วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ทลายโกดังซุกพระโบราณพบของกลางนับพันชิ้น

หมวดข่าว : สังคม

โดยทีมข่าว : ศิลปวัฒนธรรม

ตำรวจนำหมายศาลเข้าตรวจค้นหลังได้รับเบาสะแสว่าแหล่งเป้าหมาย เป็นที่เก็บวัตถุโบราณ พบของกลางจำนวนมาก คนดูแลบ้านยอมรับมีการซื้อขายวัตถุโบราณบางครั้งจ่ายกันนับล้าน แม่บ้านสาว "เสี่ยมารุต" เป็นเจ้าของ

เมื่อเวลา 10.30 น.วันนี้ พ.ต.อ.นันทชาติ ศุภมงคล รอง.ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พร้อมด้วย พ.ต.อ.วัฒนา วงศ์จันทร์ ผกก.สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี พ.ต.ท.วรพจน์ ชูเชิด รอง.ผกก.ป. พ..ต.ท.พลพรรษ ผ่องโอภาส สว.สป. พ.ต.ท.ภูริสิทธิ์ ทิมทอง สว.สส.สภ.คูบางหลวง ช่วยราชการ กสส.ภ.จว.ปทุมธานี และกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่ง นำหมายค้นจากศาลจังหวัดธัญบุรีเลขที่ 130/2552 เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 51/83 ซอยรังสิต-นครนายก 12 ม.3 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เนื่องจากสืบสวนทราบว่าเป็นแหล่งซุกซ่อนโบราณวัตถุและพระพุทธรูปจำนวนมาก

ทันทีที่เจ้าหน้าที่ไปถึงพบว่าบ้านหลังดังกล่าว เป็นทาวเฮ้าส์ 2 ชั้น โดยประตูเหล็กหน้าบ้านหลังดังกล่าวมีการคล้องโซ่และปิดล๊อคกุญแจอย่างแน่นหน้า นอกจากนี้ยังพบ น.ส.รัตนาภรณ์ อินทโชติ อายุ 21 ปี บ้านเดิมอยู่เลขที่ 71/1 ม.4 ต.แสนตอ อ.ขาณุวรลักษณ์ จ.กำแพงเพชร อยู่ภายในบ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงหมายค้น และทำการตัดลูกกุญแจเปิดประตูเข้าไปตรวจสอบด้านใน

ภายในบ้านหลังดังกล่าวเจ้าหน้าที่พบว่าที่บริเวณชั้นล่างนั้นมีวัตถุโบราณและพระพุทธรูปหลากหลายชนิดวาง ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ตั้งเรียงอยู่ด้านในจำนวนนับพันชิ้น โดยพระพุทธรูปและสิ่งของต่างๆในบ้านมีลักษณะเก่าแก่ อายุหลายสิบหรือหลายร้อยปี

สอบสวน น.ส.รัตนาภรณ์ อินทโชติ กล่าวว่า บ้านหลังดังกล่าวนั้นเป็นของนายมารุต เปรื่องนา อายุ 41 ปี โดยบ้านหลังนี้นายมารุตไม่ได้มาอยู่ มีเพียงลูกๆ ของนายมารุตอยู่อาศัยทั้งหมด 3 คน โดยตนเองนั้นรับว่าจ้างให้มาเป็นแม่บ้านคอยดูแลบ้าน

ส่วนสิ่งของที่อยู่ในบ้านทั้งหมดนั้นจะมีคนนำมาให้นายมารุตในเวลากลางคืน และบางครั้งในเวลากลางคืนก็จะมีคนมาที่บ้านหลังนี้และจะตกลงซื้อขายของกัน โดยบางครั้งก็มีการซื้อขายกันได้เงินที่ละจำนวนมาก บางที 7-8 แสน บางครั้งเป็นล้านๆบาทก็มี

สำหรับนายมารุต จะมีภรรยาหลายคนและมีร้านอาหารอยู่หลายแห่ง ทั้งที่สวนจตุจักร และในหมู่บ้านรัตนโกสินทร์ 200 ปีที่ปทุมธานี ส่วนทรัพย์สินต่างๆ เหล่านี้ตนเองก็ไม่ทราบว่าได้มาจากไหน ตนเองเป็นเพียงลูกจ้างที่นายมารุตจ้างให้มาดูแลเท่านั้น

น.ส.รัตนาภรณ์ กล่าวต่อว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงบ้านและแสดงหมายค้น ตนเองก็ได้โทรศัพท์ไปหานายมารุต และนายมารุตก็ได้รับสาย ตนจึงแจ้งว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจค้นที่บ้าน ซึ่งหลังจากนั้นนายมารุต ก็ปิดโทรศัพท์ทันที จากนั้นตนเองพยายามติดต่อไปอีกหลายครั้งก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย

ด้าน พ.ต.อ.นันทชาติ ศุภมงคล รอง.ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี กล่าวว่า จากการตรวจสอบในเบื้องต้นนั้นพบว่าบ้านหลังนี้มีวัตถุโบราณอยู่เป็นจำนวนมาก ร่วมทั้งพระพุทธรูปปางต่างๆ รวมแล้วนับพันชิ้น ซึ่งถ้าเป็นของเก่าแก่คงมีมูลค่าหลายสิบล้านบาท ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะได้อายัดไว้ตรวจสอบถึงที่มาที่ไป รวมทั้งจะได้ประสานงานไปยังผู้เกี่ยวข้องอาทิ กรมศิลปากร หรือผู้เชี่ยวชาญให้เดินทางมาตรวจสอบ และจะได้ติดตามตัวนายมารุต มาสอบสวนว่าสิ่งเหล่านี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ถ้าเป็นสิ่งของที่ได้มาโดยผิดกฏหมายก็จะได้ดำเนินคดีต่อไป

ส.ส.เพื่อไทยบินไปฮ่องกงรายงานนายใหญ่“เสาร์-อาทิตย์” นี้

หมวดข่าว : การเมือง

โดยทีมข่าว : รัฐสภา

“สมุนทักษิณ” เผย “เสาร์-อาทิตย์” นี้บุกฮ่องกง รายงานสถานการณ์ต่อ “นายใหญ่” ปัดข่าวบินไปรับเงิน จวก "เทพไท" มั่วข่าว สถานทูตจีน-ญี่ปุ่น ห้ามแม้วเข้าประเทศ เรียกร้องให้ออกมายืนยันให้ชัดเจน ก่อนกระทบความสัมพันธ์ของประเทศ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.สุราษฎร์ธานี โฆษกส่วนตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่าประเทศจีนและญี่ปุ่นขึ้นบัญชีดำห้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าประเทศว่า ขอเรียกร้องให้สถานทูตของทั้ง 2 ประเทศที่ประจำอยู่ในประเทศไทย ออกมายืนยันว่าเป็นความจริงหรือไม่ เพราะการออกมาพูดแบบนี้ไม่สร้างสรรค์ อาจสร้างความแตกแยกระหว่างคนไทยกับประชาชนของ 2 ประเทศนั้นได้ เพราะขณะนี้ยังมีชาวบ้านรักและชื่นชมในตัวพ.ต.ท.ทักษิณอยู่มาก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้การสนับสนุนมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน จนถึงพรรคเพื่อไทย อยู่กว่า 10 ล้านคน ซึ่งชาวบ้านกลุ่มนี้อาจเลิกใช้สินค้าที่ผลิตจากญี่ปุ่น-จีน หันไปใช้สินค้าของเกาหลีแทนก็ได้ นายเทพไทเป็นถึงโฆษกส่วนตัวการแถลงข่าวอะไรถือว่าเป็นในนามตัวแทนของนายกฯ จะพูดเอามันไม่สร้างสรรค์ก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างนี้ไม่ได้
นายสุรพงษ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกระแสข่าวที่ว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทย จะเดินทางไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ที่เกาะกงแบบหลบๆซ่อนๆนั้น ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้หลบๆซ่อนๆเข้ามาที่เกาะกง เพราะคนอย่างท่านจะไปไหนมาไหนก็ได้ แต่ตนพร้อมด้วยนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และส.ส.อีกคนในกลุ่ม จะไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ฮ่องกงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีนในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 7-8 ก.พ.นี้ ดังนั้นหากทางการจีนห้าม พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าประเทศตามที่นายเทพไทบอกจริง ทำไมถึงเข้าฮ่องกงได้ แต่การไปครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินทองอย่างที่มีบางคนพยายามให้ข่าว แต่ท่านเป็นเหมือนนายเราในอดีต เหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่กำลังเดือดร้อน เราเป็นลูกหลานก็อยากไปถามสารทุกข์สุขดิบ ไปพูดคุยกับท่าน

“ชินวรณ์”เตือน"ทักษิณ”คิดผิดเล่นเกม3ประสานกดดันรัฐบาล

หมวดข่าว : การเมือง
โดยทีมข่าว : รัฐสภา
ประธานวิปรัฐบาล ระบุ"ทักษิณ” คิดผิดที่จะเล่นเกม 3 ประสานกดดันรัฐบาล โต้ปชป ไม่คิดใช้ข้าราชการ เป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ช่วยเหลือตัวเอง เหมือนรัฐบาลในอดีต
นายชินวรณ์ บุญเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาล ให้สัมภาษณ์วันนี้ (6 ก.พ.) ถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศจะเคลื่อนไหวนอกสภา-ในสภากดดันรัฐบาล ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะห่างไกลสถานการณ์และความรู้สึกของประชาชนในประเทศพอสมควร โดยฟังแต่ผู้ใกล้ชิดหรือผู้ที่ยังเกาะติดกับการได้ผลประโยชน์และอำนาจจากพ.ต.ท.ทักษิณ แต่ความจริงแล้วในวันนี้ประชาชนต้องการเห็นประเทศชาติเดินหน้าแก้ไขปัญหาได้ และประชาชนอยากเห็นบรรทัดฐานทางการเมืองของไทยมีระบบกระบวนการที่มีจริยธรรมที่สูงขึ้น
"หากพ.ต.ท.ทักษิณ ทบทวนตรงนี้และพลิกกลับในการต่อสู้ใหม่ โดยระบบนิติธรรม เข้าสู่กระบวนการต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมของไทย และหยุดกระบวนการต่อสู้นอกสภา ไม่ว่าจะเป็นการกดดันโดยพลังมวลชนใดก็แล้วแต่ เพราะการไปเคลื่อนไหวดังกล่าวจะไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของตัวเอง"
นายชินวารณ์ กล่าวด้วยว่า ที่พ.ต.ท.ทักษิณ คาดหวังว่า ใช้กระบวนการของส.ส.ในพรรคฝ่ายค้านมากดดันการทำงานในสภา ผมคิดว่าคงคิดผิด เพราะส.ส.ในพรรคร่วมฝ่ายค้านเองขณะนี้ไม่มีเอกภาพที่นายกฯทักษิณจะสั่งซ้ายหันขวาหันเหมือนเคย และการทำงานในสภา พวกเขายึดหลักตรงไปตรงมา เปิดกว้างให้ประชาชนรับรู้อย่างโปร่งใส ดังนั้นการกดดันที่จะทำได้พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องใช้เสียงข้างมาก ดังนั้นพ.ต.ท.ทักษิณ ควรให้เวลาสำหรับตัวเอง
"พรรคประชาธิปัตย์ยังให้เวลากับตัวเอง 8 ปีเป็นฝ่ายค้านเลย ฉะนั้นรอให้พรรคที่ท่านสนับสนุน ได้มีโอกาสได้เสียงข้างมากก่อน แล้วค่อยต่อสู้ในการแก้กฎหมายเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ด้วยการแก้กฎหมายนิรโทษกรรม ผมคิดว่าสิ่งที่ผมเรียกร้องเป็นการเรียกร้องด้วยความปรารถนาดี”นายชินวรณ์ กล่าวและว่า
หากพ.ต.ท.ทักษิณต้องการเป็นผู้นำทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ต้องกล้าเป็นผู้นำที่ทดสอบด้วยกระบวนการนิติธรรม ซึ่งในบางประเทศก็เคยมีนายกรัฐมนตรีถูกจำคุก และสามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีก หากกล้าที่จะยืนอยู่บนความเป็นจริง และกล้าต่อสู้ แต่สิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณทำในขณะนี้จะยิ่งทำให้คนเคลือบแคลง เช่นกรณีที่บริหารพรรคแล้วไม่สามารถคัดเลือกส.ส.ภายในพรรคเป็นหัวหน้าพรรคได้ ทำให้ไม่มีกระบวนการที่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งที่ตำแหน่งดังกล่าวมีความสำคัญ ฉะนั้นควรให้เวลากับตัวเองต่อสู้ทางการเมืองตามระบบนิติธรรม เชื่อว่าจะได้รับการยอมรับ แต่ถ้ากลับมองว่าคนไทยสามารถควบคุมได้โดยตระกูลชินวัตร ตั้งพี่น้องไปคุมภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ ภาคกลาง ตนก็คิดว่าพ.ต.ท.ทักษิณยิ่งคิดผิดทางการเมือง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ความพยายามกดดันของพ.ต.ท.ทักษิณเป็นการสะท้อนว่าหวั่นไหวกับการทำงานของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องยอมรับว่าช่วงที่เป็นรัฐบาลได้พยายามใช้กลไกต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่พรรคประชาธิปัตย์ มีความคิดแตกต่าง ไม่ยอมให้ข้าราชการมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง และที่สำคัญคือ ให้ความเป็นธรรมกับพ.ต.ท.ทักษิณ ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ควรมาถือธงอันเดียวกัน และมาอยู่ในระบบนิติธรรมและสร้างสังคมประชาธิปไตย

