วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552

จับตา"สายวิ่ง"แซง"สายชำนาญการ"คั่วกกต.ใหม่สัญญาณเพิ่มรอยปริร้าว5เสือ


หมวดข่าว : การเมือง
โดย : กองบรรณาธิการ TheCityJournal

หลังการปิดรับสมัครบุคคลที่สนใจเข้ารับการสรรหา เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทน นายสุเมธ อุปนิสากร ซึ่งพ้นจากตำแหน่งไปเนื่องจากอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ โดยคณะกรรมสรรหาที่มี นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน ได้เปิดรับผู้ที่มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามเข้ารับการสรรหาเป็นกกต. ปรากฎว่ามีผู้สมัครทั้งสิ้น 14 คน
ทั้งนี้ ในจำนวน 14 คน สามารถแยกเป็น 2 สายหลัก คือ "สายวิ่ง" และ "สายชำนาญเฉพาะ"
เมื่อแยกแยะลงไปในรายละเอียด พบว่า "สายชำนาญเฉพาะ" ส่วนใหญ่เป็นระดับกกต.จังหวัด ซึ่งมีจุดบกพร่องเพราะขาดประสบการณ์ในส่วนกลาง ยกเว้นนายวิสุทธิ์ โพธิแท่น อดีตข้าราชการบำนาญ และอดีตกรรมการป.ป.ช. รวมทั้งยังเคยเป็นอดีตกกต. แต่มีคำถามว่า เมื่อครั้งที่นายวิสุทธิ์ เป็น กกต. เหตุใดต้องลาออก แต่ก็พอจะสืบสาวได้ความว่า นายวิสุทธิ์ ลาออกเพราะเกิดความขัดแย้งอย่างหนักในกกต.ชุดนั้น และข้อเท็จจริงในปัจจุบันนี้กกต. 4 คน ก็แตกเป็น 2 / 2 ดังนั้น ถ้านายวิสุทธิ์ ลาออกเพราะหนีปัญหาความขัดแย้งในองค์กร ถามว่า ตอนนี้มีความขัดแย้งในกกต. อยู่แล้วนายวิสุทธิ์ จะเข้ามาก็เจอความขัดแย้งอีกทำไม
นอกจากนี้ "สายชำนาญเฉพาะ" ส่วนใหญ่เรียนรู้เฉพาะงานการเลือกตั้งระดับภูมิภาค แต่ขาดประสบการณ์ในส่วนกลางในระดับผู้อำนวยการกองในกกต.กลาง ซึ่งจะเป็นหน่วยประสานและระดับปฏิบัติตรงระหว่างกกต.กลาง กับกกต.จังหวัด
ด้าน "สายวิ่ง" นั้น นอกจากจะไม่เคยสัมผัสงานการเลือกตั้งระดับปฏิบัติ ทั้งภูมิภาค และส่วนกลาง แล้วยังไม่มีความ "ลึกซึ้ง" ในกระบวนการแก้ปัญหาการเลือกตั้ง
มีข้อสังเกตว่า การสรรหากกต.ครั้งนี้ มีส่วนที่ทำให้คิดว่า เจตนาจะช่วยเหลือ มีคนที่อยู่ในใจอยู่แล้ว หรือมี "หวยล็อค" โดยมาจากการตั้งโจทก์ข้อเดียว และให้ผู้เข้ารับการสรรหาตอบลงในกระดาษ เอ 4 เพียงใบเดียว ซึ่งไม่ยุติธรรมสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ที่จะต้องชี้แจงเพื่อให้กรรมการสรรหา ได้เห็นคุณสมบัติที่รอบด้าน
ทั้งนี้ โจทก์ที่ให้ไว้ คือ การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรอบแนวคิดในการดำเนินการเกี่ยวกับกรรมการการเลือกตั้ง และถ้านำคำตอบในกระดาษ เอ 4 แผ่นเดียวมาตัดสิน จะไม่สามารถวัดคนที่จะมาทำหน้าที่กกต. ได้ แทนที่จะใช้วิธี ดีเบส ทั้ง 14 คน หรือขายวิสัยทัศน์ร่วมกันแล้วให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟัง
จากวิกฤติการเมือง ในเวลานี้ส่วนหนึ่งมาจาก กกต. ซึ่งมีปัญหา "แนวคิดวิกฤติศรัทธา" ที่เกี่ยวกับปัญหาการจัดการเลือกตั้ง โดยปัญหานี้เกิดจากการเลือกตั้งที่ไม่สามารถสร้างระบอบการเมืองให้เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย โดยคนที่เข้าใจเรื่องนี้ จะต้องนำเสนอแนวคิด 2 ประเด็น
ประเด็นแรก กกต.ต้องมีวิสัยทัศน์ ความเป็นผู้นำให้องค์กรมุ่งไปในทางที่ดี
ประเด็นที่สอง การยอมรับความเชื่อมั่นในกระบวนการสอบสวน ซึ่งจะต้องสร้างมาตรฐาน 3 ระบบ คือ มาตรฐานการสอบสวน มาตรฐานการวินิจฉัย มาตรฐานการให้ความเห็นของทุกระดับ
ถ้ากรรมการสรรหาไม่เลือกการ "ดีเบส" ก็ไม่มีทางได้คนที่เข้าใจปัญหาเหล่านี้ได้เลย
คำถามก็คือว่า เวลานี้กกต.ขัดแย้งกันอยู่แล้ว กรรมการสรรหา จะเลือกคนเข้าไปเพื่อสร้างความขัดแย้งให้รุนแรงยิ่งขึ้นทำไม ทำไมไม่หาคนที่สรรหาเข้าไปแล้วไม่ไปอยู่ซีกใดซีกหนึ่ง เพื่อลดความขัดแย้งในองค์กร กกต.
การสรรหา กกต.ที่วัดจากคำตอบในกระดาษใบเดียว จึงเป็นเจตนาที่จะสร้างรอยปิดร้าวในกกต.ให้ร้าวหนักขึ้น และยิ่งจะสร้างความเสียหายต่อการเมืองไทยที่มีวิกฤติศรัทธาให้วิกฤติยิ่งๆ ขึ้นไป

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2552

ส.ส.รุมประณาม"สาก"ฉายภาพบั่นคอทหารกลางสภา

หมวดข่าว การเมือง
โดย กองบรรณาธิการ TheCityJournal
ส.ส.ทั้งภาฯ รุมประณาม "เชาวรินทร์" ใช้ภาพโจรใต้บั่นคอทหารในภาคใต้มาฉายในสภา ชี้เป็นการทำทารุณกรรมศพ ก่อนที่จะลามถึงการประท้วงดุเดือด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเวลา 20.00 น. ร.ต.ท.เชาวรินทร์ ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในหลายประเด็น และตอนหนึ่งได้นำวีดีโอซึ่งเป็นภาพคนร้ายบั่นคอทหาร พร้อมทั้งบอกว่าภาพนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ได้เกิดขึ้น และขณะที่ร.ต.ท.เชาวรินทร์ อภิปราย ภาพดังกล่าวฉายซ้ำไปมาหลายรอบ ทำให้ส.ส.ในสภาต่างเบือนหน้านี โดยเฉพาะส.ส.สุภาพสตรี ที่ไม่อาจทบดูภาพโหดเหี้ยมครั้งนี้ได้
ขณะที่นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้ปล่อยให้มีการฉายภาพบั่นคอซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่ใช้สิทธิ์ประธานวินิจฉัยว่าภาพนั้นเหมาะสมที่จะฉายในสภาหรือไม่
กระทั่ง นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ได้ขอประท้วงพร้อมทั้งอภิปรายว่า คนทุกคนต่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะทหารที่ไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เขาเสียสละเพื่อประเทศชาติ ดังนั้น จะต้องเคารพในศักดิ์ศรีของทหาร ที่เสียชีวิต เคารพในศักดิ์ของครอบครัวของทหารผู้นั้น การนำภาพเช่นนี้มาฉายในสภาสะท้อนให้เห็นว่า ร.ต.ท.เชาวรินทร์ ทำหน้าที่ไม่เหมาะสม แสดงให้เห็นว่าวุฒิภาวะไม่ถึง
ขณะที่นายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ใช้สิทธิ์ประท้วยว่า ตลอดการทำหน้าที่ในสภา ไม่เคยเห็นภาพนั้นปรากฎที่ไหนมาก่อน เป็นไปได้ไหมว่า คนที่ถ่ายภาพนั้นรู้จักกับร.ต.ท.เชาวนรินทร์ แล้วนำภาพวีดีโอนั้นมาให้
ด้านนายสามารถ วินิจฉัยว่า ยอมรับว่าไม่ได้ตรวจสอบเอกสารที่ผู้อภิปรายขอให้เปิด และเพิ่งเห็นภาพนั้นพร้อมๆ กับสมาชิก และเห็นด้วยว่าภาพที่ร.ต.ท.นำมาเปิด นั้น ไม่เหมาะสมที่จะนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะชน ดังนั้น สิ่งที่นายนิพิฏฐ์ ใช้คำพูดว่าร.ต.ท.เชาวรินทร์ ไม่มีวุฒิภาวะ ถือว่าถูกต้องเหมาะสมแล้ว และนายนิพิฏฐ์ ก็ยืนยันว่าจะไม่ถอนคำพูด
ขณะที่ ร.ต.ท.เชาวรินทร์ อภิปรายว่า ภาพที่เผยแพร่ไปมีการเซนเซอร์ ไม่เห็นภาพบั่นคอชัดเจน ทำไมกลัวความจริงหรือ
ส่วนนางพัฒนา สังขทรัพย์ ส.ส.เลย พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า เธอรับไม่ได้กับภาพดังกล่าว และถ้าเผยแพ่ออกไปข้างนอกเด็ก และเบาวชนเห็นถือว่าเกินเลยไปเยอะ
ด้านนายเจะอามิง โตะตาหยง ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงว่า ในฐานะที่เป็นส.ส.ในพื้นที่ ภาพนี้ไม่เคยมีปรากฎในสภาแห่งนี้ เพราะถือว่าเปนเรื่องที่ล่อแหลม โดยภาพนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ก.ย.2550 ไม่ได้เกิดในรัฐบาลนี้ตามที่ ร.ต.ท.เชาวรินทร์ กล่าวอ้าง
ขณะที่นายอาคม เอ่งฉ้วน ประท้วงว่า ร.ต.ท.เชาวรินทร์ ต้องชี้แจงว่าได้ภาพมาอย่างไร มีส.ส.บางคนในพรรคเพื่อไทย นำมาให้หรือไม่
ส่วนร.ต.ท.เชาวรินทร์ ชี้แจงว่า เขาไม่ได้รู้จักคนเชือด แต่ได้ภาพมาจากรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ รัฐบาลต้องรับผิดชอบ
อย่างไรก็ตามนายเจะอามิง ประท้วงว่า ปัญหาภาคใต้ไม่ได้เกิดจากรัฐบาลนี้ แต่เกิดจากรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ แม้แต่คดีทนายสมชาย นีละไพจิตร ที่หายตัวไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อมีการพาดพิงพ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้บรรยากาศห้องประชุมเริ่มดุเดือดขึ้น ส.ส.เพื่อไทย จำนวนมากต่างตะโกนโห่ และประท้วงนายเจะอามิง และขอให้ถอนคำพูด
แต่นายเจะอามิง ยืนวันว่า ในฐานะประธานกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ มีการศึกษาข้อมูลปัญหาภาคใต้มีข้อมูลเชิงลึกมาก แต่เขามีความรับชอบต่อสภาฯ จะไม่นำเรื่องนี้มาเผยแพร่ต่อสาธารณะ ผู้ที่นำภาพเหล่านี้มาเผยแพร่ ขอให้รับผิดชอบด้วย เพราะภาพที่เกิด 29 ก.ย. 2550 นั้นเกิดในรัฐบาลไหน ระหว่างนี้เองส.ส.เพื่อไทย ต่างลุกขึ้นประท้วงให้ถอนคำพูดว่าเหตุการณ์ภาคใต้เกิดรุนแรงสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ
ด้านนายเจะอามิง กล่าวว่า ความจริงที่นำมาพูดในสภาฯ เขาจะไม่ถอนคำพูด แต่ขอออกนอกห้องประชุม
ส่วน พล.อ.พิชาญเมธ ม่วงมณี ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า การฆ่าและทำลายศพ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามอนุสัญญาเจนีวา ใครก็ตามที่นำภาพศพ และการทำทารุณกรรมศพ มาเผยแพร่ต้องโดนประณาม
ขณะที่ พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.เพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการทหาร ชี้แจงว่า ซีดีเรื่องภาพข้าราชการทหารผู้กล้าโดนโจรใต้ดักยิง และตัดศรีษะ เขาได้นำมาให้ร.ต.ท.เชาวรินทร์ เพียงแค่ต้องการให้ส.ส.ได้รับรู้ปัญหาภาคใต้นั้นมีความรุนแรงซึ่งจะต้องหาทางแก้ไข

