัฐบาล ยังให้โอกาส "วิฑูรย์ นามบุตร" แจงถุงปลิดชีพซุกปลากระป๋องเน่า ก่อนตัดสินใจถอดไม่ถอดสายอ๊อกซิเจน ปฏิเสธ "สุทัศน์" เคลื่อนไหวเปลี่ยนตัวรมว.พม.
วันนี้ (29) เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่าหลังกลับจากเมืองดาวอส สวิสเซอร์แลนด์ จะชัดเจนกรณีเรื่องการแจกปลากระป๋องเน่า ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไปรวบรวมหลักฐานเอกสารข้อมูลทั้งหมดมาชี้แจงว่ามีความถูกหรือผิดตรงไหนอย่างไร รวมทั้งต้องชี้แจงเรื่องต่อรัฐสภาและประชาชน
นอกจากนี้ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ก็จะได้ตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ด้วย แต่ก็ให้โอกาสนายวิฑูรย์ ได้รวบรวมข้อมูลหลักฐานก่อน และหลังจากที่นายกรัฐมนตรีเดินทางกลับจากต่างประเทศ เราก็คงจะได้รู้ว่าเอกสารหลักฐานทั้งหลายที่นายวิฑูรย์ นำมาแสดงนั้น เป็นเหตุเป็นผลขนาดไหน
ผู้สือข่าวถามว่า การที่นายกรัฐมนตรีพูดอย่างนี้อาจจะมีการตีความได้ว่าจะเป็นการส่งสัญญาณให้นายวิฑูรย์ เตรียมตัวแสดงสปิริต เพื่อรักษาส่วนใหญ่เอาไว้ นายสุเทพ กล่าวว่า เราเป็นคนนอก ทุกคนไม่ได้อยู่ในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายวิฑูรย์ เป็นคนที่รู้เรื่องดีที่สุด ก็แล้วแต่นายวิฑูรย์ จะพิจารณาว่าควรจะทำอย่างไร ในเบื้องต้นเราก็ให้โอกาส ไม่ใช่ว่าพอโดนกล่าวหาแล้วเราจะไปเล่นงานเขา เราให้โอกาสนายวิฑูรย์ได้ไปรวบรวมเอกสารหลักฐานทั้งหมดนำมาแสดง เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงก่อน
ต่อข้อถามเรื่องนี้มีการปล่อยให้สังคมคลางแคลงใจมากขึ้น จากเดิมบอกว่าอาจจะเป็นการจัดซื้อรายย่อยด้วยวิธีพิเศษเพื่อไม่ให้ตัวเลขดูมาก แล้วก็กลายเป็นการจัดซื้อแล้วตั้งเบิกย้อนหลัง ในส่วนนี้รัฐบาลจะสั่งการให้มีการตรวจสอบอย่างไรหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ยังไม่ทำ เราต้องให้ความนับถือกัน นายวิฑูรย์ ก็เป็นรัฐมนตรีคนหนึ่ง เมื่อโดนกล่าวหา เขาต้องประมวลข้อกล่าวหาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหาโดยสื่อ ฝ่ายค้าน เขาต้องออกมาแยกแยะชี้แจงกับนายกรัฐมนตรีเป็นข้อ ๆ ไป พวกเราก็จะดูตามคำชี้แจงเหล่านั้นว่าฟังขึ้นหรือไม่อย่างไร ก็ต้องให้โอกาสเขา เพราะถ้าฝ่ายค้านกล่าวหาใครแล้วเราเล่นงานหมด เราก็แย่
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายวิฑูรย์ก็ชี้แจงมาหลายครั้งแล้วก็ยังไม่ชัดเจนสักครั้งเลย นายสุเทพ หัวเราะและกล่าวว่า “เดี๋ยวค่อยมาถามเขาทีหลังก็ได้ ”
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่านายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เคลื่อนไหวเพื่อต้องการเปลี่ยนตัวให้นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัน หรือนายนิพนธ์ บุญญามณี เข้ามาทำหน้าที่แทนนั้น เป็นความจริงหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่มีมูลเลยและไม่จำเป็นต้องสอบถามนายสุทัศน์ เพราะนายสุทัศน์ ไม่ได้มีหน้าที่อะไรในพรรคประชาธิปัตย์ที่จะทำเรื่องนี้ คนที่จะมีหน้าที่ทำเรื่องนี้อันดับแรกคือคณะกรรมการบริหารพรรค 19 คน ซึ่งนายสุทัศน์ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค ส่วนตัวเขา นายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรค รองเลขาธิการพรรคนั้น เป็นกรรมการบริหารพรรค ดังนั้น จึงไม่เชื่อเรื่องข่าวนี้ เพราะว่านายสุทัศน์ไม่ได้มีหน้าที่