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเพื่อไทยโมฆะตั้งแต่ยังไม่ร่าง

หมวดข่าว : วิเคราะห์

โดยกองบรรณาธิการ



ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย พูดถึงแนวคิดออกพ.ร.บ.อภัยโทษ และพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ให้กับทุกคดีอาญาที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ว่า หากได้รับมอบหมายจากพรรคให้ทำหน้าที่หัวหน้าทีมปราศรัยหาเสียงเลือกตั้ง ก็จะเสนอที่ประชุมพรรคเพื่อขอมติ ชูแคมเปญที่จะขออนุญาตจากประชาชนว่า บ้านเมืองมีเรื่องจำเป็นต้องทำ 3 เรื่องคือ


1.หลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ใครก็ตามที่โดนลงโทษตามคำพิพากษาของศาล จะขออนุญาติออกพ.ร.บ.อภัยโทษให้กับทุกคน

2.ทุกคนที่ถูกกล่าวหาหรือมีคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่มีคำพิพากษาของศาล จะแก้ปัญหาด้วยการออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้ทุกฝ่าย

3.จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยเอารัฐธรรมนูญ 2540 เป็นตัวตั้ง

"เป็นการบอกให้ประชาชนรู้ว่าถ้าเลือกพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล เราก็จะทำในเรื่องเหล่านี้ ถ้าประชาชนเห็นด้วยก็เลือกพรรคเพื่อไทยให้มาก แต่ถ้าไม่เห็นด้วยก็ไม่เลือกเรา ก็จบ ถือเป็นการขอประชามติจากประชาชนโดยตรงว่าเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าไม่เสนออย่างนี้ปัญหาก็ไม่จบเสียที ก็วัดกันด้วยคะแนนเสียงเลือกตั้งไปเลย อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังไม่ได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และยังไม่ได้เริ่มยกร่างใดๆ ทั้งสิ้น และที่เสนอออกพ.ร.บ.จะมีเฉพาะคดีอาญาเท่านั้น ไม่รวมคดีการเมืองอย่างคดียุบพรรค"

ที่ร.ต.อ.พูดมา นั้น เป็นผลมาจากการสัมมนาพรรคเพื่อไทยที่เขาใหญ่ และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โนอินมาปลุกระดมลูกะรรคเพื่อไทยให้พร้อมใจกันสู้ จึงได้มีประกาศ "ปฏิญญาเขาใหญ่" ซึ่งนโยบายออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่นักการเมืองที่โดนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง รวมอยู่ด้วย

นายไพศาล พืชมงคล อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้เตือนให้ระวังว่า ความคิดเช่นนั้นจะเป็นโมฆะตั้งแต่เริ่มต้น เหตุเพราะ

ประการแรก ชื่อกฎหมายก็บอกชัดอยู่แล้วว่าเป็นการนิรโทษกรรมให้บุคคลที่ต้องคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เพราะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เป็นอันตรายต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่อว่าหลักการ เหตุผล และแม้ชื่อร่างกฎหมายนี้ก็น่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ประการที่สอง บทมาตราในร่างกฎหมายนี้คือการนิรโทษกรรมให้กับบุคคลที่ต้องคำพิพากษาในลักษณะดังกล่าว จึงขัดกับรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติที่ต้องพิทักษ์ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ประการที่สาม ส.ส.และ ส.ว. มีพันธกิจในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญตามที่ได้ปฏิญาณตน โดยเฉพาะคือการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ การปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การนิรโทษกรรมจึงกระทบต่อการทำหน้าที่และจะทำให้เป็นการทำหน้าที่ไม่

ประการที่สี่ การยุบพรรคนั้นเป็นผลจากคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลผูกพันทุกองค์กร รวมทั้งรัฐสภาด้วย ความผูกพันมีทั้งในส่วนคำวินิจฉัยและคำตัดสิน ซึ่งในส่วนคำวินิจฉัยนั้นที่มีผลผูกพันอันเป็นนัยยะสำคัญคือคำวินิจฉัยที่ว่า

"พรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหาไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้ดำเนินการทางการเมืองเพื่อประชาชน แต่เป็นการดำเนินงานทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของคนเพียงคนเดียว เป็นการดำเนินงานทางการเมืองที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เป็นการดำเนินงานทางการเมืองทีเป็นอันตรายต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"

คำวินิจฉัยนี้ผูกมัดและผูกพันทุกองค์กรให้จำเป็นต้องถือและปฏิบัติตาม ดังนั้นโดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจึงไม่อาจจะนิรโทษกรรมให้แก่นักการเมืองเหล่านั้นได้ และความพยายามใด ๆ ที่จะนิรโทษกรรมทางการเมืองอาจเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วย

ดังนั้น ร่างกฎหมายนี้จึงส่อว่าจะเป็นโมฆะ และต้องระมัดระวังด้วยว่าผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายอาจถูกกล่าวหาได้ว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้

เพื่อไทยแฉ 2 ส.ส.รัฐบาลตุกติกลงคะแนนแทนกันทำให้องค์ประชุมครบ

หมวดข่าว : การเมือง

โดยทีมข่าว : รัฐสภา
ส.ส.เพื่อไทยแฉ 2 ส.ส. รัฐบาล ตุกติกเพราะตัวโผลงานหมอลำซิ่ง แต่มีคนกดบัตรแสดงตน ส่วนอีกคนลงคะแนนซ้ำ จนทำให้องค์ประชุมครบ ถามหาจิตสำนึกรัฐบาล

เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พร้อมด้วยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวพร้อมนำบันทึกการลงคะแนนมาชี้แจงต่อผู้สื่อข่าวว่า ไม่คิดว่าจะพบกับสิ่งที่ไม่ต้องพิสูจน์ หลังจากที่ตนเสนอให้นับองค์ประชุมด้วยการขานชื่อ เมื่อคืนวันพุธที่4 ก.พ.ที่ ผ่านมาแต่รัฐบาลกลับตำหนิว่าเป็นการนับองค์ประชุมพร่ำเพรื่อ ทั้งที่เห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ อาจมีปัญหาหลังจากเห็นว่าในห้องประชุมสภาฯมี ส.ส.เหลืออยู่โหรงเหรง

ทั้งนี้ หลังจากที่ได้เคยเสนอนับองค์ประชุมครั้งแรกด้วยการเสียบบัตรไปก่อน ก็พบว่านายตุ่น จินตะเวช ส.ส.อุบลราชธานี พรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งมีชื่อว่าเสียบบัตรลงคะแนน ความจริงแล้วกลับไปปรากฎตัวในงานหมอลำซิ่งที่ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี เขาได้ตรวจสอบว่ามีการเดินทางโดยเครื่องบิน และมีเลขที่นั่งชัดเจน ขณะที่นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมาแสดงตนด้วยวาจา ปรากฎว่ากลับมีบันทึกในรายงานของเจ้าหน้าที่สภาฯว่ามีการกดบัตรแสดงตนไปแล้วเช่นกัน

นายประชา กล่าวต่อว่า เรื่องนี้เป็นจิตสำนึกของฝ่ายรัฐบาลที่พูดเสมอว่าให้ความสำคัญกับการประชุมสภาฯ ทำให้เห็นว่ารัฐบาลมีความอ่อนแอ ในสภาฯยังหลอกลวงแล้วจะมาบริหารประเทศให้สุจริตได้อย่างไร หากสภาฯไปไม่ได้ นายกฯก็ควรลาออกหรือยุบสภาไปเสีย อย่าให้มีพฤติกรรมแบบนี้อีก และประธานสภาฯควรมีการสอบสวนว่าใครเสียบบัตรแทนกันต้องสมควรได้รับการลงโทษ

กรรมาธิการปปช.สภาฯเปิดเอกสารลับปมร้อนปลากระป๋องเน่า

หมวดข่าว : การเมือง

โดยทีมข่าว : รัฐสภา

ปลัดปพม.ก้นร้อน กรรมาธิกาปปช.สภาฯ เปิดเอกสารปลากระป๋องเน่า 2 ฉบับโชว์สื่อ แฉพิรุธส่งมอบไม่ตรงกัน ตั้งข้อหาทำเอกสารเท็จ จี้แจงด่วน ขู่มีสิทธิ์โดนเด้งฐานผิดอาญา และจะตามสอบการขาย-ภาษีย้อนหลังบริษัทผู้ผลิต

เมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร แถลงหลังการประชุมว่า ที่ประชุมส่วนใหญ่มีมติให้รับเรื่องกรณีนายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ ร้องขอให้ตรวจสอบกรณีการแจกถุงยังชีพซึ่งมีปลากระป๋องที่หมดอายุ โดยในสัปดาห์หน้าจะเชิญนายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เข้าชี้แจง เนื่องจากมีหนังสือทางราชการ 2 ฉบับที่มีความขัดแย้งกันเอง

ทั้งนี้ ฉบับแรกนายวัลลภ ได้ทำหนังสือที่พม. 0201/1493 ลงวันที่ 19 ม.ค.2552 ถึงนายวิฑูรย์ ในฐานะรมว.การพัฒนาสังคมฯในขณะนั้น โดยระบุว่า ขอชี้แจงในเรื่องดังกล่าวว่า ทางสำนักงานปลัดกระทรวงได้รับการประสานแจ้งว่านายวิเชน สมมาตร มีความประสงค์จะบริจาคถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อนในจ.พัทลุง จำนวน 5 พันชุด โดยจะเป็นผู้ดำเนินการจัดส่งเอง ทางสำนักงานปลัดจึงได้ประสานแจ้งไปยังพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จ.พัทลุง (พมจ.พัทลุง) ทราบ เพื่อดำเนินการตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค โดยมีถุงยังชีพที่ส่งมอบและดำเนินการแจกจ่ายให้ประชาชนแล้วจำนวน 1,500 ชุด ทั้งนี้ในช่วงปีงบประมาณ 2552 ที่ผ่านมาสำนักงานปลัดฯ ไม่เคยมีการจัดซื้อถุงยังชีพแต่อย่างใด

นายชาญชัย เปิดเผยว่า จากการประสานขอข้อมูลจากทางอย.และคณะกรรมการที่ลงไปตรวจสอบโรงงานที่ผลิตปลากระป๋อง นายทนง ทองกิ่งแก้ว เจ้าของโรงงานที่ผลิต ภายใต้บริษัท ทองกิ่งแก้วฟู้ดส์ จำกัด ระบุว่าเป็นการขายหน้าโรงงานแต่ไม่ทราบคนจัดซื้อ เป็นการจ่ายเงินสด ส่วนจะนำปลากระป๋องชุดดังกล่าวไปบริจาคหรือไม่นั้นไม่ทราบ

"มีข้อน่าสงสัยว่าภายหลังเกิดเหตุนายทนง กลับบอกว่าได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปเก็บปลากระป๋องล๊อตดังกล่าวคืนมาทั้งหมด ซึ่งเป็นการขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่พูดมาตั้งแต่ต้น"

อย่างไรก็ตาม พมจ.พัทลุง ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรว่า นายวิเชน ไม่ได้บริจาคของที่จ.พัทลุง แต่เป็นการจัดส่งมาจากส่วนกลาง ซึ่งนายชาญชัย กล่าวว่า แสดงว่าหนังสือที่ปลัดกระทรวงทำถึงรัฐมนตรีกับการชี้แจงของ พมจ.พัทลุง ขัดกัน เพราะมีหนังสืออีกฉบับหนึ่งทางพม.จ.พัทลุง ได้ทำถึงสำนักงานปลัดกระทรวงเลขที่ พท.0004/132 ซึ่งระบุว่าตามหนังสือที่พม.0201/707 ลงวันที่ 9 ม.ค. 2552 แจ้งว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้รับการประสานจากนายวิเชน ที่มีความประสงค์บริจาคถุงยังชีพ โดยจะบริการจัดส่งให้ถึงพื้นที่จำนวน 5 พันชุดนั้น ทางพม.จ.พัทลุง ได้รับถุงยังชีพจำนวน 1,500 ชุด ซึ่งจัดส่งถึงพื้นที่วัดท่าสำเภาเหนือ ต.ชัยบุรี อ.เมือง พัทลุง เมื่อวันที่ 11 ม.ค2552 เรียบร้อยแล้ว แต่ได้มีการเขียนด้วยลายมือกำกับในตอนท้ายของหนังสือว่า “ไม่มีเพราะรับที่พัทลุง”

ดังนั้น จึงต้องตรวจสอบว่าเอกสารใดเป็นเอกสารเท็จแน่ โดยปลัดกระทรวงต้องรับผิดชอบไปเต็ม ๆ หากพิสูจน์ได้ว่านายวิเชน ไม่ได้ไปบริจาคในพื้นที่อาจต้องโดนดำเนินคดีอาญา ฐานทำเอกสารรายงานเท็จต่อรัฐมนตรี