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2552

การสังหารหมู่ที่ "หมู่บ้านไมไล" เปรียบเทียบคดีฆ่าประชาชน 7 ตุลาทมิฬ

หมวดข่าว : วิเคราะห์
โดย : กองบรรณาธิการTheCityJournal
ความเห็นหรือมติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อเหตุการณ์ 7 ตุลาทมิฬ ทำให้กองบรรณาธิการ TheCityJournal ย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์การสังหารหมู่ชาวบ้านที่หมู่บ้านไมไล (MY LAI) หรือที่ภาษาเวียตนามเรียกว่า "ตำแซด ไมไล" อยู่ที่เวียตนามใต้ เมื่อเดือนมีนาคม ปีค.ศ. 1968 โดยคนที่ถูกฆ่าเป็นชาวบ้านที่ไม่มีอาวุธ ทั้งหมดเป็นพลเรือน ในจำนวนที่ถูกฆ่ามีทั้งผู้หญิง เด็ก มียอดคนตายอยู่ระหว่าง 347-504 คน ในจำนวนที่ถูกฆ่าตาย สำหรับผู้หญิงนั้นมีการล่วงเกินทางเพศ ถูกทุบตี ทรมาน หรือไม่ก็ตัดแขนตัดขา ทำให้ผู้ที่ไปพบหลังเกิดเหตุ สุดที่จะรับได้เมื่อเห็นร่างกายผู้เสียชีวิตนอนกองทับถมกันไว้
สำหรับผู้ลงมือก่อเหตุครั้งนี้ คือ ทหารกองทัพบก สหรัฐฯ
ทั้งนี้ ทหารสหรัฐฯ 26 คนโดนฟ้อง แต่ศาลทหารสหรัฐฯ ลงโทษได้เพียงคนเดียว คือ WILLIAM CALLEY โดนตัดสินโทษจำคุกตลอดชีวิต
กว่าการสังหารหมู่ชาวบ้านที่หมู่บ้านไมไล (MY LAI) จะเป็นที่รับรู้ของสาธารณชน ก็ผ่านเหตุร้ายไปแล้ว 1 ปี คือปีค.ศ. 1969
ผลของการสังหารหมู่ที่หมู่บ้านไมไล ทำให้คนอเมิรกัน ไม่สนับสนุนรัฐบาลประธานาธิบดีนิกสัน ทำสงครามเวียตนาม
และขณะเกิดเหตุสังหารหมู่ ที่หมู่บ้านไมไล มีทหารอเมริกัน 3 นายพยายามปกป้องไม้ให้มีการฆ่าชาวบ้าน แต่กลับโดนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอเมริกัน ประณาม และมีคนส่งจดหมายข่มขู่ อาฆาต หลังจากนั้น 30 ปี ทหารทั้ง 3 คนจึงได้รับการชมเชย
การสังหารหมู่ ถ้าเป็นภาษาเวียตนาม จะเรียกว่า การสังหารหมู่ที่ "ซอนไม"
แต่ถ้าตามภาษาโค๊ตกองทัพบกสหรัฐฯ เรียกว่า PINKVILLE (หมู่บ้านสีชมพู)
ทั้งนี้ ที่มาของเรื่อง เกิดขึ้นเมื่อทหารลาดตระเวนที่เรียกว่า CHARLIE ของกองพันที่ 1 กองพลที่ 20 ทหารราบ และกองทัพที่ 11 ของกองพันทหารราบที่ 23 หน่วยรบอเมริกัน เดินทางมาถึงเวียตนาม ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1967 เมื่อมีการตั้งค่ายทัพเรียบร้อย ไม่ปรากฎว่ามีศัตรูต่อต้านโดยตรง กระทั่งกลางเดือนมีนาคม 1968 หน่วยกำลังรบ จึงโดนโจมตีด้วยทุ่นระเบิด 28 ครั้ง ทำให้มีทหารอเมริกัน ได้รับบาดเจ็บหลายคน เสียชีวิตไป 5 นาย ทำให้ทหารอเมริกันเริ่มการรบรุกที่เรียกว่า TET ในเดือนมีนาคม 1968
ทหารลาดตระเวน หรือที่เรียกว่า CHARLIE ได้เข้าโจมตีที่ "กวงงาย" โดยเป็นการโจมตีหน่วยรบ 48 ของหน่วยรบเวียตกง จนแตกพ่าย และจากการสืบทราบข่าวของหน่วยสืบราชการลับสหรัฐฯ ได้รับแจ้งว่า หน่วยรบที่ 48 ของเวียตกง ได้ล่าถอย และไปหลบซ่อนตัวที่หมู่บ้าน "ซอนไม" หรือ "ไมไล" ทำให้ชาวบ้านโดนสงสัยว่าให้ที่หลบซ่อนทหารเวียตกง เพราะฉะนั้น อเมิรกันจึงวางแผนโจมตีหมู่บ้านแห่งนี้ โดยมี พ.อ. โอรัน เค เฮนเดอร์สัน (ORAN K. HENDERSON) ปลุกเร้าทหารของตนเองอย่างกร้าวร้าวเพื่อกวาดล้างทหารเวียตกง
พ.ต. ฟรานซ์ เอ บาร์เกอร์ (FRANK A. BARKER) จึงออกคำสั่งให้หน่วยรบที่ 1 เผาหมู่บ้าน รวมทั้งฆ่าวัว ควาย ทำลายอาหาร ในช่วงบ่ายของวันที่เข้าโจมตี หน่วยรบ CHARLIE มี ร.อ.เออร์เนส เมดินา (ERNEST MEDINA) แจ้งให้ทหารในหน่วยรับทราบ ขณะที่มีชาวบ้านส่วนหนึ่ง ออกจากหมู่บ้านเมื่อตอน 7 โมงเช้า ทำให้ทหารสหรัฐฯ สงสัยว่าชาวบ้านที่เหลืออยู่ในหมู่บ้านเป็นพวกเวียตกง หรือสงสารเวียตกง
ก่อนลงมือปฏิบัติการ ทหารหน่วย CHARLIE ได้ถามผู้บังคับบัญชา ว่าต้องฆ่าเด็ก และผู้หญิงด้วยหรือไม่ (ต่อมาชาวบ้านที่รอดตาย พอให้การในศาลแล้ว ตอบสับสนไปมา ไม่ทราบว่า ว่า ร.อ.เออร์เนส เมดินา สั่งการว่าอย่างไร แต่มีทหาร CHARLIE ที่ให้การว่า ร.อ.เออร์เนส เมดินา ให้ฆ่าให้หมด ทั้งผู้หญิง เด็ก และสัตว์เลี้ยง ให้เผาหมู่บ้าน ให้น้ำในบ่อเสียหาย จะได้ใช้ไม่ได้
ระหว่างนั้นเอง ทหารอเมริกา ได้ยิงปืนใหญ่เปิดทางเข้าไปในหมู่บ้าน และเฮลิคอปเตอร์ ก็บินระดมยิงเข้าไปก่อน
ในตอนเช้าของวันที่ 16 มีนาคม 1968 หน่วยลาดตระเวนสหรัฐฯ ไม่พบนักรบเวียตกง ในหมู่บ้านไมไล แต่ทหารหลายคนสงสัยว่ามีเวียตกง ซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน ในบ้านพ่อ หรือภรรยาของทหารเวียตกง ทหารอเมริกัน จึงเข้าไปยิงใส่ทุกที่ ที่สงสัยว่าทหารเวียตกงซ่อนอยู่ และยิงทุกอย่างที่เคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นคน หรือสัตว์ รวมทั้งการขว้างระเบิด และยิงด้วยปืน M 79 ทำให้การสังหารหมู่จึงเพิ่มยอดผู้เสียชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ
ต่อมาในวันที่ 17 พฤศจิกายน 1970 กองทัพบกสหรัฐฯ ได้กล่าวหาเจ้าหน้าที่ทหาร 14 คน รวมทั้ง พล.ต. SAMUEL W. KOSTER ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบกองกำลังการปฏิบัติการ ด้วยข้อหาปกปิดข้อมูลที่เกี่ยวกับการสังหารหมู่ครั้งนี้ ต่อมาข้อกล่าวหานี้โดนสั่งไม่ฟ้อง จึงเหลือเพียง พล.จัตวา โอรัน เค เฮนเดอร์สัน (ORAN K. HENDERSON) คนเดียวที่ต้องโดนฟ้อง เกี่ยวกับการปกปิดความจริง และต่อมามีการตัดสินยกฟ้องเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 1971 ส่วน ร.อ. เออร์เนส เมดินา และ ร.ท.วิลเลียม แอล คอลลี่ นั้นโดนดำเนินคดีในศาล 4 เดือน และถูกศาลชั้นต้นลงโทษ ในข้อหา ฆาตรกรรมโดยไต่ตรองไว้ก่อน โดยการออกคำสั่งฆ่า ศาลพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต
หลังศาลตัดสิน 2 วัน ประธานาธิบดี นิคสัน สั่งให้ปล่อยตัว ร.ท.วิลเลียม แอล คอลลี่ ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา และมีการแก้ไขโทษ โดยให้ลงโทษจำคุก 4 ปีกับเดือนครึ่ง
ขณะเดียวกันคดีของ ร.อ. เออร์เนส เมดินา ซึ่งปฏิเสธว่าไม่ได้ออกคำสั่งให้สังหารหมู่จึงโดนปล่อยตัวทุกข้อหา
เพราะฉะนั้น จึงเท่ากับเป็นการพลิกทฤษฎีการฟ้องร้องที่ใช้ฟ้องร้องในคดี COMMAND RESPONSIBILITY กลายเป็นคดีที่เรียกว่า Medina Standard
และอีกต่อมาหลายเดือน ร.อ. เออร์เนส เมดินา ยอมรับว่าตัวเองปกปิดซ่อนเร้นพยานหลักฐาน และโกหกผู้บังคับบัญญาคือ พ.อ.โอรัน เค เฮนเดอร์สัน (ORAN K. HENDERSON) เกี่ยวกับตัวเลขผู้เสียชีวิตที่โดนสังหารหมู่
ขณะที่ทหารเกณฑ์ ที่เข้าไปเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ส่วนใหญ่ก็ปลดประจำการไปแล้ว เพราะฉะนั้น จึงได้รับยกเว้นตามกฎหมายจากการโดนฟ้อง
แต่ในที่สุดมีทหารอเมริกัน โดนฟ้องร้อง 26 คน และมีเพียง ร.ท.วิลเลียม แอล คอลลี่ เท่านั้นที่โดนลงโทษจำคุก 4 ปีกับเดือนครึ่ง
บรรดานักกฎหมายสหรัฐฯ ออกมาโต้แย้งหลังจากศาลทหารสหรัฐฯ ตัดสินออกมาอย่างนี้ ซึ่งเป็นการกลับหลักกฎหมายทำสงครามที่วางบรรทัดฐาน ที่ศาลนูแรมเบิร์ก และศาลอาชญากรสงครามกรุงโตเกียว
ในคดีที่ฟ้องทั้ง 2 ศาล ได้วางบรรทัดฐานทางประวัติศาสตร์โดยวางหลักเกณฑ์ว่า "ไม่มีใครที่จะโดนละเว้นโทษอันมาจากการที่ต้องรับผิดชอบในข้อหาอาชญากรสงครามเพราะเหตุว่าทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา"
ต่อมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โฮเวิร์ด คาราเวย์ HOWORD CALLAWAY ในรัฐบาลประธานาธิบดีนิกสัน ให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือพิมพ์ NEWYORK TIME ว่า ที่ลดโทษให้ให้ ร.ท. คอลลี่ เพราะเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าที่ปฏิบัติการสังหารประชาชนชาวเวียตนาม เพราะนายสั่งมา เป็นการขัดแย้งโดยตรงกับหลักกฎหมายที่ได้วางบรรทัดฐานไว้ที่ ศาลนูแรมเบิร์ก และศาลอาชญากรสงครามกรุงโตเกียว ที่ซึ่งทหารเยอรมัน และญี่ปุ่น ต้องถูกประการชีวิต แม้จะอ้างว่าเป็นการทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ก็ตาม
คดี Medina Standard มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า ศาลอเมริกัน มักจะตัดสินช่วยพวกตัวเอง ก็คงเหมือนคดีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด พล.ต.อ.พัชราวาท วงศ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ว่ามีความผิดวินัย จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551
"คดีไมไล" หรือ คดี Medina Standard ตัดสินอย่างนี้ เพราะการเมืองเข้าไปแทรกแซง จึงกลายเป็นรอยแผลดำของอเมิรกา แล้วประเทศไทย จะให้ปรากฎรอยแผลนั้นซ้ำอีกหรือ

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552

เบื้องหลังเด้งโยก28บิ๊กมหาดไทย

หมวดข่าว : วิเคราะห์
โดย : วัฒนา


คำสั่งล้างบางข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถือเป็นควันหลงข้าราชการ เปิดศึกชักธงรบฝ่ายการเมือง โดย “สุกิจ” นั้นเป็นเด็ก "หญิงอ้อ" เมื่อโดนเด้งจึงออกมาแฉยับนักการเมืองจ้องงาบ สั่งให้กรรมการพิจารณางบอุดหนุนเฉพาะกิจท้องถิ่นหลายหมื่นล้านรีบเซ็นอนุมัติ 3 พันโครงการ โดยไม่ต้องรอคำสั่งที่มิชอบของนักการเมือง รวมถึงการโยกย้ายสิงห์ขาว เพื่อนร่วมรุ่น"สุเทพ"ผงาดยกแผง แถมเด็ก“เนวิน”ถูกดันขึ้นเพียบ เป็นการปูทางสลายฐานมวลชนเสื้อแดง
การจัดทัพทำบัญชีรายชื่อโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ของกระทรวงมหาดไทยที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีแทนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกิดขึ้นภายหลังจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ที่กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย และผู้จัดการรัฐบาล ได้หารือกับนายเนวิน ชิดชอบ ผู้อยู่เบื้องหลังการตั้งพรรคภูมิใจไทย ร่วมกันจัดทำโผรายชื่อโยกย้ายทั้งหมดแทบทุกตำแหน่ง นอกจากนี้ยังมีการผลักดันคนใกล้ชิดของตัวเองในพื้นที่ โดยเป็นนคนบ้านเดียวกันกับนายสุเทพ เพื่อนสนิทและรุ่นน้องมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่จบการศึกษาจากที่เดียวกัน มารับตำแหน่งหลายคน ในส่วนของการผลักดันของนายเนวินนั้น ให้ผู้ว่าฯภาคอีสานใกล้ชิดกับส.ส.ภูมิใจไทย มารับตำแหน่งสำคัญๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ว่าฯภาคอีสานพื้นที่หลักของพรรคภูมิใจไทยที่แข่งกับพรรคเพื่อไทยของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นฐานหลักของคนเสื้อแดง โดยมีหลายคนที่เป็นการย้ายเพื่อคืนความชอบธรรมให้ หลังจากก่อนหน้านี้ในช่วงรัฐบาลพลังประชาชนถูกย้ายไปอยู่ในพื้นที่ไม่ถนัดในการทำงาน จนทำให้การบริหารงานในจังหวัดเกิดปัญหา

อย่างไรก็ตามผลของการโยกย้ายทำให้ผู้ถูกโยกย้ายบางคน อาทิ นายสุกิจ เจริญรัตนกุล ที่ถูกเด้งจากอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(อสถ.) ซึ่งเป็นกรมขนาดใหญ่ของกระทรวงที่มีงบประมาณแต่ละปีประมาณ 1.4 แสนล้านบาท ไปนั่งตบยุงในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่านายสุกิจมีความใกล้ชิดกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ผนวกกับมีปัญหาเรื่องทุจริตนมโรงเรียนเกิดขึ้น แต่นายสุกิจชี้แจงเรื่องนี้ไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายการเมือง อีกทั้งนายสุกิจได้ประกาศทันทีว่า เตรียมยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมตามรอยนายพีรพล ไตรทศาวิทย์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยที่ถูกเด้งเข้ากรุก่อนหน้านี้ บนกระแสข่าวว่านายสุกิจได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับนายพีรพล หลังมีคำสั่งเด้งเข้ากรุด้วยเพื่อขอคำแนะนำในการต่อสู้ตามข้อกฎหมายเช่นเดียวกับนายพีรพล ที่ได้ยื่นเรื่องไปก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ที่น่าสนใจเป็นพิเศษนายสุกิจ ได้ลงนามคำสั่งทิ้งทวนเปิดศึกกับฝ่ายการเมือง เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 52 หลังโดนเด้งไม่กี่ชั่วโมง อันเป็นคำสั่งเรื่อง “ยกเลิกแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรอง โครงการเงินอุดหนุนเฉพาะกิจสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกรณีเร่งด่วน และคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาวงเงินการก่อสร้าง และรูปแบบโครงการที่อปท. ขอรับการสนับสนุนงบประมาณปี 2552” ทั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่อสถ. คนปัจจุบันได้รับคำสั่งให้ไปรักษาราชการแทนในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย (ผต.มท.) โดยในตอนท้ายคำสั่งนายสุกิจระบุไว้ชัดเจนว่า ” อนึ่ง ณ ปัจจุบันเหลือเวลาอีกเพียง 6 เดือนจะสิ้นปีงบประมาณ 2552 ฉะนั้นในห้วงเวลานี้จนถึงวันที่อสถ . คนปัจจุบันได้รับคำสั่งให้ไปรักษาราชการแทนในตำแหน่งผต.มท. จึงขอให้ประธาน รองประธาน เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการเงินอุดหนุนเฉพาะกิจฯ เร่งพิจารณาโครงการต่างๆ ที่คณะทำงานพิจารณาวงเงินก่อสร้างฯ ได้ตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้วประมาณ 3000 โครงการ โดยมิต้องรอคำสั่งที่มิชอบของข้าราชการฝ่ายการเมืองเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
สำหรับคนที่มาเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นคุมงบ 1.4 แสนล้านบาทแทนนายสุกิจ เป็นนายมานิต วัฒนเสน ผวจ.ขอนแก่น สายตรงเนวิน ชิดชอบ ที่ก่อนหน้านี้เพิ่งได้รับแรงหนุนจากเนวินให้เป็นบอร์ดการประปาส่วนภูมิภาค