ต่อข้อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่านายวิฑูรย์ เป็นเด็กในสายของท่านอาจจะไม่มีใครกล้ามาแตะต้อง นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่จริง เขามักจะโดนอย่างนี้ พอใครมีปัญหาก็โยนมาใส่สายของเขาก่อน ทั้งที่ความจริงเขาก็ดูแลคนทั้งพรรค พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีสายคนนั้นคนนี้หรือก๊วนนั้นก๊วนนี้ เขาเป็นเลขาธิการพรรคก็ต้องดูแลทุกคน
ถกเดือด 11 ชั่วโมง "สภาฯ ” ผ่านงบฯกลางปี 2552

หมวดข่าว : การเมือง
โดยทีมข่าว : รัฐสภา
ส.ส.ถกเดือด 11 ชั่วโมง ก่อน “ สภาฯ ” ผ่านงบฯกลางปี 2552 “ อภิสิทธิ์ ” แฉปิดท้าย ซัดรัฐบาลเก่า ถลุงงบกลางไปแล้ว 2 ใน 3 เหลือให้ ปชป.แค่ส่วนเดียว อ้างงานวิจัยสหรัฐฯ เชื่อ ชาวบ้านได้เงินนำใช้จ่ายไม่ออม
ที่รัฐสภา เวลา 24.00 น. วันที่ 28 มกราคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงปิดท้ายการประชุมพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณพ.ศ.2552 ว่า แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลนั้นไม่ได้มีเฉพาะแผนงบประมาณที่เสนอต่อสภาวันนี้ แต่ยังมีเงินหลายกลุ่มที่จัดอยู่นอกงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจหรือการผลิต โดยเฉพาะเกษตรกร รัฐบาลนี้ได้ทุ่มเทการแทรกแซงราคาพืชผลทางการเกษตรทั้งหมด 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งมากกว่างบประมาณทั้งหมดใน พ.ร.บ.นี้ ยังไม่นับการอนุมัติ 600 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนกองทุนฟื้นฟูเฉพาะที่กำลังจะถูกยึดที่ดิน
นอกจากนี้ยังมีโครงการเศรษฐกิจพอเพียงที่จะลงไปสู่ภาคชนบท ซึ่งยอมรับว่าเป็นการต่อยอดมาจากนโยบายของรัฐบาลชุดก่อน แต่อะไรที่คิดว่าเป็นประโยชน์ก็จะทำ โดยโครงการเศรษฐกิจพอเพียงจะบริหารจัดการให้ตรงกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้มากที่สุด โดยใช้เงินเพื่อความยั่งยืนจริงๆ รวมทั้งรัฐบาลยังทุ่มเงินนอกงบประมาณฟื้นฟูการท่องเที่ยว โดยการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า ลดค่าธรรมเนียมการใช้ท่าอากาศยาน ยกเว้นค่าธรรมเนียมธุรกิจโรงแรม และรัฐบาลนี้จะดำเนินการเพื่อให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อด้วยความมั่นใจมากขึ้น
ส่วนกรณีการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการจ่ายเงินเข้ากระเป๋าประชาชนในหลายกลุ่มนั้นเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รวดเร็ว ชัดเจน ที่หลายคนแย้งว่าประชาชนจะไม่ใช้เงินแต่จะนำไปออม ซึ่งจากผลการวิจัยในสหรัฐฯ พบว่าคนยิ่งจนเท่าไหร่ยิ่งใช้มากเท่านั้น ซึ่งคนไทยจนกว่าคนสหรัฐฯจึงเชื่อว่าจะใช้เงินที่ได้รับอย่างแน่นอน