"ผมไม่ได้กล่าวหาว่าปลัดกระทรวงผิด แต่ท่านต้องมาชี้แจงในสัปดาห์หน้า ถ้าไม่มา หรือชี้แจงไม่ตรงกับความจริงผมจะแจ้งความดำเนินคดีอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และอาจถึงขั้นถูกย้ายทันที

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะเอาผิดถึงอดีตรมว.การพัฒนาสังคมฯ ได้หรือไม่ นายชาญชัย กล่าวว่า ต้องสอบไปตามข้อเท็จจริง โดยไม่ได้กำหนดว่าขอบเขตอยู่ที่ใคร สอบถึงใครคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ ไม่มีใครปิดข้อเท็จจริงได้ ดังนั้น ต้องขอความร่วมมือจากกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ให้จัดเตรียมเอกสารให้พร้อมเพื่อง่ายกับการตรวจสอบ ในส่วนของนายทนง ทางกรรมาธิการฯต้องเรียกมาสอบด้วย ถ้าไม่มาชี้แจงก็ต้องถูกดำเนินคดีอาญาเช่นกัน และอาจจะให้กรมสรรพากรลงไปสอบถึงการเสียภาษีที่ผ่านมาด้วย แต่เราจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย นอกจากนี้จะตรวจสอบย้อนหลังด้วยว่าบริษัทดังกล่าวได้เคยขายสินค้าให้กับกระทรวงกี่ครั้ง หากพบว่าผิดปกติรับรองมีคดีอาญาตามมาอีกหลายเรื่องแน่นอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชาญชัย ได้แจกเอกสารการชี้แจงของนายทนง ต่ออย. โดยเอกสารระบุถึงข้อเท็จจริงกรณีปลากระป๋องมีกลิ่นคาวปลาว่า ที่ผ่านมาทางบริษัทได้ผลิตปลากระป๋องตามมาตรฐานความสะอาด แต่กลินควาปลาน่าจะมาจากเครื่องคว่ำน้ำปลายที่หมุนเร็วเกินไป จนไม่สามารถทิ้งน้ำในกระป๋องที่เกิดจากการนึ่งออกไปได้หมด ทำให้เติมซอสมะเขือเทศในกระป๋องไม่ได้ตามขนาด เมื่อไปผสมกับน้ำที่เกิดจากการนึ่งปลาจึงมีกลิ่นคาวปลาอย่างแรง

ทั้งนี้ ผลวิเคราะห์ของอย.ระบุไม่พบสารปนเปื้อนแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามหลังจากเกิดเรื่องทางบริษัทได้ส่งพนักงานลงไปตรวจสอบ และเรียกเก็บสินค้าคืนทั้งหมด พร้อมทั้งกล่าวขอโทษต่อชาวบ้าน และมอบเงินช่วยเหลือไปส่วนหนึ่งผ่านทางผู้ใหญ่บ้านเรียบร้อยแล้ว และได้รับคำยืนยันจากผู้ใหญ่บ้านในที่เกิดเหตุว่าไม่มีผู้ใดได้รับอันตรายจากปลากระป๋องดังกล่าว

ส่วนข้อเท็จจริงกรณีวันเดือนปีที่ผลิตไม่ตรงกับความจริงนั้น ในเอกสารได้ยอมรับว่ามีการตีพิมพ์วันเดือนปีที่ผลิตไว้ล่วงหน้าเพื่อเก็บเอาไว้ขายในเดือนถัดไป เนื่องจากโรงงานจะหยุดการผลิตในเดือนส.ค.2551 โดยไม่ทราบว่าเป็นการผิดตามพ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 และพร้อมขอรับโทษต่อไป

อย่างไรก็ตาม บริษัท ยืนยันว่าบริษัทไม่มีผู้ถือหุ้นเป็นนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูง หรือมีตำแหน่งที่ปรึกษาเป็นนักการเมืองตามที่ตกเป็นข่าว ดังนั้น จึงขอความเมตตาสงสารบริษัทด้วย เพราะยังไม่ทราบว่าจะกลับมาทำธุรกิจเมื่อใด และจะส่งผลมูลค่าความเสียหายมากมายจนไม่อาจรับได้

วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

วิฑูรย์แจงพรรควันพรุ่งนี้พร้อมประกาศไขก๊อกเพื่อรักษาพรรค

หมวดข่าว : การเมือง

โดยทีมข่าว : ทำเนียบรัฐบาล

รายงานข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์ แจ้งว่า การประชุมพรรคประชาธิปัตย์ ในวันอังคารที่ 3 ก.พ. นี้ นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสัวคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะเข้ามาชี้แจงกรณีปลากระป๋องเน่า ในถุงยังชีพ ที่แจกให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่จ.พัทลุง ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกพรรค

รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ผ่านมานายวิฑูรย์ เคยระบุว่า จะรอผลการสอบของคณะกรรมาธิการป.ป.ช. พิจารณาก่อน แต่ก็มีกระแสข่าวว่า นายวิฑูรย์ อาจจะแสดงความรับผิดชอบ โดยการลาออก และเลิกเล่นการเมืองไปเลย เพราะเนื่องจากทนต่อกระแสกดดันทางสังคมไม่ได้ และไม่อยากให้พรรคต้องมาเสียชื่อเสียงเพราะตน อีกทั้ง นายอภิสิทธิ์ ยังกำชับให้ครม.ยึดกฎเหล็ก 9 ข้อ เน้นทำงานซื่อสัตย์-สุจริต

สำหรับรายชื่อแคนดิเดตที่พรรคจะวางตัวแทนนายวิฑูรย์คือนายชินวรณ์ บุญเกียรติ์ ประธานวิปรัฐบาล

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับคณะรัฐมนตรี ว่า ก่อนหน้านี้เขาได้บอกไว้ว่าหลังเดินทางกลับมาจากการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส จะมาดูข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีที่มีเครื่องหมายคำถามจากสื่อมวลชน กับสังคมอยู่ ตอนนั้นขอเวลา 3 วัน วันนี้ก็เหลืออีก 2 วันขณะนี้ก็ได้รวบรวมข้อมูลไว้ได้พอสมควรแล้ว ทั้งในส่วนของรัฐมนตรีบุญจง (วงศ์ไตรรัตน์) และรัฐมนตรีวิฑูรย์ (นามบุตร) จากนั้นจะมีความชัดเจน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการชี้ขาดเลยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็จะเรียนให้ทราบเลยว่าเขาได้ดูข้อมูลแล้ว คิดว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นความเหมาะสม ยืนยันว่าเขาไม่ได้ละเลยต่อความห่วงใยของสังคมที่มีต่อรัฐมนตรีจำนวนหนึ่ง และจะได้พิจารณา ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเขาจะรับผิดชอบกับการตัดสินใจของตัวเอง
ต่อข้อถามว่ายังจำเป็นต้องรอผลจากคณะกรรมการอิสระแต่ละชุด ที่กำลังตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะให้คำตอบว่าขณะนี้มีการตรวจสอบทั้ง 2 กรณีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นต้องอยู่ที่ว่าขณะนี้ในส่วนของฝ่ายบริหารเองจะทำอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ก็จะแจ้งให้ทราบภายใน 2 วันนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีนายบุญจง นั้น แกนนำของพรรคภูมิใจไทยออกมาบอกว่าจะไม่มีการปรับออก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มันเป็นอำนาจและเขาจะเป็นคนพิจารณาเรื่องนี้ และถ้าปรับครม. ก็จะต้องปรับให้เกิดความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลนี้ทำงานแล้วมีแนวทาง และมีมาตรฐานอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากพรรคร่วมไม่ยอมปรับจะตัดสินใจอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่จะดำเนินการ ทั้งหมดทำเพื่อต้องการให้รัฐบาลทำงานได้ เพราะถ้ารัฐบาลคิดถึงแต่ตัวเลขก็ไม่ได้ การทำงานจะสำเร็จได้ต้องได้รับการยอมรับความเชื่อถือ ต้องใช้ตรงนี้เข้ามาประกอบไม่เช่นนั้นคงไม่พูดถึงเรื่อง 9 มาตรการในการทำงานกับครม.นัดแรก

ผู้สื่อข่าวถามว่าพูดเช่นนี้เหมือนกับว่าจะมีการปรับ ครม.นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่พูดคือหลักการที่เขาใช้ ส่วนจะเป็นอย่างไรก็ขอให้รออีก 2 วันแล้วจะเรียนให้ทราบ และสังคมต้องเป็นคนตอบอีกที ส่วนตัวเขามีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการพิจารณา

ส่วนที่ฝ่ายค้านประกาศว่ามีข้อมูลเด็ดในการอภิปรายรัฐบาล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องรอให้ฝ่ายค้านยื่นและอภิปรายมาก่อนตอนนี้ไม่ทราบ การอภิปรายนายกฯ ก็เป็นสิทธิที่ทำได้ และตัวเขาก็ยอมรับการตรวจสอบ อีกทั้งไม่รู้สึกกังวล เพราะ 1 เดือนที่ผ่านมาได้ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ และมีความก้าวหน้า โดยที่เปลี่ยนแปลงไปมากก็คือมีระบบการตรวจสอบ เมื่อตัวเขามองข้ามอะไรไปแล้วฝ่ายค้านเสนอข้อมูลมาก็จะได้ดู และชี้แจงว่าที่ทำมามีเหตุผลอะไร

เมื่อถามว่าจริงหรือไม่ที่กระแสภายในพรรคประชาธิปัตย์อยากให้มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เขาฟังทุกๆ ความเห็น

ต่อข้อถามว่านายกฯ พูดถึงความน่าเชื่อถือของรัฐบาล แต่ตอนนี้นายวิฑูรย์ โดนมองว่าไม่น่าจะไว้วางใจได้แล้ว นายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธว่า "ถ้าหากจะปรับหรือไม่ปรับ ผมก็ต้องเป็นคนชี้แจงเหตุผลว่าปรับเพราะอะไร หรือไม่ปรับเพราะอะไร และเหตุผลนี้ก็เป็นตัวที่ผมหวังว่าจะทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในการทำงานของรัฐบาล ไม่ว่าการตัดสินใจจะไปในทิศทางใดก็ตาม ซึ่งทุกทางออกจะมีคำตอบ และผมจะเป็นคนให้คำตอบเอง"

ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องคุยกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะเลขาธิการพรรคหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เขาคุยกับหลายๆ ท่านแล้ว แต่ก็ยังไม่ครบทุกคน
"สุเทพ"รอประชุมพรรควันนี้ชี้ชะตา"วิทูรย์"

ส่วนนายสุเทพ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านระบุว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหากไม่มีหารปรับ ครม.ว่า การปรับ ครม.นั้นเป็นอำนาจของนายกฯ และนายกฯ ได้บอกแล้วว่าขอเวลา 2-3 วัน เพื่อดูข้อมูลหลักฐานทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามถึงความชัดเจนกรณีข่าวการปรับนายวิฑูรย์ ออกจากตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมฯ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ทราบว่าข่าวมาจากไหน เพราะยังไม่ได้ประชุมกรรมการบริหารพรรค หรือ ส.ส.ของพรรค ซึ่งจะมีการประชุม ส.ส.ของพรรคในช่วงบ่ายวันอังคารที่ 3 ก.พ.นี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า การทบทวนตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญของนักการเมือง หากโดนวิจารณ์มากๆ นายสุเทพ กล่าวว่า เป็นทัศนะและเป็นแนวความคิด ซึ่งทุกคนมีสิทธิเสนอแนวความคิด ดังนั้น นายวิฑูรย์ ควรรับฟังแนวความคิดของฝ่ายต่างๆ และประเมินดู

ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีที่ชาวพัทลุงได้รับแจกสิ่งของช่วยเหลือน้ำท่วม ซึ่งมีปลากระป๋องเน่า ว่า เขาและส.ส.ในพื้นที่รู้สึกน้อยใจและอับอาย ที่ชาวพัทลุงได้รับบริจากสิ่งของที่ไม่มีคุณภาพ เรื่องนี้ดังกล่าวมีต่อเนื่องมาเป็นเดือนแล้วแต่ก็ยังไม่จบเสียที ทั้งนี้ เพื่อนส.ส.บางจังหวัดได้ล้อเล่นว่า ถ้าเป็นพวกเขานำปลากระป๋องเน่าไปแจกคงเรียบร้อยไปนานแล้ว แต่ส.ส.พัทลุง กล้าทำ แม้จะแซวเล่นแบบนี้แต่เขาก็น้อยใจ เพราะรู้สึกตลอดเวลาว่าทำไมถึงปกป้องชาวบ้านที่เลือกเราไม่ได้ ดังนั้น รัฐบาลต้องทำเรื่องนี้ให้จบโดยเร็ว

ผมไปแก้รธน.เพราะเห็นว่ามีผลกับชีวิตผมมันคงเกินไป


หมวดข่าว : สัมภาษณ์พิเศษ

โดย : กองบรรณาธิการ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ TheCityJournal ถึงสถานการณ์การเมืองที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่เวลานี้หลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหากไม่มีหารปรับ ครม. และเรื่องปัญหาคุณสมบัติรัฐมนตรี