ส่วนรายชื่อที่น่าสนใจใน 28 ตำแหน่งหลักๆ เช่น นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ที่ถูกย้ายจากผู้ว่าฯเชียงใหม่มาเป็นรองปลัดกระทรวง แม้จะดูว่า ไม่ได้เป็นการลดชั้น แต่ทว่านายวิบูลย์อายุราชการยังเหลือจนถึงปี 2558 และนายวิบูลย์ก็ไม่เต็มใจย้ายจากตำแหน่ง แต่ทว่าพื้นที่เชียงใหม่เป็นที่ทราบกันดีเป็นของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและพรรคเพื่อไทย ซึ่งนับว่าเป็นกองบัญชาการหลักของคนเสื้อแดงในภาคเหนือ จึงทำให้การย้ายนายวิบูลย์ครั้งนี้ เพราะฝ่ายการเมืองติดใจนายวิบูลย์หลายเรื่อง โดยเฉพาะกรณีที่ก่อนหน้านี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เดินทางไปร่วมงานสังสรรค์ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่แล้วถูกคนเสื้อแดงบุกเข้าไปก่อกวนและปิดล้อมสถานที่จัดงาน จนเกิดการทำร้ายข้าราชการผู้หญิงของมหาวิทยาลัย โดยที่ทางจังหวัดไม่ได้มีการเตรียมการป้องกันและคลี่คลายสถานการณ์ไว้จนนายสุเทพไม่พอใจอย่างมาก
ทั้งนี้คนที่มาแทนเป็นนายอมรพันธุ์ นิมานันท์ ผวจ.ลำปางที่แนบแน่นกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์หลายคน เพราะคุ้นเคยกันตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อ โดยเฉพาะนายชวน หลีกภัย - เทิดพงษ์ ไชยอนันต์ เป็นต้น โดยทราบกันดีว่า นายชวนเวลามาที่ภาคเหนือจะต้องเดินทางไปบ้านนายอมรพันธ์หลายครั้งเพื่อไปเยี่ยมครอบครัวของนายอมรพันธ์ ขณะเดียวกันได้ผลักดันให้นายสมบูรณ์ ศรีพัฒนาวัฒน์ ผวจ.พิษณุโลก ให้มาเป็นผวจ.ลำปางแทน
นอกจากนี้อธิบดีอีกหนึ่งคนที่ถูกเด้งแบบลดชั้น คือ นายชุมพร พลรักษ์ จากอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน มาเป็นผวจ.สิงห์บุรี จังหวัดเล็ก หลังจากเข้ารับตำแหน่งได้แค่ห้าเดือน แต่หลายคนก็ไม่ผิดความคาดหมาย เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่านายชุมพรมีความใกล้ชิดกับแกนนำพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ทั้งนี้เดิมมีข่าวว่านายสุเทพ พยายามผลักดันให้นายสยุมพร ลิ่มไทย ผู้ว่าฯสตูลมาเป็นอธิบดีกรมพัฒนาชุมชน แต่ปรากฏว่า โผไม่ลงตัว เพราะชื่อของนายไพรัตน์ สกลพันธุ์ ผวจ.นครนายกมาแรงในตอนท้าย เพราะนายเนวินต้องการให้นายไพรัตน์ไปเป็นอธิบดีกรมพัฒนาชุมชนแทน จนนายชวรัตน์ต้องตัดสินใจในช่วงดึกของวันที่ 9 มีนาคม ก่อนนำชื่อเข้าครม. โดยขอให้นายสยุมพรไปเป็นผู้ว่าฯระยองแทน ซึ่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณก็ไม่ขัดข้อง
ขณะที่นายวิชัย ไพรสงบ ผวจ.สิงห์บุรี มารับตำแหน่งผวจ. ภูเก็ต ได้รับแรงหนุนจากนางอัญชลี วานิช เทพบุตร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ เพราะเคยเป็นอดีตผู้ว่าพังงามาก่อน ก่อนหน้านี้เคยเป็นอดีตผอ.รางวัด กรมที่ดินและรองอธิบดีกรมที่ดิน เป็นผู้ว่าฯ สิงห์ทอง รัฐศาสตร์ รามคำแหงที่มีอยู่ในเวลานี้
โดย นายปรีชา กมลบุตร ผวจ.พระนครศรีอยุธยา ถูกลดชั้นให้ดำรงตำแหน่ง ผวจ.นครนายก เหตุเพราะฝ่ายการเมืองเห็นว่านายปรีชาไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในพื้นที่ได้ จนทำให้อยุธยาฯเป็นพื้นที่หลักของคนเสื้อแดงในภาคกลาง จนล่าสุดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเตรียมโฟนอินในงานความจริงสัญจรที่อยุธยาวันที่ 14 มีนาคมนี้ ผนวกกับฝ่ายการเมืองเห็นว่านายปรีชาใกล้ชิดกับแกนนำเพื่อไทยโดยเฉพาะนายยงยุทธ ติยะไพรัช สมัยนายปรีชาเป็นผู้ว่าฯเชียงราย
ส่วนคนที่มาเป็นผู้ว่าฯอยุธยาแทนนายวิทยา ผิวผ่อง ผวจ.สกลนคร แม้ไม่สนิทกับนายเนวิน ชิดชอบ และส.ส.ภูมิใจไทย แต่มีผลการทำงานโดดเด่น
ส่วนนายปราโมทย์ สัจจรักษ์ ผวจ.สุรินทร์ ที่ได้ขยับมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เนื่องจากเป็นสายตรงเนวิน และศักดิ์สยาม ชิดชอบ ทั้งที่เพิ่งไปเป็นผู้ว่าฯสุรินทร์เมื่อตุลาคมปี 51 โดยขยับจากรองผู้ว่าฯสุรินทร์ มาครั้งนี้ได้เป็นผู้ว่าฯขอนแก่น จังหวัดใหญ่ของภาคอีสาน พื้นที่เลือกตั้งของนายประจักษ์ แก้วกล้าหาญ รมช.คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย
สำหรับนายวิเชียร ชวลิต ผวจ.อำนาจเจริญ เลื่อนชั้นนั่งเก้าอี้เป็นผวจ.สุรินทร์ ก็เป็นสายตรงของเนวิน ซึ่งก่อนหน้านี้เนวินส่งมาเป็นคณะทำงานให้กับพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตรมว.มหาดไทย ที่มีศักดิ์สยามเป็นหัวหน้าทีม จนได้ขึ้นเป็นผู้ว่าฯอำนาจเจริญ เมื่อตุลาคมปี 51 มาครั้งนี้ได้ขยับชั้นมาเป็นผู้ว่าสุรินทร์ทันที บนแรงหนุนของส.ส.ภูมิใจไทยในพื้นที่ของนายยรรยง ร่วมพัฒนา ส.ส.สุรินทร์
นอกจากนี้ยังมีรายชื่อที่ น่าสนใจเช่น นายสุเมธ ชัยเลิศวณิชกุล ผวจ.ราชบุรีที่จะไปเป็นผู้ว่าฯสตูล พบว่า จบปริญญาเอกและโทจากสหรัฐอเมริกา ได้รับการวิจารณ์อย่างมากเพราะเป็นการย้ายไปในพื้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะมีรายงานว่า นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ซึ่งรับผิดชอบการแก้ปัญหาภาคใต้ของรัฐบาล คุ้นเคยกับนายสุเมธเป็นอย่างดีตั้งแต่สมัยนายสุเมธเป็นรองผู้ว่าฯพิจิตร ที่เป็นพื้นที่เลือกตั้งของพลตรีสนั่น ขจรประศาสตร์ ลูกพี่เก่าของนายถาวร จึงต้องการดึงนายสุเมธให้มาช่วยดูแลพื้นที่สตูล แม้ว่าสถานการณ์ไม่รุนแรงเท่าปัตตานี ยะลา นราธิวาส อีกทั้งเพื่อมาแทนนายสยุมพร ลิ่มไทย ที่ไปเป็นผู้ว่าฯระยอง เพราะนายสุเทพ และนายถาวรเห็นว่านายสยุมพร ไม่ถนัดงานเรื่องสถานการณ์ความมั่นคง
ส่วนคนที่มาเป็นผู้ว่าฯราชบุรีแทนเป็นนายสุเทพ โกมลภมร ที่โยกมาจากผวจ.พัทลุง ทั้งที่เพิ่งขึ้นเป็นผู้ว่าฯเมื่อตุลาคมปีที่แล้ว ว่ากันว่า เป็นสายตรงสุเทพ อีกคนหนึ่งรวมถึง นายวิญญู ทองสกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยที่ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ก็ได้รับการผลักดันจากนายสุเทพ เพราะเป็นคนบ้านเดียวกันที่จ.สุราษฏร์ธานี อีกทั้งที่ผ่านมานายวิญญูเติบโตในพื้นที่สุราษฏร์ธานีมาตลอด จึงคุ้นเคยกับทั้งนายสุเทพและนายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จนนายวิญญูได้รับแรงหนุนให้เป็นรองผู้ว่าสุราษฏร์ธานี แถมยังเป็นเพื่อนร่วมสถาบันมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับนายสุเทพ จึงมักคุ้นกันมานับสิบๆปี แถมยังเป็น นายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนสุราษฎร์ธานีด้วย และขึ้นเป็นระดับ 10 คือ ผู้ตรวจกระทรวงได้เพียงปีกว่าๆ สุดท้ายได้รับแรงหนุนจากสุเทพให้มาเป็นผู้ว่าฯครั้งแรกที่พัทลุง
อย่างไรก็ดีใน การโยกผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยออกไปเป็นผู้ว่าฯในอีสานและภาคเหนือ ในพื้นที่สีแดงหลายคนแล้วก็โยกผู้ว่าฯพื้นที่สีแดงเข้ากรุผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยเพื่อสลับกันเช่น นายทองทวี พิมเสน ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยไปเป็นผู้ว่าฯมหาสารคาม แล้วเด้ง นายพินิจ เจริญพานิช จากผวจ.มหาสารคามเข้ากรุเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย บนกระแสข่าวว่า นายพินิจมีความใกล้ชิดกับแกนนำเพื่อไทย เช่น ศรีเมือง เจริญศิริ อดีตรมว.ศึกษาธิการจึงต้องจัดคนของภูมิใจไทยลงพื้นที่เอาไว้ปูทางประสานการเลือกตั้ง
สำหรับนายสุเมธ แสงนิ่มนวล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยที่ได้ออกจากกรุผู้ตรวจฯได้เป็นผู้ว่าฯจังหวัดสำคัญทางภาคเหนือในจังหวัดเชียงราย พบว่า นายสุเมธเป็นเพื่อนร่วมสถาบันที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับนายสุเทพ ส่วนนายไตรสิทธิ์ สินสมบูรณ์ทอง ผวจ.เชียงราย ถูกเด้งมาเป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวง โดยคำสั่งนี้จะทำให้นายไตรสิทธิ์ เข้ากรุถาวรหลังจากเพิ่งถูกย้ายด่วนมาช่วยราชการกระทรวงมหาดไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จากปัญหาเรื่องการถูกร้องเรียนว่าบริหารงานในจังหวัดไม่มีประสิทธิภาพ และทำให้ข้าราชการในจังหวัดเกิดความแตกแยก รวมถึงรัฐบาลเห็นว่า หากปล่อยปละในการควบคุมการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง จะเป็นการช่วยพรรคเพื่อไทยในการสร้างมวลชนคนเสื้อแดงขึ้นอีก แต่คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งชั่วคราว ดังนั้นเลยนำชื่อนายไตรสิทธิ์รวมไว้ในการโยกย้ายครั้งนี้ เพื่อให้เข้ากรุถาวรจนเกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคมปีนี้
การโยกย้ายสลับกันของผู้ว่าฯกับผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยที่เป็นตำแหน่งเข้ากรุ ยังพบว่า มีหลายคนน่าสนใจเช่นกัน อาทิ นายวันชัย สุทิน ผู้ตรวจราชการกระทรวง ที่ครั้งนี้ได้ออกไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด กำแพงเพชร นายขจรศักดิ์ สิงโตกุล ผวจ.ยโสธรถูกเด้งเข้ากรุเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย แล้วให้นายวันชัย อุดมสิน ผวจ.กำแพงเพชรไปเป็นผู้ว่าฯยโสธรแทน ขณะที่นายสมบัติ ศรีวัฒน์สุวรรณ์ เป็นรองผู้ว่าฯคนเดียวที่ขึ้นระดับ 10 เพราะมีความอาวุโสมาก แม้จะเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันกับนายสุเทพ ก็ตาม ที่สำคัญเป็นพื้นที่เป้าหมายของพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2552

เขาหาว่าผมเป็นพันธมิตรเทียม

หมวดข่าว : สัมภาษณ์พิเศษ
โดยกองบรรณาธิการ TheCityjournal
หมายเหตุ : ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เลขาธิการสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย กับคำตอบในเรื่องที่มาของการก่อตั้งพรรคพันธมิตร รวมถึงการสนับให้แบ่งแยกทางเดินของมวลชนที่ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคเทียนแห่งธรรม เท่านั้นจึงจะเรียกว่า "พันธมิตรแท้" และคำตอบ "น.ต.ประสงค์-พล.ต.มนูญกฤติ" กับการตั้งพรรคการเมืองใหม่
หลังจากที่ผมกลับจากทัวร์อเมริกา ผมก็ขอเข้าพบคุณสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บ้านพระอาทิตย์ เพื่อนำเงินบริจาคจากพี่น้องพันธมิตรอเมริกา ไปมอบให้ ซึ่งคุณสนธิ ก็บอกกับผมว่า จะทำเอเอสทีวีอย่างเดียว ใครจะทำพรรคการเมือง เข้าสู่ระบบพรรคการเมือง เพื่อเป็นเครื่องมือเข้าสู่การเมืองใหม่ ก็ทำไป ส่วนคุณสนธิ ขอลอยตัว แต่ถ้าใครเจ็บตัวจากการเมืองก็ให้กลับมาที่เอเอสทีวี คุณสนธิ จะดูแล
ส่วนพรรคเทียนแห่งธรรม นั้น ผมทราบว่า มีการจดทะเบียนพรรคเทียนแห่งธรรม ไว้ก่อนแล้ว ก่อนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร โดยมีที่ตั้งพรรคอยู่ที่ จ.นครราชสีมา นี่จึงเป็นที่มาของการคุยกันกับวงอื่นๆ ซึ่งก่อตัวเรื่องพรรคการเมืองในการคุยหลายๆ ครั้ง หลายๆ วง ถึงมาสรุปว่าจะไม่ทำพรรค "อีลีดปาร์ตี้" แต่จะทำ "แมสปาร์ตี้" คือทำพรรคจาก "ล่าง" สู่ "บน" และก้าวหน้าถึงขั้นใช้ชื่อที่เหมาะสมคือ "พรรคประชาภิวัฒน์"
หลังจากนั้นผมทราบว่ามีการเปลี่ยนความคิดจะให้ พล.จำลอง ศรีเมือง 1 ใน 5 แกนนำพันธมิตร เป็นหัวหน้าพรรคเทียนแห่งธรรม ซึ่งพัฒนาทางความคิดต่อเนื่องและมาถึงการประกาศ "ปฏิญญาเกาะสมุย"
ขณะที่ พรรคประชาภิวัฒน์ ผมทราบว่าคณะผู้ก่อตั้งได้ไปจดทะเบียนพรรคแล้ว โดยคณะผู้ก่อตั้งบอกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ส่วนผมไม่ได้ร่วมกับเขา ขอเป็นแค่ผู้ไปให้ความรู้ในฐานะที่ทำพรรคพลังธรรม มาก่อน แต่ข่าวที่ออกมาว่า ผมจะไปทำพรรคประชาภิวัฒน์ ร่วมกับพล.ต.มนูญกฤติ รูปขจร โดยมีนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เป็นสนับสนุน ซึ่งไม่เป็นความจริง
ส่วน พล.ต.มนูญกฤติ ยอมรับว่าเป็นผู้ร่วมพูดคุยเรื่องการตั้งพรรค แต่ไม่มีชื่อในฐานะผู้ก่อตั้งพรรคประชาภิวัฒน์
สำหรับตัวผม ผมยังจะทำสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย เพราะประสบการณ์ที่ทำพรรคพลังธรรม ผมเชื่อว่าการเอา "พรรค" มาเคลื่อนงาน "มวลชน" มันไม่ง่าย แต่ควรมี "ภาคประชาชน" ที่ทำหน้าที่เคลื่อน โดยพรรคเป็นองค์กรที่ถูกต้องเพื่อคัดคนเข้าสู่สนามแข่งขันเพื่อเป็นตัวแทนประชาชน ส่วน "พรรค" ทำงาน "มวลชน" ยังไม่เคยมี
ดังนั้น แทนที่จะตั้งพรรคพันธมิตร ก็น่าจะรวมเป็นภาคประชาชนอย่างเป็นระบบมากกว่าการรวมตัวอย่างหลวมๆ ในระดับแกนนำ ควรรวมตัวในระดับอำเภอ ระดับตำบล จะเป็นการรวมพลังเป็นระบบเครือข่ายคณะประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย
การที่ 5 แกนนำมาร่วมกันทำพรรคการเมือง ทำให้การเมืองสูญเสียสิ่งที่มีไว้สำรองหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นมา แม้ว่ามีกระแสตอบรับจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วย แต่ก็มีความเห็นแย้งว่าเป็นสิทธิ์ 5 แกนนำที่จะทำพรรคการเมือง
ด้านความแตกแยกระหว่างผม กับพันธมิตร ผมไม่ถือว่าเป็นความแตกแยก แต่เป็นความแตกต่างทางความคิดที่ผมเสนอกับ 1 ใน 5 แกนนำว่าผมไม่เห็นด้วยที่ 5 แกนนำจะทำพรรคการเมือง แต่ก็มีการเสนอตอกย้ำเรื่องพรรคการเมืองบนเวทีที่โคราช แต่เสนอในลักษณะที่อ่อนตัวลง ผิดกับปฏิญญาสมุย ครั้งนั้นเสนอแบบแข็งตัว แต่ความคิดเมื่อคืน (7 มี.ค.) ที่โคราช อ่อนตัวลงระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น ความคิดของผมถือเป็นความเห็นของผู้ร่วมฟันฝ่ากันมา ไม่ถึงกับแตกแยก
ผมถือว่าองค์กรภาคประชาชนที่มาร่วมชุมนุมกับพันธมิตร เป็นดอกไม้หลายสี ที่มาสู้เพื่อบ้านเมือง มาอยู่ในแจกันเดียวกัน หลังจากนั้นเมื ่อสิ้นสุดการต่อสู้ดอกไม้ก็กลับไปสู่ต้นเดิม ดังนั้น ระบบบริหารจัดการความคิดในชาวพันธมิตร มีขั้นตอนประมวลที่ชัดเจน ตอนที่ชุมนุมได้เจอกันก็สามารถพูดคุยกัน แต่หลังจากนี้แกนนำ หรือผู้ร่วมชุมนุมไม่ค่อยได้คุยกัน จึงเป็นอุปสรรคในการจัดการให้เป็นแนวทางเดียวกัน
สำหรับองค์กรสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย ถือเป็นแนวร่วมพันธมิตร ในการปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังจะเป็นเช่นนั้น
พันธมิตร สำหรับผมไม่ใช่องค์กรจัดตั้งถาวร น่าจะแยกเป็นกลุ่ม ๆ เมื่อถึงคราที่ต้องต่อสู่ค่อยให้ 5 แกนนำเรียกชุมนุม จะดีกว่าเป็นองค์กรถาวร เพราะไม่เช่นนั้น สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) กลุ่มยังพีเอดี หรือกลุ่มที่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เขาจะยืนตรงไหน การเป็นพรรค เป็นไปไม่ได้ในทางธรรมชาติที่หลากหลาย ทำให้ตอนนี้มีการกล่าวหา "พันธมิตรแท้ พันธมิตรเทียม"

ความคิดเห็นเรื่อง "พันธมิตรแท้ พันธมิตรเทียม" เริ่มมีความแตกต่างทางความคิด ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของคนที่เริ่มชุมนุมก็มีบ้างที่ไม่ชอบพอกันในบางเรื่อง แต่สิ่งที่ไม่ชอบร่วมกันก็มีคือ "ระบอบทักษิณ" ยังเป็นเป้าหลัก ขนาดผมยังโดนกล่าวหาว่าผมไปป่วนเพื่อให้ล้มเวทีพันธมิตรที่พิษณุโลก ป่วนเวทีที่โคราช กว่าผมจะได้ชี้แจงมันก็ไปไกลกันแล้ว แม้แต่ที่ผมไปอเมริกา ก็หาว่าผมกับคุณการุณ ใสงาม ว่าผมไปป่วนพันธมิตรที่อเมริกา
มันมีคนเสี้ยมให้ 5 แกนนำ กับผมให้เข้าใจผิดกัน แต่ก็มีการเคลียร์กันเป็นคราวๆ ผ่าน 1 ใน 5 แกนนำ ผมนึกว่าจะเข้าใจก็ยังมีการนำเสนอซ้ำอีก ผมก็ต้องชี้แจงอีก แม้แต่การจัดงานพันธมิตรในบางจังหวัดที่ไม่เคยจัดงาน เขาก็โทรมาชวนผม ผมบอกให้ไปคุยกับ 5 แกนนำ ก่อนเดี๋ยวจะมีปัญหา สักพักเขาก็โทรมายกเลิกผม เพราะว่ามันมีปัญหาจริงๆ
ส่วนที่มีการแยกพันธมิตรแม่ยก กับพันธมิตรลงแรง ผมถือว่าเป็นความหลายหลาย แต่สังคมไทยชอบสรุปว่า "แตกต่างทางความคิด" เป็น "แตกแยก"
คนทั่วไปอาจจะเข้าใจว่าผมสนิทกับพล.ต.จำลอง ทำไมจึงมีเรื่องที่โดนกล่าวหาว่า เป็นพันธมิตรเทียม แต่ผมคิดว่า ตอนนี้ในพันธมิตร เริ่มไปไกล ไปถึงทฤษฎีฝ่ายซ้าย มีการใช้คำพูดการจัดตั้งมวลชนของฝ่ายซ้ายเดิม มีการใช้คำว่า "ช่วงชิงการนำ" สำหรับผม ผมอยากพักผ่อนจะตาย แต่ที่ผ่านมาไม่มีใครเป็นหลักให้ประชาชนเข้มแข็ง และเมื่อผมมีประสบการณ์ทำพรรค ประสบการบริหาร เคยยุ่งเกี่ยวกับปัญหาเกษตรกร ผมจึงต้องกะเตงให้ และนี่แหละที่มีการกล่าวหาว่า สมัชาประชาชน เป็นพันธมิตรเทียม
เพราะฉะนั้น การที่คนพันธมิตร จะเป็นสมาชิกพรรคเทียนแห่งธรรม พรรคประชาภิวัฒน์ พรรคประชาธิปัตย์ ผมมองเป็นมุมสีสันของพันธมิตร คืออย่างน้อยมีถึง 3 พรรค ถ้ามีปัญหาหรืออุบัติเหตุการเมือง 5 แกนนำสามารถระดมมวลชน ก็ค่อยมารวมกันเป็นพันธมิตร ที่มาจากแม่น้ำหลายสาย แต่ถ้าจะให้มวลชนพันธมิตรเป็นองค์กรเดียวกัน แยกไม่ได้อย่างนี้ แตกแน่นอน แม้แต่สื่อพันธมิตร การมีสื่อหลายหลายมากขึ้นก็น่าจะดี เพราะสื่อเสื้อแดงก็ออก 2 ช่องประตู ชาวพันธมิตร ก็ต้องพัฒนาไปสู่สื่อที่มีความหลากหลายเพื่อสำรองรับอุบัติเหตุของชาติบ้านเมือง เราต้องช่วยรัฐบาล อย่าเดินตามรอยรัฐบาลคมช. เพราะรู้อยู่ เสื้อแดง ว่าเขารวมพลังทั้งใน และนอกประเทศ แม่แต่ตอนที่นายกฯลงพื้นที่ มีการกระจายต่อต้าน
ดังนั้น ด้วยความเคารพในการต่อสู้ของพันธมิตรภาคใต้ ที่หลายคนไม่สบายใจที่แกนนำพันธมิตรที่ขึ้นเวทีไปโจมตีเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตรภาคใต้เขาไม่เห็นด้วยกับแกนนำ
ส่วนข่าวที่มีชื่อ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เกี่ยวข้องกับการตั้งพรรคประชาภิวัฒน์ ด้วยนั้น เท่าที่ผมได้รับความกรุณาจากท่านน.ต.ประสงค์ ผมไปขอคำแนะนำเป็นคราวๆ ท่านน.ต.ประสงค์ ไม่เคยคิดว่าจะทำพรรคการเมืองด้วยตัวเอง แต่ท่านคิดว่าพันธมิตร ควรทำพรรคการเมืองเพื่อเป็นเครื่องมือเข้าสู่การเมืองใหม่
ถามว่าทำไปต้องไปพบ น.ต.ประสงค์ ก็เพราะท่านเป็นประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมอยากทราบเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ มาตรา 87 เพื่อให้เกิดขึ้นจริง เพราะเป็นบันไดสำคัญ ที่จะทำให้เกิดการเข้าสู่การเมืองใหม่ จากที่ผ่านมาเขียนไว้แค่บนกระดาษ