ต่อกรณีที่ฝ่ายค้านวิจารณ์การตั้งงบกลางจำนวน 4 พันล้านบาทมากระจุกอยู่ในมือนายกรัฐมนตรี นั้น ไม่ได้กันไว้ เพื่อใช้ตามใจชอบแต่ต้องสำรองไว้ เพราะตัวเลขงบประมาณตามนโยบายหลายตัวยังไม่นิ่งเช่นนโยบายจ่ายเงิน 2 พันบาท หากยังมีช่องโหว่ตรงไหนก็จะใช้งบกลางเข้าไปเสริมได้ทันที และงบกลางของรัฐบาลนี้เหลือเพียง 1 ใน 3 เพราะ 2 ใน 3 นั้นรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ได้ใช้ไปแล้ว
"มีการตั้งข้อสังเกตว่างบกลาง 4 พันล้าน เป็นเพราะผมอยากใช้ตามใจชอบ เรียนว่าที่สำรองเพราะตัวเลขหลายอย่างยังไม่นิ่ง อาทิเช่น เบี้ยยังชีพ หรือนโยบายจ่ายเงิน 2 พันบาทหากไม่ทั่วถึงก็ให้ดึงจากงบกลางไปใช้ วันนี้รัฐบาลบที่แล้ว (พลังประชาชน) ใช้งบฯ ไปแล้ว 2 ใน 3 รบ.นี้เหลือ 1 ใน 3
นายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า สถานการณ์การเงินของเราขณะนี้ทำให้ต้องคิดถึงการกู้เงินจากต่างประเทศ เพราะเรายอมรับว่าจะจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมายร้อยละ 10 เปอร์เซ็นต์ เราจะไม่พูดเท็จต่อสถานการณ์จริง แต่ถึงจะเกิดความผันผวนในเศรษฐกิจโลกเราได้มีแผนรับมือทุกอย่างไว้แล้ว ไม่ว่าการขนส่งขนาดใหญ่รถไฟ รถไฟฟ้า ก็ยังอยู่ครบถ้วน แต่ที่สำคัญที่สุดขณะนี้คือเราต้องมุ่งเน้นให้คนมีกำลังซื้อเพื่อพยุงให้เศรษฐกิจเดินต่อไปได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 01.30 น. บรรยากาศการประชุมเริ่มโกลาหลขึ้นอีกเล็กน้อย เมื่อนายชินวรณ์ บุญเกียรติ ประธานวิปรัฐบาล ได้เสนอให้ปิดการอภิปราย โดยนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เห็นด้วยแต่นายวิโรจน์ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคชาติไทยพัฒนา พยายามที่จะอภิปรายอยู่เป็นเวลาร่วมสิบนาที จนในที่สุดนายชัย ต้องขอให้นายชินวรณ์ ถอนญัตติปิดอภิปรายแล้วให้นายวิโรจน์ อภิปรายในประเด็นเกี่ยวกับงบประมาณในการอบรมฝีมือแรงงานการท่องเที่ยว ในที่สุดนายชินวรณ์ ได้เสนอญัตติปิดการอภิปรายอีกครั้ง โดยก่อนลงมตินายชัย ได้ขอตรวจสอบองค์ประชุมปรากฏว่าในห้องประชุมมีส.ส.ทั้งหมด 257 คน จากนั้นเวลา 00.45 น. ที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการด้วยเสียง 238 ต่อ 1 งดออกเสียง 4 และไม่ออกเสียง 15 เสียง โดยมีผู้ลงคะแนนทั้งหมด 258 คน
ต่อมาที่ประชุมได้ ตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญ จำนวน 35 คน โดยมาจากพรรคเพื่อไทย 10 คน พรรคประชาธิปัตย์ 10 คน พรรคภูมิใจไทย 2 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 2 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 1 คน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 1 คน พรรคกิจสังคม 1 คน พรรคประชาราช 1 คน ราษฎร 1 คน พรรคละ 1 คน กำหนดการแปรญัตติภายในเวลา 5 วัน และได้นัดประชุมกมธ.นัดแรกวันพฤหัสบดีที่ 29 ม.ค.เวลา 15.00 น. ในที่สุดเวลา 01.00 น.นายชัย สั่งปิดการประชุมในเวลา 01.00 น. รวมเวลาการพิจารณาพ.ร.บ.ฉบับนี้ทั้งหมด 11
วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2552
นายกฯยึดมั่นนิติรัฐคลี่คลายวิกฤติบ้านเมือง
หมวดข่าว การเมืองโดย ทีมข่าวรัฐสภา
นายกรัฐมนตรี ย้ำรัฐบาลต้องเคารพและบังคับใช้กฎหมายเพื่อสร้างหลักนิติรัฐ คลี่คลายวิกฤติบ้านเมือง ยืนยันเดินหน้าปฏิรูปการเมืองแต่ไม่เขียนว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ ปล่อยให้กระบวนการนำพาไป เผย "เครื่องมือพิเศษ" ส่อเหลว เหตุหาคนมาเป็นกรรมการสะสางปัญหาความขัดแย้งยาก