รัฐบาลจะปรับครม.ตามที่คนเสื้อแดงเรีกยร้องไหม

การปรับ ครม.นั้นเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯ ได้บอกแล้วว่าขอเวลา 2-3 วัน เพื่อดูข้อมูลหลักฐานทั้งหมด ซึ่งคงต้องให้เวลานายกฯ ด้วย เพราะตอนนี้มีงานมากเหลือเกิน

การปรับครม.หากปรับไม่ดี อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

คงไม่เป็นปัญหา ต้องรอให้นายกฯ ได้ดูรายละเอียดทุกอย่างก่อนที่จะมีคำวินิจฉัย

จะปรับนายวิฑูรย์ นามบุตร ออกจากตำแหน่ง รมว.การกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไหมเพราะในพรรคก็เรียกร้องเหมือนกับที่นอกพรรคเรียกร้อง

ไม่ทราบว่าข่าวมาจากไหน เพราะยังไม่ได้ประชุมกรรมการบริหารพรรค หรือ ส.ส.ของพรรค ซึ่งจะมีการประชุม ส.ส.ของพรรคในช่วงบ่ายวันอังคารที่ 3 ก.พ.นี้

นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า การทบทวนตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญของนักการเมือง หากชี้แจงแล้วยังโดนวิจารณ์มากๆ

เป็นทัศนะและเป็นแนวความคิด ซึ่งทุกคนมีสิทธิเสนอแนวความคิด ดังนั้น นายวิฑูรย์ ควรรับฟังแนวความคิดของฝ่ายต่างๆและประเมินดู

ปัญหาของนายวิฑูรย์ถือเป็นปัญหาของพรรคประชาธิปัตย์ หรือ ในรัฐบาลหรือไม่

ไม่ถึงขนาดกับว่าจะเป็นปัญหาในพรรค หรือ เป็นปัญหาของรัฐบาล แต่เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข

พรรคภูมิใจไทยพยายามกดดันเพื่อไม่ให้มีการปรับนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทยออกจากตำแหน่ง แต่ถ้านายวิฑูรย์ แสดงสปิริตลาออกแล้วนายบุญจง ยังนิ่งเฉยจะกลายเป็นสองมาตรฐานหรือเปล่า

อย่าคิดไปเร็วขนาดนั้น เพราะยังไม่มีกรณีที่นายวิฑูรย์ ตัดสินใจทำอะไร หรือกรณีนายกฯ ตัดสินใจอะไรเกี่ยวกับนายวิฑูรย์ ดังนั้นจะบอกว่ากรณีของนายวิฑูรย์ จะไปกดดันกรณีของนายบุญจง คงไม่ใช่ และยังไม่มีเรื่องที่แสดงให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยมากดดันรัฐบาลเกี่ยวกับกรณีนายบุญจงแต่อย่างใด

จะเป็นการสวนทางกับที่นายกฯที่ไปยืนยันกับต่างชาติว่าสถานการณ์ประเทศไทยกำลังไปด้วยดี แต่ภายในรัฐบาลกำลังวุ่นวาย

ความจริงภายในรัฐบาลไม่มีอะไรวุ่นวาย เพียงแต่มีปัญหาที่เกิดประเด็นและเป็นที่สนใจของฝ่ายต่างๆ ซึ่งเราต้องสะสางเท่านั้นเอง

การแจกปลากระป๋องเน่า ทำไมจึงไม่มีการชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้

เป็นช่วงเวลาที่ได้ขอให้นายวิฑูรย์ไปรวบรวมหลักฐาน เอกสาร ข้อเท็จจริงต่างๆมาเสนอ เพื่อให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัย ถือว่าไม่ล่าช้าเท่าไรนัก ภายใน 2-3 วันนี้ก็จะชัดเจน

แล้วในกรณ๊รัฐมนตรีสายล่อฟ้าตัวจริงนายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ที่กลุ่มเสื้อแดงวิจารณ์ว่ามีประวัติมัวหมองไม่สมควรเป็นรัฐมนตรี

คำว่าประวัติมัวหมอง สำหรับคนที่จะเป็นรัฐมนตรีนั้นหมายถึงความมัวหมองในการปฏิบัติราชการ ส่วนกรณีของนายกษิต ไม่มีอะไรที่เป็นความมัวหมองในการปฏิบัติราชการ หรือ การทำหน้าที่เพื่อส่วนรวม

นายกษิต ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรและขึ้นเวทีปราศรัยที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของฝ่ายเสื้อแดง

ไม่ว่าจะขึ้นเวทีไหนก็แล้วแต่จะเป็นการพูดจากันไปตามความเชื่อ ตามความคิดของแต่ละคน พวกผมก่อนที่จะมาเป็น ส.ส. ก็ขึ้นเวทีปราศรัยกันมามากมาย เป็นเรื่องปกติ

รัฐบาลไม่แคร์เรื่องนี้

รัฐบาลไม่ได้เอามาเป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณา

แล้วกรณีที่กกต.ชี้มูลความผิดอาญานายสุเทพ กรณีไปช่วยน้องชายหาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี

ผมยืนยันว่าผมไม่ได้มีเรื่องเพราะไปช่วยหาเสียง เพราะผมไม่ได้ไปช่วยหาเสียง แต่ผมไปงานสงกรานต์ ไปทำบุญ ตักบาตร รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ตามประเพณี และหากเห็นว่าการที่ผมไปทำอย่างนั้นมีผลต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นเขาจึงให้ใบเหลืองนายกฯอบจ. ซึ่งต้องไปพิสูจน์กันที่ศาลว่าการที่ผมไปทำกิจกรรมตามประเพณีนั้นเป็นเรื่องที่เข้าข่ายกฎหมายกำหนด หรือไม่

แต่ผมมองว่ากฎหมายกำหนดเอาไว้ว่า ห้ามมิให้กระทำการใดที่ผิดกฎหมาย อาทิเช่น ซื้อเสียง แจกเงิน หรือกระทำทุจริต แต่ตนไม่ได้กระทำใดที่ทุจริตแต่อย่างใด

ตอนนี้รู้สึกไหมว่ามีความพยายามเอาผิดคนในรัฐบาลด้วยกฎหมายเลือกตั้งมาตรา 266 เป็นเรื่องผิดปกติหรือมีกระบวนการใดหรือไม่

ผมไม่มองอะไรมาก เป็นคนไม่คิดมาก หากมีกรณีคงต้องพิสูจน์กันเพราะเรามีกระบวนการยุติธรรม เราต้องเชื่อในกระบวนการยุติธรรม

น่าสงสัยหรือไม่ว่าทำไมจึงเป็น อบจ.สุราษฎร์ฯ มีการตั้งข้อสังเกตโดยคนใน กกต.จะมีการสอบถามเรื่องดังกล่าวหรือไม่

ไม่สอบถาม ไม่คุย หน้าที่ของ กกต.ท่านก็ทำหน้าที่ไป หากคิดว่าทำถูกต้องเหมาะสมแล้วก็ทำไป

คิดว่าจะตายน้ำตื้นหรือไม่

หากศาลวินิจฉัยว่าผมผิดผมก็ต้องรับผิด

คิดว่าจะเชื่อมโยงถึงการยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้หรือไม่

กรณีนี้ไม่มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการโยงไปถึงการยุบพรรคได้ เพราะกฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้อย่างนั้น แต่กฎหมายบัญญัติเฉพาะกรณีการเลือกตั้งส.ส.

หากเห็นว่ามาตรา 266 มีปัญหาจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่

ผมยังไม่มีความเห็น ผมจะไปแก้รัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่ากฎหมายมีผลกับชีวิตผมมันคงเกินไป ต้องว่ากันไปตามมาตรฐานทั่วไป ซึ่งมีกรรมการพิจารณาอยู่ว่าข้อไหนดี ไม่ดี

กรณีที่กลุ่มเสื้อแดงเรียกร้องและให้ปฏิบัติภายใน 15 วัน รัฐบาลจะพิจารณาอย่างไร ทำได้หรือไม่ได้

ยังไม่ได้หารือกันในภาพรวม แต่ผมเห็นว่าบางเรื่อง อย่างกรณีดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกฎหมายนั้นดำเนินการอยู่แล้ว แต่เรื่องอื่นๆ คงทำไม่ได้ เรื่องยุบสภานั้นก็ไม่มีทาง เพราะกำลังแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอยู่แล้วจะไปทำให้สะดุดหยุดลงทำไม แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลไม่ได้ประมาท

วันนี้นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ยื่นป.ป.ช.ตรวจสอบกรณี 3 รัฐมนตรีที่ลงมติรับร่างพ.ร.บ.งบประมาณขัดกฎหมาย กังวลเรื่องนี้ไหม

นายเรืองไกร ก็ทำหน้าที่ของเขา ส่วนผู้มีหน้าที่ตีความ ตรวจสอบ วินิจฉัยก็ดำเนินการไป เพื่อจะได้เป็นบรรทัดฐาน ผมเข้าใจว่ารัฐบาลมีข้อมูลข้อเท็จจริงที่จะไปชี้แจง

อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญห้ามไว้ว่าคนที่เป็นรัฐมนตรี และ ส.ส.ในขณะเดียวกันจะไปยกมือในเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง อาทิเช่น กรณีโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่างนั้นรัฐธรรมนูญห้ามไม่ให้ทำ แต่การที่รัฐมนตรีทั้ง 3 คน ลงมตินั้นเป็นเรื่องของงบประมาณแผ่นดินที่จะนำมาช่วยประชาชน ไม่ได้มาช่วยรัฐมนตรี และความจริงงบฯที่ผ่านนั้นไม่ได้เกี่ยวกับกระทรวงของรัฐมนตรีที่ลงคะแนนเสียด้วยซ้ำไป ผมไม่คิดว่าจะเป็นปัญหา แต่ขออภัยหากความเห็นของตนจะไปล่วงล้ำหน้าที่ของผู้มีสิทธิตีความ

ปชป.ตำหนิพท.เปิดประตูให้ต่างชาติแทรกแซงไทย


หมวดข่าว : การเมือง

โดยทีมข่าว : รัฐสภา

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงอัดแกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดโอกาสให้องค์กรต่างชาติแทรกแซงการเมืองไทย โว รัฐบาลขับเคลื่อนฝ่าวิกฤติประเทศเองได้

วันนี้ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 10.30 น. น.พ.บุรณัชย์ สมุทรรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาตำหนิคำให้สัมภาษณ์ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับ สื่อต่างชาติที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิสเซอรแลนด์ เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของไทย ว่า นายอภิสิทธิ์ เป็นบุคคลที่ตระหนักถึงภาพลักษณ์ของประเทศ และระมัดระวังต่อการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ เกี่ยวกับการเมืองภายในประเทศไทย

ส่วนคำให้สัมภาษณ์ที่เกี่ยวกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น เป็นเพียงการตอบคำถามต่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏผ่านสื่ออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสื่อบางส่วนที่ตั้งประเด็นเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาล

น.พ.บุรณัชย์ กล่าวด้วยว่า อยากให้แกนนำพรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ทบทวนและยุติการเคลื่อนไหว เพราะหลังจากที่ได้ทำหนังสือถึงศาลโลก สหประชาชาติ สหพันธ์รัฐสภาระหว่างประเทศ รวมไปถึงกรณีที่นาย จักรภพ เพ็ญแข แกนนำ นปช. ที่ทำหนังสือถึงเอกอัครราชทูตอาเซียน 9 ประเทศ ซึ่งเป็นคำถามที่สื่อต่างชาติมี และถือเป็นผลสืบเนื่องโดยตรงต่อองค์กรนอกประเทศ ในการเปิดโอกาสให้องค์กรเหล่านั้นเข้ามาแทรกแซงการเมืองของไทย

"ปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นผลสืบเนื่องโดยตรงจากการดำเนินการของพรรคเพื่อไทย และ นปช. เอง หากพรรคเพื่อไทยมีข้อสงสัยในเรื่องของความชอบธรรมในเรื่องรัฐสภา หรือรัฐบาล ช่องทางขององค์กรอิสระภายในประเทศไม่ว่าจะเป็นศาลปกครอง หรือ ศาลรัฐธรรมนูญก็เปิดช่องให้อยู่แล้ว"

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลไทยจะกอบกู้ความเชื่อมั่นจากประชาคมโลก ส่วนหนึ่งคือสร้างความเชื่อมั่นจากต่างชาติ ซึ่งการชุมนุมของ นปช. แม้ที่ผ่านมาจะชุมนุมอย่างสงบ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นการตั้งใจชุมนุมในวันที่นายกรัฐมนตรีร่วมประชุมอยู่กับผู้นำในเวทีโลก ทำให้การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนต่างชาติ ต้องเสนอข่าวการชุมนุมในไทยไปด้วย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในประเทศไทย อย่างไรก็ตามตนเห็นว่า บทบาทของพรรคเพื่อไทย ในการช่วยคลี่คลายวิกฤตทางการเมือง เพราะเงื่อนไขของกลุ่ม นปช. ที่เสนอ 4 ข้อ เป็นการเสนอคำขาด แต่พรรคประชาธิปัตย์ ยึดมั่นแนวทางการหารือและเจรจา ซึ่งพรรคหวังว่า ช่วง 15 วัน ที่ นปช. ขีดเส้นตายให้รัฐบาลนั้น จะเป็นโอกาสที่การเจรจาหารือเริ่มต้นขึ้น ซึ่งทราบมาว่า รัฐบาลได้พยายามที่จะร้องขอให้กลุ่มเสื้อแดงส่งแกนนำมาเจรจา แต่ก็ได้รับการปฏิเสธมาโดยตลอด เช่นเดียวกับที่วิปฝ่ายค้านก็ปฏิเสธเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ อยากให้แกนนำพรรคเพื่อไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มเสื้อแดงให้ช่วยเปิดทางให้มีการพูดคุยถึงข้อห่วงในต่างๆ กับรัฐบาล เพราะมิเช่นนั้นจะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหาย หากมีการชุมนุมในช่วงประชุมสุดยอดอาเซียนปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้