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2552

การใช้อำนาจไม่สมประกอบ กับแนวคิด"ไทยแลนด์มาร์แซล"

หมวดข่าว : สัมภาษณ์พิเศษ
โดย : กองบรรณาธิการ TheCityJournal

ธนบูลย์ จิรานุวัฒน์ นิติศาสตร์มหาบัญฑิต Newyork University (กฎหมายภาษีอากรสหรัฐ และกฎหมายระหว่างประเทศ) อาจารย์ประจำคณะนวัตกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

หลายประเทศพยายามหาวิธีการลดปัญหาด้วยการแยกงานปกครองส่วนหนึ่งของหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ออกมาปรับปรุง พัฒนาขึ้นเป็นองค์การสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย อาทิเช่นสหรัฐอเมริกา ได้แยกงานปกครองของแขวง และเมือง ภายใต้การบริหารของ SHERIFF และ MARSHAL มาพัฒนาเป็น U.S.MARSHALS คอยสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าพนักงานตำรวจ อัยการ ศาล และพนักงานฝ่ายปกครอง ให้มีหน้าที่สนับสนุนงานสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาและนักโทษตามหมายจับหรือคำสั่งศาล งานเคลื่อนย้ายผู้ต้องหา หรือนักโทษ งานสืบสวนจับกุมบุคคลต่างด้าว งานตรวจตราป้องกันและจับกุมผู้กระทำความผิดเรื่องเพศ งานคุ้มครองพยานหลักฐาน และการควบคุมฝูงชน
ประเทศไทย เองก็ต้องการมีหน่วยงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม และการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน โดยในระยะเริ่มแรกซึ่งเป็นช่วงเวลาการทดลองงาน สมควรที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จะใช้อำนาจตามพ.ร.บ.ระเบียบราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 8 ฉ ออกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม จัดตั้งสำนักงานสนับสนุนการบังใช้กฎหมาย หรือ (สบก.) หรือ LAW ENFORCEMENT SUPPORT OFFICE (L E S O) ขึ้นในสำนักปลัดกระทรวงยุติธรรม หรือ "ไทยแลนด์มาร์แซล"
ทั้งนี้ ธนบูลย์ จิรานุวัฒน์ ในฐานะอดีตพนักงานอัยการ และเป็นนักกฎหมายระหว่างประเทศ ได้ชี้ให้เห็นความเป็นมาของ "ยูเอสมาร์แซล" เริ่มจาก "มาร์แซล" (เจ้าหน้าที่บังคับกฎหมาย) ทำหน้าที่ไล่ตามจับคนร้ายสำคัญของแต่ละมลรัฐ โดยเฉพาะในรัฐทางใต้ของสหรัฐบางรัฐ คนร้ายทำผิดอาญารุนแรงเขาต้องการขจัดคนร้ายประเภทนี้จึงต้องตั้งเจ้าหน้าที่มารักษากฎหมาย ไล่ตามจับคนร้าย อย่าง เจสซี่ เจมส์ หรือ บอดี้ แอนด์ไคลส์
แต่เนื่องจาก "คน" นั้นสามารถเคลื่อนไหวได้ เพราะมีม้า มีรถยนต์ ทำให้สามารถข้ามรัฐ ด้วยการก่อเหตุที่รัฐหนึ่ง หนี่ไปอีกรัฐหนึ่ง ซึ่งก็มีเจ้าหน้าที่บังคับกฎหมาย เหมือนกัน ซึ่งจะไม่รู้ว่าใครเป็นคนร้ายสำคัญเพราะไม่ได้ก่อเหตุในรัฐของตนเองรับผิดชอบ อาทิเช่น ซันแดนส์ คิด บิลลี่ เดอะคิด ที่ก่อเหตุในมิสซีสซิบปี้ (ยาซู Yazoo ชื่อของอินเดียนแดง) แล้วหนี้ไปอีกรัฐ ทำให้มีการติดตามจับกุม เกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่บังคับกฎหมายด้วยกัน เพราะเจ้าหน้าที่ไม่รู้จักกัน เพราะฉะนั้นรัฐบาลกลางสหรัฐ จึงต้องออกกฎหมายมารองรับการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นประโยชน์
ขณะที่ประเทศไทยเรา เป็นรัฐเดี่ยว ไม่มีความซ้ำซ้อนในด้านของกฎหมาย จึงอาจจะไม่จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่บังคับกฎหมาย เพราะฉะนั้น ขอให้ผู้ที่คิดจะตั้งหน่วยงานที่มีลักษณะงานคล้ายๆ ยูเอสมาร์แซล ไปดูว่าสมัย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นอธิบดีกรมตำรวจ ที่ให้ตั้งกองปราบ ขึ้นมานั้น พล.ต.อ.เผ่า ต้องการให้ กองปราบปราม เป็นหน่วยงานกึ่งเอฟบีไอ กึ่งยูเอสมาร์แซล อยู่แล้ว
ดังนั้น เพื่อไม่เป็นงานซ้ำซ้อนของหน่วยงาน วิธีการที่ดีที่สุดคือ เมื่อมีกองบังคับการตำจวขกองปราบ มีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้ว ทำไมไม่รับคนที่เขาจบปริญญาตรี โดยไม่มีเรื่องสถาบันที่เรียนมาเป็นตัวตั้ง คือต้องจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วหล่อหลอมคนเหล่านี้ให้มันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การเลือกคนเข้ารับราชการให้ยึดตามความรู้ ความสามารถ ไม่มีเด็กฝาก ไม่มีเด็กเส้น
ขณะที่ในด้านเนื้อหาภารกิจของยูเอสมาร์แซล ซึ่งสังกัดกระทรวงยุติธรรม สหรัฐอเมริกา นั้น จะรักษาความปลอดภัยประธานาธิบดี รัฐมนตรี และมีอำนาจสืบสวนเรื่องราวที่จะเป็นภัยต่อร่างกาย หรือชีวิตของประธานนาธิบดี หรือรัฐมนตรี เรียกว่าหน่วย S S หรือ Secret Service แต่ไม่มีอำนาจจับกุม เพราะเป็นของอัยการ การที่ไทยกำลังจะให้เจ้าหน้าที่บังคับกฎหมาย (ไทยแลนด์มาร์แซล) ไปอารักขาผู้พิพากษา รักษษอาคารสถานที่ เท่ากับลดชั้นพวกนี้ไปเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือเป็นยาม
ส่วนอำนาจ "การคุ้มครองพยาน" ใช่ ในสหรัฐฯ ต้องเข้าโปรแกรมเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนด คือ เป็นคดีสำคัญอยู่ในความระทึกขวัญของประชาชน อย่างเช่น คดีค้าเฮโรอีนข้ามชาติ ซึ่งปัจจุบันก็เป็นหน้าที่ของกองปราบปราม
ด้านคดีคดีที่มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายกรเทพ วิริยะ หรือชิปปิ้งหมู เสียชีวิตบริเวณถนนทางเข้าหมู่บ้านแสนใจ ต.ศรีคำ อ.แม่จัน จ.เชียงราย นั้น กรณีชิปปิ้งหมู ไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายการคุ้มครองพยานของอเมริกัน เพราะเป็นคดี "อิทธิพลท้องถิ่น" ต้องไปจัดการกับกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น
เพราะฉะนั้น ก่อนที่นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จะตัดสินใจเรื่องหน่วยงานใหม่ ที่เลียนแบบ "ยูเอสมาร์แซล" จะต้องพิจารณาก่อนว่า สหรัฐฯ เขาตั้งยูเอสมาร์แซล เพราะกฎหมายของแต่ละมลรัฐไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละมลรัฐประกาศใช้ข้อกฎหมายของเขาเอง ข้อกฎหมายบางอันเหมือนกัน บางอันไม่เหมือนกัน เขาจำเป็นต้องขจัดความขัดแย้ง เพราะมันหลากหลาย ขณะที่บ้านเรามีเจ้าหน้าที่อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถบังคับให้เดินงานที่เป็นนโยบายของรัฐบาลได้ เพราะมีที่มาจากสถานที่เดียวกันคือโรงเรียนนายร้อยตำรวจ มีการนับรุ่นนับเหล่า เมื่อข้าราชการที่บ่มเพาะมาจากสถานที่เดียวกัน การรับคนจบกฎหมาย มาเป็นตำรวจ แต่คนที่ครอบบนหัวคือตำรวจที่มาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจเท่านั้น จึงพูดกันไม่รู้เรื่องตั้งแต่ต้น
เมื่อทราบปัญหาอย่างนี้แล้ว แทนที่จะตั้งหน่วยงานใหม่ซ้อนขึ้นมา ก็จะต้องไม่สร้างงานที่ซ้ำซ้อน (Try a triple oak tree)
นอกจากนี้ต้องยอมรับความจริงว่า ไม่ต่ำกว่า 50 ปีที่เราไม่เคยเลื่อนตำแหน่งคนตามความสามาารถ มีแต่เด็กฝาก ซึ่งระบบนี้ต้องเลิก แล้วคัดคนตามความสามาถ ฝากไม่ได้ และไม่ควรมีคณะกรรมการมาเลือกสรรเพราะกรรมการจะมาสร้างอิทธิพล เป็นอุปสรรคสำหรับรัฐมนตรีที่จะมาบริหารองค์กร
ดังนั้น แทนที่จะตั้งหน่วยงานใหม่ ตัวรัฐมนตรียุติธรรม ต้องทำ 2 เรื่อง คือ ขจัดคดีอิทธิพลท้องถิ่นให้ได้ และขจัดอิทธิพลในหน่วยราชการให้ได้ ถ้าทำ 2 เรื่องนี้สำเร็จ ไม่ต้องตั้งหน่วยงานใหม่คล้าย ยูเอสมาร์แซล และถ้าตั้งขึ้นมาใหม่เท่ากับเราสู้ 2 อิทธิพลนี้ไม่ได้ จึงต้องตั้งหน่วยใหม่มาสู้อิทธิพลท้องถิ่น และอิทธิพลในส่วนราชการ แสดงให้เห็นว่าสั่งการตำรวจไม่ได้ใช่หรือไม่ และหากการแก้ปัญหาการสั่งการไม่ได้ด้วยการตั้งหน่วยงานใหม่ๆ ข้าราชการประจำโดนนักการเมืองทำแบบนี้บ่อยๆ เขาจะรู้สึกต่อต้านนักการเมือง

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2552

"สุเทพ-สนธิ"บนผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว

หมวดข่าว : วิเคราะห์
โดย กองบรรณาธิการ : TheCityJournal
แหล่งข่าวที่ใกล้ชิด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เปิดเผยว่า พยายามที่จะให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พบปะหารือกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อช่วงค่ำวานนี้ (5 มีนาคม) เพราะไม่ต้องการให้ทั้ง 2 คนนี้เกิดความขัดแย้งกัน
ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ กับแกนนำพันธมิตร เริ่มมีความเห็นที่แตกต่างกันมากขึ้น เพราะพรรคประชาธิปัตย์ นั้น มองว่า ได้อำนาจมาโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีเสียงส.ส.สนุบสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ขณะที่แกนนำพันธมิตร กลับเห็นว่า การชุมนุมต่อเนื่องยาวนาน 193 วัน เป็นผลให้นายกรัฐมนตรี 2 คน คือ นายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นจากตำแหน่ง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ดำเนินการใดๆ เลย จึงเท่ากับพรรคประชาธิปัตย์ ชุบมือเปิด อำนาจ
ดังนั้น นายสนธิ ลิ้มทองกุล จึงเริ่มการทวงบุญคุณจากรัฐบาล ด้วยการผลักดันตำรวจสายพันธมิตร ให้เข้ามาอยู่ในไลน์อำนาจ และต้องการให้จัดการตำรวจสีแดง โดยเฉพาะตำรวจแดงที่ร้ายประชาชนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่หน้ารัฐสภา
อย่างไรก็ตาม จากท่าทีของนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่พูดในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์" ว่า จะดำเนินการกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมที่ผ่านมาให้ชัดเจนใน 1 เดือน ทำให้แกนนำพันธมิตร ไม่พอใจคำพูดดังกล่าว และนายสุเทพ ก็ปฏิเสธที่จะดันตำรวจเสื้อเหลือ เข้ามาอยู่ในไลน์อำนาจ
นี่จึงเป็นปัจจัยทำให้แกนนำพันธมิตร ชิงประกาศตั้งพรรคการเมือง ซึ่งแน่นอนแล้วว่าจะชื่อ พรรคเทียนแห่งธรรม ซึ่งนั่นหมายความว่าจะชิงพื้นที่ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ภาคตะวันออก เรื่อยลงไปถึงภาคใต้ และในกรุงเทพฯ และทันทีที่พันธมิตร ประกาศตั้งพรรค ส.ส.ประชาธิปัตย์ จึงครางฮือว่าหายนะกำลังจะมาเยือนประชาธิปัตย์
แต่ก็ใช่ว่าประชาธิปัตย์ จะไม่มีเครื่องมือต่อรองแกนนำพันธมิตร เพราะต้องไม่ลืมว่าแกนนำพันธมิตร ทุกคนนั้นมีคดีติดตัวทั้งสิ้น อำนาจการเมืองของประชาธิปัตย์ เชื่อมั่นถึงกับออกปากลั่นว่า "ระวังมันจะติดคุกหัวโตทุกคน"
พรรคประชาธิปัตย์ จึงถือว่ามีแต้มต่อที่เหนือกว่าพันธมิตร
แต่คนในพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่อยากให้เกิดการ "แตกหัก" เพราะหายนะจะหนักหน่วงที่สุดในภาวะที่ทักษิณ ชินวัตร เปิดเกมสู้ทั้งในและนอกประเทศ การสร้างศัตรูสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่มีประโยชน์ จะมีแต่โทษและผลเสียกับทั้งพันธมิตร และประชาธิปัตย์
เพราะฉะนั้น หมากเกมนี้จึงต้องดูที่เกมต่อรองผลประโยชน์ระหว่างประชาธิปัตย์ กับแกนนำพันธมิตร ว่าจะลงเอยกันเมื่อไหร่

"อภิสิทธิ์-สุเทพ"ต่างมุมมองแก้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

หมวดข่าว : การเมือง
โดยทีมข่าว : ทำเนียบรัฐบาล
ขณะที่นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าสัปดาห์หน้าจะหารือหน่วยงานแก้กฎหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หยิบประเด็นการบังคับใช้มาแก้ก่อน เพราะที่ผ่านมายอมรับว่ามีปัญหา ยันการแก้ครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อเปลี่ยนมุมมองต่างประเทศ ด้าน"สุเทพ"ค้าน ลั่นรัฐบาลจะไม่ให้ใครล่วงละเมิด และดึงสถาบันมาเป็นเครื่องมือ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า แนวทางการปฏิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเบื้องต้นจะดูที่เรื่องการบังคับใช้ก่อน เพราะคิดว่าที่ผ่านมาปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากการบังคับใช้มากกว่า และคิดว่าในสัปดาห์หน้าจะมีการหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่วนจะมีหน่วยงานใดบ้างนั้นก็กำลังดำเนินแนวทางและคิดอยู่
“ การแก้ครั้งนี้คงเป็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย โดยจะมีการทำความเข้าใจและซักซ้อมกัน ความจริงได้ให้แนวทางกับ ผบ.ตร.ไปบ้างแล้ว แต่ในตัวกฎหมายขณะนี้คนที่เขียนบางทีก็เข้าใจผิดเหมือนเป็นกฎหมายพิเศษ ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของประมวลกฎหมายอาญาความผิดว่าด้วยความมั่นคง ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
ส่วนของการเพิ่มเติมแก้ไขระเบียบที่เกี่ยวข้องนั้น ถ้าจะทำก็ทำให้มีความชัดเจนมากขึ้น เพราะสิ่งที่ตนได้คุยกับผบ.ตร.ก่อนหน้านี้ก็คือให้ท่านเข้าใจประเด็นความห่วงใยจากทุกฝ่าย แต่หากทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติคิดว่ามันจะเป็นปัญหาเพราะไม่มีระเบียบรองรับก็ต้องมาดูกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่าการแก้กฎหมายดังกล่าวเพื่อไม่ให้มีผลต่อมุมมองของต่างประเทศใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ใช่แต่เพื่อความเป็นธรรมที่เกิดขึ้น
ส่วนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ผ่านมานั้น คิดว่าก็ต้องว่ากันอย่างตรงไปตรงมา อย่าลืมว่ามีคดีตั้งมากซึ่งในที่สุดที่ไม่มีการดำเนินการหรือฟ้องร้อง แต่อย่างที่บอกไว้กฎหมายต้องมีเหตุผลในตัวของมันเองชัดเจน ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม มีโครงสร้างในเชิงสถาบันชัดเจน เราคงไม่ได้ทำเรื่องนี้เพื่อต่างชาติ เราต้องดูในแง่ของความเป็นธรรมเท่านั้น
ขณะที่จะมีผลต่อคดีที่เกิดขึ้นก่อนใช่หรือไม่นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ควรจะมี การที่จะนำเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างสำหรับคนที่จงใจทำผิดกฎหมายหรือไปละเมิดสิทธิของคนอื่นหรือไปละเมิดสถาบันโดยอ้างข้อกฎหมายตรงนี้เพื่อพ้นจากความผิดไปคงไม่ได้
ส่วนคดีของนายจักรภพ เพ็ญแข อดีต รมว.ต่างประเทศ ถือว่าล่าช้าเกินไปหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบอัยการเลื่อนไปในวันที่ 29 เม.ย. ก็ถือเป็นความเห็นขององค์กร
ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีหลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นสถาบัน ว่า ยังไม่ได้คุยในเรื่องนี้กับใคร แต่ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง เห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจและหลักชัยของประชาชนและประเทศ ซึ่งมีกฎหมายกำหนดเอาไว้อย่างเคร่งครัดว่า ใครจะลบหลู่ ดูหมิ่น ทำให้เกิดความเสียหายไม่ได้ ดังนั้นถ้าวันนี้ใครมาชวนให้ตนแก้กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตนจะไม่ยอมเด็ดขาด และในฐานะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ก็จะไม่ยอมให้ใครละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ตามจะดูแลไม่ให้คนที่ไม่หวังดีนำสถาบันเป็นเครื่องมือข่มเหงรังแกคนอื่น
เมื่อถามว่าจำเป็นต้องร่างกฎหมายหรือระเบียบเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการใช้กฎหมายหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ถูกต้อง สิ่งที่นายกรัฐมนตรีมีแนวคิดถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะรัฐบาลต้องป้องกันไม่ให้ใครอ้างสถาบันไปใช้รังแกคนอื่น แต่ถ้ามีคนจงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ละเมิดสถาบัน รัฐบาลก็ยอมไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าการดำเนินคดีกับนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำกลุ่ม นปช.ในข้อหาหมิ่นเบื้องสูงดูเหมือนว่าจะล่าช้า นายสุเทพ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปถามผู้ที่เกี่ยวข้อง และต้องระมัดระวังไม่ให้ถูกกล่าวหาว่ารัฐบาลเข้าไปแทรกแซง เมื่อถามว่าการเคลื่อนไหวให้แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการหมิ่นเบื้องสูงจะไปสอดรับกับสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องการหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนได้รับรายงานในลักษณะนั้นเช่นกัน แต่จะติดตามรายละเอียดอีกครั้ง