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษเรื่อง "รัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม และการบริหารประเทศในภาวะวิกฤต” ณ ห้องสุขุมนัยประดิษฐ์ สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน จ.นนทบุรี วันนี้ (26 ม.ค.) โดยกล่าวว่า หลักการสำคัญของเรื่องนิติธรรม นิติรัฐ คือ ความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย แต่ในสังคมมีความบกพร่องในเรื่องนี้ วิกฤติบ้านเมืองที่เกิดขึ้นมาจากความสับสนเรื่องขอบเขตของเสียงข้างมาก กับการคุ้มครองเสียงข้างน้อย ผมย้ำตั้งแต่เป็นฝ่ายค้านว่าทุกคนต้องเสมอภาค เราไม่อนุญาตให้คนใดคนหนึ่งมีอำนาจ หรือยกเว้นข้อกฎหมายได้ ไม่เช่นนั้นเท่ากับว่าเราจะปกครองด้วยความรู้สึก ด้วยกระแส ทำให้สังคมไม่มีกฎเกณฑ์ ซึ่งในประเทศที่เจริญที่เป็นแม่แบบเรื่องนิติธรรม-นิติรัฐ ประเทศเหล่านั้นจะยึดเรื่องความเสมอภาคเป็นพื้นฐาน ก่อนที่จะพูดถึงหลักการประชาธิปไตย ส่วนหลักนิติธรรม เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเปลี่ยนระบบการเมือง หรือปฏิรูป หลักการนี้เราทิ้งไม่ได้ แต่ก็เกือบจะล้มเหลวในการรักษาหลักการนี้ ดูจากเรื่องเล็ก จนถึงเรื่องใหญ่ ตั้งแต่กฎจราจร กฎหมายระดับท้องถิ่น ปัญหาธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เรื่อยมาถึงการทำผิดกฎหมายในข้าราชการและฝ่ายการเมือง ถ้าสังคมเรายังไม่จริงจังกับเรื่องเหล่านี้ ความคาดหวังว่าจะเห็นการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ทำตามกฎเกณฑ์ก็เป็นเรื่องยาก
เพราะฉะนั้น ประเทศไทยต้องแก้ไขและข้ามพ้นให้ได้ เพราะอนาคตเศรษฐกิจจะอิงกับตลาดโลก ซึ่งจะชี้ขาดว่าบ้านเมืองไหนสามารถแข่งขัน หรือเรียกความมั่นใจในการเข้ามาทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ เรื่องนี้จึงยังคงเป็นจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข
ขณะที่ภาระหน้าที่ของทุกคนต้องสร้าง "หลักนิติรัฐ" บนหลัก "นิติธรรม" ภายใต้รัฐธรรมนูญ ฟันฝ่าวิกฤติเพื่อเดินหน้า ยังเป็นภาระที่สำคัญมาก หากถามว่ารัฐบาลคิดอย่างไรและกำลังจะทำอะไรนั้น ตนเรียนว่ารัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าเคารพกฎหมาย ในเรื่องของการที่จะทำให้เกิดความสงบ คลี่คลายวิกฤตก็ต้องอิงกับเป้าหมายของรัฐ คือความยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย โดยหาจุดที่เหมาะสมของระบบการเมือง
ผมได้แถลงนโยบายรัฐบาลว่าเราจะเดินหน้าปฏิรูปการเมือง ส่วนการปฏิรูปการเมืองจะต้องแก้รัฐธรรมนูญ หรือต้องทำอะไรนั้น มันก็จะครอบคลุมในตัวของมันเอง เพราะถ้าเขียนนโยบายว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ จะทำให้เกิดความขัดแย้ง จะมีการกล่าวหาว่าแก้เพื่อใคร จึงพยายามหาความเห็นร่วมให้มากที่สุดในการออกแบบองค์กรในการปฏิรูปการเมือง