น.พ.บุรณัชย์ กล่าวถึงข้อสงสัยที่ประชาชนมีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีหลายคน ขอยืนยันว่าประชาธิปัตย์ตระหนักดีถึงความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ว่า จะสามารถขับเคลื่อนฟันฝ่าวิกฤตและทำให้ประเทศหลุดพ้นจากภาวะที่ท้าทายมาหลายปี ซึ่งความคาดหวังดังกล่าวพรรคยืนยันว่า ภายใน 2-3 วันนี้ สิ่งที่เป็นข้อมูลข้อเท็จจริงที่พรรคได้รับจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทุกคน พรรคพร้อมที่จะเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบอย่างโปร่งใส ปราศจากการปิดบังใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งข้อสงสัยจากประชาชนมี 2 ส่วนคือ ทำให้ผลประโยชน์ของส่วนรวมเสียไปหรือไม่ และคนบางคนได้รับประโยชน์โดยมิชอบหรือไม่ ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้จะมีการหารือหลังจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลจะพูดคุยกัน

“ ผมได้คุยกับรัฐมนตรีวิฑูรย์ (นามบุตร รมว.พัฒนาสังคมฯ) ว่าเวลาที่ผ่านมานั้น ท่านได้สืบค้นข้อมูลทั้งหมด ซึ่งหลายส่วน ผมยังไม่ได้รับทราบโดยการประชุม ส.ส. พรรควันพรุ่งนี้ ( 3 ก.พ. 52) ผมคิดว่าความกระจ่างชัดในเรื่องของข้อเท็จจริงและข้อมูลต่างๆ คงจะครบถ้วนสมบูรณ์เพียงพอให้ประชาชนรับทราบ โดยรัฐบาลจะได้ดำเนินการต่อไปโดยคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนเป็นสำคัญทั้งนี้ท่านวิฑูรย์ ได้บอกกับผมว่า ที่ผ่านมาได้ให้คณะกรรมการทั้ง 7 ชุด ทำงานอย่างอิสระ และข้อมูลทั้งหมดจะรวบรวม นำเสนอโดยไม่แทรกแซงการทำงาน ดังนั้นในส่วนนี้ผมจึงอยากให้สังคมรอฟังข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสับสนต่างๆ เกิดขึ้นมาเป็นลำดับ ” น.พ.บุรณัชย์ กล่าว

"วิชา"ชี้3รัฐมนตรีไม่ผิดกฎหมายป.ป.ช.


หมวดข่าว : การเมือง

โดยทีมข่าว : รัฐสภา

"วิชา" ระบุ 3 รัฐมนตรีโหวตผ่านร่างพ.ร.บ.งบกลางปี 2552 อาจไม่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. เพียงแต่ผิดมารยาท คาด ป.ป.ช.พิจารณาเบื้องต้น 5 ก.พ.

นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ยื่นให้ป.ป.ช. สอบ 3 รมต. ว่า เมื่อยื่นเรื่องมาที่ ป.ป.ช. เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. หรือไม่ หากมีอำนาจก็จะดำเนินการไปตามกระบวนการ

ทั้งนี้ส่วนตัวเขามองว่า ศาลรัฐธรรมนูญน่าจะมีอำนาจเป็นผู้วินิจฉัยเรื่องนี้ได้ดีที่สุด โดยนักการเมืองที่มีส่วนได้ส่วนเสียควรเป็นผู้ดำเนินการยื่นเรื่องเอง

"กรณีดังกล่าวไม่ได้มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 ถึงผลที่เกิดจากการกระทำดังกล่าวว่า จะมีผลอย่างไรและมีบทลงโทษอย่างไร นอกจากนี้กฎหมายของ ป.ป.ช. ก็ไม่ได้ระบุบทลงโทษกรณีดังกล่าวไว้ด้วยว่า จะต้องลงโทษอย่างไร สำหรับการนำเรื่องดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาเบื้องต้นคาดว่า ในการประชุม ป.ป.ช.วันที่ 5 ก.พ. น่าจะมีการหยิบยกเรื่องนี้เข้ามาหารือ"

นายวิชา กล่าวว่า ป.ป.ช.คงดูว่า อยู่ในข่ายอำนาจหรือไม่ และคงมองที่ประเด็นการเข้าข่ายการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ต้องดู 2-3 เรื่องคือ ถ้ากฎหมายต้องการเอาผิดจะเขียนไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบฯว่าด้วยป.ป.ช.มาตรา 100-103 ถ้าไม่ใช่เรื่องผิดทางอาญาก็จะเป็นเรื่องผิดจริยธรรม ซึ่งอาจนำไปสู่การตำหนิ การถูกถอดถอน กระบวนการที่ ป.ป.ช.จะพิจารณาคงต้องดูรายละเอียดตรงนี้ว่า เป็นเรื่องทางจริยธรรมหรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับคดีอาญา ต้องไม่ลืมว่าอำนาจของป.ปช.จะพิจารณาได้ต้องเป็นเรื่องความผิดทางอาญาเนื่องในการกระทำผิดหรือประพฤติมิชอบ

"ผมมองว่า กรณีนี้ยังไม่เข้าข่ายความผิดทางอาญา แต่โดยมารยาทอาจจะผิดมารยาท อีกทั้งรัฐธรรมนูญเขียนไว้เฉพาะในมาตรา 177 แต่ไม่ได้ระบุว่าต้องพ้นตำแหน่งหรือมีความผิดอย่าง"

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

อธิการหอการค้าชี้นศ.ขายตัวผ่านเว็บแค่เพิ่มค่าตัว

หมวดข่าว : สังคม
โดยทีมข่าว : สังคม
อธิการหอการค้า ในฐานะนายกสมาคมสถาบันอุดมเอกชนไทย เผยตรวจสอบเว็บนศ.ขายตัวแล้ว ไม่ใช่นศ.แต่แฝงขายตัว หวังเพิ่มต่าตัว ส่วนรมช.ศึกษา สั่งม.รัฐ-เอกชน-อาชีวะ คุมเข้มนักศึกษาขายตัวผ่านเวบฯ เร่งปลูกฝังให้มีจิตสาธารณะ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เล็งชงเข้าหารือกับกกอ.
รศ.ดร.จีรเดช อู่สวัสดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และนายกสมาคมสถาบันอุดมเอกชนแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.)เปิดเผยว่าได้รับการร้องเรียนจากคนไทยในต่างประเทศว่ามีนักศึกษาไทยขายบริการทางเพศผ่านเวบไซต์และไฮไฟว์เป็นจำนวนมาก ว่า เมื่อทราบปัญหาดังกล่าวไม่ได้นิ่งนอนใจ เขาได้ให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่มีเบอร์โทรศัพท์ ชื่อ ที่อยู่ที่ปรากฎบนเว็บไซต์ ปรากฎว่า ไม่ใช่นักศึกษา กลับเป็นผู้หญิงขายบริการทั่วไป แต่อ้างเป็นนักศึกษา เพราะต้องการเพิ่มค่าตัว
"เมื่อเรานำเอาชื่อ สกุล ไปตรวจสอบตามมหาวิทยาลัยเอกชน ก็ไม่พบว่าเป็นนักศึกษา ทั้งที่ทุกมหาวิทยาลัยจะมีทะเบียนนักศึกษาทุกคนอยู่ หากรายชื่อดังกล่าวเป็นนักศึกษาจริง จะต้องตรวจสอบได้ในทะเบียนนักศึกษา แต่กรณีดังกล่าวไม่พบ ผมจึงมองว่าเป็นเรื่องของการแอบอ้างใช้ชุดนักศึกษาเพิ่มค่าตัวมากกว่า"
รศ.ดร.จีรเดช กล่าวว่า เราคงไม่ต้องไปนั่งแก้ปัญหานี้ ยิ่งแก้เหมือนยิ่งมีปัญหา ยิ่งพูดยิ่งเข้าตัว อีกอย่างเรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่ใช่นักศึกษาของเรา ไม่จำเป็นต้องไปนั่งแก้ นั่งแถลง
อย่างไรก็ตาม การที่มีผู้แอบอ้างเช่นนี้เพราะไม่มีรายได้ บวกกับพิษเศรษฐกิจตกต่ำ จึงพยายามหาทางที่จะหาเงินได้ง่าย และมากๆ จึงมาแอบอ้างเป็นนักศึกษา เรามหาวิทยาลัยเอกชนถูกกล่าวหาเรื่องนี้มาตลอด ทั้งที่ความจริงแล้ว เด็กที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชน ถือว่าพ่อแม่มีเงิน ฐานะปานกลาง คงไม่จำเป็นต้องไปขายบริการ อีกทั้ง เมื่อทุกคนมีเงิน แล้วใช้ของฟุ้งเฟ้อแล้ว ก็ไม่จำเป็ต้องเอาตัวเข้าแลก เพราะต่างมีเงินจับจ่ายหาซื้อของมาใช้อยู่แล้ว ข้อเท็จจริงมันไปด้วยกันไม่ได้ เพราะไม่ใช่เด็กมหาวิทยาลัยเอกชน" รศ.ดร.จีรเดช กล่าวทิ้งท้าย
ด้านนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.)กล่าวว่า ก่อนมีข่าวออกมาได้แจ้งไปยังสถาบันอุดมศึกษาทั้งรัฐและเอกชน และสถาบันอาชีวศึกษาผ่านสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ขอให้ช่วยกวดขันดูแลนักศึกษาไม่ให้มีการขายบริการทางเพศ ซึ่งคิดว่าปัญหามีสาเหตุจากนักศึกษามีค่านิยมที่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ตามกระแสวัตถุนิยมและปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ
"กรณีปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำนั้นทุกฝ่ายต่างเจอปัญหานี้ทั้งนั้น ดังนั้น นักศึกษาจึงต้องรู้จักหาทางออกที่เหมาะสม และศธ.มีกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)ให้นักเรียน นักศึกษากู้ยืมเรียนอยู่แล้ว ปีนี้ได้เสนอรัฐบาลให้ขยายฐานผู้กู้ กยศ.โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 2-4 ที่กู้กองทุนกยศ.ไม่ได้ในช่วงเรียนปีที่ 1 สามารถกู้ได้และใช้งบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านบาทซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)แล้ว"
ส่วนปัญหานักศึกษามีค่านิยมฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือยนั้น ศธ.คงแก้ปัญหาโดยลำพังไม่ได้ แต่จะต้องร่วมมือกับทุกฝ่ายเช่น กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.)กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)ช่วยกันปลูกฝังให้นักศึกษามีความรับผิดชอบมากขึ้น มีจิตสาธารณะและดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ดังนั้น จะนำปัญหานี้ไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.)ด้วย