มติวุฒิฯเห็นชอบ"ปรีชา เลิศกมลมาศ"เลขาฯ ป.ป.ช.คนใหม่

หมวดข่าว : การเมือง
โดยทีมข่าว : รัฐสภา
ที่รัฐสภา วันนี้ (6 มี.ค ที่ประชุม มีมติให้ความเห็นชอบเห็นชอบ นายปรีชา เลิศกมลมาศ อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นเลขาธิการ ป.ป.ช คนใหม่ หลังจากที่ประชุมได้พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้ได้รับการเสนอชื่อของวุฒิสภา และใช้เวลาประชุมลับเพียง 10 นาที ผลการลงมติออกมาด้วยคะแนน 99 เสียงต่อ 3 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง
สำหรับประวัตินาย ปรีชา เกิดวันที่ 16 ก.ย. 2492 ปัจจุบันอายุ 59 ปี จบการศึกษาปริญญาตรีและปริญญาโทจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมรสกับนาง วีณา เลิศกมลมาศ มีบุตร 2 คน ประวัติการทำงาน เริ่มรับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอตรี กิ่งอำเภอกุดจับ อ.เมือง จ.อุดรธานี จากนั้นโอนมารับราชการการที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) จนล่าสุดเป็นรองเลขาธิการป.ป.ช.เมื่อ 1 ต.ค.

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ผวาแดงคอมมิวนิสต์-ศก./"ผู้ใหญ่"ส่งสัญญาน/"ชวน"เจรจารัฐบาลแห่งชาติ/"สุเทพ"ไม่ถอย

@@"หน่วยข่าวลับ" รายงานสถานการณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองการทหาร หลังรัฐบาล"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"นายกรัฐมนตรี ภายใต้การกำกับของ"สุเทพ เทือกสุบรรณ"รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง บริหารประเทศมาได้ ๒ เดือน และกำลังจะมีการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ (๒๗ ก.พ.)ขณะที่กำลังมีความเคลื่อนไหวของม็อบต่อต้านฝ่าย"เสื้อแดง"(๒๔ก.พ.)ที่ขู่จะปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล พร้อมๆกับมีการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ จ.ประจวบฯ ขณะเดียวกันก็มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เดินทางไปพบกับ"พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ฮ่องกง ว่า มีความเคลื่อนไหวจากผลการส่ง"สัญญาณ"จาก"ผู้ใหญ่"คนสำคัญผ่าน"ผู้ใหญ่"ระดับสูงในคณะองคมนตรี ไปยัง"ชวน หลีกภัย"ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่นำมาซึ่งการพบปะพูดคุยระหว่าง"ผู้ใหญ่"ในพรรคประชาธิปัตย์ กับ"ร.ต.ท.เชาวรินทร์ ลัทธศักดิ์ศิริ"แห่งพรรคเพื่อไทย ก่อนมีการออกมาระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมพลิกเกมด้วยการหันมาจับตัวกับพรรคเพื่อไทย ในการตั้งรัฐบาลหลังจากนี้

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า "ผู้ใหญ่"มีความต้องการสกัดไม่ให้สถานการณ์ที่กำลังกัดเซาะทำลายสถาบันระดับสูงของประเทศลุกลามต่อไป หลังจากมีรายงานความเคลื่อนไหวในพื้นที่ภาคเหนือ และอีสาน รวมถึงภาคใต้ตอนบน กับการจัดตั้งกองกำลังของอดีตแนวร่วม"พรรคคอมมิวนิสต์"เดิม โดยใช้ฐานมวลชนของกลุ่ม"เสื้อแดง"ที่เริ่มมีการเกาะตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆทั้งฝ่ายซ้ายวิชาการ ที่มีแนวทางตรงข้ามกับ"ซ้ายศักดินา"ที่พร้อมผนึกตัวกับ"ฝ่ายเสื้อแดง"อีกส่วนหนึ่งที่มีแนวทางการต่อสู้ด้วยเหตุผลการสนับสนุน"ทักษิณ" โดยเนื้อหาสำคัญของการเคลื่อนไหวมีข้อตกลงที่แตกต่างไปจากการเคลื่อนไหวเมื่อครั้งหลัง ๑๙ก.ย.๔๙ ที่มี"ทักษิณ"เข้ามาเป็น"ตัวแปรสนับสนุน"ในด้าน"ทุน"

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ไม่ใช่มีเพียงแต่มวลชนที่อยู่นอกอำนาจรัฐ ที่เป็นประชาชนรากหญ้า และปัญญาชน หากแต่ยังมีการเคลื่อนไหวในหมู่นายทหารในกองทัพจำนวนไม่น้อย ภายใต้การเคลื่อนไหวของ ตท.๑๐ และ ทหารที่ได้รับผลกระทบจากการโยกย้าย รวมถึงที่ได้รับ"อิทธิพล"จาก"ข้อมูล"เกี่ยวกับข้อเท็จจริงในโครงสร้างอำนาจ และสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยที่อยู่ภายใต้"อำนาจ"เหนือ"อำนาจ"ที่กำลังทำให้ผลกระทบของวิกฤติเศรษฐกิจของโลกที่กำลังเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๒ มีความรุนแรงมากขึ้นและยากควบคุม ซึ่งจะทำให้พวกเขาได้รับความเดือดร้อนไปด้วย และรวมถึงกลุ่มนายทหารที่ไม่พอใจกับภาพความตกต่ำเสื่อมเสียของกองทัพจากพฤติกรรมของนายทหารบางส่วนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับผลกระโยชน์ทางการเมืองและมีพฤติกรรมที่หมิ่นเหม่ต่อการทุจริตเรียกรับประโยชน์ ในห้วง คมช.

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า"ผู้ใหญ่"มีความกังวลอย่างมากกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่อาจลุกลามไปยังประชาชนในประเทศและอาจพาลมาสู่สถาบันระดับสูงที่ในระยะหลัง ๑๙ก.ย.๔๙ มีการใส่ข้อมูลด้านลบให้กับประชาชน ทำให้"ผู้ใหญ่"มีการรื้อแนวความคิดเดิมที่จะให้มี"รัฐบาลแห่งชาติ"เกิดขึ้นโดยยังคงมี"กองทัพ"เป็นแบ็คอัพในด้านความมั่นคง ขณะที่มีการเตรียมดึง"เกจิด้านเศรษฐกิจ"ที่เป็น"คนกลาง"ในการเข้าร่วมกันแก้วิกฤติเศรษฐกิจ ที่มีการประเมินแล้วว่ายอดเงินคงคลังที่แท้จริงที่เหลืออยู่นั้นน่าเป็นห่วงโดยเฉพาะเป็นที่แน่ชัดว่าประมาณการจัดเก็บรายได้(ภาษี)จะลดลง ซึ่ง"สัญญาณ"เหล่านี้ทำให้"ผู้ใหญ่"ไม่มั่นใจว่า"อภิสิทธิ์"หรือ"กรณ์ จาติกวณิชย์"รมว.คลัง จะรับมือได้ ซึ่งท่าทีนี้ถูกส่งผ่าน"นายชวน"รวมถึง"พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ"ที่ถูกระบุให้เป็น"ผู้ประสาน"การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ที่มีการส่งสัญญาณเหล่านี้ไปยังแกนนำของพรรคหลายๆคนรวมทั้ง"สุเทพ" โดยมีการระบุว่าสถานการณ์หนักหน่วงเกินไปที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์มาแบกรับโดยเฉพาะประมาณเดือนมิ.ย.๕๒ ที่จะปรากฎภาพที่ชัดเจนในสถานการณ์วิกฤติ ที่ทำให้ในการเดินทางไปเจรจาขอกู้เงิน ๗.๒แสนล้านจากญี่ปุ่น มีข้อสรุปที่รัฐบาลไทยยอมกู้ในอัตราดอกเบี้ย ๓.๗-๓.๘ % ทั้งที่ประเทศอื่นๆกู้เพียงอัตรา ๐.๕-๐.๗ %

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า นอกจากแรงกระเพื่อมที่ทำท่าว่าจะบานปลายดังกล่าวแล้ว "ผู้ใหญ่"ยังมีความกังวลกับข่าวการดำเนินคดีกับบรรดาผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีเนื้อหาหมิ่นต่อสถาบันระดับสูงในห้วง ๒-๓ เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่"ดา ตอปิโด"ไล่มาจนถึง"ใจ อึ๊งภากรณ์"ลูกชายของ"ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์"และลามเลยไปถึงสื่อมวลชนต่างประเทศในประเทศไทย โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับ"นายนิโครลายส์"นักเขียนชายออสเตรเลีย ที่ถูกจับกุมและต้องโทษหมิ่นสถาบัน ที่ทำให้เกิดกระแสโจมตีกระบวนการยุติธรรมของไทยไปทั่วในต่างประเทศโดยเฉพาะในออสเตรเลียและบรรดาประเทศต่างๆรวมถึงส่งผลกระทบต่อทัศนคติของสื่อต่างประเทศต่อสถาบันในประเทศ..โดยเฉพาะยิ่งมีการเคลื่อนไหวทั้งในและนอกประเทศไทยต่อกฎหมายหมิ่นสถาบันในรัฐธรรมนูญผ่าน"ใจ อึ๊งภากรณ์" ซึ่งความกังวลาดังกล่าวนำมาสู่ความเคลื่อนไหวของ"ผู้ใหญ่"สอดรับกันล่าสุดกับข่าวการได้รับพระราชทานอภัยโทษของ"นิโครลายส์"(๑๙ก.พ.)

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าเบื้องหลังกรณีดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการเตรียมจัดประชุมอาเซียนซัมมิทที่หัวหิน(๒๗ก.พ.)และรวมถึงท่าทีจากการเดินทางมาเยือน ๔ ประเทศในอาเซียนของ"ฮิลลาลี คลินตัน"รมว.ต่างประเทศสหรัฐ ที่ไม่มีประเทศไทยอยู่ในรายการเยือน ที่แม้จะมีการประสานจาก"สุรินทร์ พิศสุวรรณ"ในฐานะเลขาธิการอาเซียน ในการพบปะกับ"ฮิลลาลี"ที่พยายามให้"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"นายกรัฐมนตรีของไทยมีโอกาสเดินทางไปในที่อินโดนิเซียในช่วงการเยือน แต่ก็ยังมีแรงเสียดทานผ่านท่าทีของฑูตสหรัฐประจำประเทศไทย ที่เข้าพบ"นายชวน หลีกภัย"ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์แทนที่จะพบ"อภิสิทธิ์"เมื่อ ๒-๓สัปดาห์ก่อน

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าประเด็นที่สหรัฐไม่พอใจประเทศไทย และอาจทำให้ประเทศไทยโดยรัฐบาลปัจจุบัน(อภิสิทธิ์)ต้องพยายามเคลียร์กรณีคดียึดสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง และกรณียึดทำเนียบรัฐบาล พร้อมๆกับกรณี เหตุการณ์ตำรวจสลายการชุมนุม ๗ ตุลาคม ในห้วงเวลาที่มีการประชุมอาเซียนซัมมิท คือ กรณีที่ในช่วงที่มีการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ มีการยึดเครื่องบินสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ของสหรัฐจำนวนหลายลำเพื่อเป็นประกันกับสหรัฐในห้วงเวลานั้น ที่ทำให้ช่วงเวลานั้นทำให้"ประธานาธิบดีบุช"ไม่พอใจ และกองทัพสหรัฐเตรียมที่จะเคลื่อนกองเรือที่ ๗ เข้ามาในประเทศไทยเพื่อกดดัน ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวนำมาซึ่งความกังวลของ"ผู้ใหญ่"และเป็นสาเหตุต่อมาที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีการตัดสินคดียุบพรรคพลังประชาชนอย่างทุลักทุเลจนถูกวิจารณ์อย่างหนัก ทั้งนี้เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความวุ่นวายโดยอาศัยกระบวนการยุติธรรม เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวนำมาซึ่งห้วงเวลานั้นสื่อสัญชาติสหรัฐมีการเคลื่อนไหวโจมตีประเทศไทยอย่างหนัก

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า แม้กระนั้นข้อหารือใน"สัญญาณ"จาก"ผู้ใหญ่"ที่ส่งผ่านไปยัง"ชวน"และ"บัญญัติ บรรทัดฐาน"ก็เห็นด้วย ในการให้รัฐบาลถอยฉากออกจากการรับหน้าเสื่อการแก้วิกฤติเศรษฐกิจโดยให้มี"คนอื่น"(คนนอก)มาคั่นก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ถูกปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามจาก"สุเทพ"ที่มี"ผู้ใหญ่"อีกท่านให้การสนับสนุนมาตั้งแต่ต้น

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าประเด็น เงินบริจาดให้พรรคประชาธิปัตย์ ๒๕๐ ล้านของ"ประชัย เลี่ยวไพรัตน์"แห่งทีพีไอ.นั้นเป็นเรื่องจริงที่รับรู้กันในหมู่แกนนำพรรค โดยเป็นการส่งผ่าน"นิพนธ์ บุญยามณี"รองเลขาธิการพรรค แต่ที่เรื่องนี้แดงออกมาเพราะ มีการเข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงินของทีพีไอ.และพบว่ามีการปลอมเอกสารภาษี กรณีการจ้างบริษัทโฆษณาเมสไซอะของ"สุชาติ สังข์ขาว"ซึ่งเคยร่วมทำธุรกรรมกับ"สุพัฒน์ ธรรมเพชร"และ"ไทกร พลสุวรรณ"มือไม้ของ"สุเทพ เทือกสุบรรณ"ที่ภายหลังม็อบ"ชมรมคนรู้ทันทักษิณ"ที่มี"น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ"และกลุ่มมือไม้ของ"เสธหนั่น"..เครือข่ายของ"สุเทพ"มีความเชื่อมโยงกับ"ประชัย"มากขึ้นผ่านคอนเนคชั่นในกองทัพโดยเฉพาะมีการเชื่อมผ่านไปยังเครือข่ายของทหารบ้านสี่เสาฯ

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่ากรณีเงินดังกล่าวเป็นส่วนผสมระหว่างเรื่องเก่ากับเรื่องใหม่ ที่ทำให้"ประชัย"เองก็ยอมรับกับสื่อว่าเขาเคยบริจาดให้กับพรรคประชาธิปัตย์แต่เป็นห้วงที่รัฐธรรมนูญ ๔๐ บังคับใช้ซึ่งยังทำได้ แต่ความจริงจากหลักฐานของ ดีเอสไอ.ที่พบคือเส้นทางของเงินซึ่งมีมากกว่า ๒๕๐ ล้าน อาจถึงหลัก ๒-๓,๐๐๐ล้าน ที่มีการเคลื่อนไหวในระยะปี ๒๕๔๘-๕๐ ไม่ได้ไปที่ปลายทางเฉพาะกลุ่มธุรกิจโฆษณาที่ทำโฆษณาให้พรรคประชาธิปัตย์ หากแต่มีการโอนไปยังปลายทางบริษัทขนส่ง ที่ไปสอดรับกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการจัดคนเข้ามาชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล และสนามบินสุวรรณภูมิ ในเครือข่ายของ"สุเทพ"ห้วงรัฐบาล"สมัคร"และ"สมชาย"

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า เริ่มมีท่าทีความไม่พอใจจากบรรดาแกนนำในปีกของ"สุเทพ"ที่เคยร่วมแรงร่วมใจกันในห้วงสถานการณ์ต่อสู้กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเฉพาะมีท่าทีจาก"ชำนิ ศักดิเศรษฐ"ที่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ระดมคนไปช่วยแต่ผลสุดท้ายเมื่อมีการตั้งรัฐบาลทั้งที่"สุเทพ"เป็นผู้จัดการทุกอย่างกลับไม่จัดตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ให้กับ"ชำนิ"ตามที่เขาคาดหมาย มีเพียง"วิทยา แก้วภราดัย"ซึ่งก็เป็นอีกหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ ที่ได้รับการตอบแทน ทำให้มีกระแสจากคนใกล้ชิด"ชำนิ"ว่าเขาไม่พอใจอย่างมากและกำลังตัดสินใจที่จะย้ายสังกัดไปอยู่กับ"เสธหนั่น"ต้นสังกัดเดิมของ"บ้านสนามบินน้ำ"ที่พรรคชาติไทย

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า สถานการณ์โดยรวมที่ประเมินแล้วว่าไม่สามารถควบคุมได้กับวิกฤติเศรษฐกิจ ที่มีผลพวงจาก ๒ ปีก่อนซ้ำกับสถานการณ์โลก ทำให้แกนนำระดับอาวุโสของพรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้มีการ"ยุบสภา"หลังจากผลักดันนโยบายประชานิยมได้ผลในระดับต้นๆแล้วโดยอาจใช้สถานการณ์การชุมนุมของม็อบเสื้อแดงและพันธมิตรที่อาจถูกทำให้สถานการณ์บานปลาย เป็นประเด็นอ้างที่ล้างไพ่

ที่มา
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sunnews

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เบื้องหน้าเบื้องหลังโหรวารินทร์ โหรทหาร-การเมือง

หมวดข่าว : สัมภาษณ์พิเศษ

หนังสือ ลับ ลวง พราง ภาคพิสดาร ซึ่งเป็นหนังสือการกุศล ที่มอบรายได้ให้ ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาพระวิหาร และ สมทบทุนสร้างพุทธมณฑลล้านนา จ.เชียงใหม่ ยังสัมภาษณ์เปิดใจ อาจารย์ วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหร คมช. ถึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง การรู้จักกับ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม รวมทั้ง นายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ เจ้าสัวคอมลิ้งค์ ที่ต่อมากลายเป็นศิษย์เอก และทำให้ อาจารย์วารินทร์ กลายเป็น โหรประจำเตรียมทหารรุ่น 6 และ ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จนถึงเป็น โหร คมช.