สำหรับความทุกข์ของผม และคนทำงานในวันนี้ คือพยายามหาคนที่คนยอมรับ ซึ่งมันไม่ง่าย ผมปรึกษากับประธานวิปฝ่ายค้านบ้างแล้ว และเป็นอย่างที่คิดคือเอ่ยชื่อใครมากี่คนก็จะบอกว่าไม่ใช่ ไม่เป็นกลาง ยาก แต่ผมคิดว่าจะเดินหน้าต่อ ส่วนเรื่องตัวบุคคลไม่ได้ก็จะยึดตัวสถาบัน และสถาบันพระปกเกล้าก็เหมาะสมที่สุด แต่ต้องถามฝ่ายค้านว่าต้องตัดสินด้วยองค์กรใด ผมคิดว่าสถาบันนี้น่าจะเป็นที่ยอมรับต่อไป เพราะถ้ายึดตัวสถาบันเป็นหลักในการออกแบบน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด ไม่แน่ใจว่าสำเร็จหรือไม่ เพราะต้องดูว่าฝ่ายค้านจะยอมรับหรือไม่ แต่จำเป็นต้องทำ
ด้าน "การบังคับใช้กฎหมาย" ในการดำเนินคดีกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รัฐบาลจะทำทุกอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการละเว้นหรือกลั่นแกล้งกัน เรื่องนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับทราบชัดเจน ว่าเป็นภารกิจที่ต้องทำ และฝ่ายค้านก็ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเช่นกัน ซึ่งถ้าพิจารณาเป็นคดี ต้องยอมรับว่าหลายเหตุการณ์ มองมุมในความผิดทางอาญาไม่ได้ ต้องมองในมุมของการเมืองด้วย เหมือนต่างประเทศที่มีระดับความผิดหลากหลายกว่าเรามาก ตรงนี้ต้องเรียนรู้พอสมควร
ความตั้งใจของผมคืออยากมีคณะบุคคลเข้ามาปรึกษาและสะสางตรงนี้ ซึ่งก็หายากเช่นกัน เวลานี้ได้คุยกับบุคคลท่านหนึ่ง พบกันแล้วครั้งหนึ่งและโทรศัพท์นับครั้งไม่ถ้วน แต่ท่านไปทาบทามใคร ก็กลัวว่าเป็นภาระหรือกังวลว่าจะได้รับการยอมรับหรือไม่ เพราะยืนท่ามกลางความขัดแย้ง เนื่องจากการแตกแยกตอนนี้ถึงขั้นลึกพอสมควร จึงหวังว่าจะตั้งคณะบุคคลขึ้นมาเพื่อเป็นหลักประกันในความยุติธรรม อันนี้คือสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ
ด้านการทำงานของรัฐบาลที่โดนกดดันด้วยภาวะเศรษฐกิจของโลก จึงมุ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพราะหากทำไม่สำเร็จความขัดแย้งก็จะมากเช่นเดียวกัน แต่ความพยายามของรัฐบาลในการยึดนิติธรรมนิติรัฐ ทำให้เกิดการยอมรับในสังคมวงกว้างคือสิ่งที่เราจะผลักดันต่อไป
วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2552
"ไชยวัฒน์"จี้ใช้กฎหมายจัดการอันธพาลเสื้อแดง
หมวดขาว : การเมือง โดย : ทีมข่าวการเมือง
เหตุร้ายขึ้นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2552 เกิดจากการที่วิทยุชุมชนได้ปลุกระดมประชาชนให้ไปรวมตัวกันที่พุทธสถานในเครือข่ายของสันติอโศก และได้มีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 100 คน รวมตัวกันไปยังพุทธสถานดังกล่าว ได้ใช้ก้อนหิน ขวดน้ำ ขว้างปา ได้ตัดน้ำ ตัดไฟ และได้เผาเพิงพักของพุทธสถานดังกล่าว ในขณะที่พระสงฆ์และพุทธบริษัทของพุทธสถานแห่งนั้นนั่งนิ่งด้วยความสงบ และในขณะเดียวกันก็มีตำรวจเกือบ 10 นายสังเกตการณ์อยู่แต่มิได้ห้ามปราม ได้ก่อให้เกิดความสะเทือนใจแก่ประชาชนที่ได้เห็นภาพและข่าวจากสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง
ต่อมา เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น.วันที่ 24 ม.ค.52 กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ประมาณ 300 คน นำโดยนายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล ที่เข้าปิดล้อมและก่อความวุ่นวายภายในหอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีการจัดงาน “ราตรีอ่างแก้ว 2552” ของสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อขับไล่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่เป็นเป้าหมายการโจมตีของกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งไปร่วมงานครั้งนี้ด้วย