“บัญญัติ”ชี้“วิฑูรย์”ทบทวนตัวเอง

หมวดข่าว : การเมือง
โดยทีมข่าว : ทำเนียบรัฐบาล
“บัญญัติ”แนะ“วิฑูรย์”หากแจงปลากระป๋องเน่าแล้วสังคมไม่เชื่อ ควรทบทวนตัวเอง ชี้ เสียงวิจารณ์จะเป็นตัวชี้วัด พรรคการเมือง-นักการเมืองไม่ควรละเลย และรัฐบาลรู้ดีว่าต้องระวังไม่ให้มีเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน
นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ประธานพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กำลังประสบปัญหาโครงการแจกถุงยังชีพช่วยผู้ประสบอุทกภัย จ.พัทลุง แล้วมีปลากระป๋องเน่า ว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและรัฐมนตรีต้องจัดการปัญหาเหล่านี้ให้คลี่คลายลงให้ได้ ถ้าสร้างความเข้าใจไม่ได้ก็ต้องพิจารณาว่าหลังจากรัฐมนตรีชี้แจงแล้ว เสียงสะท้อนของสังคมเป็นอย่างไร ตรงนี้คือภารกิจของการเมืองยุคนี้ ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารรวดเร็วมาก และประชาชนก็พร้อมที่จะแสดงออกว่าชอบหรือไม่ชอบ เสียงสะท้อนนั้นจะปรากฎจากการวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นตัวชี้วัด ทำให้พรรคการเมืองและนักการเมืองละเลยไม่ได้
ต่อข้อถามว่า จนถึงวันนี้จับเสียงสะท้อนของประชาชนได้หรือยังว่าประชาชนจะเอาอย่างไร กรรมการสภาที่ประธานพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทัศนคติของประชาชน ที่มีต่อนักการเมืองเรื่องคร์อรัปชันค่อนข้างที่จะรุนแรง ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลก็ตระหนักในเรื่องนี้ โดยเฉพาะในกฎ 9 ข้อที่นายกฯพูดเอาไว้กับครม.
"ผมจำได้ว่าในข้อที่ 2 ชัดเจนในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต และอีกข้อคือความรับผิดชอบของนักการเมืองที่ต้องรับผิดชอบมากว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วยซ้ำไป นายกฯต้องดูปฏิกิริยาที่สะท้อนกลับมาด้วย"
นายบัญญัติ กล่าวว่า ที่น่ายินดีที่สุดคือนายวิฑูรย์ บอกว่า ถึงอย่างไรก็ต้องรักษามาตรฐานของพรรคประชาธิปัตย์ ในเรื่องความซื้อสัตย์สุจริตไว้ และจะไม่ให้เรื่องราวของตัวเองเป็นภาระกับรัฐบาล และให้นายกฯมีโอกาสแก้ไขปัญหาไปได้ คิดว่าถ้าชี้แจงแล้วคนยังไม่เชื่อ ไม่ว่าตัวเองจะผิดหรือไม่ผิด ก็ต้องกลับมาคิดกันแล้วว่าควรจะช่วยกันรักษาระดับความเชื่อมั่นที่จะต้องมีในรัฐบาลโดยรวมอย่างไร โดยวัฒนธรรมประเพณีของพรรคเมื่อไหร่ก็ตามหากประชาชนไม่สบายใจก็ต้องพึงทบทวนต่อสิ่งเหล่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า มาตรฐานของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นอย่างไรต่อกรณีนี้ นายบัญญัติ กล่าวว่า มาตรฐานของพรรคพูดได้ว่าความซื่อสัตย์สุจริตเป็นหัวใจของอุดมการณ์ในการทำงานการเมือง วันนี้นายวิฑูรย์ พูดว่าถ้าผิดจริงก็ไม่ต้องเป็นห่วง นายกฯ ก็บอกว่ากลับมาจากต่างประเทศแล้วจะดู รัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ได้อย่างแรกก็คือผลงานของรัฐบาล และตนเคยบอกกฎ 5 ข้อที่บอกว่าไม่ และเอาไว้ให้รัฐบาลทำ คือ ไม่แบ่งแยก ไม่พูดจาท้าทาย ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่มีคำมั่นสัญญา และไม่ทุจริต คอร์รัปชัน อย่าให้ประชาชนระแวงแคลงใจเรื่องนี้เด็ดขาด เพราะประชาชนรับไม่ได้กับการทุจริต
ต่อข้อถามว่า เท่าที่ฟังหาเสียงของท่านเหมือนกับว่ารัฐมนตรีที่โดนกล่าวหาควรจะต้องแสดงสปิริต กรรมการสภาที่ประธานพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่ที่ตัวรัฐมนตรีและรัฐบาล ที่คงละเลยปัญหานี้ไปไม่ได้ รัฐบาลต้องรักษาระดับความเชื่อมั่นต่อประชาชนสูงมากใน 2 เรื่อง คือ 1.เรื่องเศรษฐกิจและ 2.ความเชื่อมั่น ว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้เข้ามาหาเศษหาเลย วิกฤติการเมืองทำให้คนขาดความเชื่อมั่นเหมือนในอดีตที่ผ่านมา จนทำให้เกิดการคดโกงทางการเมืองนั้น ณ วันนี้รัฐบาลนี้จะต้องระมัดระวังว่าจะไม่มีเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน และเชื่อว่านายกฯ ตระหนักเรื่องนี้อยู่แล้ว เราต้องยอมรับว่าถ้าพูดเรื่องคอรัปชันประชาชนก็เชื่อไว้ก่อนแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า เดาใจนายกฯออกหรือไม่ว่าจะเอาอย่างไรกับกรณีนี้ นายบัญญัติ กล่าวว่า นายกฯ คงคิดเหมือนที่เขาพูดเอาไว้ว่า รัฐบาลที่เข้ามาภายใต้วิกฤติเช่นนี้ รัฐบาลต้องรักษาระดับความเชื่อมั่นของประชาชนเอาไว้ เพราะความเชื่อมั่น ความเชื่อถือ ความไว้วางใจมันเป็นปัจจัยข้อแรกในการทำงาน ถ้าคนไม่เชื่อมั่น ทำอะไรก็ยาก นายกฯคงต้องคิดอ่านเพื่อรักษาความเชื่อถือเอาไว้ให้ได้

กกต.ชี้อาญา"สุเทพ"โยงยุบปชป.ไม่ได้

หมวดข่าว : การเมือง
โดยทีมข่าว : รัฐสภา
แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งชี้การดำเนินคดีอาญา "สุเทพ" โยงไปสู่การดำเนินคดีเพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ชี้เป็นความผิดส่วนบุคคล
มติคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่สั่งให้ดำเนินคดีอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดกรณีนายธานี เทือกสุบรรณ น้องชายของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ทุจริตการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพราะไปแจกทุนการศึกษาในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง โดยหนึ่งในนั้น คือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้ได้ส่งให้ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยชี้ขาดเป็นขั้นตอนสุดท้าย
ทั้งนี้ หากศาลอุทธรณ์ พิจารณาแล้วเห็นว่าชอบกับกกต. ผู้ที่เกี่ยวข้องจะมีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 2 หมื่นถึง 2 แสนบาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
ผลของคดีนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่านายสุเทพ เป็นคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่ง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 ระบุว่า หากกรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็นกับการทุจริตเลือกตั้ง จะต้องยุบพรรค แต่ในพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 ไม่ได้กำหนดโทษยุบพรรคการเมืองเอาไว้ด้วย
แหล่งข่าวจากสำนักงานกกต. เปิดเผยว่า กรณีของนายสุเทพ นั้นเป็นความผิดส่วนบุคคล ไม่สามารถนำไปโยงเป็นเหตุให้ต้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ แม้ว่านายสุเทพ จะเป็นกรรมการบริหารพรรคก็ตาม คงมีโทษทางอาญาเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม อาจจะมีความพยายามที่จะโยงว่า การแจกสิ่งของมีสัญลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ น่าจะเป็นความผิดของพรรคด้วย นั้น แหล่งข่าวกล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ว่าพรรคมีส่วนรู้เห็นว่าเป็นผู้สั่งให้กระทำและแจกสิ่งของนั้น ๆ จึงยากที่จะสาวไปให้เป็นความรับผิดชอบของพรรคประชาธิปัตย์
รายงานข่าวจากกกต. แจ้งว่า กรณีกกต.มีมติให้มีการเลือกตั้งนายกอบจ.สุราษฎร์ธานี ใหม่ และสั่งให้ดำเนินคดีอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องและร่วมแจกทุนการศึกษา ประกอบด้วย นายสุเทพ นายชุมพล กาญจนะ ส.ส. สุราษฎร์ และนายประพนธ์ นิลวัชรมณี หัวคะแนน โดยขณะนี้กรณีดังกล่าวอยู่ระหว่างดำเนินการเขียนสำนวนส่งให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย หากศาลไม่เห็นด้วยกับมติของกกต. นายสุเทพ ก็ถือว่าไม่มีความผิด
อย่างไรก็ตาม กรณีนี้มีความเป็นไปได้ว่าศาลอาจจะสั่งยกฟ้องเนื่องจากในสำนวนที่กกต.สั่งเลือกตั้งใหม่ และให้ดำเนินคดีอาญาและเตรียมส่งฟ้องศาลนั้นปรากฏว่าไม่ได้เรียกนายสุเทพ มาสอบสวนทั้งในชั้นกกต.จังหวัด และกกต.กลาง ซึ่งมีผลทำให้สำนวนอ่อนลง และเชื่อว่านายสุเทพ จะยกประเด็นนี้ขึ้นมาต่อสู้ในชั้นศาลด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลยกคำร้องกกต.ไม่สามารถนำคำร้องกลับมาสอบสวนเพิ่มเติมได้ เนื่องจากอายุความเกิน 1 ปีแล้ว ทั้งนี้ กกต.ก็อาจมีความเสี่ยงผิดตามพ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 มาตรา 29 ห้ามมิให้กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด และอนุกรรมการ กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่เพื่อเป็นคุณ หรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดในการเลือกตั้ง หรือกระทำการหรือละเว้นกระทำการ โดยทุจริตหรือประพฤติมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หรือการออกเสียงประชามติ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 - 10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2552

ผบ.ตร.ขึงขังขู่"เสื้อแดง"ผิดกฎหมายจับทันที


หมวดข่าว : การเมือง

โดยทีมข่าว : ทำเนียบรัฐบาล

"ผบ.ตร.-แม่ทัพภาค 1" ถกรับมือ "เสื้อแดง" ชุมนุมใหญ่-บุกล้อม คาดมีผู้ร่วมชุมนุม 2 หมื่นคน "พัชรวาท" กร้าวไม่ยอมให้ม็อบยึดทำเนียบฯ เด็ดขาด ระดมตร.นับหมื่นนายรับมือ เล็งขอกำลังทหารเสริม

การประกาศชุมนุมใหญ่ของแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ท้องสนามหลวง ในวันพรุ่งนี้ (31 ม.ค.) ภายใต้ชื่อภารกิจ "แดงทั้งแผ่นดิน" ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น. และในเวลา 21.00 น. จะมีการเคลื่อนขบวนไปล้อมทำเนียบรัฐบาล ทำให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องประชุมเตรียมพร้อมเพื่อรับมือ
โดยบ่ายวันนี้ (30 ม.ค.) พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เข้าร่วมรับฟังการประชุมซักซ้อมทำความเข้าใจแผนปฏิบัติดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยของตำรวจนครบาลในการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. พร้อมประเมินสถานการณ์ความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด โดยเชิญ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และ ปลัด กทม. เข้าแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวภายหลังการประชุมว่า ประเมินสถานการณ์ร่วมกับกองทัพ เตรียมพร้อมรับมือผู้ชุมนุมเคลื่อนไหว โดยเน้นย้ำผู้ปฏิบัติให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด หากพบผู้ชุมนุมการกระทำผิดกฎหมาย มีการเตรียมพร้อมพนักงานสอบสวนไว้ดำเนินคดีแล้ว และหากกำลังตำรวจไม่เพียงพอจะประสานขอกำลังเสริมจากทหารมา เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานด้วย ซึ่งหากมีการบุกรุกเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลคงไม่ยอมแน่นอน
ด้านพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวว่า การชุมนุมหรือเคลื่อนขบวนสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และปราศจากอาวุธ พร้อมยืนยันว่า ตำรวจจะไม่ใช้ความรุนแรง หรือแก๊สน้ำตา แต่จะมีเพียงโล่เป็นอาวุธป้องกันเท่านั้น
ส่วนแผนปฏิบัติดูแลความสงบเรียบร้อย ตำรวจนครบาลจะใช้แผนปฏิบัติเดิม คือ" แผนกรกฏ48" ใช้กำลังประมาณ 35 กองร้อยจำนวน 5,250 นายต่อ 1 ผลัด ผลัดละ 12 ชม. ระดมมาจาก บช.น. บช.ภ.1,2,7 บช.ก.และ ตชด.โดยมีการขอกำลังทหารมาช่วยอีก 22 กองร้อยมาช่วยดูแลความสงบ รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากทาง กทม.เป็นอย่างดี ทั้ง รถน้ำ รถดับเพลิง และรถไฟส่องสว่าง
"จะใช้การเจรจาเป็นหลัก โดยมีจุดเจรจา 4 จุดคือ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สะพานผ่านฟ้า แยกจปร. และสะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งได้มอบหมายให้รอง ผบช.น.และ รองผบก.ต่างๆ คุมกำลังตามจุดที่กำหนด และจาการคาดการคิดว่ากลุ่มผู้ชุมนุมน่าจะมีประมาณ 20,000 " พล.ต.ท.สุชาติ กล่าว

"เทพเทือก"ส่งสัญญาณปรับครม.