“ พล.ท.สมศักดิ์ ชุติมันต์ เป็นคนที่ทำให้ผมได้รู้จักกับ พี่แดง พล.อ.สุภาษิต วรศาสตร์ ที่ตอนนั้นยังเป็นพลตรี ที่ได้พาผมไปพบ กับ พล.อ.ประวิตร ตอนนั้น ยังเป็น พลโท ประจำ ถูกแขวนอยู่ ” อาจารย์ วารินทร์ กล่าว

พร้อมเล่าย้อนถึงการไปทำนายดวงชะตาให้ พล.อ.ประวิตร ด้วยว่า ผมมาถึง ผมไปนั่ง ตอนนั้นดูท่านไม่เชื่อผมนะ เพราะผมยังดูยังอ่อนและเด็กๆ ผมนั่งคุยกับท่าน ท่านก็นั่งมองผมเหมือนไม่มีความเชื่อถือ ผมก็นั่งตั้งจิต แล้วบอกว่า จะขึ้นไปเชียงใหม่อาทิตย์หน้านี้ไม่ใช่หรือ ก็ขึ้นไปหาซิ ไม่อยากจะพูด ท่านตกใจเปิดลิ้นชัก เอาหนังสือฉบับหนึ่งมา ผมเพิ่งได้มาเดี๋ยวนี้ ท่านรู้ได้ยังไงว่าผมจะขึ้นเชียงใหม่ จากนั้น เมื่อ พล.อ.ประวิตร ขึ้นมาที่ จ.เชียงใหม่ ก็มาหา อาจารย์ วารินทร์ ที่บ้านหลังเดิม ที่หน้ากองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 อ.แม่ริม

“ ตอนนั้นผมแนะนำไปท่านไปทำบุญแก้กรรม ” อาจารย์ วารินทร์ กล่าว อาจารย์ วารินทร์ เล่าว่า ในปี 2543 พล.อ.ประวิตร มานั่งคุย เพื่อให้เปิดฐานบุญ ตอนนั้นผมเรียกท่านแม่ทัพ แล้วท่านก็ได้เป็นแม่ทัพจริงๆ เป็นแม่ทัพภาค 1 หลังจากที่ พล.อ.ประวิตร นายทหารโสดสนิท ขึ้นเป็นแม่ทัพภาค 1 แล้ว ก็ได้ขึ้นเป็น พลเอก ในตำแหน่ง ผช.ผบ.ทบ.

“ ท่านประวิตร มาหาผม มานั่งคุย แล้วผมบอก ท่านประวิตร ว่า ให้ทำพิธีต่อบุญตรงนี้ ท่านจะได้เป็น ผบ.ทบ. ท่าน ประวิตร นั่ง แล้วก็บอกว่า อาจารย์พูดผิดแล้ว รู้ไหมใครอยู่ข้างบนผม พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ชินวัตร ใครจะย้ายได้ น้องชายเป็นนายกฯ ผมบอกว่า ให้รอดู ”

อาจารย์ วารินทร์ กล่าว โดยได้แนะนำให้ พล.อ.ประวิตร ทำบุญถวายหลวงปู่ฤาษีเกวาลัน หาเงินเข้าวัด “ ท่านประวิตร ก็นั่ง แล้วบอกผมว่า ถ้าได้เป็นจริง อาจารย์เอาอะไร ผมยอม ผมว่าเออ ไม่ต้องยอม ได้อยู่แล้ว ”

อาจารย์ วารินทร์ เล่า “ ความจริง ท่านประวิตร ก็ไม่หวัง แค่อาทิตย์เดียว ท่านก็โทรมา บอกว่า อาจารย์ ชัยสิทธิ์ มีปัญหา ผมมีสิทธิ์ไหม อ้าว...ผมก็บอก แล้วไงว่า จะเป็น ผบ.ทบ. ท่านประวิตร บอกว่า ขอให้ได้เถอะ ท่านก็ไปทำนั่นทำนี่ ตั้งกองกฐิน ที่สุด คำสั่งออก ท่าน ประวิตร ได้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ที่ทำให้ทุกคนฮือฮา ผมไปหาท่านที่ บก.ทบ. ผมเดินเข้าไปที่ห้องทำงานท่าน และแสดงความยินดี โดยผมเอาองค์พญาครุฑไปให้ท่าน ด้วย ” อาจารย์ วาริ นทร์ เล่าอย่างภาคภูมิใจ “ ผมไปที่โต๊ะทำงาน ผบ.ทบ. แล้วบอก ท่านประวิตร ว่า ผมเห็นก่อนที่ท่านจะมานั่งเสียอีก ท่านหัวเราะ ผมมาแค่ยินดี แล้วก็กลับ ”

อาจารย์ วารินทร์ ตบท้าย รวมทั้งเคยทำนายด้วยว่า พล.อ.ประวิตร จะได้เป็น รมว.กลาโหม มาแล้วหลายครั้ง แต่เพิ่งจะมาเป็นจริง ก็ตอนรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ นี่เอง ด้วยเพราะฐานบุญเพิ่งถึง หลังจากที่ พล.อ.ประวิตร ได้ไปทำพิธีบางอย่างเพิ่มเติม เพราะทุกวันนี้ อาจารย์ วารินทร์ กับ พล.อ.ประวิตร ก็ยังสายตรงกันถึงตลอด

ส่วนความสัมพันธ์กับ พล.อ.สนธิ นั้น อาจารย์วารินทร์ เล่าว่า ป้าหล้า นางปิยะดา บุญยรัตกลิน ภริยา และ พล.อ.ปมุข อุทัยฉาย เป็นคนนำพามา “ ตอนที่ ท่านสนธิ เข้ามาหาผม ผมนั่งดูผมเห็นอะไร หลวงปู่ฯบอกผมว่า นี่ไม่ใช่พุทธ นะ ผมก็ดูว่า ท่านมาทำไม ท่านบอกจะมาดูดวง พี่หล้าพามา ผมก็นั่งมอง ท่านทำบุญไมได้ ทุกศาสนาสอนให้ทำบุญ ผมก็สนับสนุนทุกคนให้ทำบุญอยู่แล้ว ผมก็แนะนำท่าน เป็นเรื่องๆๆๆ แล้วก็คุยกัน ผมก็ว่าท่านต้องปฏิบัติอันนั้น แก้นั้นแก้นี่ พี่หล้าก็ไปทำ ”

อาจารย์ วารินทร์ กล่าว “ เวลานั้น ท่านสนธิ เป็นรอง ผบ. นสศ. แต่เป็นแค่ รองคนที่ 3 ส่วน พล.ต.สุรพงษ์ อุทัยฉาย เป็นรองผบ.นสศ.เป็นรอง 1 ก็ลุ้นจะเป็น ผบ.นสศ.อยู่ ”

“ เสร็จแล้ว ท่านโทรมาหาผม บอกว่า อาจารย์ชื่อผมไม่มี ผมก็ยืนยัน บอกท่านเป็น ผบ.นสศ. หลังจากนั้น 2 อาทิตย์ คำสั่งออกมาตูม ท่านสนธิ เป็น ผบ.นสศ. ทุกคนงง ว่ามาได้ยังไง ท่านปัฐวาท (ศรีสุขวงศ์ แห่ง คอมลิ้งค์) ยังยิ้ม แล้วบอกว่า บังได้ขึ้น ผมไม่ได้พูดอะไรมาก ”

อาจารย์ วารินทร์ เล่า ต่อมา อาจารย์ วารินทร์ เล่าว่า เมื่อครั้งที่เขาเดินทางไปที่กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนินนอก ในกรุงเทพฯ เพื่อแสดงความยินดีกับ พล.อ.ประวิตร ที่ได้เป็น ผบ.ทบ. นั้น ส่วน พล.อ.สนธิ ได้ขึ้นจาก ผบ.นสศ. เป็น พลเอก ในตำแหน่ง ผช.ผบ.ทบ.

“ ขากลับ ผมไปเดินพบ ท่านสนธิ เห็นท่านแต่งชุดขาว ผมก็เข้าไปจับมือ ผมบอกว่า ปีหน้าท่านมา ท่านสนธิ จับมือ หัวเราะแหะๆๆ ผมว่าปีหน้า แน่นอน ผมก็เดินออกมา ท่านสนธิ ก็มาส่งผม ”

“ วันที่แตะบ่าเป็นพลเอก เป็น ผช.ผบ.ทบ. แล้วเดินออกมา ตอนที่ผมเห็นท่าน สนธิ ผมบอกว่า ท่านเป็นทหารของพระเจ้าตากสินฯ ความจริงผมเห็นภาพนี้ ตั้งแต่ ท่านเป็น ผบ.นสศ.แล้ว แต่ผมยังไม่กล้าเล่าให้ฟังเพราะผลยังไม่ออก แต่ต่อมาผมบอกว่า ท่านเป็นทหารเอก แล้วจะได้ช่วยเหมือนกับกู้ชาติ ท่านสนธิ หัวเราะ แล้วบอกว่า จะกู้ยังไงก็ชาติเรายังมีอยู่ ”

อาจารย์ วารินทร์ ยังเปิดปมที่ทำให้ พล.อ.สนธิ และ พล.อ.ประวิตร ที่แม้จะเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท. 6 แต่ก็เกิดความบาดหมางกันจนถึงปัจจุบัน อันเป็นข้อมูลที่รู้จากหมอดู เช่น การที่ พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ต้องการให้ พล.อ.สนธิ เป็น ผบ.ทบ.ต่อจากตนเอง แต่เสนอชื่อ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เพื่อนอีกคน เมื่อครั้งที่ พล.อ.ประวิตร เป็น ผบ.ทบ. แล้วจะเกษียณราชการ “ ท่าน ประวิตร มานั่ง แล้วถามผมว่า อาจารย์ ใครจะเป็นต่อผม ผมว่า ท่านสนธิ ท่านประวิตร บอกว่า ผมจะส่งชื่อ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ มีบุญสร้าง เหมือนกัน แต่ไม่ได้เป็น ผบ.ทบ.คงจะได้เป็น ผบ.สส.ในอนาคต ผมบอก สนธิได้ ผมบอกว่าสนธิได้ ”

อาจารย์ วารินทร์ เล่าด้วยว่า ในช่วงนั้น มีชื่อ บิ๊กอู้ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช จะเป็น ผบ.ทบ. “ พอข่าวออกมา ท่านสนธิ โทรมาหาผม บอกว่าผมคงไม่ได้หรอก เขาส่งชื่อ เลิศรัตน์ไปแล้ว ผมบอก เลิศรัตน์ ไม่ได้ คอยดู ” อาจารย์ วารินทร์ ทำนายในเวลานั้น “ พอส่งรายชื่อขึ้นไป ท่านถามว่าไม่มีใครแล้วหรือ ท่าน ประวิตรบอกว่ามี แต่เป็นอิสลาม ไหนเอามาดูสิ ท่านบอกเออ อิสลามก็ยิ่งดี นายกฯก็อยู่ ก็ต้องเอาสนธิ ท่านสนธิ ถึงบอกว่า คนตั้งผมไม่ใช่นายกฯ แต่เป็น...ตั้ง ”

เมื่อประกาศโผแต่งตั้งออกมา พล.อ.สนธิ ได้เป็น ผบ.ทบ.เรียบร้อยแล้ว “ ท่านสนธิ โทรมาบอกผมเองเลยว่า อาจารย์ผมได้เป็นผบ.ทบ.แล้ว ” จากนั้น สิ่งที่อาจารย์ วารินทร์ จำได้ดีก็คือ คำพูดของ พล.อ.สนธิ “ ผมและครอบครัว ยังเหมือนเดิมกับอาจารย์ ในประเทศไทยอาจารย์มีเรื่องอะไรบอกผมได้ ผมถอยมาก้าวหนึ่งท่านเดินเข้ามาหาผมสองก้าว ”

รวมทั้งเบื้องหลัง การเป็น ผบ.ทร. ของ บิ๊กอุ๊ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ที่ในช่วงเวลานั้น อาจารย์ วารินทร์ ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อพบกับ พล.อ.สนธิ ที่ในเวลานั้น ยังได้พบกับ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เพื่อน ตท. 6 ของ พล.อ.สนธิ ด้วย ที่ตอนนั้นยังเป็น รองผบ.สส. ที่ถูกเตะออกมาจากกองทัพเรือ “ ท่านสถิรพันธุ์เดินมา ผมนั่งมอง รองผบ.สส. ท่านบอกว่า อยากเป็น ผบ.ทร. ท่านพูดตรงๆ ผมก็บอกไปทำตรงนั้นตรงนี้ ให้ลูกชายไปบวช พอฐานบุญเปิดแล้ว ผมก็แสดงความยินดีกับท่าน ว่าได้เป็นแน่ ในช่วงนั้น พี่ติ๋ว (พรเพ็ญ ภริยา พล.ร.อ.สถิรพันธุ์) โทรหาผมตลอด บอกอาจารย์ชื่อหลุดแล้ว ผมบอกว่าไม่หลุด ให้ไปเติมบุญ ไปทำบุญตรงนั้น แล้วคำสั่งออก พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ ข้ามห้วยกลับมาเป็น ผบ.ทร. ” อาจารย์ วารินทร์ เผยความลับ

ไม่แค่นั้น อาจารย์ วารินทร์ ยังเคยดูดวงชะตาให้กับ บิ๊กต๋อย พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ว่าจะได้เป็น ผบ.ทอ.ด้วย ที่สำคัญ แคนดิเดทในเวลานั้น ต่างวิ่งเข้าหา โหรผู้นี้กันหมด ในช่วงนั้น ทั้ง พล.อ.อ.ระเด่น พึ่งพักตร์ และ บิ๊กเจี๊ยบ พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี มาให้ดูดวงชะตาให้ “ ตอนนั้นผมบอก ท่านระเด่น พึ่งพักตร์ มีปัญหา ส่วน ท่าน ธเรศ ปุณศรี ผมนั่งดู ไม่ได้ทั้งสองคน กลายเป็น ท่านชลิต ”

แต่ทั้งหมดนี้เป็นการสะท้อนว่า อาจารย์ วารินทร์ มีความรู้จักสนิทสนมใกล้ชิด และเป็นที่ปรึกษาด้านโหราศาสตร์ให้กับ นายทหารแห่ง ตท. 6 มานานแล้ว จึงไม่แปลกที่ เมื่อ ตท. 6 จะก่อการยึดอำนาจ อาจารย์ วารินทร์ ก็ต้องคอยตรวจเรื่องดวงชะตาให้ แล้วกลายเป็น โหร คมช. ในที่สุด.. รวมทั้งเบื้องหลังการหาฤกษ์ปฏิวัติ 19 ก.ย. 2549 จากปาก โหรวารินทร์ ที่ไม่เคยเปิดเผยอย่างละเอียดยิบที่ไหนมาก่อน “ ตอนเดือนมกราคม และกุมภาพันธ์ ผมมองเห็นการปฏิวัติ แล้วผมก็โทรคุยกับ พล.อ.สนธิ ผมบอกว่าที่ผมพูดเรื่องท่านเคยเป็น ทหารเอก ของพระเจ้าตากสินฯ เป็นเรื่องจริง ต้องกู้ชาติ ท่าน สนธิ บอก ผมคนเดียวไปทำอะไรได้ แต่ผมบอกว่า ผมเห็นภาพ มันเป็นทหาร ผมพูดแล้ว ท่านบอกว่า คอยดู ”

ในเวลานั้น พล.อ.สนธิ มีแนวคิดที่จะก่อการยึดอำนาจอยู่บ้างแล้ว “ ผมนั่งคุยกับท่าน สนธิหลายครั้ง ท่านบอกว่า โทษประหาร เป็นกบฏนะ แต่ผมบอกว่า ผมเห็นท่านปฏิวัติ ท่านมองหน้าผมยิ้มๆ บอกว่าดูๆไป ” อาจารย์ วารินทร์ เล่า

ในช่วงนั้น พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. ก็มาหา อาจารย์ วารินทร์ “ ท่านชลิตมาหาผม ผมบอกว่า ท่านเตรียมตัว ผมเห็นการปฏิวัติของ พล.อ.สนธิ ท่าน ชลิต ยังบอกว่า ถ้า พี่ธิ เอา ผมเอา ผมเต็มร้อย ” อาจารย์ วารินทร์ เล่าเบื้องหลัง “ ผมถามว่า บอก พล.ต.อ.โกวิท (วัฒนะ ผบ.ตร.) หรือยัง ท่านสนธิ บอกว่า ผมได้แต่คุย แต่ไมมีโอกาส ไม่เป็นไรช่างมันเถอะ เราเอามันก็เอา ท่านสนธิ ว่า ”