วันเดียวกันที่.จ.ร้อยเอ็ด ได้มีกลุ่ม นปก.ส่วนใหญ่จะเป็นชายฉกรรจ์ที่มีการชูป้ายต่อว่าพันธมิตร นอกจากนี้ยังมีใบสั่งเด็ดขาดให้ นปก.ที่เคลื่อนไหว ทำการรื้อเวทีให้ได้ ทั้งนี้คำสั่งดังกล่าวเป็นกลุ่มนักการเมืองใหญ่ในพื้นที่ ได้ทำการเกณฑ์ชาวบ้านเข้าร่วมขับไล่พันธมิตร ารคาดการณ์การเกณฑ์จำนวนคน จะมีมากกว่า 2 พันคน ขณะที่มีรายงานแจ้งว่า กลุ่ม นปก.ใน จ.กาฬสินธุ์ จ.มหาสารคาม จ.ยโสธร ได้เคลื่อนไหวเข้ามาป่วนเวทีพันธมิตร วยเช่นกัน
นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ประธานสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยว่าตั้งแต่วันแรกที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้ประกาศธำรงระบอบนิติรัฐของประเทศ ปกป้องคุ้มครองประชาชน ทำบ้านเมืองให้เรียบร้อยและให้ประชาชนเป็นสุข แต่หลังจากนั้นก็ยังคงเกิดเหตุร้ายเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลพรรคพลังประชาชน กลุ่มอันธพาลเสื้อแดงได้ข่มขู่คุกคามทำร้ายประชาชนอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งยกพวกไปฆ่าคนกลางเมือง และทำร้ายทำลายทรัพย์สินหลายต่อหลายครั้งก็ไม่มีใครทำอะไร
กรณีที่พุทธสถานดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในเวลากลางวันแสก ๆ ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นความผิดซึ่งหน้า เป็นความผิดฐานวางเพลิงของพุทธสถานซึ่งมีโทษร้ายแรง มีความผิดฐานทำลายสาธารณูปโภคน้ำไฟของพุทธสถาน และทำลาย ทำร้าย ข่มขู่คุกคามพุทธบริษัท ที่ทำให้ผู้พบเห็นทั้งหลายสะเทือนใจ และเริ่มไม่เชื่อใจรัฐบาลว่าจะมีความจริงใจในการรักษากฎหมาย
นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ กล่าวว่าถ้ารัฐบาลรักษากฎหมายไม่ได้ ปล่อยให้อันธพาลเสื้อแดงทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย คิดจะฆ่าใครก็ฆ่า คิดจะเผาทรัพย์สินใครก็เผา คิดจะทำร้ายใครก็ทำ ข่มขู่ใครก็ทำได้เช่นนี้ รัฐบาลนี้ก็มีค่าเป็นมะเขือเผา และไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ไม่สมกับที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย จึงอยากเตือนรัฐบาลว่าอย่าปล่อยปละละเลยดูแคลนเรื่องนี้ และควรเร่งจัดการให้เห็นผลโดยเร็วที่สุดเพื่อหยุดยั้งความลำพองของอันธพาล ก่อนที่ประชาชนจะทนไม่ไหว
ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง แถลงเรียกร้องวันนี้ (25 ม.ค.) ให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง อธิบายต่อสังคมให้ชัดเจน กรณีเมื่อวานนี้ (24 ม.ค.) รถยนต์ของกลุ่มคนเสื้อแดงถูกตำรวจยิงด้วยอาวุธปืน เพราะเชื่อว่าต้องมีผู้ใหญ่เป็นผู้สั่งการส่วนการขับไล่ นายสุเทพ ของคนเสื้อแดง วานนี้ ที่ จ.เชียงใหม่ เห็นว่า มีสิทธิ์ทำได้เพราะไม่ละเมิดกฎหมาย