หมวดข่าว : การเมือง

โดยทีมข่าว : ทำเนียบรัฐบาล

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐษนะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีปัญหาของนายวิฑูรย์ นามบุตร ที่ฝ่ายค้านตรวจสอบเรื่องปลากระป๋องเน่า ว่า วันที่ 1 ก.พ.นี้คงไม่มีการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่จากที่ได้ฟังนายวิฑูรย์ ชี้แจงในสภาฯ เขาไม่เห็นหลักฐานที่เขานำมาแสดงเพราะอยู่ไกลกัน จึงไม่ได้อ่าน แต่เห็นว่าชี้แจงได้แข็งแรงดี

"ผมจะรอว่านายกรัฐมนตรีเดินทางกลับจากเมืองดาวอส (1 ก.พ.) แล้วก็จะหารือกันก่อนว่าจะต้องทำอย่างไร แต่ว่าเรื่องอย่างนี้ปล่อยเอาไว้คาใจประชาชนไม่ได้ ต้องสะสางให้ชัดเจน"

ส่วนกรณีของนายบุญจง นั้น เมื่อมีการยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. และ กกต.ตรวจสอบ คิดว่าทั้งสององค์กรนี้เป็นองค์กรกลางที่เป็นอิสระดีที่สุด

ทีมงานเลขาฯ ปชป.รุดถก"สุเทพ"
ท่ามกลางกระแสปรับครม. วันนี้ (30) ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 14.00 น. ทีมงานสำนักเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อาทิเช่น นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายธีระ สลักเพชร รมว.วัฒนธรรม รองเลขาธิการพรรค นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรูพ่าย รองเลขาธิการพรรค นายเทพไท เสนพงศ์ นางนวลพันธุ์ ล่ำซำ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรค นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.สัดส่วน ได้เดินทางเข้าพบและหารือกับนายสุเทพ ที่ห้องทำงาน ตึกบัญชาการ โดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง
ส่วนนายเทพไท กล่าวถึงความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัน ส.ส.สัดส่วน เข้ามารับตำแหน่งรมว.พม. นายเทพไท กล่าวว่า ก็เป็นคนหนึ่ง เพราะนายไกรศักดิ์ เคยเป็นรัฐมนตรีเงาพม.มาก่อน
ด้านนายอิสสระ สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวระบุว่าเป็นหนึ่งในว่าที่รัฐมนตรีแทนนายวิฑูรย์ ว่า อย่าเพิ่งพูดไปไกลถึงขนาดนั้น เพราะที่ผ่านมานายวิฑูรย์ เองก็สามารถชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านได้ดี ขอให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ในพรรคที่จะพิจารณาน่าจะดีที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวนอกจากนายอิสสระ แล้ว ยังมีชื่อนายศุภชัย ศรีหล้า ที่จะมีคั่วตำแหน่งรัฐมนตรีพม.ในครั้งนี้ด้วย

"ภูมิใจไทย"ตีกันนายกฯปรับครม.

ส่วนนายศุภชัย โพธิ์สุ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย (ภท.) แถลงภายหลังการประชุมส.ส.ของพรรคว่า นายบุญจง ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการไปแจกเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ พร้อมนามบัตร และนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ก็ได้ร่วมชี้แจงด้วย ขณะที่การปรับครม. นายกฯ ไม่ได้บอกว่าจะปรับครม. จึงไม่วิตกว่านายกฯ จะปรับแบบสายฟ้าแลบ เพราะเป็นแค่ข้อกล่าวหา นายบุญจง พร้อมให้ตรวจสอบ

ประธานวุฒิชี้รมต.ลงมติงบไม่ขัด177


หมวดข่าว : การเมือง
โดยทีมข่าว : รัฐสภา/ทำเนียบรัฐบาล

ประธานวุฒิสภา ชี้รัฐมนตรีลงมติผ่านงบกลางปีไม่น่าขัดรัฐธรรมนูญ แต่หากเพื่อไทยติดใจยินดียื่นป.ป.ช.-ศาลรธน.ชี้ขาด เผยคำวินิจฉัยศาลรธน.เคยยกคำร้อง 30 ส.ว.กรณีครม."สมชาย" มีเอี่ยวงบ 45,000 ล้าน เลขานุการกมธ.ยกร่างฯ ชี้ฝ่ายค้านคิดเลยเถิด ด้านเพื่อไทย บี้ 3 รมต.โหวตรับงบเพิ่มเติมให้ลาออก พ่วงไล่รมต.ปลากระป๋อง-รมต.ผ้าห่ม ให้เวลาถึงวันจันทร์ หากไม่ออก จะยื่นศาลรธน.จัดการ
นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่ส.ส.ฝ่ายค้าน เตรียมที่จะเข้าชื่อ 1 ใน 4 เพื่อยื่นถอดถอน 3 รัฐมนตรีที่ลงมติร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2552 เพราะทำขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 177 วรรคสอง เนื่องจากรัฐธรรมนูญห้ามรัฐมนตรีที่เป็นส.ส.ลงมติในเรื่องที่ตัวเองมีส่วนได้เสีย ว่า เขาเข้าใจว่าเป็นคนละเรื่องกัน ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันโดยตรง
ประธานวุฒิสภา บอกว่า สมมติว่ามีคนเอาหนังสติ๊กไปยิงไก่ แล้วเกิดไก่วิ่งไปชนหม้อแกงหก จนทำให้ไม่สามารถกินได้ แล้วอย่างนี้จะไปโทษคนยิงไก่ได้อย่างไร แต่ถึงอย่างไรหาก ส.ส.ยื่นเรื่องมาก็ต้องตรวจสอบรายชื่อ รวมถึงข้อหา ก่อนจะส่งไปให้ป.ป.ช.หรือศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยชี้ขาด
ผู้สื่อข่าวถามว่าในฐานะนักกฎหมายตีความคำว่า มีส่วนได้เสีย อย่างไร นายประสพสุข กล่าวว่า ความหมายคืองบประมาณที่ลงไปอยู่ในโครงการแล้วส.ส.มีส่วนได้เสียโดยตรง แต่ถ้าเป็นงบประมาณโดยรวมแสนกว่าล้านบาทแล้วนำไปใช้กับประชาชนทั่วประเทศอย่างนี้ ก็ต้องดูว่าโดยตรงหรือไม่
บรรทัดฐานศาลรธน.กรณีมีส่วนได้เสีย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้าที่ ส.ว.30 คน นำโดยน.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ได้เข้าชื่อกันและยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2552 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 168 หรือไม่ เนื่องจากเห็นว่า มีการแปรงบประมาณเพิ่ม 45,000 ล้านบาท โดยครม. เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เนื่องจาก ครม.ที่มีสถานะเป็นส.ส.ด้วย ซึ่งมีข้อห้ามแปรญัตติงบประมาณ มาตรา 168 วรรค 6
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญคำวินิจฉัยว่า การที่ครม.มีมติให้เสนอเพิ่มงบประมาณ (45,000 ล้านบาท) ต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เป็นการกระทำในฐานะฝ่ายบริหาร มิได้กระทำในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 168 วรรค 6
กมธ.ยกร่างฯรธน.2550ชี้ไม่ขัดรธน.
ด้านนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 กล่าวว่า มาตรา 177 มีเจตนารมณ์ให้มุ่งตีความโดยแคบป้องกันไม่ให้รัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.โหวตสนับสนุนในเรื่องที่ตัวเองมีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวเอง หรือในส่วนของการเสนอกฎหมายนั้นรัฐธรรมนูญไม่ให้โหวตในกฎหมายที่ตัวเองมีส่วนได้เสียโดยตรง
"การตีความของพรรคฝ่ายค้านนั้นกว้างขวางเกินไปไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ เป็นการตีความที่ทำให้การทำงานทำไม่ได้ เพราะการยึดว่ารัฐมนตรีเป็นผู้เสนอกฎหมายแล้วลงมติไม่ได้ก็เท่ากับว่า ครม.ทั้งชุดลงมติกฎหมายที่ออกมาจาก ครม.ไม่ได้เลย ถือว่าตลกมาก เลยเถิดไปกันใหญ่ การใช้กฎหมายต้องทำอย่างเป็นปกติไม่ใช่ตีความเพื่อเล่นงานใครคนใดคนหนึ่ง"
ที่รัฐสภา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ แถลงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งตรากฎเหล็ก 9 ข้อ ที่รัฐมนตรีต้องมีความรับผิดชอบทางการเมืองสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย นายกฯจึงต้องรับผิดชอบด้วย และหากนายกฯ ยังไม่ดำเนินการอะไร หรือรัฐมนตรียังไม่ลาออก จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาทันทีในสัปดาห์หน้า
พท.ยื่นหลักฐานป.ป.ช.เพิ่มกรณี"บุญจง"
ส่วนที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางเข้ายื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมให้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีกล่าวหานายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย แจกเงินพร้อมแนบนามบัตร โดยเป็นภาพวิดีโอ และได้ทำหนังสือขอรายชื่อผู้มีสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากทราบว่าที่แจกกันในวันนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นประชาชนที่หัวคะแนนนายบุญจง
นายพร้อมพงศ์ กล่าวถึงกรณีนายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ว่า อีก 2 สัปดาห์จะเปิดเผยข้อมูลคนใกล้ชิดนายวิฑูรย์ ซึ่งเป็นส.ส.ในพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทำตัวเป็นเจ้าแม่ในกระทรวงพม. ที่มีอักษรย่อชื่อเล่น "บ" ซึ่งควรโดนตรวจสอบโดยมาตรา 266 เพราะใช้อำนาจ ส.ส.ไปก้าวก่ายข้าราชการประจำ และหาผลประโยชน์ จึงขอเรียกร้องไปยังนายกฯ ว่าหากไม่รีบตัดตอนนายวิฑูรย์ ก็จะลามไปถึงคนใกล้ตัวนายกฯ เพราะเจ้าแม่ "บ" คนนี้ สนิทสนมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

"อภิสิทธิ์"คุยโต๊ะกลม"อันนัน-บิล เกตส์"ถกความมั่นคงอาหาร


หมวดข่าว : การเมือง

โดยทีมข่าว : ทำเนียบรัฐบาล

นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รักษาการโฆษกรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางเข้าร่วมประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (WEF) ครั้งที่ 39 ณ กรุงดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 30 ม.ค. ถึง 1 ก.พ. ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า การร่วมประชุมประจำปีผู้นำเศรษฐกิจโลกทั้งภาครัฐบาลและเอกชนของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งจะได้พบกับภาคเอกชน ซึ่งเป็นผู้จัดงานโดยจะได้พูดคุยกันเรื่องของสภาพเศรษฐกิจโดยรวม แต่ไม่ได้มีผลผูกพันทางการเมือง หรือทางกฎหมาย

"เป็นการประชุมที่เปิดกว้างให้ผู้นำภาคธุรกิจและภาครัฐมาแสดงความคิดเห็น แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า รอบหลายปีที่ผ่านมาปรากฏว่าการประชุม WEF กลับมีผลผูกมัดในเชิงนโยบาย คือ มีการนำไปปฏิบัติ เวที WEF จึงเป็นที่สนใจของผู้นำโลกที่จะเข้ามาแสดงจุดยืนความคิดเห็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ปัญหาทุนนิยม ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่กำลังพัฒนารวมทั้งแนวทางใหม่ๆ ที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกเจริญเติบโต

ในการสัมมนากลุ่มย่อย WEF จะมีผู้นำที่หลายหลายเข้ามาร่วมเป็นผู้อภิปราย บางกลุ่มเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ นายอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีของไทยจะแสดงปาฐกถาเปิดการเสวนาในบางกลุ่ม และอาจเป็นผู้ร่วมเข้าฟังในบางกลุ่ม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้นำอื่นๆ เข้ามาร่วมเสวนา บรรยากาศเป็นไปแบบสบายๆ แต่หัวข้อการพูดคุยค่อนข้างเข้มข้น โดยสิ่งที่เราจะพูดจะมีเฉพาะส่วนที่เราเข้มแข็ง อาทิเช่น เรื่องการค้า การท่องเที่ยว

ทั้งนี้ ในวันนี้ 30 ม.ค. เวลา 12.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้กล่าวเปิดเสวนาเรื่อง "การเจริญเติบโต ผ่านการเดินทางและการท่องเที่ยว " เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าไทยเข้มแข็ง ในแง่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมบริการ และอุตสาหกรรมการเดินทาง

"ท่านนายกฯ ได้นำเสนอว่า ในยามที่วิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้น ถ้าเรามีการท่องเที่ยวการเดินทางที่ดีจะพยุงผลกระทบจากเศรษฐกิจได้ โดยไม่ต้องคิดถึงการส่งออกมากนัก แต่การส่งออกยังเป็นเรื่องสำคัญจะต้องมีมาตรการหนุนการส่งออก"

นายปณิธาน เปิดเผยด้วยว่า แม้ว่าต่างชาติเขาซื้อสินค้าเราไม่ได้ แต่เขาสามารถมาเที่ยวในไทยได้ คนไทยเที่ยวกันเอง เศรษฐกิจก็จะประคับประคองตัวได้ แต่จะต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะมาตรการรักษาความปลอดภัยของสนามบิน ซึ่งในเชิงบริหารของไทยได้ให้มีการยกระดับให้มีการรักษาความปลอดภัยโดยการร่างกฎหมายออกมา และนอกจากมาตรการรักษาความปลอดภัยแล้ว ไทยยังมีมาตรการจูงใจยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า 3 เดือน ลดค่าใช้จ่ายเที่ยวบินเหมาลำที่จะลงจอดสนามบิน มาตรการลดภาษีต่างๆให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้งหมดเป็นการกระตุ้นด้านการท่องเที่ยว

"การที่ไทยได้ไปร่วมครั้งนี้ถือเป็นการโชคดีที่เป็นสัญญาณว่าไทยได้กลับมามีผู้นำเข้มแข็งและพร้อมจะเดินหน้าประเทศต่อไป"