อาจารย์ วารินทร์ เล่าด้วยว่า ก่อนหน้านั้น ป้าหล้า นางปิยะดา บุญยรัตกลิน ภริยา จะเดินทางไปประเทศจีน ที่สำคัญ เป็นช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่อยู่ เดินทางไปต่างประเทศ “ ท่านสนธิ โทรมาถามอีกว่า ช่วงนี้ดีไหม อาจารย์ยังเห็นภาพเดิมหรือเปล่า ผมบอกผมเห็นผมเห็น และบอกว่าไม่จำเป็น อาจารย์ ก็อย่าเพิ่งลงมา กรุงเทพฯ ”

แต่ทว่า ในวันที่ 18 ก.ย. 2549 อาจารย์ วารินทร์ คงตื่นเต้นและลุ้นไม่น้อย อยากที่จะมาช่วยอย่างใกล้ชิด จึงได้เดินทางมากรุงเทพฯ ในหนังสือเล่มนี้ ยังเปิดเผย เบื้องหลังการตั้งพรรครักชาติ ที่เคยถูกมองว่าเป็น พรรค คมช. ซึ่งมี อาจารย์ วารินทร์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งกับ พล.อ.สนธิ และ ร.อ.ขจิต หัพนานนท์ ลูกศิษย์ แต่ที่สุดก็ต้องล้มเหลว

นอกจากนี้ ยังมีเรื่อง ดวงชะตาของ บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่มีบุญบารมีถึงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี จากหมอดูหลายคน รวมทั้ง โหรเก่งกาจ จงใจพระ อดีตโหร รสช. และ อ.วารินทร์ ระบุว่า ในชาติก่อนก็คือ ทหารเอกพระเจ้าตากสินฯ และ แผนการดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสธ.ทบ.ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ค้ำราชบัลลังก์ เพื่อเตรียมรับวิกฤติในอนาคตอันใกล้ และเสียงทักท้วง เรื่องอาถรรพ์ เก้าอี้ ผบ.ทบ. ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องระวัง

“ลับ ลวง พราง ภาคพิสดาร” : “ทักษิณ-สนธิ ลิ้ม” ดิจิตอลขมังเวทย์

หมวดข่าว : วิเคราะห์

วาสนา นาน่วม เขียนหนังสือการกุศลเพื่อทหาร ชายแดนภาคใต้ เขาพระวิหาร และสมทบทุนสร้างพุทธมณฑลล้านนา จ.เชียงใหม่ ชื่อ "ลับ ลวง พราง ภาค" โดยได้ ขนานนาม "ทักษิณ-สนธิ ลิ้ม ดิจิตอลขมังเวทย์ และบทบาท "หมอผีเขมร ของ เนวิน ก่อนเนรคุณ "นาย" หนังสือนี้ยังได้เปิดปมสงครามไสยศาสตร์-ความเชื่อ / "ทักษิณ-ตากสิน" กับข้อหานิยมประธานาธิบดี-ล้มล้างระบอบ โยงความเชื่อ ชาติภพก่อน "พระเจ้าตากสิน "/เบื้องหลังการปฏิวัติ ล้มระบอบทักษิณ พิธีกรรมที่วัดอรุณฯ-ดอยสุเทพฯ/เปิดการล้มแผนแก้กรรม-สะเดาะเคราะห์ของ "ทักษิณ ก่อนกลายเป็นผู้ร้ายถูกออกหมายจับ

ในหนังสือที่มีจำนวน 303 หน้า จำนวน 35 ตอน

หนังสือ “ ลับ ลวง พราง ภาคพิสดาร ” ไสยศาสตร์ปฏิวัติ อวิชชาธิปไตย ” เปิดปมมนต์ดำสาเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องโดนปฏิวัติล้มล้างอำนาจ นอกจากพฤติกรรมเหลิงอำนาจ และวางตัวไม่เหมาะสมแล้ว ยังมีสาเหตุหนึ่งมาจากความเชื่อที่ว่า เขาคือ พระเจ้าตากสินฯ กลับชาติมาเกิด อันเป็นความเชื่อตามตำนานและประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจ เมื่อเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ซึ่งเคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาก่อน แต่ที่สุดเมื่อทรงขึ้นครองราชย์ เป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ต้นราชวงศ์จักรี ได้มีการประหารพระเจ้าตากสินฯ ซึ่งโดนกล่าวหาว่า "สติวิปลาสฟั่นเฟือน" และถูกทุบด้วยท่อนจันทน์ จนนำมาซึ่งตำนาน "คำสาป "ของพระเจ้าตากสินฯ ก่อนสวรรคต จนทำให้มีการโยงกับแนวคิดเรื่องการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือแนวคิดเรื่องประธานาธิบดี นั่นเอง

แต่กระนั้น ก็ยังรวบรวมความเชื่อและตำนานเรื่องพระเจ้าตากสินฯ ที่ลบล้างความขัดแย้งกับ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ที่ว่าพระองค์ทรงรู้เห็นให้พระเจ้าตากสินฯ หนีไป โดยมีนายทหารใกล้ชิดที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนพระเจ้าตากสินฯ ยอมถูกประหารแทน และมีทหารเอก 10 คน ได้นำพระเจ้าตากสินฯ หนีไปยังภาคใต้ จนเป็นตำนานของ วัดเขาขุนพนม จ.นครศรีธรรมราช ที่พระองค์ทรงไปบวช แล้วละสังขาร ก่อนที่ทหารที่ตามฆ่าพระองค์จะมาถึง

นี่เองที่ว่าเพราะเหตุใด พ.ต.ท.ทักษิณ กำหนดต้องไปทำพิธีบวงสรวง เป็นวัดที่ 99 วัดสุดท้ายในการเดินสายทำบุญสะเดาะเคราะห์แก้กรรม หลังจากที่กลับประเทศ ครั้งล่าสุดเมื่อ 28 ก.พ. 2551 แต่ก็มีอันไม่ได้ไปทำพิธี แต่มีนายสมชาย และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว ไปทำพิธีแทน


วาสนา นาน่วม ออกตัวไว้ในหนังสือการกุศลเล่มนี้ว่า

"ไม่ต้องการลบหลู่ความเชื่อของคนที่เคารพรักบูชาพระเจ้าตากสิน แต่แค่ต้องการสะท้อนความเชื่อในอีกมุมหนึ่งที่ถูกลากโยงไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เพื่อหวังเป็นจิ๊กซอว์ต่อเติมความเข้าใจเบื้องหลังเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง ที่อาจขาดหายเว้นวรรคไป เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจภาพรวม และสะท้อนให้เห็นว่า นอกจากจะเป็นการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจกันแล้ว ยังมีการต่อสู้ทางไสยศาสตร์ อันเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาวุ่นๆ ที่เกิดขึ้นด้วยนั่นเอง และปรากฏชัดถึง การทำสงครามไสยศาสตร์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยมี นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ เป็นตัวแทน ในการต่อสู้เพื่อแก้มนต์ดำที่ครอบการเมืองไทย ที่บางเรื่องดูมีน้ำหนัก แต่หลายเรื่องก็กลายเป็นความเข้าใจผิด เพราะหลงอยู่ในศึกไสยศาสตร์"
หนังสือมีการหยิบยก กรณีที่ นายสนธิ เปิดศึกไสยศาสตร์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งการแฉเรื่องพิธีในวัดพระแก้ว การทุบพระพรหมเอราวัณ การทำลายปราสาทหินพนมรุ้ง การทำพิธีที่พระพรหมที่ทำเนียบรัฐบาล การสร้างพระหน้าเหลี่ยม หรือความเชื่อเรื่อง เป็นกษัตริย์พม่า ที่มีรูปวาดหน้าตาเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้ง พฤติกรรมความเชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ในเรื่องโชคลาง โชคชะตาและการถือเคล็ดๆ ต่าง โดยเฉพาะหลังถูกปฏิวัติและกลับเมืองไทย ที่ต้องเร่งทำบุญสะเดาะเคราะห์ เพื่อหวังพ้นคดีและกลับมาครองอำนาจอีกครั้ง

แต่สุดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็พ่ายแพ้ทั้งสองศึก ต้องกลายเป็นคนไม่มีแผ่นดินอยู่ เร่ร่อน ด้วยวิบากกรรมยังไม่จบสิ้น หากแต่ความแค้น ทำให้เขาประกาศต่อสู้ทวงคืนอำนาจ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม

รวมทั้งเป็นการวิเคราะห์ความเกี่ยวโยงระหว่าง ความเชื่อของฝ่ายตรงข้ามที่เป็นคนในระดับสูง จนถึงระดับปฏิบัติการ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ กับชาติปางก่อนที่เคยเป็น พระเจ้าตากสิน กับเหตุจูงใจในการปฏิวัติล้มระบอบทักษิณ หรือไม่ และเปิดเผยข้อมูลบางอย่าง ที่ทำให้มีน้ำหนักเชื่อมโยง ทั้งการที่มีคนบางกลุ่ม และบิ๊กทหารบางคนไปทำพิธีที่วัดอรุณราชวราราม ที่อยู่ติดกับ พระราชวังเดิมของพระเจ้าตากฯ ที่กองทัพเรือ ก่อนที่จะมีการปฏิวัติ
ในจำนวนนี้ สายข่าวฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รายงานให้ พ.ต.ท.ทักษิณ รับทราบ นั้น มีการพาดพิง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผอ.รมน. ที่ในอดีตเคยอยู่ฝ่ายคณะปฏิวัติ และเคยโดนกล่าวหาในคดีคาร์บอมบ์ ลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ แต่อย่างไรก็ตาม พล.อ.พัลลภ ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ไม่เคยมีความเชื่อดังกล่าว และตนเองเป็นนักรบ ไม่เคยยุ่งเกี่ยวในเรื่องพิธีกรรมไสยศาสตร์ใดๆ “ ผมไม่เคยเล่นเรื่องแบบนี้ ”
หรือแม้แต่ ข่าวลือในเมืองเหนือ ถึงพิธีเชือดไก่ บนดอยสุเทพฯ ที่ไม่มีใครรู้ว่า จริงหรือไม่ แล้วใครเป็นคนลงมือทำพิธี แต่ก็มีความพยายามจะโยงกับการแก้เคล็ดไสยศาสตร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยนั่นเอง
ในหนังสือ มีการยกตัวอย่าง ความเชื่อดังกล่าว เช่น ทั้งการเปรียบเทียบ พระเจ้าตากสินฯ เป็นสามัญชนเชื้อสายจีน ที่นำกู้ชาติสำเร็จและ “ ปราบดาภิเษก ” ขึ้นเป็นกษัตริย์ และ การเขียนชื่อ THAKSIN เป็น TAKSIN หรือ แม้แต่ ในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มีผู้กำกับชื่อดัง มีแผนที่จะสร้างภาพยนตร์เรื่อง “ พระเจ้าตากสินฯ ” ที่จะให้ โอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร เป็นผู้แสดง หรือแม้แต่การที่ เสธ.แดง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิทบ. ทำการฝึกกองกำลังให้กลุ่มเสื้อแดง ที่ใช้ชื่อว่า “ นักรบพระเจ้าตากฯ ” ที่แม้ว่า พล.ต.ขัตติยะ จะออกตัวว่า ไม่เกี่ยวกับความเชื่อนี้ก็ตาม
พ.ต.ท.ทักษิณ เอง เดิมไม่เชื่อเรื่องชาติภพก่อนจะเป็นพระเจ้าตากสินฯ เพราะเป็นที่เคารพเชื่อถือของผู้คนมากมาย ซึ่งในจำนวนนี้ อาจไม่ชอบเขา แต่เมื่อมีหมอดูหลายสำนักและพระครู ทายทัก เขาจึงเริ่มเชื่อและโยงใยเรื่องต่างๆ จนเขาต้องไปทำพิธีที่วัดเขาขุนพนม
ในหนังสือ ยังโยงถึงการที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งก็มีความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ และภายหลังปรากฏชัดในภาพของ ศาสดาจากกรณีเรื่อง การพรมน้ำมนต์ในทำเนียบฯ เรื่องผ้าอนามัยที่ลานพระรูปทรงม้าฯ ได้เคยมีการเปิดประเด็น โจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนจะปฏิวัติ แล้วไปทำพิธีทำบุญประเทศในวัดพระศรีรัตนศาสดารามและปราสาทพระเทพบิดร ซึ่งถูกมองว่า เป็นการ “ ปราบดาภิเษก ”
บนเวทีพันธมิตรฯ นายสนธิ ได้เผยเบื้องหลังในเชิงไสยศาสตร์ว่า การกระทำนี้ เป็นเคล็ดเพื่อเทียบเสมอพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง โดยอ้างว่า ในวันนั้นมีการดึงหินที่อยู่ด้านหลังขององค์พระแก้วมรกตลงมาก้อนหนึ่ง โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า ที่ด้านหลังองค์พระแก้วมรกตนั้น มีก้อนหินอยู่จริงหรือไม่
“ พระแก้วมรกต ที่มีการดึงหินก้อนหนึ่งออกมา เพราะมีคนใจชั่ว ร่วมกับคนบางคนในสำนักพระราชวัง ให้หมอเขมรเข้าไปแกะหินก้อนนี้ออกมา หินก้อนนี้ทำหน้าที่ส่งพลังออกมา ” นายสนธิ กล่าว
นายสนธิ ยังจุดประกายความคิดให้คนไทย ได้ฉุกคิดว่า เหตุการณ์ทุบทำลาย พระพรหม เมื่อ ตี 1 วันที่ 21 มีนาคม 2549 นั้นไม่ใช่อุบัติเหตุ หรือเป็นเรื่องธรรมดา หากแต่ผ่านการวางแผน และเป็นพิธี ฝังรูปฝังรอย