ด้าน นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวด้วยว่า ในวันพรุ่งนี้ (26) เวลา 10.00 น.กลุ่มคนเสื้อแดงจะเดินทางไปสถานทูตฟิลิปปินส์ และ บรูไน เพื่อคัดค้านการจัดการประชุมอาเซียนซัมมิต และการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของ นายกษิต ภิรมย์
ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ยังกล่าวว่า มีการบล็อกประชาชนในพื้นที่ไม่ให้เข้ามาร่วมชุมนุมใหญ่ วันที่ 31 มกราคมนี้ รวมทั้งมี ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
3Gส่อโดนดองแล้วเหตุกินหัวคิวคำโต
ประเภทข่าว : ไอทีโดย : ทีมข่าวไอที
โครงการสร้างเครือข่ายโทรคมนาคมระบบ 3G ซึ่งกำลังแย่งชิงกันอย่างรุนแรงระหว่าง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือองค์การโทรศัพท์เดิม และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ กสท. ด้วยเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 29,000 ล้านบาท หลังการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี นั้นร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที โดนกดดันอย่างหนัก
ทั้งนี้ มีรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เตรียมที่จะชะลอโครงการออกไป เหตุเพราะผู้บริหารของแต่ละหน่วยงาน และบอร์ดบางคนพยายามเตะถ่วง เพราะกิน "คำใหญ่" เกินไป อาจจะกลืนไม่คล่องคอ และอาจสำลักตายในที่สุด
ข้อมูลจากบริษัทโทรคมนาคม ระบุถึงความเป็นมาของการเตรียมจัดตั้งโครงการ 3G ว่า ในเบื้องต้นนั้นจะใช้เงินลงทุนเพียง 12,000 ล้านบาท แต่ฝ่ายการเมืองก่อนหน้านี้ให้เพิ่มวงเงินลงทุนเพิ่มเข้าไปอีก 2,000 ล้านบาท เป็น 14,000 ล้านบาท ซึ่งหลักฐานโครงการมีปรากฏชัดเจน
ต่อมาในรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ฝ่ายการเมืองได้ปรับวงเงินลงทุนเพิ่มขึ้นไปอีก 15,000 ล้านบาท เป็น 29,000 ล้านบาท ในขณะที่วงเงินลงทุนมาตรฐานของโครงการ 3G ใช้วงเงินลงทุนทั่วโลกก็มีระดับแค่ 12,000 ล้านบาทเท่านั้น จึงทำให้ฝ่ายบริหาร และบอร์ดบางคนรักตัวกลัวตาย เกรงว่าจะ "ติดคุก" ตอนแก่ จึงพากันเตะถ่วงการดำเนินโครงการดังกล่าวหลายรูปแบบ อาทิเช่น บอร์ดบางคนพยายามหลีกเลี่ยงไม่เข้าประชุมเมื่อมีวาระนี้ ทำให้การประชุมต้องเลื่อนออกไป หรือถ้าบอร์ดมาประชุมพร้อมก็จะมีการส่งสัญญาณให้ฝ่ายบริหารเตะถ่วงเรื่อง อ้างว่ายังขาดเอกสารบางรายการ จึงทำให้เรื่องคาราคาซังมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ได้ทราบข้อมูลดังกล่าวนี้มาตั้งแต่ที่พรรคประชาธิปัตย์ ยังเป็นฝ่ายค้าน ดังนั้น จึงได้ประมวลเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างครบถ้วน ซึ่งนายกรัฐมนตรี เคยเปิดเผยท่าทีในเรื่องนี้มาครั้งหนึ่งแล้วว่าจะต้องใช้ความรอบคอบและขณะนี้ก็มีแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าจะมีการเบรคโครงการนี้ โดยให้รอผลการพิจารณาจัดสรรคลื่นความถี่ ให้เรียบร้อยก่อน
ในขณะเดียวกันก็จะให้พิจารณาเงินลงทุนมาตรฐานของโครงการชนิดนี้ที่ประเทศต่าง ๆ เคยทำมาแล้วด้วย เพราะฉะนั้น เท่ากับว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประหยัดเงินแผ่นดินให้กับประเทศชาติเป็นโครงการที่ 4 วงเงิน 29,000 ล้านบาท ซึ่งจะต้องติดตามดูต่อไปว่านักการเมืองบางพวกจะผลักดันหรือต่อรองเรื่องนี้กันอย่างไร