ขณะที่กำหนดการช่วงบ่ายวันที่ 30 ม.ค. นายกรัฐมนตรี เข้าประชุมร่วมกับผู้นำโลกหลายประเทศ เพื่อถกปัญหาของวิกฤติเศรษฐกิจโลก โดยนายกรัฐมนตรีไทย มีโอกาสนำเสนอประสบการณ์ว่า วิกฤติเศรษฐกิจโลกตอนนี้เกิดขึ้นกับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ประเทศที่กำลังพัฒนาเคยประสบวิกฤติเศรษฐกิจแบบนี้มาแล้วอย่างรุนแรงและไทยเอาตัวรอดมาได้อย่างไร มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพิ่มความเข้มแข็งสถาบันการเงินอย่างไร

“ท่านนายกฯ พร้อมเล่าให้ฟังในเวทีโลก ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อเขาในการแก้วิกฤติเศรษฐกิจโลก พร้อมกับมีการเสนอให้ปรับโครงสร้างของทุนนิยมโลก ปฏิรูปสถาบันการเงินในระบบทุนนิยม อาทิเช่น ไอเอ็มเอฟ และ สถาบันอื่นๆ"

นายปณิธาน กล่าวอีกว่า โอกาสนี้นายกรัฐมนตรี จะคุยเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เชื่อว่าเรื่องนี้หลายประเทศจะสนใจฟัง โดยจะมีนายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ นายบิล เกตส์ เจ้าของบริษัทไมโครซอฟท์ ประธานมูลนิธิบิล เกตส์ รวมไปถึงประธานบริษัทผลิตอาหารยักษ์ใหญ่หลายแห่งของสหภาพยุโรปเข้าร่วมด้วย


"โอกาสนี้นายอภิสิทธิ์ จะกล่าวถึงความได้เปรียบของไทยในการเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา ซึ่งเวลานี้หลายประเทศต้องการอาหารจากไทยเพราะมีหลายประเทศที่ประสบกับวิกฤติทางด้านอาหาร ก็จะระงับการส่งออกหรือไม่ก็ตั้งกำแพงภาษี โดยสรุปแล้วเวทีนี้ไทยจะมีบทบาทสูงในฐานะเป็นผู้ผลิตที่หลายประเทศสนใจ"




ส่วนช่วงเย็นนายอภิสิทธิ์ จะพูดคุยถึงบทบาทของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมกับเศรษฐกิจโลก 20 ประเทศ ตรงนี้จะลงรายละเอียดของการปฏิรูปโครงสร้างทุนนิยม บทบาทของกลุ่มประเทศ G20 ที่ตกลงจะทำงานร่วมกันในเรื่องความโปร่งใส ความรับผิดชอบในแง่ทุนนิยม เรื่องการออมและการปฏิรูปสถาบันต่างๆ และทำตามนโยบายในการปรับปรุงโครงสร้างทุนนิยมโลกให้มีความเป็นธรรม และในช่วงค่ำจะมีการพบปะกับนักธุรกิจและผู้นำประเทศต่างๆ อีกครั้ง
"นายกรัฐมนตรีจะประกาศต่อหน้าซีอีโอบริษัทยักษณ์ใหญ่นานาประเทศว่า ประเทศไทยเริ่มกลับมาสู่ภาวะปกติ รัฐบาลไทยมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น-ระยะกลางออกมาแล้ว ซึ่งได้รับการตอบรับพอสมควรและอาจจะมีการกระตุ้นอีกระลอกหากไม่ได้ผล เพราะมีการคาดการณ์ว่าอีก 3-4 เดือนข้างหน้าจะหนัก ซึ่งอาจจะมีการทบทวนโครงการและผลักดันให้เกิดโครงการลงทุนระยะกลาง และระยะยาวต่อ หลังจากนั้นเชื่อว่านานาประเทศจะเข้าใจว่าไทยกลับมาทำงานผลักดันนโยบายผ่านสภา เพื่อให้ฝ่ายบริหารนำไปปฏิบัติ แม้ในทางการเมืองจะมีการชุมนุมประท้วงมีความเห็นแตกแยกกันบ้าง แต่ความร้อนแรงและการเผชิญหน้าก็ลดลงเรื่อยๆ การเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมารัฐบาลได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ที่เหนือความคาดหมาย ส่วนต่างประเทศก็ลดระดับการเฝ้าระวังของไทยลง รวมถึงยกเลิกมาตรการเตือนไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในไทย อัตราของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในไทยก็มากขึ้นถึง 80 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นว่าด้านการเมืองและเศรษฐกิจเริ่มกลับมามีเสถียรภาพ”

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแนวทางแก้ไขปัญหาการเมืองโดยพยายามตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองจากคนที่ได้รับการยอมรับเพื่อมองหาแนวทางแก้วิกฤติทางการเมือง ตรงนี้ต่างประเทศจะมั่นใจว่า ไทยมีกระบวนการแก้ไขปัญหาในเรื่องต่างๆ และรัฐบาลจะมีมาตรการอื่นๆออกมาเป็นระยะเพื่อให้ต่างประเทศเห็นว่า ไทยมีความพยายามและความตั้งใจจริง

"ตอนนี้ต้องรอผลจากการทำงานเหล่านี้ในระยะเวลา 3-6 เดือนจะเป็นอย่างไร เชื่อว่าน่าจะเห็นผลบ้างอย่างน้อยยังดีกว่าในช่วงที่เกิดความขัดแย้งที่อยู่ในสภาวะชะงักงัน อย่างไรก็ตามเรื่องของการเมืองและเศรษฐกิจ อาจไม่ได้ขึ้นอยู่ที่รัฐบาลอย่างเดียว ถ้าเศรษฐกิจโลกไม่ดี เราทำทุกอย่างเต็มที่แล้วตลาดที่เราจะขายยังมีปัญหา ไทยก็ทำอะไรได้ไม่มากจึงใช้เวทีการประชุมดังกล่าวบอกให้นานาชาติรู้ว่าเราทำเต็มที่ และในฐานะไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมอาเซียนซัมมิต นานาประเทศคงอยากรู้ว่าไทยมีความคิดอย่างไรต่อประเด็นต่างๆในเวทีโลก"

หลังเดินทางกลับจากเวที WEF รัฐบาลจะประเมินการตอบรับของต่างประเทศ ซึ่งหากได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้นจะใช้รูปแบบนี้ในเวทีอื่นๆ ต่อไปเพราะนายกรัฐมนตรีมีแผนที่จะเดินทางไปโรดโชว์ยังญี่ปุ่น และจีน รวมถึงประเทศต่างๆ ในอาเซียนหลายประเทศด้วย

"สมิทธ์"เตือนรับมือโลกร้อน 45 องศา-น้ำท่วมกรุงเทพฯ






หมวดข่าว : สังคม



โดยทีมข่าว : สังคม
คลื่นความร้อนที่ทำให้ชาวออสเตรเลีย ต้องออกมานอนรับลมใต้ร่มไม้ ตามชายหาด ส่งสัญญาณว่าโดกกำลังจะร้อนขึ้น กรณีนี้ นายสมิทธ์ ธรรมสโรช อดีตประธานกรรมการอำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ให้เหตุผลว่า โลกเราหมุนรอบดวงอาทิตย์เป็นวงกลม และวงรี ซึ่งข้อมูลดาราศาสตร์ทั้งต่างประเทศและประเทศไทย



"ขณะนี้โลกใกล้ดวงอาทิตย์มาก ทำให้แกนโลกเอียงมากขึ้น โดยปกติจะเอียง 22.5 องศา แต่ขณะนี้เอียง 24 องศา ขั้วโลกเหนือจึงเย็นลงถึงเส้นศูนย์สูตร เกิดคลื่นซัดฝั่งตะวันออก เมื่อพ้นหน้าหนาว เข้าสู่เดือน ก.ค. แกนโลกที่เอียงออกจากดวงอาทิตย์ ก็จะเริ่มเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์ ทำให้ซีกโลกภาคเหนือ รวมถึงประเทศไทย จะมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ และร้อนขึ้นถึง 45 องศา"



ทั้งนี้ ทุกๆ 41,000 ปี แกนโลกจะเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์และตั้งตรง และขณะนี้ทางภาคอีสาน แถว จ.ศรีสะเกษ และใกล้เคียง แหล่งน้ำก็เริ่มแห้งแล้ว



นายสมิทธ์ กล่าวอีกว่า ที่กรมอุตุนิยมวิทยา บอกว่า คงไม่ร้อนถึงขนาดนั้น เพราะมีปรากฏการณ์ "ลานินญ่า" ซึ่งเขาก็เห็นด้วย แต่เมื่อฤดูร้อนผ่านไป ไอร้อนที่อยู่ในพื้นผิวดินจะขึ้นมา เมื่อถึงหน้าฝนก็จะเกิดน้ำท่วมไหลหลาก เริ่มประมาณเดือน พ.ค. มิ.ย. และ ก.ค. ซึ่งทุกอย่างเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน และในเดือน ส.ค. ก.ย. และ ต.ค. อาจจะเกิด "สตอมเซิส" แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูว่าหน้าร้อนนี้จะร้อนหนักหรือไม่



ส่วนน้ำท่วมกรุงเทพฯ นั้น นายสมิทธ์ กล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์ก็เป็นห่วง และพยากรณ์ว่า 15-20 ปีน้ำทะเลจะสูงขึ้น เพราะน้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลาย แต่เมื่อเกิดภาวะโลกร้อน ปริมาณน้ำท่วม และน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้นก็มีโอกาสเกิดขึ้น ดังนั้น ต้องดูระดับน้ำในอ่าวไทยว่าจะล้นสันดอนในปากน้ำหรือไม่ ถ้าล้นก็จะดันน้ำทะเลเข้ามาที่แม่น้ำเจ้าพระยา ก็จะส่งผลกระทบทำให้ไม่มีน้ำประปาสำหรับใช้และดื่ม



ส่วนโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวนั้น มีนักวิทยาศาสตร์บางท่านบอกว่า หากแกนโลกเอียงมาก เปลือกโลกก็อาจจะเคลื่อนตัว และอาจะเกิดแผ่นดินไหว และสึนามิ ตามมา ก็ได้

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552

นายกฯต้องสร้างมาตรฐานจริยธรรม

หมวดข่าว : วิเคราะห์
โดย กองบรรณาธิการ
เพียง 1 เดือน แทบไม่น่าเชื่อว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องเจอด่านทดสอบ "มาตรฐานจริยธรรม" ของคณะรัฐมนตรี ในรัฐบาลของเขา 2 คนคือนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย จากกลุ่มเพื่อนเนวิน และนายวิทูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยทั้ง 2 รายนั้นเป็นรัฐมนตรีมือใหม่ป้ายแดง
ทั้งนี้ กรณีของนายบุญจง นั้น นายกฯจะรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) พิจารณาชี้ขาดเรื่องการแจกเงินแนบนามบัตรของนายบุญจง เข้าสู่การพิจารณา ถ้ามีการชี้มูลจริงก็ต้องมาพิจารณากัน แต่ตอนนี้เข้าใจว่ามีการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เท่านั้น ซึ่งเราก็ต้องยอมรับการตรวจสอบดังกล่าว
"ถ้าป.ป.ช. ชี้มูลว่ามีความผิดนายกรัฐมนตรีก็พร้อมที่จะปรับครม. ซึ่งอันนั้นก็แน่นอนอยู่แล้ว "
ส่วนกรณีของนายวิฑูรย์ ซึ่งตอนนี้เริ่มขยายผลว่ามีคนในพรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแจกปลากระป๋องเน่า นั้น นายกรัฐมนตรี บอกว่า กำลังดูข้อมูลทั้งหมดและก็คิดว่าหลังจากที่กลับมาจากการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. นี้ ก็คาดว่าจากนั้นอีกไม่เกิน 1-2 วัน พรรคประชาธิปัตย์ จะมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องนี้
ทั้ง 2 กรณีนั้นพรรคฝ่ายค้านได้ยื่นป.ป.ช.ไปแล้ว 1 เรื่อง และวันหรือสองวันี้ก็จะยื่นอีก 1 เรื่อง
ทั้ง 2 กรณี พุ่งเป้าความรับผิดชอบไปที่ตัวนายกรัฐมนตรี กับกฎเหล็กของนายกรัฐมนตรี การที่ปล่อยให้เรื่องนี้คลุมเครือ มันจะเป็น "ไมล์สะสม" อย่างที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน เพื่อไทย กล่าวเอาไว้ในรัฐสภา

เรื่องนี้ส่งผลต่อเสถียรภาพ และความเชื่อมั่นของประชาชน ที่มีต่อรัฐบาล ซึ่งนายกรัฐมนตรี ว่า การตัดสินใจแก้ปัญหายังยึดตามมาตรฐาน 9 ข้อที่ได้มอบให้ครม.นำไปปฏิบัติ ไว้

เพราะฉะนั้น สัญญาณที่ส่งออกมาหมายถึงต้องการให้รัฐมนตรีทั้ง 2 คนแสดงสปิริตด้วยตัวเอง เพื่อสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมือง หรือนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ปรับทั้ง 2 คนออกจากตำแหน่ง เพื่อยกระดับมาตรฐาน มิให้คนที่มีรอยด่างเข้ามาปรากฎกายอยู่ในคณะรัฐมนตรี มิใช่การจำนนต่อความผิด เพราะการพิสูจน์ความผิดไม่ใช่หน้าที่ของนายกรัฐมนตรี
แต่เวลานี้คนไทยต้องการเห็นมาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมืองเหนือสิ่งอื่นใด