นายสนธิ ระบุด้วยว่า หาใช่แค่การทุบพระพรหมเอราวัณ แต่มีการทุบพระพรหมที่ตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งกรณีทุบพระพรหมเอราวัณวันนั้น คนทุบที่บอกว่าเป็นคนบ้า ก็ถูกฆ่าตายอย่างปริศนาแล้วก็เงียบหายไปเลย ท่ามกลางเสียงร่ำลือกันว่า เส้นผมและดวงชะตาของ พ.ต.ท.ทักษิณ นำไปใส่ไว้ใต้ฐาน พระพรหมองค์ใหม่นั้น เพื่อให้ดวงเมือง และดวงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชงกันไปตลอด นั่นเอง แต่ในเวลานั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบโต้เสียงวิจารณ์ต่างๆ ว่า “ อันนั้นนั่นเสียสติ ”
หรือแม้แต่การโยงเหตุการณ์มีผู้ทุบทำลาย ปราสาทหินพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์ และพิธีกรรมที่ วัดบางละมุง จ.ชลบุรี ที่ นายสนธิ พยายามชี้โยงให้ การทำพิธีไสยศาสตร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อย่างแทบไม่น่าเชื่อ
“ พระเจ้าตากสินทรงปลูกต้นสนใหญ่ต้นหนึ่งเพื่อเป็นหลักของชาติไว้ที่วัดบางละมุง ขณะเดียวกันได้หล่อพระศรีอารยเมตรัย เพื่อเป็นหลักธรรม ตั้งตรงกัน แต่ปรากฎว่าเมื่อปี 2544 ได้มีการเปลี่ยนแปลง โดยการสร้างพระขึ้นมาใหม่เรียกว่า “ พระชินวัตรมุนี ” หน้าเหลี่ยมมาวางเอาไว้คั่นกลางระหว่าง พระศรีอารยเมตรัย กับ ต้นสน เพื่อทำลายความศักดิ์สิทธิ์หลักของชาติและหลักของศาสนา แล้วก็ส่งความศักดิ์สิทธิ์ให้ พระชินวัตรมุนี ซึ่งหน้าเหมือนคนหน้าเหลี่ยม เป็นการทำเพื่อเอาเคล็ด เพื่อให้พระศรีอารย์ฯ ส่งพลังเข้า พระชินวัตรมุนี ขณะเดียวกันได้นำ พระแก้วมรกตจำลอง ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของพระมหากษัตริย์มาวางไว้ข้างล่างให้ต่ำกว่า พระชินวัตรมุนี มีเจตนาทำเป็นเคล็ดให้เหมือนที่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่ด้านข้างสองข้างของพระแก้วมรกต จะ มีพระพุทธรูปปางห้ามญาติ อยู่ซ้าย และปางห้ามสมุทร อยู่ขวา โดย พระแก้วมรกตต้องวางไว้สูงสุด ซึ่งถูกวางประจำในวัดประจำพระราชวงศ์จักรี เป็นเจตนาที่เอาหลักชาติ คือต้นสน มาสกัดหลักเมือง โดยมี พระชินวัตรมุนี ซึ่งทรงพลังสูงสุดในชาติแทนพระแก้วมรกต
นายสนธิ ยังชี้ให้เห็นว่า การหล่อพระพุทธรูปชินวัตรมุนีองค์ใหญ่ขึ้นมาและวางตรงนั้น เพื่อรับพลังจากหลักชาติ และฐานของพระพุทธรูป ดังกล่าวยังหล่อเป็นรูปนักการเมืองหลายคน เพื่อเป็นหลักคำชูให้ พระชินวัตรมุนี
ทั้งๆที่เป็นเรื่องของอารมณ์ขันทางการเมืองของศิลปินผู้ก่อสร้าง แต่ นายสนธิ ก็ปลุกกลุ่มพันธมิตรฯชลบุรี ให้ไปที่วัดนี้เพื่อให้ทุบทำลาย ฐานพระรูปที่มีรูปนักการเมืองคนสำคัญ รวมทั้ง บางรูปปั้นที่สวมแว่นตา ที่ นายสนธิ เชื่อว่า เป็นคนสำคัญของประเทศ แต่ ช่างผู้ปั้น ระบุว่า คือ นาย บัญญัติ บันทัดฐาน ก็ตามที
ในหนังสือเล่มนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงการเป็น 2 ดิจิตอลขมังเวทย์ ของ ทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และ นายสนธิ ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์อย่างมาก แถมที่มีปรึกษา อย่าง หมอผีเขมร นายเนวิน ชิดชอบ ในเวลานั้นด้วย ส่วน นายสนธิ มองว่า ตัวเองรู้ทันกลเกมไสยศาสตร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และเป็นตัวแทนในการต่อสู้ในสงครามไสยศาสตร์เพื่อล้างมนต์ดำที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำเอาไวเพื่อหวังที่ต้องการครองอำนาจครองประเทศไปตลอด ทั้งการแก้เคล็ดที่ พระพรหมบนตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล ที่เขาระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้พาหมอผีเขมรมาทำพิธีและขึ้นนั่งคร่อม จนเมื่อ กลุ่มพันธมิตร มายึดทำเนียบฯ ก็นำผ้าดำมาคลุมสี่ทิศ และนำขึ้ผึ้งและทองคำเปลวมาปิดพระเนตรเอาไว้เพื่อแก้เคล็ด
แต่ได้มีการรวบรวมความเชื่อของทหารเรือ ในตำนานพระเจ้าตากสินฯ และสัมภาษณ์ โหรดังฝ่ายทหาร ทั้ง อาจารย์ วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหร คมช. และ นายเก่งกาจ จงใจพระ อดีตโหร รสช. ที่เชื่อแย้งว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่พระเจ้าตากสินฯกลับชาติมาเกิด และเชื่อว่า พระองค์ท่าน ได้กลายเป็น พระสยามเทวาธิราช ที่คอยปกป้องดูแลชาติบ้านเมืองแล้ว ไม่ได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกแล้ว
รวมทั้ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. ที่ก็ยอมรับว่า สับสน ไม่มั่นใจว่าจะเชื่ออย่างไร เพราะตนเองก็ได้ยินเรื่องที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ในชาติภาพก่อน เป็นพระเจ้าตากสินฯ แต่เมื่อ อาจารย์ วารินทร์ เห็นในนิมิตว่า พล.อ.สนธิ ในชาติภพก่อนคือ ทหารเอกพระเจ้าตากสินฯ ที่ต้องมากู้ชาติในชาตินี้
“ ถ้าผมเป็นทหารเอกพระเจ้าตากสินฯ ผมก็ต้องอยู่ฝ่าย นายกฯทักษิณ แล้วผมจะอยู่ข้างไหน ผมก็ต้องกู้ชาติ ” พล.อ.สนธิ กล่าวด้วยความสับสน แต่ที่สุดเขาก็ต้องสลัดตัวเองจากเรื่องตำนานความเชื่อ แล้วปฏิวัติล้มอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ คนที่เขาเชื่อว่า มีแนวคิดในการล้มล้างระบอบฯ
นอกจากนั้น หนังสือเล่มนี้ ยังระบุถึงอีกความเชื่อที่ว่า ในชาติภพหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เคยเกิดเป็นกษัตริย์พม่า ซึ่งเคยก่อกรรมกับคนไทย ในสมัยอยุธยาไว้ จนทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องไปแก้กรรมที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อครั้งที่กลับมาเมืองไทย หลังการปฏิวัติ โดยมีการโยงกับ สายสัมพันธ์ที่ดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ กับผู้นำทหารพม่า ในเชิงประโยชน์ทั้งการปล่อยเงินกู้ 4 พันล้าน และการทำธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมกับพม่า
รวมทั้ง เปิดแผนการช่วยฟื้นชีพ พ.ต.ท.ทักษิณ ในช่วงหลังปฏิวัติเรื่อยมา ทั้งการที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เคยประสานผ่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เพื่อขอให้ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. ในเวลานั้น ทำพิธีทำบุญถวายในหลวง “ มหาสังฆทาน รวมพลังไทยเพื่อพ่อของแผ่นดิน ”
ที่หากมองผิวเผินแล้ว จะไม่มีใครหยั่งรู้หรือฉุกคิดเลยว่า เบื้องหน้าเบื้องหลังของงานบุญมหากุศลครั้งนี้ เป็นเรื่องไม่ธรรมดา และเกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนจะถึงวันเกิดของ 26 ก.ค.ของ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกด้วย
เพราะในแง่รูปแบบของงานบุญนี้ ก็ค่อนข้างแปลก ตั้งแต่ การทำบุญตักบาตร์ พระสงฆ์ 999+9 รูป จากวัดประจำรัชกาลที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่จะทำพิธีกันตั้งแต่ หกโมงเช้า ถึง แปด โมงเช้าของวันที่ 20 ก.ค. 2551 และในเวลา 6 โมงเย็น จนถึง 6 โมงเช้า ของวันที่ 21 ก.ค. ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ที่คาดว่าจะมีคนไทยร่วมงานราว 1 แสนคน ที่จะกึกก้องด้วยเสียงบทสวดคาถาชินบัญชร
หรืออีกนัยหนึ่งเสมือนเป็นพิธีการทำบุญประเทศ เพราะจุดหมายคือ ทำบุญให้กับประเทศ มีปัญหาความแตกแยกสามัคคี ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และวิกฤติเศรษฐกิจ
แต่พิธีนี้ ถูกนายสนธิ โจมตีเสียก่อนจนต้องยกเลิกไป ที่ไม่มีใครคาดคิดว่า จะเกี่ยวข้องกับแผนการ อาศัยดวงชะตาบุญบารมีของ แม่ทัพนายกองในกองทัพ มาช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีหมอดูพม่า ทายทักว่า หลังเกิดพายุนาร์กีสที่ทำให้ชาวพม่าเสียชีวิตจำนวนมากและกระทบต่อความมั่นคงของเจดีย์ชเวดากอง จนต้องให้มีการทำพิธีนี้ แต่ถูกสกัดกั้นเสียก่อน จนทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่พ้นบ่วงกรรม

ครม.ต่างตอบแทนดันแกนนำพธม.รุ่น2ผงาดผช.รมต.

หมวดข่าว : การเมือง
โดยทีมข่าว : ทำเนียบรัฐบาล

ครม.เตรียมอนุมัติ กก.ผู้ช่วยรัฐมนตรี ตบรางวัลแกนนำพันธมิตรรุ่น 2 “ สำราญ รอดเพชร ” นั่งกก.ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนาธรรม ส่วนสายทศวรรษใหม่ หักสายผลัดใบ ส่ง“ ยุทธพงษ์ จรัสเสถียร ” เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีวิทยาศาสตร์

การประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันพรุ่งนี้ (10 ก.พ. ) มีวาระที่น่าสนใจคือ การเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี เข้าเป็นวาระจร ภายหลังจากที่นายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือ เพื่อขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อกำหนดเป็นตำแหน่งที่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งล่าสุด ป.ป.ช.มีมติกำหนดให้ตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. เนื่องจาก ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 40 ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งประกอบด้วย

1.นายยุพ นานา เป็นกรรมผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน (นายไพฑูรย์ แก้วทอง)

2.นายสำราญ รอดเพชร แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยรุ่นที่ 2 กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม (นายธีระ สลักเพชร)

ก่อนหน้านี้แกนนำพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นนายประพันธ์ คูณมี ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์

นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ เป็นที่ปรึกษานายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข

3.นางนวลพรรณ ล่ำซ่ำ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงพาณิชย์ (นายอลงกรณ์ พลบุตร)

4.น.ส.ศุภลักษณ์ ตั้งจิตศิลป์ เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม (นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค)

5.นายพนิช วิกิจเศรษฐ์ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายกษิต ภิรมย์)

6.นายยุทธพงษ์ จรัสเสถียร .อดีต ส.ส.มหาสารคาม ที่ยื่นให้เรื่องให้ปปช.ตรวจสอบคดีทุจริตเรื่อ-รถดับเพลิงของกทม.หรือ นายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ เป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ (คุณหญิงกัลยา โสภณพณิช)

7.นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายวิทยา แก้วภราดัย)

จากรายชื่อดังกล่าว ในพรรคประชาธิปัตย์ได้เกิดความเห็นไม่ลงรอยกัน กรณีมีการเสนอชื่อ นายยุทธพงษ์ เข้ามาเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยได้สร้างความไม่พอใจให้กับแกนนำพรรคสายผลัดใบ เป็นอย่างมากเนื่องจาก นายยุทธพงษ์ เป็นสายใกล้ชิดกับกลุ่มทศวรรษใหม่ เนื่องจากเป็นต้นเหตุให้ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่ากทม.ต้องหลุดจากเก้าอี้ โดยมีความเป็นไปได้สูงว่าหาก นายยุทธพงษ์ ไม่ได้กรรมการผู้ช่วยรมว.วิทยาศาสตร์ ก็จะให้เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายถาวร เสนเนียม ) แต่ทั้งนี้ ต้องรอการตัดสินใจของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อีกครั้ง

การเสนอรายชื่อกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จะไม่เสนอครบตาจำนวนรัฐมนตรี แต่จะเสนอเฉพาะกระทรวงที่มีความจำเป็นเท่านั้นโดยจะเน้นในเรื่องเศรษฐกิจ ต่างประเทศ และด้านสังคมเป็นหลัก โดยการเสนอรายชื่อกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์กำหนดไว้สองทางคือ ให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นผู้เสนอชื่อขึ้นมาเอง พร้อมกับระบุเหตุผลและความจำเป็นในการแต่งตั้งเข้าช่วยงาน และให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้พิจารณาตัวบุคคลอีกครั้งตามความเหมาะสม

ส.ว.นัดถก3ฝ่ายหาทางออก'เอเน็ต'แฉสกอ.แก้หลักฐานย้อนหลัง

หมวดข่าว : การศึกษา
โดยทีมข่าว : การศึกษา
กมธ.สิทธมนุษยชน ส.ว.นัดถกวันนี้ไกล่เกลี่ยหาทางออกนักเรียนที่พลาดสอบเอเน็ต เตรียมเปิดข้อมูลเด็ดสกอ.แก้ประกาศย้อนหลัง ยุส่งเด็ก 1 แสนคนที่เกิดความผิดพลาดในรอบ 3 ปี ฟ้องศาลกรณีเลิกระบบเอเน็ต ท้าถ้าเอเน็ตดีจริงทำไมต้องเลิก ด้าน "ชัยวุฒิ" เผยนักเรียนร้องทุกข์ไม่ได้สมัครเอเน็ตเกือบ 100 ราย ไม่พบว่าระบบผิดพลาด รอดูปัญหานักเรียนทั่วประเทศก่อน ปูดเริ่มมีนักเรียนคัดค้านการคืนสิทธิ์แล้ว ส่วนนักเรียนต่างจังหวัดตรวจสอบชื่อศูนย์เปิดรับเรื่องร้องทุกข์ได้ที่เว็บไซต์ www.cuas.or.th
นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) สรรหา ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เปิดเผยว่า วันนี้ (10 ก.พ.) กมธ.ได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ตัวแทนผู้ปกครอง และนักเรียนที่มีปัญหาการสมัครสอบการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง (เอเน็ต) มาหารือกันที่อาคารวุฒิสภา ในเวลา 15.00 น. เพื่อหาทางออกร่วมกัน โดยเด็กจะได้เข้าสอบและมีโอกาศศึกษาต่อในสาขาที่ตนเองถนัด
ทั้งนี้ เขาได้รับการประสานจากนักเรียน ว่า มีข้อมูลที่ระบุวันที่การชำระเงินซึ่งเดิมในปฏิทินการสมัครสอบเอเน็ต ไม่มี แต่มีการเข้าไปแก้ไขในอินเทอร์เน็ตให้มีการระบุวันชำระเงิน ซึ่งตรงนี้ไม่มีปัญหาเพราะเด็กนักเรียนปริ้นเอกสารแบบฟอร์มดังกล่าวออกมาเก็บไว้แล้ว และจะส่งให้กมธ.ในวันนี้ (10)
นายสมชาย กล่าวด้วยว่า ระบบเอเน็ตที่มีปัญหาในขณะนี้เกิดการจากไม่ยอมรับความผิดพลาดของผู้ใหญ่ที่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากการสอบเอเน็นร่วม 1 แสนราย และขณะนี้ทราบว่ากระทรวงศึกษาธิการกำลังจะยกเลิกการสอบเอเน็ต ซึ่งนักเรียนเหล่านี้มีสิทธิที่จะฟ้องร้องจากการที่เขาเสียสิทธิอันมาจากระบบที่ล้มเหลว และถ้าหากระบบเอเน็ตดีจริงทำไมต้องยกเลิก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่สำนักงานสกอ. ชั้น 4 ซึ่งเปิดเป็นศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์จากนักเรียนที่มีปัญหาการสมัครสอบเอเน็ต วานนี้ (9 ก.พ.) เป็นวันที่สอง มีนักเรียนเดินทางมาประมาณ 10 คน บางคนยอมรับลืมไปชำระเงิน หรือมาร้องเรียนบ้างเผื่อว่าจะได้สิทธิ์คืน จนกระทั่งเวลา 10.30 น. นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วย (รมช.) ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เดินทางมาที่ สกอ. และหารือกับนายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ได้พบกับ นางอัจฉรา แสงทองยิ่งดี ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี เข้าร้องเรียนสอบถามปัญหากับ นายชัยวุฒิ
นายชัยวุฒิ ชี้แจงว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจปัญหาที่เกิดขึ้น จากการเปิดรับเรื่องร้องเรียนจากนักเรียนทั่วประเทศ แต่การแก้ปัญหาต้องเคารพสิทธิ์นักเรียนที่สมัครถูกต้องตามระบบจำนวน 1.9 แสนคน ทำให้การสอบเป็นไปด้วยความโปร่งใสที่สุด ตอบได้ทุกประเด็น ไม่ให้มีปัญหาตามมา ขอย้ำว่าหากการสมัครเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของระบบรับสมัคร นักเรียนจะได้รับคืนสิทธิ์สมัครแน่นอน หรือหากจะคืนให้ทั้งหมดก็เป็นเรื่องมนุษยธรรม
ส่วนนักเรียนในต่างจังหวัดซึ่งจะไปร้องทุกข์ได้ตั้งแต่วันนี้ (10 ก.พ.) เป็นต้นไป โดยสามารถตรวจสอบชื่อโรงเรียนที่เป็นศูนย์รับเรื่องฯ ได้ที่เว็บไซต์ www.cuas.or.th มีจำนวน 88 โรงเรียน ทั้งนี้ จะสิ้นสุดการรับเรื่องร้องทุกข์ทั้งส่วนกลางและต่างจังหวัด ในวันที่ 13 ก.พ.
รมช.ศธ.ไม่พบระบบสกอ.ผิดพลาด
นายชัยวุฒิ เปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้สรุปว่ามีนักเรียนมายื่นร้องเรียน 85 คน ส่วนหนึ่งให้เหตุผลว่าในใบสมัครไม่ได้ระบุกำหนดสิ้นสุดการชำระเงิน มี 3 รายที่ร้องว่าบาร์โค้ดอ่านไม่ได้ บางส่วนยอมรับว่าลืม บางส่วนฝากคนอื่นชำระแล้วผู้รับฝากลืม ทั้งนี้ ยังไม่พบว่าเป็นความผิดพลาดเชิงระบบของ สกอ. แต่อย่างใด ขณะนี้ต้องการจะรอดูข้อมูลจากการเปิดรับร้องทุกข์ที่เปิดรับที่โรงเรียนประจำจังหวัดทั่วประเทศว่ามีปริมาณผู้ร้องเรียนเท่าใด และมีสาเหตุใดบ้าง ก่อนจะนำเสนอเป็นแนวทางปฏิบัติในการแก้ปัญหาต่อคณะกรรมการอำนวยการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งมีอธิการบดีจากมหาวิทยาลัยกว่า 20 แห่งเป็นกรรมการ เพื่อพิจารณาตัดสินใจต่อไป
ทั้งนี้ ต้องจัดการแก้ปัญหาให้ไม่กระทบสิทธิของนักเรียนที่สมัครแล้ว 1.9 แสนคน ซึ่งจะมีประกาศเลขที่นั่งสอบในวันที่ 14 ก.พ.นี้ และหากต้องมีการเยียวยา หรือแก้ปัญหาโดยการรับสมัครนักเรียนกลุ่มนี้ คงจะเป็นการจัดห้องสอบแยกต่างหากออกมา และจะต้องสอบพร้อมกันในวันที่ 28 ก.พ. เพื่อความโปร่งใส ส่วนนักเรียนที่ยังไม่ได้สมัคร และจะมาร้องขอสมัครด้วย คงจะเป็นไปได้ยาก เพราะจะกระทบต่อระบบทั้งหมด
รมช.ศึกษาธิการ ยังได้นำเอกสารมายืนยันด้วยว่า ในขั้นตอนการสมัครทางอินเทอร์เน็ต แม้จะไม่มีระบุวันสุดท้ายของการชำระเงินในใบสมัคร แต่ก่อนจะถึงใบสมัคร มีถึง 2 ขั้นตอนที่ระบุวันสุดท้ายของการชำระเงินที่ชัดเจนไว้ และผู้สมัครจะต้องกดปุ่มยอมรับและตกลงก่อนจะไปถึงหน้าใบสมัครได้ และปฏิทินกำหนดการต่าง ๆ ได้ประกาศไว้ตั้งแต่เดือนส.ค. 2551 แล้ว
ว่อนเน็ตนักเรียนคัดค้านการให้สิทธิ์
ด้านนายสุเมธ กล่าวถึงนักเรียนที่ร้องเรียนปัญหาบาร์โค้ดอ่านไม่ได้ ว่า อาจมีปัญหาที่เครื่องอ่าน ซึ่ง 1 ใน 3 คนที่ร้องทุกข์เรื่องนี้ ทางที่ทำการไปรษณีย์ที่รับชำระชี้แจงมาว่า เครื่องอ่านมีปัญหา จึงได้แนะนำให้ไปชำระที่ธนาคารแล้ว ยืนยันว่าไม่มีความผิดพลาดที่บาร์โค้ดอย่างแน่นอน เพราะได้รับอนุญาตตามมาตรฐานของธนาคารแห่งประเทศไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในขณะที่ยังมีนักเรียนมาร้องทุกข์การไม่ได้ชำระเงินค่าสมัครสอบเอเน็ตอย่างต่อเนื่อง แต่บนเว็บไซต์ก็มีเด็กนักเรียนบางส่วนที่สมัครสอบเอเน็ตไปแล้ว ได้เขียนกระทู้บนเว็บไซต์ เช่นที่ เว็บ dek-d.com ตั้งหัวข้อว่า "คัดค้านการให้สิทธิ์แก่คนที่ไม่มีความรับผิดชอบ" ด้วย